สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน นักปกครองที่ยิ่งใหญ่ที่สุด.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน นักปกครองที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาตมาเกิดมาในชาตินี้ มีหน้าที่ลดอวิชชาให้แก่คน รู้ตัวตั้งแต่ 47 ปีที่แล้ว จนบัดนี้ ทำงานหน้าที่อย่างเหน็ดเหนื่อย ตั้งอกตั้งใจพากเพียร อยากตั้งใจจะอยู่ทำต่อไป คิดว่าสังขารนี้จะลากต่อไปได้ เพราะว่าดูแล้วมันไม่กระเตื้องเท่าไหร่ แต่ก็มีอัตราก้าวหน้าอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ชักจะช้าลงหรือเพิ่มขึ้นนะ อาตมาวัดไกลๆห่างๆ และเขาไม่ค่อยจะมาแสดงตัวว่าเป็นพวกมาช่วย อาตมาอาภัพมาก ที่จะมีคนมาแสดงออกช่วยเหลือส่งเสริม อาตมาทำงานอื่นก็ไม่สำคัญเท่างานนี้ คืองานทำให้คนเป็นอาริยะ ทำงานมาอย่างตั้งอกตั้งใจทำจริง เป็นงานสร้างคน ให้คนมีภูมิปัญญาลดตัวตนไม่เห็นแก่ตัว ส่วนตนจะมีสมรรถนะ สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ก็มีของแต่ละคน ถ้าคนไม่เห็นแก่ตัวแล้ว จะมีภูมิธรรมรู้อะไรดีชั่วของตนไปตามธรรม เมื่อเขาสามารถบรรลุธรรม เขาก็จะไม่ทำชั่ว เขาก็จะทำแต่ดี ยิ่งไม่มีตัวตน เขาก็จะทำเพื่อผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัวเอง และจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าคนเรา รับใช้ผู้อื่น ไม่สะสม ไม่เอาอะไรมาให้แก่ตัวแล้วอยู่ได้ ไม่ตาย คนจะเลี้ยงดูส่งเสริม ไม่อยากให้ตาย เขาจะช่วยรักษาไว้ ธัมโมหเวรักขติ ธรรมจารี ขอให้สุดยอดมีธรรมะที่รับใช้ผู้อื่น เสียสละรับใช้ทำเพื่อผู้อื่น คุณไม่ตายง่ายๆหรอก คนดีอย่างนี้ไม่อยากให้ตาย หรือมองแง่ร้ายว่า คนนี้รับใช้ได้เก่งมากไม่อยากให้ตาย เป็นผู้เสียสละเป็นประโยชน์คุณค่าอยู่ในโลก ถ้าเข้าใจสัจจะ จะไม่สับสนในพยัญชนะ สภาวะอันเดียวกัน พูดไปในเชิงเห็นว่าร้ายก็ได้ พูดไปให้เห็นว่าดีก็ได้ จิตที่บริสุทธิ์ ทำงานให้แก่ผู้อื่น โดยไม่มีอัตตา คือผู้ที่มีประโยชน์ แต่ผู้พูดว่าทำงานเพื่อให้แก่ผู้อื่น แต่ว่าตนเองล้วงตับกินไส้คนอื่นอยู่ บอกว่าตนเองทำเพื่อผู้อื่น แต่มีกลเม็ดเอาก
อ่านต่อ
ลับมามากกว่าที่เสีย แต่คนที่ทำเพื่อผู้อื่นจริงๆก็จะจบ ไม่เอากลับคืน ต้องทำให้จริง ช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่ต้องการอะไรตอบแทนจะอยู่ได้จริงๆ รับรองว่าอยู่ได้ จริงๆ ขอให้ทำจริง แม้ไม่เก่ง แม้จะไม่สามารถ ทำงานไม่ต้องลึกซึ้งสูงส่งอะไร รับใช้หยาบๆ เขาก็จะเลี้ยงไว้แล้ว ยิ่งทำงานที่สูงส่งละเอียดละออ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำ เช่น ทำงานสอนโลกุตระ คุณว่าเป็นงานสูงหรือต่ำ แล้วคนรู้ได้ง่ายหรือยาก ก็ยาก เห็นไหม ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร คนไม่รู้หรอก ดีไม่ดีด่าซ้ำอีก ว่าไม่รู้เรื่อง ก็จะไปรู้เรื่องได้อย่างไรเพราะมันเป็นโลกุตระ นอกจากไม่รู้เรื่องแล้ว บางทีบางอย่างทวนกระแส เขาจะสนุกเพลิดเพลิน จะแย่งชิงกัน แย่งชิงความสุขกัน ก็จะว่าเราเสือก ไม่เข้าเรื่อง เอ็งจะดีก็ดีของเอ็งไปสิ พวกเพื่อนโลกียมีเยอะ แต่อาตมาจริงใจ อาตมาเป็นเพื่อนของคุณ อาตมาซาบซึ้งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เราเป็นมิตรดีสหายดีของเธอ ท่านถ่อมตน ลดตัวตน เราเป็นมิตรดีสหายดีของเธอ แต่คนซื่อบื้อฟังแล้ว ก็เฉยไม่ซาบซึ้งอะไร แต่อาตมาโอ้โห.. พระพุทธเจ้าถ่อมตนลดตัวตน ท่านสูงแค่ไหนก็ยังบอกว่า เราเป็นมิตรดีสหายดีของเธอ งานการเมืองก็คืองานที่ทำให้คนเจริญ งานธรรมะก็เป็นงานที่ทำให้คนเจริญ ก็ต้องทำให้เจริญไปทั้งหมด ไม่ได้คัดส่วนใดส่วนหนึ่ง คนเจริญคือคนไม่เห็นแก่ตัว เสียสละรับใช้ประชาชน นี่คือคนเจริญ ภาษาเหมือนไม่สูงส่งยิ่งใหญ่ แต่คนที่เป็นจริงได้.. มันสุดยอด คนที่ไม่เห็นแก่ตัว เสียสละรับใช้ประชาชน ยังเป็นคนกินน้อยใช้น้อยไม่สะสม แม้ตัวเองผลิต สร้างสิ่งที่เป็นสิทธิของตัวเองแท้ๆ ยังให้คนอื่นต่อไปอีก แล้วตนเองก็เอาไว้น้อย หรือไม่เอาไว้เลย อย่างอาตมาไม่เอาไว้เลย อยู่กับส่วนกลาง พวกเราหลายคนก็ทำอย่างนี้ อยู่กับส่วนกลาง ทำงานได้เท่าไหร่ก็เอาเข้าส่วนกลาง ใครจะเปลืองผลาญก็เป็นกรรมของเขา ส่วนคนไม่เปลือง ทำกุศล สร้างกุศลไป ไม่เห็นจะมีทางขาดทุนอะไร ชัดเจนในสัจจะจะไม่สงสัยเลย พฤติกรรมชาวอโศกพูดไปแล้วคนจะหมั่นไส้ อาตมายกตัวอย่างอโศกเจริญก็ไม่ได้ยกตัว ไม่ได้อยากใหญ่โต ไม่มีจิตเช่นนั้น แต่เป็นการยืนยัน ชี้บอกว่านี่คืออันนี้ นี่คือความยิ่งใหญ่คือความเจริญ คนจนเป็นคนเจริญ คนรวยเป็นคนเสื่อม จะให้พูดอีกกี่ที คนจนที่ไม่ได้อดอยาก อุดมสมบูรณ์ เพราะไม่ได้สะสมกอบโกยใส่ตน ได้มาก็สะพัดเลยมีน้อยก็คือคนจน ส่วนคนรวยคือคนที่กอบโกยเอาไว้แก่ตนมาก และเอาไปออกดอกผลดูดเข้ามาอีก ตามระบบทุนนิยมสามานย์ คนเราหากเข้าใจจริง แบบคนจน ไม่สะสม ตนเองก็ยังชีวิตไว้อย่างประโยชน์สูงประหยัดสุด ไม่เปลืองผลาญ แต่ชีวิตความเป็นอยู่ไม่เสียสุขภาพ แล้วได้ผลผลิตมารวมกันก็เอาไปแบ่งแจกแก่คนที่ควรได้ และเหลือก็แบ่งขยายต่อไป อย่างนั้นต่างหากคือความเจริญ ไม่ใช่ว่า บ้านเมืองเราจะต้องผลิตได้มากๆแล้วเอาไปขาย Export ให้ได้เงินเข้าประเทศเยอะ แล้วเขาก็เรียกว่าความเจริญเพราะ gdp มันสูง แต่อย่างนั้นคือประเทศกระจอกประเทศหน้าเลือด ประเทศต่ำ ประเทศที่สูงส่งคือพวกเราไม่ต้องมีมาก แต่มีกินใช้อุดมสมบูรณ์ พอ ประโยชน์สูงประหยัดสุด คนก็แข็งแรงขยันหมั่นเพียรสร้างผลผลิตได้มาก และเอาออกแจก ขายในราคาต่ำ ต้องการให้คนอื่นเขาได้ไป และไม่ต้องไปเอาส่วนเกินGdp แต่ให้มันลดหายลงไปด้วย บวกลบคูณหารมีแต่จะหายไป ไม่ใช่ว่าเพิ่มเป็นเปอร์เซ็นต์ไหน อย่างนี้คือสังคมเจริญ ประเทศเจริญ นักเศรษฐศาสตร์ฟังอาตมาบ้างไหม ในหลวงท่านตรัสว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ท่านไม่ตรัสมาก แต่นักเศรษฐศาสตร์เขาก็บอกว่าฟังแล้วไม่รู้เรื่องอะไร คนที่หาทางเอาเปรียบคนอื่นๆมากๆไม่ใช่คนเจริญ คนเจริญคือคนที่ช่วยเหลือเสียสละเพื่อคนอื่นมากๆ พวกเราตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตนอย่างไม่ทรมานตน ไม่ใช่มักน้อยจนสุขภาพเสีย งานการขัดเคืองเสียหายก็ไม่ถึงขนาดนั้น มีอัตราก้าวหน้าอยู่ หมู่บ้านคนจน แต่มีการก่อสร้างบ้านเมืองกันขนาดนี้ ในหมู่บ้านตำบลบุ่งไหม 12 หมู่บ้าน แต่มีโรงงานมีการสร้างบ้านแปลงเมืองขนาดนี้ หมู่บ้านอื่นไม่มี เขามาสำรวจว่า หมู่บ้านราชธานีอโศกเป็นหมู่บ้านคนจนอันดับที่ 5 แต่เขาสำรวจอย่างไร น่าจะเป็นคนจนระดับ -5 เพราะว่าจนกว่าหมู่บ้านไหนๆหมด ถ้าแต่ละบุคคลองค์รวมนะ แต่ละคน ส่วนใหญ่เป็นคนจน บางคนเท่านั้นที่กระมิดกระเมี้ยนไว้มากเท่านั้น โดนใครก็ไม่รู้ล่ะ ส่วนใหญ่ก็มาจน มาไม่มี คนที่มาอยู่ในชุมชนชาวอโศก ตั้งแต่ต้น ไม่สะสมแล้ว จนเดี๋ยวนี้ ไม่มีเงินเลยก็อยู่ได้สบาย เดี๋ยวก็มีเงินผ่านมือมาให้ใช้ จริงๆแล้วไม่ต้องสะสมไว้เลย พอจำเป็นจะต้องใช้ก็ไม่ได้ขี้เหนียวกัน เราก็ไม่ได้ใช้ก้อนใหญ่โตอะไร อยู่กันสบายจะตาย นอกนั้นก็ใช้ในส่วนกลางเผื่อแผ่กัน เหมือนพี่น้องกันหมด ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร อาตมาว่า สังคมที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ มีจิตวิญญาณเช่นนี้ ถ้าทำได้ สมมุติว่า12 หมู่บ้าน ในตำบลบุ่งไหม เป็นอย่างนี้ได้สัก 6 หมู่บ้าน จะเป็นตัวอย่างของ นักรัฐศาสตร์ ในระบบของธรรมะพระพุทธเจ้า เศรษฐศาสตร์สาธารณโภคี มันยิ่งใหญ่กว่าคอมมิวนิสต์ ยิ่งใหญ่กว่าอะไรหมด คิปบุช อิโตเอ็น มันยิ่งใหญ่กว่าอันอื่นหมด หมู่บ้านชาวอโศกสาธารณโภคี ขอสรุป อาตมาเกิดมาเป็นคนชาตินี้ก็ระลึกได้ และออกมาทำงานนี้คือ ชีวิตคนไม่มีอะไรดีเท่ากับทำให้คนมาเป็นคนเจริญ คนเจริญคือคนอย่างไร คือคนมาจน มาเสียสละ มีประโยชน์ต่อโลก ตนเองไม่ต้องไปเบียดเบียนใคร มีแต่ช่วยเหลือเป็นประโยชน์ต่อเขา มาเป็นคนอย่างนี้ แล้วก็มาชวนกัน มาให้ความรู้ มาทำให้เขาเปลี่ยนแปลงชีวิตจิตใจ มาเป็นคนอย่างนี้ในสังคม อาตมาว่า งานนี้เป็นงานที่ดีที่สุด เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่ควรทำ อาตมาเห็นอย่างนั้นจริงๆ และก็จะทำไปจนตาย ใครจะเห็นด้วยก็ช่วยกันทำ ใครจะเห็นว่าแย่งลาภ ยศ สรรเสริญกันอยู่ก็แล้วแต่ อาตมาว่าเกิดมาเป็นคนกว่าจะมาเข้าใจอย่างนี้ล่ะ ทำอย่างนี้อย่างจริงใจ อาตมาไม่ได้ทำอย่างสร้างภาพ แต่เป็นความเห็นจริงว่าสุดยอด สรุปแล้ว ในชีวิตของคน อาตมาทำงานปางนี้ก็มีคนเห็นด้วย ทยอยกันเอาชีวิตมาเป็นอย่างนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพฆราวาส หลายคนแม้จะไม่อยู่ในสภาพนักบวชก็เสียสละเอาชีวิตมาทิ้งให้กับหมู่กลุ่ม ไม่ต้องบอกเลยว่าตายแล้วช่วยเผา เขาก็จะช่วยกัน ไม่ปล่อยให้เน่าหรอก ที่เผาก็มีแล้ว สบายมาก พูดแล้วเหมือนพูดเล่น แต่เป็นเรื่องจริง พวกเราจึงเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้น 1 ของโลก มีที่ไหนสาธารณโภคีที่ทำได้ในโลก ไม่มี มีที่นี่ ที่ชาวอโศก ในประเทศไทย ที่อื่นไม่มีหรอก อย่าว่าแต่เศรษฐศาสตร์ เป็นที่หนึ่ง รัฐศาสตร์ก็เป็นที่หนึ่ง บริหารโดยไม่ต้องบริหาร พวกเรานี่ หลายคนทำหน้าที่ ไม่ต้องได้รับการแต่งตั้งอะไร ก็รับผิดชอบทำงาน ไม่ได้เงินเดือนเงินดาวน์ ดีไม่ดีถูกด่าด้วย รับผิดชอบกันทำไปได้ นี่คือรัฐศาสตร์ ปกครองโดยไม่ต้องปกครอง ใครจะไปจะมาก็อิสระ มาอยู่ในวัฒนธรรมนี้ ถ้าทำไม่ดีก็ถูกเหล่ ก็อยู่ไม่ได้แล้ว ไม่ได้ทำรุนแรงอะไร เหล่แค่นั้นก็อยู่ไม่ได้ เป็นสัจจะของธรรมะพระพุทธเจ้า เราประสบความสำเร็จทางรัฐศาสตร์เศรษฐศาสตร์สังคมศาสตร์ ขออภัยที่พูดความจริง อย่าหาว่าคุยตัวเลย ยังคุยน้อยไป สมณะเดินดินว่า..ก่อนไปคำถาม อยากขมวดที่พ่อครูเทศน์มา ที่มานี้ เมื่อเช้านี้ พ่อครูได้อ่านหนังสือพิมพ์ คอลัมนิสต์ เขามองว่าประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง จะมีพรรคใหญ่ 2 พรรคเข้ามาเป็นตัวเต็ง ก็ดูว่า ทิศทางของบ้านเมือง คนที่เขาเขียน วิจารณ์ว่าเหมือนบัวแล้งน้ำ ไม่ได้ประโยชน์อะไร พ่อครูเลยมองว่าประชาธิปไตยคิดได้เท่านี้ คือเอามวล เอาพรรคไหน คนนิยมมาก แล้วเอาคนมากรวมกัน ทิศทางของประชาธิปไตยการเลือกตั้งจบอย่างนี้ แล้วไม่มีทางออก เขาวางค่ายกลเอาไว้แล้ว พรรคใหญ่มีเสียงมากคนมาก ก็เอาคนมายึดอำนาจ พรรคเทพพรรคมารต่างๆ แต่พ่อครูว่าเน้นปริมาณไม่เน้นคุณภาพ ที่พ่อครูพูดมาคือ ประชาธิปไตยที่เป็นโลกุตระ คนมีคุณธรรมขึ้นมา เราก็คัดคนที่มีคุณธรรมมาทำการเมือง ยกตัวอย่าง การตั้งสมเด็จพระสังฆราช ถ้าสมเด็จรถเบนซ์รถหรู มีพระส่วนใหญ่สนับสนุน ถ้าใช้เลือกตั้งก็ไม่ดีแน่ แต่ถ้าแต่งตั้งก็ได้แบบที่ดีนี้มาได้ พ่อครูว่า เขาประพฤติกันอยู่ไม่รู้ความเป็นโลกและความเป็นอัตตา พระพุทธเจ้าตรัสมาแต่ไหนแต่ไรแล้วในพรหมชาลสูตร ท่านกล่าวว่า คนไม่รู้เรื่องโลกและอัตตาต่างก็อวดดีกัน ทั้งเริ่มต้นและที่สุดคือโลกและอัตตา คนไม่รู้ก็จะสร้างอธิปไตยอำนาจจากจะใหญ่ที่สุดในโลก ก็สร้างอัตตาธิปไตย สองอย่างเท่านั้นคือโลกและอัตตา เมื่อไม่รู้โลกและอัตตา จะมาบอกว่า จะมีธรรมาธิปไตยหรือธรรมาภิบาลไม่ได้ ธรรมาภิบาลจะเกิดได้คนนั้นต้องมีอธิปไตยแห่งธรรมะก่อน ต้องมีอำนาจพลังงานที่เป็นธรรม แล้วคนนี้จึงจะเอาธรรมะไปอภิบาลคนอื่นได้ อย่ามาพูดเลย อธิปไตยที่เป็นธรรมาธิปไตยคุณยังทำไม่ได้ จะก้าวข้ามไปธรรมาภิบาล นั้นขี้โม้ นิติรัฐ นิติธรรม นิติรัฐคือออกแบบตั้งกฎเกณฑ์อะไรเป็นของรัฐบาล แต่จะเกิด นิติธรรม ต้องทำหน้าที่เป็นอธิปไตย จะมีธรรมะที่เป็นอธิปไตยต้องรู้โลกและอัตตา จนทำให้หมดความเป็นโลกและอัตตา แต่มีโลกวิทู ช่วยโลกได้ รู้ดีว่าโลกคืออะไร อัตตาคืออะไร แต่ไม่มีโลกและอัตตา คือผู้ที่มีธรรมาธิปไตย สมณะเดินดินว่า..ถ้าอัตตามาก ประชาธิปไตยก็น้อย 600626_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 29 ข้อ