มาเถอะมาอย่าช้าเพิ่มสัมประสิทธิ์มาสู่โลกุตระ.docx
เนื้อหาในไฟล์
มาเถอะมาอย่าช้าเพิ่มสัมประสิทธิ์มาสู่โลกุตระ กว่าจะหมด SMS 3-4แผ่น เลยไม่ได้พูดสิ่งที่อยากจะพูด เอ้า ก็ท้าวความอีกนิดหน่อยว่า ศาสดาเทวนิยม ทุกองค์เลย คนปุถุชนสามัญทั่วไปทั้งหมดทั้งโลกนี่แหละ มีความรู้ความฉลาดและความจริงอยู่เพียง อยู่ในกรอบของโลกียะเท่านั้น โลกียะก็คือของเทวนิยม แม้ชาวพุทธแท้ๆทุกวันนี้ก็เสื่อมไปมาก ก็รู้ฉลาดและมีความจริงกันแค่โลกียธรรมคือ ความเป็น 2 ของความดีความชั่ว ตามสมมุติของแต่ละกลุ่ม แต่ละสังคม แต่ละประเทศนั้นๆ ซึ่งแตกต่างกันไปตามอุปาทานและตัณหาของแต่ละคน แตกต่างกันทั้งนั้น ศาสนาของเทวนิยมทั้งหลายจึงมี ความรู้ความฉลาด ความจริง อยู่แค่เทวะหรือภาวะ 2 ของความดีความชั่ว เป็นหลักสำคัญ เขาก็ยึดถือความดีความชั่วกันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่เท่านั้น ทั้งนั้น ซึ่งแตกต่างจากพุทธศาสนาที่มีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวในโลก อาตมาขอยืนยันเป็นอย่างนั้น มีพระองค์เดียวในโลก ที่มีวิสัยทัศน์ ละเอียดลออลึกซึ้ง ซับซ้อน ก็คือ อาตมาเอาประเด็นนี้มาพูดเท่านั้นคือ ประเด็นของคำว่าเศรษฐศาสตร์ หรือเศรษฐกิจ คือเชื่อว่าการเพิ่มตัวเลขของเงินได้ ทุกวันนี้ทั่วไปส่วนใหญ่ นึกว่า GDP เป็นศั ย่อๆ ของ Gross Domestic Product เขาเชื่อว่าตัวเลขของเงินได้คือความเจริญ เป็นความพัฒนาก้าวหน้าของสังคมประเทศ นี่แหละเป็นแนวคิดของพวกทุนนิยม หรือพวกโลกีย์ เขาคิดและทั่วโลก นักเศรษฐศาสตร์ แม้แต่นักสังคมศาสตร์คือความรู้สามัญทั่วไป เขาจะเข้าใจและเป็น Concept เป็นวิสัยทัศน์ของเขาอย่างนี้ ซึ่งมันตรงกันข้ามกับบุญนิยมหรือโลกุตระ คนละทิศคนละทางเลย หันหลังชนกันเลย แล้วก็เดินไปกันคนละทาง โลกุตระกับโลกียะ เพราะวิสัยทัศน์ของคนที่เชื่อว่า การเพิ่มพฤติกรรมหรือการลงมือทำงานจริงๆของคน ที่สร้างสรรค์แล้วก็เกิดผลผลิตได้ขึ้นมาให้ค
อ่านต่อ
นได้อาศัยใช้สอยกินอยู่กันแท้ๆนั่นต่างหากคือความเจริญ ที่เป็นความเจริญของมนุษย์ ของสังคมชาติทั้งหลายแหล่ จริงกว่า การไปนับไปยึดถือเอารายได้ เป็นตัวเลขของเงินได้ เป็นเครื่องยืนยัน เป็นเครื่องวัด มันเป็นเงินหรือรายได้ที่มาเป็นตัวบอก มันเป็น by Product มันไม่ใช่แก่นแท้ มันไม่ใช่ Product แท้ๆ เห็นไหมว่ามีความเพี้ยนความเหลื่อมกันอยู่อย่างนี้ เข้าไปลึกกว่านั้น วิธีการของคนที่จะได้เงิน ที่จะได้ธนบัตรมามากๆแล้วมายืนยันว่าเป็นความเจริญ มีความซับซ้อนด้วยวิธีโกง วิธีเอาเปรียบ เล่ห์กลต่างๆ ที่จะได้เงินมา ได้ตัวเลขของธนบัตร ตัวเลขของเงินมายืนยันว่า นี้ฉันเจริญ ฉันเจริญ เพราะทำตัวเลขนี้ได้ คุณได้ธนบัตรมาจริง แต่คนพวกนี้ส่วนมากที่เป็นเศรษฐี เป็นคนร่ำรวย เป็นกระฎุมพี ในโลกนี้เข้าวัดด้วยองค์กรฟอร์ป เอาตัวเลขของคนที่รวยนี้มาเปิดเผยด้วยวิธีการซับซ้อน มันเป็นวิธีโกงวิธีเอาเปรียบ วิธีไม่ได้เสียสละ เขาก็ได้ด้วยวิธีการต่างๆนานาแล้วก็ไปหลงดีใจ เขาไม่ได้ทำสักคน อย่างเช่น แจ็คหม่าไม่ได้ทำงานไม่ได้ผลิตอะไรเลย เล่นกลวิธีพวกนี้ แล้วเขาได้เงินจริงๆนะ ได้รวยจริงๆ แล้วก็ไปหลงเอาตัวนั้นมาเสนอต่อคนว่า ทำอย่างนี้สิ มันผิวเผิน มันไร้สาระ มันขี้โกง มันเอาเปรียบ มันไม่ใช่มนุษย์ที่เจริญแท้เลย มนุษย์เจริญแท้ต้องมีพฤติกรรม มีการลงมือทำ มีการสร้างจริงๆแล้วรู้จักปัจจัยสาระของมนุษยชาติของโลก อาหารเป็นหนึ่งในโลก อย่างนี้เป็นต้น สร้างอาหารสิ สร้างจริงๆเลย ยิ่งกสิกรรมยิ่งวิเศษ เขาไม่มีความลึกซึ้งในเรื่องพวกนี้เลย ซึ่งไปบังคับเขาไม่ได้ เขาหลงอย่างนั้นอยู่ ก็บังคับเขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นในแนวคิดของพระพุทธเจ้าหรือโลกุตรธรรม อาตมาก็มั่นใจว่ามันเป็นปัจจัย 4 พระพุทธเจ้าก็สรุปลง ข้าว ผ้า ยา บ้าน ยิ่งข้าวหรืออาหาร ยารักษาโรค ที่เอามาจากพืชพันธุ์ธัญญาหาร เอามาจากพืช ไม่ใช่ที่เขาเรียกว่า เป็นยาสมุนไพร ยาออแกนิค ยาที่ไม่ใช่สารเคมี มันเยี่ยมยอดกว่า เอาเถอะ ไม่ลงในรายละเอียดนี้ อาตมาจะพิสูจน์ พิสูจน์ความจริงที่ว่า ผู้สร้างสิ่งที่มันไม่ใช่เป็นปัจจัย 4 ที่บานปลายออกไปมาก นั่นแหละ เป็นคนหลงทาง ถ้าผู้ที่มาสร้างปัจจัย 4 ด้วยความรู้ที่แน่วแน่ไม่หลงทางออกไป มาช่วยกันพิสูจน์เลยในโลกนี้ ระดมกันออกมาเลย ใครจะอยู่หอคอยงาช้าง อยู่ที่ไหนๆอยู่ที่สูงไปสร้างอะไรอยู่ มาทำกสิกรรม ในดินแดนของตน อยู่ในโซนที่ปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารให้ได้ดีๆนี้มีอยู่กว้าง ในโลกนี้ กว้างมากกว่าในโซนที่ปลูกพืชพันธธัญญาหารได้มาก โซนที่ปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารได้น้อยมีน้อยกว่า เพราะฉะนั้นอาตมามั่นใจว่า ถ้าคนเข้าใจในเรื่องการปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร อาตมาไม่เน้นปศุสัตว์ ไม่เน้นประมง เพราะมันมีวิบากที่ซ้อนลึก แต่เขาก็ต้องทำกันอยู่สำหรับคนที่จำนน เขายังตกอยู่ในวัฏสงสารที่เขาจะต้องเป็นอย่างนั้น เขาก็ต้องทำบาปกันไปอยู่ แต่เรานี้หลุดพ้นบาปเพราะว่าเราเข้าใจกรรมวิบากที่เป็นอจินไตยลึกซึ้งไปหมดเลยจริงๆ เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ไปทำ เราก็จะไปทำของเรานี่แหละ แบบที่เราเข้าใจอย่างที่อาตมาว่า อาตมาเข้าใจในแนวลึกพวกนี้ พาสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหาร นี่แหละ หรือกสิกรรมนี่แหละ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าอันนี้มีคนเห็นด้วย เห็นดี แล้วก็ช่วยกันทำมากขึ้น ไม่ว่าประเทศไทย ประเทศอยู่ในโซนที่ปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารได้ดี ทำเลย แล้วมนุษยชาติในโลกในสังคมจะมีสิ่งที่อาศัยใช้กิน โดยเฉพาะมีอุดมคติ อย่างพวกเรา คืออาหารไม่ใช่สินค้าที่จะมาค้าขายเอากำรี้กำไรกัน แต่เป็นสิ่งที่แจกจ่ายเกื้อกูล แบ่งปันกันกิน อาหารถ้าราคาแพง คนจนเท่านั้นจะตาย คนรวยไม่ตายหรอก มีเงินมันก็ซื้อกินได้ แต่มันต้องกิน ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจนต้องกินอาหารทั้งนั้น เพราะฉะนั้นอย่าไปทรมานคนจนเลย คนจนมันมีมาก คนรวยมีน้อย เพราะฉะนั้นจึงต้องมีแนวคิด จะต้องพากันมาจน อย่างที่เราพยายามทำนี่แหละ มันเป็นปรัชญาหรือว่าเป็นความจริง เป็นหลักการ หลักวิชา ที่ยิ่งใหญ่ พาคนมาจน พาคนมารู้จักแก่นสาร รู้จักงาน รู้จักสิ่งที่ควรจะต้องมาระดม มาช่วยกันทำ อย่างน้อยชาวอโศกเรานี่ ได้คิดอย่างที่อาตมาว่าถ้าเข้าใจแล้ว ระดมมา เดี๋ยวนี้อาตมาว่า เราแจกทันอยู่นะ คุณทำมาให้มากๆเถอะ ชาวอโศกผลิตกันมา แจก พวกเราเพียงพอแล้วแจกหรือไม่ ก็ขายให้ถูก ส่งไปทั่วโลก การขนส่งที่จะเผื่อแผ่ไปสู่ผู้อื่น มันก็สะดวกง่ายขึ้น ทุกวันแล้ว เพราะฉะนั้นพยายามเถอะ อาตมาว่าอาตมาไม่ได้ชักชวนผิด อาตมาว่าอาตมาชักชวนถูก เพราะฉะนั้นนักการเมือง หรือว่านักบริหาร หรือว่านักศึกษาวิชาการต่างๆก็ตาม ถ้าเข้าใจอย่างที่อาตมาเข้าใจแล้วนี่ แล้วเอานำมาพูดนำเสนออยู่นี่ แล้วมาร่วมนำเสนอร่วมกันกับอาตมา หรือลงมือมาทำกันจริงๆ ตอนนี้ชาวอโศกเชื่อว่าจะเชื่ออาตมาที่พูดว่าจริงๆจริงๆนะ นี่คือสำนวนอาตมา จริงๆๆๆๆ จริงๆนะ ไม่เชื่อก็บังคับกันไม่ได้ อาตมาเน้นแต่ว่ามันเป็นความจริงที่จริงๆ มันไม่ผิด มาพยายามร่วมมือกันสร้างจริงๆ ในบ้านราช ยังมีที่ที่จะให้ปลูกฝังกันอยู่ มาเลย เรายังจ้างคนงานผู้ที่มาช่วยทำ นี่แหละช่วยปลูก ปู่เถาว์เดือนหนึ่งก็จ้างไม่ใช่น้อย คนข้างนอกมาทำ พวกเราก็ทำ ไม่ใช่ไปแย่งงานเขาหรอก เราไม่ได้ไปไล่เขา แต่เราเพิ่มผลผลิต มันมีที่ดินน้ำท่าเราก็เยอะแยะ น้ำท่าไม่หมดง่ายหรอก แม่น้ำมูลมีเยอะ น้ำดีด้วย แม่น้ำมูลนี้ดีกว่าน้ำบาดาล รดพืชพันธุ์ธัญญาหารได้ดีกว่าเพราะว่ามีสารอาหารที่จะให้พืช น้ำบาดาลมันเป็นน้ำกลั่นน้ำกรองเข้าไปจากพื้นดิน เพราะฉะนั้นธาตุอาหารน้ำบาดาลสู้น้ำจากแม่น้ำไม่ได้ น้ำแม่น้ำมีธาตุอาหารมากกว่าน้ำบาดาลเยอะแล้วเราก็มีด้วย เครื่องมือก็ไม่ยาก การสูบการส่ง อะไรต่างๆนานา ทุกวันนี้สะดวก ง่าย ทำได้ สรุปก็คือ มาเถอะมาอย่าช้า อยู่ไหนรีบมา คว้ามีดพร้าและจอบเสียม ไม่ใช่เอาไปรบฆ่าใครนะ เอามาทำกสิกรรม เอามาช่วยกัน อาตมาจะเน้นๆย้ำๆซ้ำๆซากๆอยู่ เพื่อที่จะให้เข้าใจ ไม่ใช่ดูถูกว่าไม่ค่อยเข้าใจหรอก แต่คนเรามันไม่ค่อยอยากลงไปดู มันร้อน มันหนัก มันเหนื่อย มันสกปรก มันเปื้อนอะไรต่ออะไร… ปัดโธ่! เปื้อนมันก็ล้างก็เช็ดก็ถูได้ เราไม่ได้ไปหาพิษภัยอะไรมากมาย มีแต่วันสะอาด มีแต่ทำให้สะอาดขึ้นไปเรื่อยๆ เราก็รู้เราก็ฉลาด อย่างพืชพันธุ์ธัญญาหารของเรา แจกจ่ายกันไป พากเพียรกันไป เฉลี่ยกันไป นี่ ตอนนี้ศาลาปันสุขเป็นอย่างไรแล้วล่ะ รู้สึกจะอ่อนแรง ไม่ขยันนำไปใส่มันเลยดูแห้งแล้ง ศาลาปันสุข ฮือฮากันหน่อยเดียว ทำไมล่ะ การเสียสละ การสร้างสรรค์ การทาน การเผื่อแผ่ มันเลวหรือไง? พูดให้กระชากๆ กระตุกเข้าหน่อย มันไม่ได้เลวนะ มันดีจริงๆ เพราะฉะนั้นใครมี กาละ เวลา ปลีกเวลามา พยายามมีความฉลาดเฉลียวที่จะมาทำสิ่งที่ดีจริงๆ แต่คนมันน้อยที่จะมาระดมกันทำ ทำเผินๆ เสียเวลา วันเท่ากัน กาละเวลา หมุนไป แต่ละวินาทีทุกคนเท่ากันหมด แล้วก็ความรู้ความฉลาดก็ฟรี ทุกคนมีความรู้ความฉลาดที่พัฒนาได้ฟรีทั้งนั้น ได้แล้วไม่ทำ รู้แล้วไม่ทำ มันเป็นคนเสื่อมหรือคนเจริญ ...เสื่อม ฟังให้ชัดนะ เสื่อม แล้วอยู่ในทางเสื่อมหรือทางเจริญ ควรจะอยู่ในทางเจริญ อาตมาก็ได้แต่พูดไม่ได้แก้ตัวนะว่าอาตมาทำไมไม่ลงไปทำเอง แก้ตัวคืออยู่ในวินัยพระพุทธเจ้า เป็นภิกษุแล้วจะไปทำมันผิดวินัย มันก็ซับซ้อนอธิบายแล้วทำไมพระพุทธเจ้าไม่ให้ไปปลูกไปทำ สมณะที่บรรลุธรรมจริงๆจะขยัน โสดาขึ้นไปก็หมดแล้วเรื่องขี้เกียจ เป็นอบายมุข สกิทาคามีก็ยิ่งขยันเพิ่มขึ้น อนาคามีก็ยิ่งขยัน เป็นพระอรหันต์ เลยอรหันต์ก็ยิ่งขยันจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าให้พระภิกษุไปทำ 1.มันไม่พึ่งกันและกัน ให้ฆราวาสนั้นเขาเอาอาหารมาให้ภิกษุกิน ถ้าพระก็ไปปลูกไปฝังกินเองเลย มันก็ขาดกันกับฆราวาส ก็ให้ฆราวาสเขาเป็นทายก ภิกษุเป็นปฏิคาหก เป็นผู้รับ ให้เขาเป็นผู้นำมาให้กิน จะได้สัมพันธ์กันหรือเรียกว่าบุญคุณแก่กันและกัน พึ่งพาอาศัยกันและกันไป ถ้าให้ไปทำ มันก็ไปแย่งอีก มันก็ไม่ดี ก็แบ่งกันบ้าง นี่โดยสัจจะนะ แต่มีเป็นช่องทางอีกเหมือนกันว่า ภิกษุขี้เกียจ ก็ไม่บรรลุธรรม ภิกษุขี้เกียจก็บาปก็มีวิบากบาปแน่เป็นสัจจะ ภิกษุขี้เกียจ ทำกินทำใช้ก็ไม่คุ้มตัวคุ้มกิน ก็วิบากไป แล้วมันราคาบาปมันแพงกว่าฆราวาสเขา เพราะว่ามีอภิสิทธิ์ มีอะไรต่ออะไรที่ได้รับ จากกฎวินัยธรรมะของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นถ้ามันมาทำตัวอย่างนี้มันก็ซับซ้อน บาปมากขึ้นบาปมากขึ้น เพราะฉะนั้นภิกษุก็จึงต้องทำสิ่งที่มันไม่ผิดวินัย ทำอะไรที่มันไม่ผิดวินัย พวกเราก็ยังทำกันอยู่หลายอย่างหลายประการ ที่ไม่ผิดวินัย มีคำเดียวที่ยากก็คือว่า อย่ารับใช้เป็นการรับใช้ อันนี้อาตมาก็เคยขยายความว่า รับใช้นี่มันไม่เสียหายแต่อย่ารับจ้าง ภิกษุอย่าไปรับจ้าง ไปเอาสิ่งตอบแทนจากฆราวาส รับจ้างมันต่างกันกับคำว่ารับใช้ แต่รับใช้เถอะ มันซับซ้อนอยู่ในคำนี้ คำว่ารับจ้างหรือคำว่ารับใช้ คือ 1.เราไปช่วยฆราวาสเขา (พ่อครูไอตัดออกด้วย) ทำงานที่ไม่ผิดวินัย โดยไม่เอาค่าจ้าง อย่าว่าแต่เอาค่าจ้างเลย ทำงานให้เขาแล้วไม่คิดเป็นบุญคุณ ไม่ตั้งความหวังอะไรที่เขาจะมาตอบแทนเป็นอันขาด แม้สาเปกโข แม้แต่ความหวังก็ไม่มีทำแล้วทิ้งตัด ทำแล้วจบ ทำแล้วทำให้เกิดผลผลิตที่ดีๆแล้วก็จบไม่ต้องเป็นของเรา มันจะได้ลดกิเลสอัตตากับอัตนียา ตัวเราของเรา มันจะได้ขาด นี่ อาตมาก็พยายามอธิบายเอาของพระพุทธเจ้ามาขยายความให้ฟัง ทำจริงๆมันก็จะยิ่งเยี่ยมยอด ทาน หรือให้ อย่างไม่มีสาเปกโข ปฏิพัทธจิตโต สันนิธิเปกโข ไม่มีปริภุญชิตสามีติ คือทำแล้วก็ยิ่งสร้างภพชาติ จะเอาไว้กินต่อในชาติหน้าๆๆ แล้วเมื่อไหร่คุณจะตัดภพจบชาติสักที เห็นไหม ซึ่งมันผิดหมดเลย อาตมาขยายความไปจนกระทั่งถึง แม้แต่สวรรค์เราก็ไม่ฝัน เราก็ไม่เอา สวรรค์ยังเป็นภพเป็นชาติ แม้แต่สวรรค์ สวรรค์ถึงขั้น ปรินิมิตวสวัตตี ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทานเพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ(อตฺตมนตาโสมนสฺสํ) ผู้ที่รบกันเป็นยักษ์ เป็นมารแย่งชิงฆ่าแกงกัน เป็นจตุมหาราช กว่าจะฟื้นมันเลิกจตุมหาราชได้ แล้วได้มาแล้วจะได้ไปชนะ สะสมไว้เป็นของกูยาวนาน มีดาวดึงส์ คือ ตาวติงสา แปลว่า อาการที่ 33 คนเรามีแค่ 32 แต่ไปสร้างวิมานขึ้นมาอีกวิมานหนึ่งเรียกว่าวิมานที่ 33 มันลมๆแล้งๆเพ้อเจ้อแต่ไม่รู้นึกว่ามันมีจริงเป็นจริงเป็นสวรรค์ ทั้งนี้แหละซ้อนอยู่ในสวรรค์ 6 ชั้นนี่แหละ เป็นภพเป็นชาติ เป็นสวรรค์ 6 ชั้น นึกว่าเป็นจตุมหาราช นึกว่าเป็นยามา นึกว่าเป็นดาวดึงส์ นึกว่าดาวดึงส์คือเสวยอาการ 33 เสพสุขในดาวดึงส์ เพราะฉะนั้นสวรรค์ดาวดึงส์คือสวรรค์ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข สวรรค์โลกีย์ 100% ยิ่งโง่หยาบเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นดาวดึงส์หยาบมากเท่านั้น ยามา คือ ให้ได้เสพดาวดึงส์นี่แหละนานเท่าไหร่ไม่รู้จักหยุดจักพัก จนกว่าจะเลิกจะพักจะหยุดเข้าไปหาดุสิต ดุสิต แปลว่า เย็น แปลว่า พัก เป็นที่พักของพระโพธิสัตว์ทั้งนั้น พยัญชนะว่า พระโพธิสัตว์พักอยู่ที่ดุสิต คือยังมีภพมีชาติที่ไม่สูญสลาย ก็พักอยู่ที่ดุสิต ดุสิตะคือสงบ สิตะคือเย็น สงบ พัก แต่ก็ไม่พักจริง ฟุ้งซ่านหรือว่า ยังไม่รู้จริง ก็กลายเป็นนิมมานรดี ซับซ้อนไปอีก กลายไปเป็นปรนิมิตวสวัตตี สวรรค์ลึกซึ้งซับซ้อน ยังเป็นนักสร้าง นิมมานเนรมิตเป็นนิมมานรดี ให้ผู้อื่นมาสร้างอีกเป็นปรนิมิตวสวัตตี ไม่หมดตัวตน หมุนรอบเชิงซ้อนที่โง่ลงไปโง่ลงไปละเอียดลึกซึ้งเข้าไปอีก ละเอียดลึกซึ้งจนลึกลับจนโง่ไม่รู้เรื่องแล้วก็ไปทำสิ่งที่ไม่รู้เรื่องอย่างนั้น นี่คือ สภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ที่อาตมาใช้ภาษาไทยๆแปลมาจากคำว่าคัมภีราวภาโส ปฏินิสสัคคะ ก็ดี ที่เป็นพยัญชนะบาลี เป็นสภาพที่มันซับซ้อนลึกซึ้งๆ สรุปสำหรับวันนี้ก็คือ มาศึกษาโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้านี่แหละ ก็ขอขอบคุณที่พวกคุณมีปัญญาและก็ขอให้เพิ่มสิ่งที่อาตมาได้ย้ำไปแล้วว่า เพิ่มเถอะพลังงานเป็นของเรา กรรมเป็นของเรา ทำแล้วจะว่าไม่ใช่จะยึดเป็นของเรา มันก็ต้องซ้อนๆอยู่ในนั้นอีก ลึกซึ้ง หมุนรอบเชิงซ้อน ของเราที่เราไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา มันก็เป็นของเรา กัมมัสกตา เป็นของเราที่เราไม่ได้ยึดเป็นของเรา แต่มันก็เป็นทายาทกรรมของเราเองนี่แหละ มันเป็นเรื่องที่เราทำแล้วก็อาศัยไปหรือเราทำแล้วก็พาเราเป็นเราไป กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กัมมังสัตเตวิภัชติ กัมมุนาวัตตติโลโก เพราะฉะนั้น คุณศึกษาดีๆแล้ว เชื่อกรรม เชื่อวิบาก เชื่อกรรมเป็นของของตน เชื่อกรรมเป็นของของตน เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า นี่ก็มีเป็นคำสอน ในศรัทธา กัมมสัทธา วิปากสัทธา กัมมัสสกตาสัทธา ตถาคตโพธิสัทธา ในศรัทธา 4 นี้เป็นศรัทธาที่มีปัญญา เป็นศรัทธาที่ชัดเจน เป็นศรัทธาที่อาตมาก็นำมาศึกษา มาจากพระไตรปิฎกเล่ม 23 ข้อ 4 หมดเวลาแล้ว สำหรับวันนี้ 660222 มาเถอะมาอย่าช้าเพิ่มสัมประสิทธิ์มาสู่โลกุตระ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก