ผู้จะประกาศตนเป็นพระอรหันต์มีข้อระวังอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข21 ธันวาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ผู้จะประกาศตนเป็นพระอรหันต์มีข้อระวังอย่างไร _สติพล จนพัฒนา : **ผมคนหนึ่งเชื่อว่าอาจารย์หมอเขียวเป็นพระอรหันต์แล้ว เพราะท่านเคยพูดว่าท่านเป็นพระอรหันต์โพธิสัตว์ระดับที่ 5 คืออนุโพธิสัตว์. พ่อครูว่า...คนที่พูดว่าตัวเองเป็นอรหันต์ เป็นคนที่ถ้าเผื่อว่าตัวเองไม่เป็นจริงนี้ ซวย ที่บอกออกไปว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ เพราะตนเองต้องระมัดระวังตนเองอย่างหนักเลย จะต้องรู้ว่าพระอรหันต์มันไม่ใช่คนธรรมดา เป็นคนไม่มีกิเลส เพราะฉะนั้นจะไปปล่อยไก่ ทำให้กิเลสทะเร่อทะร่าออกมา ไม่ว่ากาม ไม่ว่าพยาบาท ไม่ว่ากิเลสระดับไหนก็แล้วแต่ ขายขี้หน้าตัวเองอย่างสำคัญ เพราะฉะนั้นคนที่จะประกาศว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์ เป็นอาริยะระดับสูงๆ จนกระทั่งถึงอรหันต์ โอ้โห ผู้ประกาศนั้น ต้องเห็นว่าประกาศแล้วตนเองก็ไม่หน้าแตก ไม่ขายขี้หน้า ตนเองก็จะรักษา ความเป็นอรหันต์ ความเป็นคนไม่มีกิเลสในจิตจริงๆ ราคะ โทสะ โมหะ มันไม่มี ไม่แสดงตัว ไม่ออกอาการให้คนอื่นเขาเห็นเขาจับอาการได้ ถ้าเกิดว่าเราไม่จริง มันก็ ออกโผล่ออกมา หรือดีไม่ดี อัดอั้นเอาไว้มากๆก็ระเบิดตูม หน้าแตก หมอไม่รับเย็บเลย ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องดีหรอก คนที่จะประกาศตัวเอง เป็นพระอรหันต์เป็นพระอริยะ ไม่ใช่เรื่องน่าประกาศอะไรง่ายๆ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะประกาศต้องเข้าใจและเชื่อมั่น ว่า ประกาศออกไปแล้วมีประโยชน์ ไม่ใช่ประกาศด้วยจิตอยากโอ่อยากอวด พระอรหันต์จะไม่มีจิตอวดโอ่อยากอวด ผู้ที่จะประกาศตนเองว่าเป็นพระอรหันต์ จะต้องเชื่อมั่นว่าตัวเอง ต้องไม่แคดแลด(โผล่) กาม มีปฏิฆะแคดแลดออกมา (ทะเล็ดรอดออกมา) เหมือนคนภาคใต้ ภาคกลาง พยายามพูดภาคอีสาน พูดภาคกลางไปๆมาๆ เดี๋ยวสำเนียงภาษาอีสานแคดแลดออกมา ประเดี๋ยวสำเนียงภาษาใต้แคดแลดออกมา จะเป็นอีสานโผล่มามันจะชัดเลย สู่แดนธรรม... ถ

อ่านต่อ

้าเกิดว่ามันจำเป็น ถ้าจะปรับการรับรองตนเองกลางๆ รับว่าเป็นโพธิสัตว์พ่อท่านจะให้ทัศนคติว่าอย่างไรครับ พ่อครูว่า... คือคำว่าโพธิสัตว์ คำว่าอรหันต์ ในประเทศไทย ผู้รู้ในประเทศไทย ยังเข้าใจไม่ได้ เข้าใจแต่ว่าโพธิสัตว์คือผู้ที่ไม่ใช่อาริยะ โพธิสัตว์คือผู้ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า ตั้งจิตตั้งปณิธานว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า แต่ยังไม่เป็นอาริยะขั้นโสดาบัน สกิทาคามี อะไรเลย ถือว่าเป็นสัตว์ใต้ต้นโพธิ์ ซึ่งเขาเข้าใจผิด พระโพธิสัตว์นั้นคือผู้ที่มีภูมิพระโพธิสัตว์จึงจะเป็นโพธิสัตว์ สัตว์ใต้ต้นโพธิ์จะเป็นโพธิสัตว์ได้อย่างไร ทีนี้ภาษาพยัญชนะก็แปล โพธิสัตว์ว่าคือผู้ที่มีภูมิตรัสรู้ ตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป เป็นโพธิสัตว์ระดับ 1 อย่างหมอเขียวบอกว่า เป็นโพธิสัตว์ระดับ 5 ก็เท่ากับเป็นโพธิสัตว์ระดับ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ที่จะพากเพียรเป็นพระพุทธเจ้าต่อไปก็เป็นระดับที่ 5 ระดับที่ 6 อนิยตโพธิสัตว์ ระดับที่ 7 นิยตโพธิสัตว์ เที่ยงแท้ที่จะไปเป็นพระพุทธเจ้า จากนั้นก็ขึ้นไปมหาโพธิสัตว์ ระดับที่ 8 ระดับที่ 9 ก็เป็นพระพุทธเจ้า ก็มีลำดับอยู่อย่างนี้อธิบายมา ตลอดเวลา ซึ่งไม่มีใครอธิบายอย่างที่อาตมาอธิบายเพราะเขาไม่มีภูมิระดับนั้น โดยเฉพาะประเทศไทยเป็นเถรวาท จริงๆแล้วก็ไม่ใช่เถรวาทแท้หรอก เข้าใจคำว่า เถรวาทก็ไม่ค่อยถูก จริงๆแล้วคำว่าเถรวาทะ คือ ในพระไตรปิฎกมีเถรวาทะ มีคำพูดของพระเถระในรุ่นเดียวกันที่เกิดในยุคพระพุทธเจ้าพูดไว้ มีวาทะ มีคำพูดคำกล่าว เช่น พระสารีบุตร พระกัสสปะพระอานนท์ พระโมคคัลลานะ เป็นต้น พูดแล้วบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกเอาไว้ คำต่างๆเป็นคำของเถระ ไม่ใช่คำของพระพุทธเจ้า แต่เป็นคำของพระเถระรุ่นเดียวกันกับที่ได้รับมาจากพระโอษฐ์จากพระพุทธเจ้าในรุ่นเดียวกันมา แล้วก็มาพูดไว้บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก นั่นคือ เถรวาทะ ทีนี้ เมืองไทยถือว่าเป็นเถรวาทะ เรียนรู้ตามคำสอนของพระเถระในรุ่นของพระพุทธเจ้า ที่พูดไว้บันทึกไว้มา ซึ่งก็คือในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐนี่แหละ ไม่ได้มีคำพูดของ ผู้ที่เป็นอรรถกถาจารย์ อาจาริยวาท รุ่นหลังจากพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ ในพระไตรปิฎกเป็นพระ เถรวาทะ กับ คำสอนจากพระโอษฐ์จริงๆที่รวบรวมเอาไว้ ทีนี้มีบางคนชักมักใหญ่ใฝ่สูง ไม่เอาคำสอนของพระเถระอยู่ในพระไตรปิฏก คัดออกหมด เอาแต่พุทธวจน มีผู้ที่มักใหญ่ใฝ่สูงอย่างนั้น ก็เอาเถรวาทะให้มันได้ก่อนเถอะ พระเถระ ที่ขยายความให้ได้เข้าใจยิ่งขึ้นกว่าก็ลบหลู่พระเถระอีก ก็ยิ่งใหญ่ไป จะเป็นผู้ที่มีภูมิสูงจะเอาแต่ของพระพุทธเจ้าก็แล้วแต่ นัยยะต่างๆนี้ อย่างอาตมา มาประกาศตนเองว่าเป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 7 ซึ่งอาตมาไม่ได้พูดพล่อย พูดเล่นๆ พูดอย่างมีความรู้และก็มีความจริง ที่เป็นจริงออกมาเป็นคำจริงทั้งนั้นที่พูดออกมา พูดไม่จริงมันก็บาปแล้ว อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 จะพูดจา ไม่รู้จักบาปไม่รู้จักบุญก็แย่แล้ว อาตมาเป็นคนหมดบุญแล้วด้วยไม่มีบุญ อาตมาเป็นคนบาปก็ไม่มีแล้ว อกุศลไม่มีแล้ว แต่คนไม่เข้าใจเป็นนัยยะที่ละเอียดลึกซึ้ง มีแต่กุศล พระอรหันต์จะเป็นผู้ที่มี สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) ตามที่พระพุทธเจ้าสอนพระอรหันต์รุ่นแรกไว้ ว่าพวกคุณทั้งหลายเป็นผู้ที่ไม่ทำแล้วในเรื่องที่เป็นบาป กรรมที่เกิดขึ้นจึงมีแต่กุศล เพราะว่าได้ทำจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ไม่ต้องมีบุญมีบาปอีกแล้ว ซึ่งเขาก็เข้าใจเรื่องนี้ไม่ได้ไปแปล สัพพปาปัสสอกรณังว่า ไม่ทำชั่ว แล้วทำแต่ดี ทำจิตให้สะอาดผ่องใส ซึ่งมันไม่ใช่ โอวาทปาติโมกข์ 3 เป็นเรื่องของพระอรหันต์ ซึ่งเดี๋ยวนี้ความเข้าใจที่แยกไม่ออกว่า ผู้หมดบุญหมดบาป หมดดีหมดชั่ว เป็นผู้ที่ไม่ทำชั่วอย่างเด็ดขาดเลย ทำแต่ดี มีแต่กรรมที่ดีถ่ายเดียว ไม่มีอกุศลเจตนาที่จะเป็นบาป ไม่มีในพระอรหันต์ขึ้นไป เป็นต้น พูดถึงคนบอกว่าประกาศว่าหมอเขียวประกาศอรหันต์ ก็ดีสิ หมอเขียว จะได้ระมัดระวัง ไม่งั้นตัวเองจะหน้าแตกเอง ก็มันไม่ใช่เรื่องสามัญ ยิ่ง อาตมาประกาศตนเองเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 เกินกว่าพระอรหันต์ไปมากแล้ว ประกาศไปนั้นมันดีที่ไหนกัน มันต้องระมัดระวังจะตายจะเป็น ทำเป็นเล่นไปเถอะ ไม่อย่างนั้นก็ยิ่งเน่าใหญ่เลย คนที่รู้เขามี นึกว่าคนอื่นเขาไม่มีปัญญาหรือ คนอื่นเขามีปฏิภาณปัญญาไหวพริบ นึกว่าคนอื่นเขาโง่เง่ากว่าทั้งนั้นจะหลอกเขาได้หลอกเขาดี แล้วจะหลอกคนไปทำไม พูดความจริงสิ เอาความจริง จะเอาความหลอกมาให้เป็นกรรมเป็นวิบากบาปทำไปทำไม ผู้ที่รู้แล้วนั้นไม่ทำหรอก อาตมาไม่ทำ แม้บางที คนไม่เข้าใจ อาตมา มีภาษาไปตำหนิ ไปว่าอันโน้นอันนี้ไปวิจารณ์อย่างนั้นอย่างนี้ ก็หาว่าอาตมาพูดเป็นอุปวาโท เป็นภาษาที่ไปทำร้ายทำลายคนอื่น มันไม่ใช่ อาตมามีแต่ อนูปวาโท มีแต่คำพูดที่ไม่มีหวังร้าย ไม่ได้มีความร้ายความเลวอะไร มีแต่ความปรารถนาดีที่จะวิพากษ์วิจารณ์ จะตำหนิติเตียน ถึงขั้นจะใช้คำว่าบริภาษ หรือ คำด่า อยากจะแปลคำพูดของอาตมาเป็นคำด่าก็แล้วแต่ ซึ่งอาตมาก็ไม่ได้ใช้คำหยาบคาย ซึ่งคำด่านั้นจะต้องเป็นคำหยาบคาย คำไม่ถูกต้อง ซึ่งเรียกว่าคำด่า คำด่าคือคำไม่ถูกต้อง เป็นคำที่เกิดจากอกุศลจิต โกรธบ้าง ราคะหรือโลภแรงบ้าง เป็นคำที่ผิดเพี้ยนไปจากความจริงนี่คือคำด่า อาตมาไม่เคยด่าใคร แต่ตำหนิแน่นอน ตำหนิเก่งด้วย ตำหนิแรงด้วย แต่ไม่ได้บริภาษไม่ได้ด่า นิคฺคเณฺห นิคฺคหารหํ ปคฺคเณฺห ปคฺคหารหํ ควรข่มคนที่ควรข่ม ยกย่องคนที่ควรยกย่อง ไม่ได้พูดแก้ตัวนะ ต้องฟังธรรมให้เป็น แล้วจะเข้าใจ ในสังคมโลกนี้ใครจะประกาศตนเองว่าเป็นพระอรหันต์ ก็ประกาศให้ดี ระวังให้ดี ไม่งั้นขายขี้หน้า อย่างเช่น มหาบัวอย่างนี้ ประกาศว่า ซึ่งไม่กล้าประกาศว่าตนเองเป็นพระอรหันต์แต่ประกาศว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย เลี่ยงไปโน่น ไม่กล้าพูดตรงๆว่าอรหันต์ แต่ให้คนเข้าใจเป็นคำที่ฟังแล้วเป็นไวพจน์ ให้คนเข้าใจว่ามันก็เป็นอรหันต์นั่นแหละ โดยที่ตนเอง ขายขี้หน้าอยู่ แม้แต่คำว่าเสพติด เสพติด ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเท่านั้น กินหมากพลู เสพในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็ไม่รู้ก็เสพติดจนตาย แค่นี้ก็ไม่รู้ มันเป็นสิ่งเสพติดที่หยาบขั้นต้น ขั้นอบายมุขแท้ๆ ก็ยังไม่ได้ ที่อาตมา ต้องพูดเพื่อให้เกิดการศึกษาให้รู้ว่าสิ่งเสพติดคืออะไร ศีลข้อที่ 1 เรื่องของสัตว์ ผู้ที่รู้เรื่องสัตว์แล้วจะรู้จักวิบาก หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ แล้วจะเข้าใจว่าสัตว์คือเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกัน ในวิถีของการดำเนินชีวิตใดๆ แม้ที่สุดเราจะยังชีวิต เราก็ไม่ไปเกี่ยวข้องกับสัตว์เอามาเป็นอาหารให้ตนเองกิน คนมีปัญญาจะรู้เรื่องสัตว์ อย่างนั้น มันเป็นทุจริตกรรม มันเป็นวิบากกรรม ถึงขั้นอย่าว่าแต่ไปฆ่าเอามากินเลย มันจะมีปัญญา ที่รู้เลย รู้ว่าวิบากบาปคืออะไร ที่อาตมายกใน ชีวกสูตร 5 ข้อ เป็นวิบากบาป ไม่ใช่บุญเป็นอันมากเลย 5 ข้อ อธิบายกันเท่าไหร่ คนก็ยังรู้ความสุขุม ประณีต ละเอียด ของคำสอนพระพุทธเจ้าอันนี้ไม่ได้ ก็ชอบอ้างกันนะว่าพระพุทธเจ้าให้บริสุทธิ์โดยส่วน 3 และบริสุทธิ์โดยส่วน 3 นั้นลึกซึ้งแค่ไหน ซึ่งเขาไปแปลเพี้ยนไปว่า เขาฆ่าเฉพาะผู้นั้น ชื่อนั้น เท่านั้นกินไม่ได้ ที่จริงไม่ได้หมายความถึงอย่างนั้น แต่หมายความถึงว่า สัตว์ใดหรือตัวใดที่ตายด้วยคนเจตนาฆ่า เจตนาพระพุทธเจ้าแยกรายละเอียดถึง 5 ชั้น เจตนาข้อที่ 1 แม้แต่เริ่มต้น มีชื่อ กล่าวชื่อสัตว์ตัวใดตัวหนึ่ง ไก่ หมู ไปเอามา บางทีหมาเขาก็กิน พอเจตนาที่จะไปจับสัตว์มา กล่าวชื่อนั้นสัตว์นั้นให้ไปจับมา คนที่มีปฏิภาณรู้ว่าไก่ตัวนี้ ปลาตัวนี้ ไม่ต่อไปว่า น่าเอามาต้ม น่าเอามาย่าง น่าเอามาปิ้ง ไม่พูดต่อ แต่กล่าวชื่อสัตว์เท่านั้น เจาะจง อุทิสสะ หรือเจตนามุ่งหมาย นำชื่อสัตว์ตัวนั้นมากล่าวแค่นี้ก็เป็นบาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย ยิ่งมีเจตนามากขึ้นสูงขึ้นเป็นข้อที่ 2 ให้เขาไปจับมันมา ผูกคอมา ลากมันมา สัตว์มันก็มีทุกขเวทนา มันก็บาปหนักมากยิ่งขึ้นอีก เป็นบาปของผู้ทำ ไม่พอ ขั้นที่ 3 จงฆ่ามันเลย สัตว์ตัวนี้ ตรงนี้ก็ปฏิเสธไม่ออกแล้วทั้งกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมครบเลย ฆ่า ขั้นที่ 4 สัตว์นั้นแม้กำลังถูกฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส ขณะที่สัตว์มันถูกฆ่าอยู่นั้นมันเป็นทุกข์ มันก็เกิดทุกข์เท่าไหร่บาปก็เกิดเท่านั้นให้แก่ผู้ที่ไปสั่งฆ่าและผู้กำลังฆ่า ร่วมกันทำบาปด้วยกัน ทั้งผู้สั่งฆ่า ทั้งผู้ลงมือฆ่า บาป เป็นอย่างที่ 4 หนักขึ้นไปอีก อย่างที่ 5 ยิ่งหนักใหญ่ หนักกว่าขั้น 1 2 3 4 คือ ผู้ที่มีเจตนา มีความมุ่งหมายจะเอาเนื้อสัตว์ที่ตนเองฆ่าแล้วก็ทำเป็น ขาทณียโภชนา หมายความว่า ทำเป็นอาหาร อย่างประณีตเลย มาต้มยำ มาแกง อย่างดีเป็นผัดอย่างดี ปิ้งอย่างดี ย่างอย่างดีก็แล้วแต่ ทำอย่างชนิดใช้เชฟชั้น 1 เลย ทำเสร็จแล้วก็เอาไปถวายทั้งภิกษุที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า หรือเอาไปถวายพระพุทธเจ้า เพื่อจะให้ยินดีด้วยเนื้อสัตว์นั้น ซึ่งเป็นการไม่สมควรจะเอาเนื้อสัตว์ไปยั่ว ไปยัดเยียดให้แก่ภิกษุ เอาล่ะพระพุทธเจ้าไม่อยู่ไม่มี ก็เอาไปยั่วแหย่สาวก ให้ท่านยินดี ย่อมประสบบาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย เพราะเป็นสิ่งที่ อกัปปิยะ เป็นการไม่สมควรที่จะทำอย่างนี้อย่างยิ่งเลย เป็น อกัปปิยะ แค่คำว่า อกัปปิยะ มันก็เป็นเรื่องไม่สมควรที่จะเอาอาหารเนื้อสัตว์ไปถวายสาวกพระพุทธเจ้าหรือพระพุทธเจ้า มันไม่สมควร เป็นการไม่สมควรใจอย่างยิ่ง อกัปปิยะ อย่าว่าแต่ฆ่าสัตว์เลย เนื้อสัตว์ ที่คุณเอาไปปรุงแต่งเป็นอาหารเนื้อสัตว์ชั้นดี เอามาถวายสงฆ์ภิกษุสาวกของพระพุทธเจ้าก็ไม่สมควรแล้ว อกัปปิยะ แล้วยังจะไปกินเข้าไปอีก ยังไกลไม่รู้กี่โยชน์ เห็นไหม นี่คือรายละเอียดที่อาตมาพยายามอธิบายสู่ฟัง ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ก็ไปกันใหญ่ เพราะเรื่องของวิบากกรรมของมนุษยชาติกับสัตว์ทั้งหลายแหล่ มันเป็นวิบากที่เนื่องกันมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ซึ่งไม่สมควรที่จะต้องไปทำวิบากพวกนี้ เพราะ สัตว์คนไม่ใช่สัตว์กินเนื้อ สัตว์คนเป็นสัตว์กินพืช คนนี้เป็นสัตว์กินพืช มีลำไส้ที่ยาว ซึ่งลำไส้ของสัตว์กินเนื้อมันสั้น เล็บก็เป็นเล็บแบบเล็บฉีกเหมือนกีบ เหมือนม้าเหมือนช้าง ไม่ใช่เล็บแบบเหยี่ยว เล็บหมา เล็บเสือ เล็บสิงห์ ไม่ใช่เป็น claw แล้วสัตว์กินพืชจะกินน้ำแบบดูดน้ำกิน ส่วนสัตว์ที่เป็นสัตว์กินเนื้อสัตว์กินน้ำจะเลียเอา แต่สัตว์ที่กินพืชกินน้ำจะกินแบบดูดน้ำกินเอา มีอีกหลายมุม เช่น น้ำย่อยในลำไส้ของสัตว์ แต่ที่สำคัญพระพุทธเจ้าท่านมุ่งหมายถึงวิบาก ซึ่งมันโอ้โห เฉพาะคนด้วยกัน เรื่องสัตว์ที่มันเกิดมาทุกตัว มันเป็นวิบากของมัน ปล่อยให้มันอยู่ไปตามยถากรรมของมัน คุณไม่ต้องไปเกาะเกี่ยวกับมัน ไปเอามันมารักมาชัง ไปเอามันมาฆ่าแกง หรือไปรักมันอย่างดูดดื่ม จนต้องประคบประหงมเป็นลูกเต้า เลี้ยงดูอุ้มชูมันยิ่งกว่าลูกจริงๆอะไรอย่างนี้ มันเกินไป มันเป็นการสร้างวิบากให้แก่ตนเอง ซึ่งเขาไม่เข้าใจในเรื่องกรรมวิบากนี้ ก็เลยน่าสงสาร นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สู่แดนธรรม... ธรรมชาติสร้างสัตว์มา สัตว์ที่แข็งแรงกว่าก็จะอยู่ได้อยู่รอดกว่าสัตว์ที่อ่อนแอกว่า เขาว่ากันแบบนี้ เอาทฤษฎีของชาร์ลดาร์วินมา เพื่อให้ตนเองไม่ต้องนับถือศาสนาอะไร จนกระทั่งทุกวันนี้ลัทธิไม่อยากเชื่อคุณงามความดีก็จะอ้างความเท่าเทียมกัน พ่อครูว่า... เรื่องอรหันต์เรื่องโพธิสัตว์เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ความรู้สามัญที่จะรู้กันได้ง่ายๆ อาตมาพูดไปนี้คงจะรู้ว่ามันเป็นเรื่องคู่กัน อรหันต์กับโพธิสัตว์ เกิดนิกายหินยานกับมหายาน หินยานจะเรียนเฉพาะอรหันต์ ส่วนมหายานเด่นโพธิสัตว์มากกว่าอรหันต์ เถรวาทก็นับถืออรหันต์ โพธิสัตว์ไม่รู้เรื่อง อยู่ในวงแคบแต่อรหันต์เท่านั้น ที่จริงแล้วความรู้ทั้งสองอย่างเป็นธรรมชาติ อรหันต์กับโพธิสัตว์ก็คือ เทวะชนิดหนึ่งเป็นภาวะ 2 ที่จะต้องรู้คู่เคียงกันไป โลกียะกับโลกุตระก็ดี อรหันต์กับโพธิสัตว์ก็ดี ซึ่งคำว่าเทวะ ภาวะ 2 เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก สรุปว่า ภาวะ 2 คือ ภาวะที่ต้องเอามาเปรียบเทียบกัน อะไรถูกต้อง อะไรดี อะไรควร เออ เอาอันนั้น อะไรที่ไม่ควรก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่นนั้น หรืออย่าไปเป็นอย่างนั้นเลย เอาอันที่ดีเลือกอันที่ดีอันเดียวไว้ การเปรียบเทียบ 2 ในทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้จึงเป็นที่รู้ตั้งแต่เบื้องต้น จนกระทั่งจบสุดเลย เช่น 2 คำว่า มีกับไม่มี เป็นที่สุดแล้ว สุดท้าย มีกับไม่มี เทวนิยม ไม่รู้จักความไม่มี สุดท้ายเขาก็ไปยืนอยู่ที่ด้านความมี นิรันดร ส่วนพระพุทธเจ้านั้นสุดท้ายมาอยู่ที่ความไม่มี ท่านก็เลยตกลงทำให้เกิดความไม่มีได้ เป็นนิรันดร จึงเลิกได้แม้แต่อัตภาพหรืออัตตา ก็สามารถสลายไม่ให้มีได้เลย เทวนิยมสลายไม่ได้ ก็ยังมีอยู่นิรันดร แล้วจะมีอยู่อย่างไรก็ไม่รู้รายละเอียดของวิบาก ก็เหมาไปให้ผู้ยิ่งใหญ่คือเจ้าแห่งจิตวิญญาณ ไปอยู่กับพระเจ้านั่นแหละ พระเจ้าสั่งการทั้งหมด แล้วพระเจ้าอยู่ที่ไหนอยู่อย่างไร ก็บอกว่า ก็พระเจ้านั่นแหละ เป็นสิ่งลึกลับ เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เป็นสิ่งที่ไม่รู้ตัวตน พระพุทธเจ้าเรียนตัวตน เรียนอัตภาพ เรียนปรมาตมัน หรืออาตมัน จนกระทั่งรู้แจ้งรู้จิต จนเลิกปรมาตมันหรืออาตมันของตนเอง เทวะหรือ 2 ภาวะ รูปนามของตนเอง สลายเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย ตายแล้วไม่ต้องไปอยู่กับพระเจ้า อย่างที่ลัทธิที่เขาไม่รู้ว่า อัตตา เป็นของตนรู้แต่ว่า อัตตา สุดท้ายจะไปอยู่ไหนจัดการอย่างไรก็มีพระเจ้าเป็นผู้จัดการ ตายแล้วก็ไปอยู่กับพระเจ้า ก็เลยเลอะกันไปใหญ่ แล้วก็ไม่รู้จนกระทั่งทุกวันนี้ ก็อยู่อย่างไม่รู้ แต่ของพระพุทธเจ้านั้นรู้ สิ่งที่มีรู้ สิ่งที่ไม่มีแล้วก็รู้สิ่งที่ไม่มี จึงทำความมีให้ไม่มี สูญเลยจบ ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่มีที่จบ จะไม่จบก็ได้เป็นโพธิสัตว์ อย่างทุกวันนี้ พระอวโลกิเตศวร มีพระปณิธานที่ยิ่งใหญ่ จะช่วยสอนคน รื้นขนสัตว์ จะช่วยสอนคนให้บรรลุพระอรหันต์ไปปรินิพพานเป็นปริโยสานหมดไป จนหมดคนสุดท้ายท่านจึงจะปรินิพพานเป็นปริโยสานเป็นคนสุดท้าย ก็เป็นปณิธานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ จะว่ามันเป็นไปไม่ได้ มันก็เป็นไอเดียเป็นความคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ใครจะมีปณิธานนั้นก็เอาสิ อาตมาก็เอาแค่ที่อาตมาเข้าใจ เป็นขนาดพระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่สูงสุดแล้วก็พอแล้ว ปรินิพพานเป็นปริโยสานแล้ว อาตมาไม่ต่อแล้วไม่เอา 2 สมัยด้วย เป็นพระพุทธเจ้า 2 สมัยก็ไม่เอา แล้วอาตมาเชื่อมันด้วย ถึงขั้นนี้แล้ว เชื่อมั่นว่าไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ใดที่จะเป็นพระพุทธเจ้า 2 สมัย ไม่มี สมัยเดียวก็เหลือกินแล้ว อันนี้เป็นเรื่องที่ อาตมารู้ความจริงพวกนี้ ก็พูดสู่กันฟัง ใครฟังก็ได้รับความรู้เพิ่มเติมเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้างก็ไม่เป็นไร ดีไม่ดีนอกจากไม่เข้าใจแล้วหาว่าพูดไม่ได้เรื่อง ไม่เข้าเรื่อง ก็ไม่มีปัญหาอีก เพราะว่า อาตมาเป็นคนไม่มีปัญหาอยู่แล้ว มีแต่ปัญญาอย่างเดียว ใครที่มีปัญหาก็เป็นเรื่องของผู้ที่มีปัญหา เพราะฉะนั้นใครประกาศอรหันต์ระวังให้ดีเถอะ ไม่ใช่เรื่องสนุกอะไรหรอก ทำเป็นอวดทำเป็นเล่นไป เป็นอรหันต์แล้ว เขาก็บอกว่าเป็นอรหันต์แล้ว ระวังนะ เดี๋ยวหน้าแตก 641220 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 21 ตอบปัญหาให้พ้นความสุขคือความโง่

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน