สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 29 ข้อ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 29 ข้อ ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 1. ประชาธิปไตยที่ไม่มีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็จะต้องมี“การเลือกตั้ง”จากประชาชนเป็นธรรมดา ซึ่งเป็นประชาธิปไตยขาเดียว 2. “ประชาธิปไตยขาเดียว”หมายความว่า ประชาธิปไตยที่มีแต่“ระบบประชาชน”เท่านั้น ไม่มี“ระบบกษัตริย์”ในประเทศนั้นๆ 3. ส่วนประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะมีความเป็นจริงของภาวะจริงแห่ง“กษัตริย์”ที่ทรงมีทั้ง“เลือดแห่งกษัตริย์” และทรงมีทั้ง“วิญญาณแห่งกษัตริย์” ซึ่งครบสมบูรณ์ในความเป็นมนุษย์ คือ ในความเป็น“มนุษย์”นั้นต้องสัมบูรณ์ด้วย“เลือด” โดยเฉพาะสำคัญยิ่งต้องสัมบูรณ์ด้วย“วิญญาณ” เลือดคือ DNA สรีรพันธุ์(genetic) สืบทอดทางดินน้ำไฟลม ส่วนวิญญาณคือกรรมพันธ์ุสืบทอดทางกรรมวิบาก ของใครของมันตนเองทำกรรมก็รับมรดกกรรมตนเอง แบ่งใครไม่ได้ 4. หากสังคมประเทศที่มีกษัตริย์ก็ชื่อว่าเป็น“ประเทศที่มี“วิญญาณ” 5. หากกษัตริย์ในประเทศนั้นทรงมี“วิญญาณ”ที่เป็นประชาธิปไตย ก็จะไม่ต้องมี“การเลือกตั้ง”โดยประชาชน อธิบายต่อ เขาอาจเห็นว่า เมืองไทยมีในหลวงก็ทำไมต้องมีเลือกตั้ง เพราะว่านักวิชาการนักเลือกตั้งครอบงำความคิดประชาชนไว้นั่นเอง ในหลวงท่านดำเนินโครงการพระราชดำริสี่พันกว่าโครงการ แต่ข้าราชการ นักบริหารไม่ทันพระองค์ ทั้งปัญญาไม่ทันและขี้เกียจด้วย ท่านออกไปทุกถิ่นที่ ทรงพระดำเนินในถิ่นธุรกันดาร มีไหมที่รัฐมนตรีจะทำกัน 6. มีแค่“การซาวเสียงกัน”ในหมู่ชนนั้นๆ เลือกผู้เหมาะสมขึ้นมาทำหน้าที่ในแต่ละเขตชุมชน แต่ละตำแหน่งหน้าที่ ก็เป็นไปได้แล้ว 7. ส่วนตำแหน่งหน้าที่สำคัญๆสูงในขีดขั้นต้องบริหารประเทศนั้น กษัตริย์ทรง“แต่งตั้ง”ก็เพียงพอแล้ว 8. เพราะกษัตริย์นั้นจะมี DNA สืบสันตติวงศ์
อ่านต่อ
9. เมื่อทรงเป็นประมุขคู่รัฐ ชื่อว่าประชาธิปไตย 2 ขา 10. และกษัตริย์จะทรงมี “ทศพิธราชธรรม” ในพระจริยวัตรแท้ 11. เมื่อสัมบูรณ์ด้วย“เลือด” โดยเฉพาะสำคัญยิ่งสัมบูรณ์ด้วย“วิญญาณ”ก็สัมบูรณ์ความเป็นประชาธิปไตย 2 ขา 12. ก็จะมี “ประชาราชสมาศัย” เป็นนาม-รูป ต่างอาศัยซึ่งกันและกัน ครบครันเต็มความเป็น“สัตว์โขลง” และเป็น“สัตว์สังคมมนุษย์” ไม่เอียงโต่งอยู่แค่ เป็น“มนุษย์ที่มีแต่เลือดแต่ไม่มีวิญญาณ” 13. ซึ่งสำคัญมากเพราะเป็นธรรมะ 2 คือ เลือดกับวิญญาณ แล้วจะสามารถมีคุณธรรมขั้นโลกุตระได้ จึงชื่อว่า ประชาธิปไตย ๒ ขา 14. ธรรมะต้องเป็นโลกุตระจริง คือล้างความเป็นตัวตน จนหมดตัวตน แล้วรับใช้ประชาชน ด้วยธรรมะที่เป็นโลกุตระนั้นๆ ไม่อย่างนั้นจะต้องใช้วิธี“เลือกตั้ง”กัน และจะมีการโกงกันหรือใช้กลเม็ดในการจะได้รับเลือกตั้งกันไปตลอดกาลนาน ดังที่เป็นกันอยู่ในโลก 15. ถ้ากษัตริย์ไม่มีโลกุตรธรรม เป็นโลกุตรบุคคล ก็จะไม่มีเชื้อโลกุตรธรรมในสังคมนั้น 16. เพราะกษัตริย์ต้องมีสันตติวงศ์ที่สืบทอดด้วย “กฎมณเฑียรบาล” หล่อหลอมสร้างมาทุกชาติทุกชาติ(กฎมณเฑียรบาลคือหลักเกณฑ์ที่ให้กษัตริย์เป็นพ่อดูแลประชาชน ดูแลรักษาให้อยู่กันดีเป็นครอบครัวใหญ่ เป็นพ่อของประเทศ) 17. อยู่ดีๆสัตว์โลกที่ไม่ได้สั่งสมวิบากที่เป็นกุศล มานานนับชาติมากเพียงพอจะเป็นกษัตริย์ไม่ได้ แม้เป็นได้ก็ไม่มีทศพิธราชธรรมเพียงพอ ก็ยังไม่ดี ใช่มั้ย (ตามประวัติศาสตร์จะมีการแย่งชิงอำนาจ ในราชวงศ์ต่างๆ แต่ผู้ที่มีบารมีพอ ไม่มีวิบากก็จะไม่ต้องแย่งชิง อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ผ่านสิ่งเหล่านี้มาทั้งสิ้น เข้าใจดี ทั้งหลักเกณฑ์ของพุทธศาสนาด้วยก็ยิ่งชัดเจนมาก) 18. เป็นกษัตริย์ที่มีพระจริยวัตรอันประเสริฐอย่างเป็นจริงมีรูปธรรม เป็นสมมุติธรรมให้สัมผัสได้เป็นสากล ยิ่งเป็นโลกุตระ ก็ดีทั้งสมมุติที่เป็นสากล และดีทั้งปรมัตถ์คือคุณธรรม 19. พระจริยวัตรนั้นทรงงานเพื่อประชาชนที่มีรูปธรรม ยืนยันจับต้องได้ ยังมีปริมาณของสมมุติมากมายให้เห็นให้รู้ได้จริง ส่วนปรมัตถ์ก็อยู่ในพระองค์ 20. ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีพระจริยวัตรอันประเสริฐอย่างเป็นจริง มีรูปธรรม เป็นสมมุติธรรมให้สัมผัสได้เป็นสากลอย่างในหลวงร.9 ที่ทรงงานมาตลอด 70 พรรษา ก็สัมผัสผลงานจริงได้แท้ ค้านแย้งไม่ได้ 21. พระจริยวัตรนั้นๆแม้จะเป็นงานเพื่อประชาชนที่มีนามธรรมยืนยันอยู่ แต่มีคุณภาพของปรมัตถสัจจะ 22. ที่เป็นโลกุตรธรรม ที่ลึกซึ้งมากมายให้รู้ได้จริง ได้เท่าที่ทรงมีจริง นั้น มีรูปธรรมเห็นได้ อ่านออก ประชาชนก็จะเทิดทูนนับถือ จนถึงขั้น ขณะนี้ แสดงออกถึงขั้น ฮือฮา แสดงออกถึงความเคารพบูชาเทิดทูนความเป็นประชาธิปไตย พระจริยวัตรที่ทรงงานรับใช้ประชาชนมา 70 ปี ประชาชนฮือฮา อย่างที่ประเทศไทยกำลังเป็นอยู่ ที่เป็นประชาธิปไตยที่มีธรรมะเป็นโลกุตระ ประชาชนที่ขานรับ ด้วยความตั้งใจที่จะทำตามพ่อสอน เพราะท่านทรงทั้งทำทั้งพูด ทรงมาหมด แม้จะทรงพูดน้อย แต่ก็สอดคล้องเป็นโลกุตระ โลกุตระคือไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อส่วนรวม เพื่อมวลประชาชนอย่างแท้จริง ฉะนี้แลประชาธิปไตย คือประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้ได้ประโยชน์(หิตายะ)ได้รับความสุข(สุขายะ) 23. ความเป็นประชาธิปไตยตามข้อต้นๆมานั้น แม้จะมีคุณภาพพอประมาณยังไม่มากนัก ทว่าก็มีพอยืนยันยอมรับได้ เพียงแต่ยังไม่ใช่กาละอันถ้วนถึงเท่านั้น ซึ่งยังมีอัตราการก้าวหน้าของ“สัมประสิทธิ์”(coefficient) ยืนยันได้จริง ที่ ซึมลึกไหลถ่ายเทสืบทอดเป็น“ออสโมซิส”(osmosis)อยู่ ก็พอจะชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยที่มีแต่เจริญก้าวหน้าไม่หยุดอยู่กับที่(coefficient) 24. ถ้าแม้นความเป็นประชาธิปไตยในสังคมประเทศนั้นมีไม่พอถึงขั้นข้อ 17 จึงจำเป็นต้องมีวิธีการ“เลือกตั้ง” โดยให้ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง 25. แต่ถ้าคุณภาพของความเป็นประชาธิปไตยตาม 17 ข้อนั้น ยังไม่มี“สัมประสิทธิ์”(coefficient) ยืนยันได้จริง ที่ ซึมลึกไหลถ่ายเทสืบทอดเป็น“ออสโมซิส”(osmosis)อยู่จริง ก็ยังไม่ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยที่แข็งแรง 26. เมื่อยังไม่ใช่ประชาธิปไตยที่จริง จึงต้องใช้วิธี“เลือกตั้งโดยประชาชน” 27. หากเป็นประชาธิปไตยที่จริงแล้ว ไม่ต้องมีวิธี“เลือกตั้งโดยประชาชน” แค่… “ซาวเสียงกัน”ในหมู่ชน ตามข้อ 6 และกษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามข้อ 7 สังคมก็สงบเรียบร้อยอบอุ่นสัมบูรณ์แล้ว 28. เพราะประชาชนและสังคมจะมี“อิสระเสรีภาพ-ภราดรภาพ-สันติภาพ-สมรรถภาพ-บูรณภาพ”ที่ทรงสภาพมี“สัมประสิทธิ์”(coefficient)ที่ซึมลึกไหลถ่ายเทสืบทอดเป็น“ออสโมซิส”(osmosis)อยู่จริง อยู่ตลอดไป 29. Osmosis ที่มี coefficient คือ ใน Coefficient จะมี 1.ต้นทุนค่าคงที่ พลังงานบวก ที่มีคุณสมบัติ คุณธรรม คุณภาพมากเพียงพอ 2. มีตัว dynamic ตัวพลังงานลบ ตัวที่ทำงานเคลื่อนที่ เป็นdynamic(สภาพผ่านไปแล้ว) และ kinetic(สภาพปัจจุบัน) และคุณธรรมตัวตั้ง ตัวคงที่บวกและลบต้องมีความแข็งแรงเพียงพอ 3.ต้องมีตัวแปรที่ทำให้เกิดการก้าวหน้าระดับคูณเป็นต้นไปอีก ทำงานเสริมช่วยอีก จึงเป็นค่าที่สูงมากในการเจริญก้าวหน้า จึงไหลซึมไป แม้แต่คนไม่รู้ตัวก็ทำให้เกิดการ osmosis ได้อย่างดี เพราะไหลซึมจากสูงไปต่ำอย่างแรง ใครสามารถสร้าง Coefficient ได้ คำว่า Coefficient อาตมาแปลได้ว่า สัมโพธิปรายนะ จะไปสู่ที่สูงที่สุดถ่ายเดียว มีสภาพและคุณสมบัติเท่ากับ สัมโพธิปรายนะ แต่คนทำสภาพ Coefficient ให้เต็มสภาพไม่ค่อยได้ ทำได้ยาก แต่ถ้าทำได้แล้ว จะมีอัตราการก้าวหน้าไม่ถอยเลย แม้แค่โสดาบัน เริ่มต้น มีสัมโพธิปรายนะได้แล้ว ผู้ที่ยิ่งมีภูมิธรรมความรู้ทางธรรมพระพุทธเจ้า สามารถสร้างพลังงานนั้นให้แก่ตัวเองจริงๆ พลังงานนั้นเป็นพลังงานทางจิต มีคุณสมบัติ โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ ยิ่งสูงเป็นสกิทาคามีก็ยกการก้าวหน้าจาก สัมโพธิปรายนะ หมวดต่อมาสูงขึ้น จนถึงอนาคามีก็ยิ่งสูงขึ้นๆ เจริญขึ้นแข็งแรงขึ้น ยั่งยืนขึ้น เพราะฉะนั้นประเทศที่มีกษัตริย์ ที่นับถือศาสนาพุทธก็จะมีคุณธรรมที่ว่านี้ เป็นทศพิธราชธรรม เมื่อทศพิธราชธรรมของกษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ถึงขั้นที่จะมี Coefficient ก็จะมีแต่การก้าวหน้าขึ้นตลอดเวลา มีตัวกำกับพลังงานเป็นเจ้าของพลังงานจิต จิตของตนเอง เป็นพลังงานของอัตภาพตนเอง มีคุณสมบัติดังกล่าวนี้ ก็มีบทบาทจริง เพราะจิตเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ก็ออกมาประพฤติ มีพระจริยวัตร ดังที่ในหลวงทรง อาตมาไม่ได้โมเมว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นพระโพธิสัตว์ โดยไม่มีหลักเกณฑ์หลักฐานความรู้ ไม่ใช่ แต่เป็นเรื่องจริงที่มีครบเลย อาตมายืนยันได้ ไม่ใช่โมเมเดาสุ่มไม่ใช่ อาตมาไม่รู้ ท่านก็เป็นพระโพธิสัตว์อยู่แล้ว ท่านทรงงานมา 70 กว่าปีแล้ว ใครจะอ่านออก อาตมาที่พูดนี้ไม่ได้มานั่งแกล้งพูด แต่เป็นโชคดีของคนไทย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงงานเป็นไอดอล เป็นตัวอย่าง ให้มนุษย์ในยุคนี้ได้สัมผัสพบเห็นความจริงนี้ เป็นโชคดีเท่าไหร่ สิ่งที่อาตมาพูดเหล่านี้ไม่ได้นอกเหนือกว่า ความรู้ทางศาสนาพุทธ แต่คนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องศาสนาพุทธ เข้าใจธรรมะออกนอกรีตเป็นเดียรถีย์ หลับหูหลับตาเข้าป่าไม่รู้โลกวิทู หลับตา อัตตาก็ไม่รู้ โลกก็ไม่รู้ แล้วพวกไปทางอัตตาก็ไปยึดอัตตาเป็นอธิปไตย ยึดตัวกูของกูเป็นอธิปไตย กูรู้ รู้อะไรก็หลับตารู้ ท่านมีฤทธิ์เดช หลับตารู้หมดทุกอย่าง เขาถือกันอย่างนั้นจริงๆ แล้วเอามาทำอะไรได้บ้าง พวกหลับตารู้ที่ยกย่องกันว่าเป็นอาจารย์ใหญ่ทางวิปัสสนากรรมฐานใหญ่ มีอัตตาธิปไตย มีพลังงานความเก่งความสามารถ ของความเป็นอัตตา รู้สภาพอัตภาพอัตตา คืออัตตาหมายความว่า พลังงานของสัตว์โลก เริ่มต้นเป็นจิตนิยาม ถือว่าเป็นอัตตาแล้วเป็นสัตว์เซลล์เดียว สะสมตัวกูของกู หนักเข้าแย่งมาเป็นของกู เอามาเป็นอัตตา คนที่ไม่ได้รู้จักความเป็นจริงอย่างที่ว่าคร่าวๆนี้ คนๆนี้จะเป็นตามที่เขาเป็นเขามี เพราะเขามีพลังงานแบบนั้นในตัวเอง มันก็เป็นอยู่จริง ดีไม่ดีทำออกมาอย่างน่าเกลียดก็ไม่รู้ตัวเอง นอกจากไม่รู้ แล้วนึกว่าตัวเองทำเท่ห์ทำเก่ง กูวิเศษอีก อย่างนั้น ความโง่ของคนมีซับซ้อนมาก สรุปแล้ว พลังงานความรู้ พลังงานแห่งธาตุเฉลียวฉลาด 600626_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 29 ข้อ