สื่อธรรมะพ่อครู(กำลัง 4 พ้นภัย 5) ตอน คุณวิเศษของพลัง 4 พ้นภัย 5.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์294 KB
วันที่แก้ไข31 ตุลาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(กำลัง 4 พ้นภัย 5) ตอน คุณวิเศษของพลัง 4 พ้นภัย 5 เราก็มาดำเนินการศึกษาต่อไปตามปกติของชีวิตเช่นเรา พวกเรามีชีวิตที่จะศึกษา พัฒนาธรรมะไปเรื่อย ๆ คนเราถ้าแม้ชีวิตจริง ๆ เราได้มีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อม มีสติสำนึกอยู่ตลอดเวลา ปฏิบัติได้ตามที่พระพุทธเจ้าสอน ให้มีสติ พิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม มีสัมมัปปธาน สำรวมอินทรีย์ 6 ได้ลดละรู้กิเลส กำจัดกิเลส ปหานปทาน เกิดผล ภาวนาปทาน ได้รักษาผล อนุรักขนาปทาน ไปตามลำดับ นั่นคือชีวิตประเสริฐของแต่ละคน ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าที่ได้ค้นพบ และเอามาประกาศ 2600 กว่าปีแล้ว ยังเป็นหลักเกณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ ขอยืนยัน อีกนานเท่าไหร่เมื่อใดก็แล้วแต่ ทฤษฎีของพระพุทธเจ้านี้ ทุกพระองค์ประเสริฐเหมือนกันหมด พอหมดยุคของศาสนาพุทธก็จะว่างเว้นไปบ้าง นานหรือไม่นานก็แล้วแต่ แต่ทฤษฎีนี้สุดยอดแล้ว ไม่มีอย่างอื่นดีกว่านี้แล้ว แต่คนเขาไม่รู้ค่าจริง ๆ พวกเราได้มีดวงตา เห็นค่ารู้ค่าแล้วพากเพียรไปเถิด ตราบที่เราแข็งแรงดี โอกาสเดี๋ยวนี้มีมากขึ้น มีเครื่องมือถ่ายทอดมากขึ้น เติมไปเรื่อย ๆ จะยิ่งได้มากได้เยอะยิ่ง ๆ ขึ้น แล้วพวกเราก็พากันที่จะสืบทอดเผยแพร่ คำว่าเผยแพร่คือเจตนากระจายให้คนได้รับรู้ จะเรียกว่าโฆษณา ประกาศ ได้ทั้งนั้น คือต้องการให้คนอื่นได้รู้ ไม่ใช่โฆษณาเพื่อไปขายของเหมือนสินค้าแล้วเราจะได้เปรียบ ได้ผลประโยชน์จากโฆษณานั้น ๆ ของเราไม่ใช่ กรรมวิธีก็คือเผยแพร่ให้คนอื่นได้รับรู้รับทราบ สินค้าเขาก็อยากให้คนได้รับรู้คุณภาพสินค้าผลผลิตเขา เราก็อยากให้คนได้รับรู้ ว่าของเราดี เราก็ไม่ได้ไปซื้อหา หรือได้อะไรตอบแทน ส่วนคนจะเห็นคุณค่ามาช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องเอาอะไรตอบแทน แต่ลึกซึ้งหลายชั้นที่เรามีกตัญญูกตเวทิตา คือสิ่งที่ผู้รู้ รู้ยิ่งยอดแล้วว่าคนที่มีค

อ่านต่อ

ุณค่าต่อมนุษยชาติต่อโลก มีสิ่งประเสริฐที่ท่านให้ไว้แก่สังคมแก่โลก ไม่ใช่ให้แต่แค่เรา เราได้รับด้วย แต่คุณค่านั้นยิ่งใหญ่กว่านั้น เราต้องส่งเสริมไว้ แม้เราจะไม่ได้โดยตรง แม้แท้ที่สุดเราไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่เราเห็นคุณค่านั้นจริง ๆ เรามีปัญญาเห็นคุณค่านี้ ควรส่งเสริม ยกตัวอย่างง่าย ๆ ผู้นับถือศาสนาอื่น เขาเองเขาก็ไม่ได้ความรู้ทางโลกุตรธรรม เขาเป็นเทวนิยม แต่เขามีปัญญา เห็นว่าศาสนาพุทธนี่เยี่ยมยอด มีปัญญารู้ มันจะเป็นส่วนที่เขารู้ได้ด้วย เพราะศาสนาพุทธมีทั้งคุณค่าทางโลกียะ และคุณค่าโลกุตระ เขาไม่ได้คุณค่าทางโลกุตระ แต่เขาเห็นความดีโลกียะว่าเยี่ยมยอดจริง อาจเห็นจริงว่าแม้กัลยาณธรรมก็สูงกว่าที่เขามีเขาได้ แม้ตัวเขายังไม่ได้จากศาสนาเขาเองเลย แต่เขาก็สามารถช่วยเหลืออุดหนุน เรียกว่าตอบแทนบุญคุณก็ไม่ใช่แค่นั้น แต่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ในคนเราหากได้ศึกษาแล้วมีคุณธรรมต่าง ๆ อย่างที่ยกตัวอย่าง ศาสนาพุทธนี้ยิ่งใหญ่จนทุกวันนี้เพี้ยนผิดความหมายของพุทธไป เกือบจะไม่เหลือซาก ที่เสียหายมีเยอะเละเทะไปคนละอย่างสองอย่างห้าอย่างสิบอย่าง เดรัจฉานวิชาก็เท่านั้น มิจฉาทิฏฐิก็เท่านั้น ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้มีไว้เพื่อทำมาหากิน แต่มีไว้เพื่อเสียสละ แล้วมาเป็นประโยชน์ต่อโลกต่อสังคม แล้วคนกลับเอาศาสนาอาศัยหากินเป็นอาชีพเลี้ยงตน เวรจริง ๆ ได้ธรรมะความรู้ทางศาสนา แทนที่จะขัดเกลาตนให้พึ่งตนเองรอด อัตตาหิอัตตโนนาโถ แม้จะไม่ใช่วิธีตรง วิธีอ้อมก็ตาม แต่ก็สร้างสรรขยันเพียรให้ประโยชน์ต่อสังคม ตัวเราเองก็สามารถมีแรงงานความรู้สร้างให้ประโยชน์ต่อสังคมได้ เกินที่ตนเองกินใช้ เป็นคนขาดทุนให้สังคม นี่คือจุดเป้าหมายของศาสนา ดังที่ในหลวงเราตรัส ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา เป็นเรื่องจริง ถ้าเผื่อว่ามาศึกษาศาสนาแล้วเอาไปหากิน อาตมาว่ามันไม่น่าจะทำ แม้ระดับงานการเมืองก็ไม่ใช่งานอาชีพหากิน งานการเมืองคืองานช่วยบ้านเมือง ช่วยสังคมประเทศชาติ เป็นงานเพื่อพลเมืองประชาชน ไม่ว่าจะใช้ในระบอบอะไรก็แล้วแต่ เรียกว่าเผด็จการก็แล้วแต่ แต่ไม่ถูกไม่ตรง เผด็จการก็ขูดรีด มาเรียกว่าประชาธิปไตยก็ตาม แล้วเอามาเลี้ยงตนเป็นอาชีพ คุณพออาศัยเลี้ยงตน เพื่อกิจจำเป็นจริง ๆ ถ้าอาศัยเลี้ยงตน แล้วทำงานเพื่อมนุษยชาติก็พอได้ แต่อาศัยแค่พอเลี้ยงตนไม่กอบโกยสะสม เพราะงานการเมืองเป็นงานที่ต้องเต็มใจทำเพื่อคนอื่น แต่ทุกวันนี้เต็มใจเอาเปรียบกักตุนสะสมเพื่อตน ทุกวันนี้เขาพยายามออกกฏหมายเพื่อจัดการพวกนี้ ก็ดิ้นจะเป็นจะตาย อย่างพวกเราก็ทำงานการเมืองตลอด แต่ไม่ได้ไปแย่งตำแหน่งแย่งลาภยศกับเขา แต่เรารู้ว่าการเมืองคือการช่วยเหลือประชาชน เราพึ่งตนเองรอดแล้ว พยายามสร้างให้เหลือ จะได้ช่วยคนอื่นต่อ ขอเวลาสักหน่อยเถอะน่า เราพยายามสร้างบ้านแปลงเมืองอยู่ คนเราเมื่อมาปฏิบัติธรรมแล้วบรรลุหรือมีคุณธรรมขึ้นมา มันจะมีพลัง 4 ซึ่งอาตมาตั้งชื่อให้ว่า “เป็นความเด่นวิเศษของพลัง 4” หรือเรียกศัพท์เท่ ๆ ว่า “ราศีรังสรรค์วิเศษ 4” พลัง 4 นี้เป็นเครื่องยืนยันความบรรลุธรรมของคน ตั้งแต่โสดาบันเป็นต้นไป ทางโลกเขาพอรู้ แต่เขาทำไม่ได้จริง โสดาบันก็มีจริงในภูมิโสดาบัน เหมือนเด็กอายุประมาณหนึ่งก็ช่วยพ่อแม่สังคมพี่น้องได้ประมาณหนึ่ง สกิทาคามีก็ช่วยได้ขนาดหนึ่ง แล้วช่วยอย่างจริงใจ พลังปัญญา พลังวิริยะ พลังอนวัชชะ พลังสังคหะ เป็นภาษาวิชาการเลย

พลัง 4 พ้นภัย 5 1. ปัญญาพลัง (กำลังคือ ปัญญา) 2. วิริยพลัง (กำลังคือ ความเพียร ขยัน) 3. อนวัชชพลัง (กำลังคือ การงานที่ปราชญ์ไม่ติ) 4. สังคหพลัง (กำลังคือ การสงเคราะห์ช่วยผู้อื่น) (พลสูตร พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 209) มีพลังแห่งการทำงานให้ได้ยิ่งๆขึ้น มีพลังสร้างสรรเสียสละให้แก่หมู่ฝูง สังคม ประเทศชาติ สี่อย่างนี้เป็นคุณวิเศษหรือคุณสมบัติอันยิ่งใหญ่ จะเป็นพฤติกรรม วิสัย นิสัย เท่าที่ผู้นั้นมีจริงเป็นจริง พอครบอรหันต์แล้วเป็นเช่นนี้ ไม่ใช่ปัญญาเฉลียวฉลาดแบบโลก หลายคนไม่เข้าใจชัด เป็นอาริยบุคคลแล้ว มีแต่เครื่องยนต์ ไม่ยักกะติดเครื่อง อาตมามาบอกเพื่อให้รู้ว่าติดเครื่องซะ กลไกของเครื่องอาริยะจะเป็นเช่นนี้ ส่วนคนไม่เป็นเครื่องจริงก็เข็น ๆ กันดู คนจะปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าจะเกิดปัญญา ปัญญาไม่ได้มาจากตำราท่องจำ หรือขบคิดเอาเอง แต่ปัญญาจะได้จากปฏิบัติมัคคังคะ โดยปฏิบัติอย่างมีภูมิปัญญา ปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 37 มีโพชฌงค์ 7 กับมรรคมีองค์ 8 เป็นแกนคู่ทางเอกหลัก ต้องมีสติปัฏฐาน ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ สามตัวนี้ติดเครื่องเดิน ต้องมีธรรมวิจัย system analysis ไม่ใช่ hypnotize มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน ปฏิบัติจนเกิดทิฏฐิได้เห็นผลที่ตรง เป็นทิฏฐุชุกัมม์ขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่สัมมาทิฏฐิอันเดียวแล้วจบเลย ไม่ใช่ ต้องทำไปตามลำดับตามภูมิ ศีล 5 เบื้องต้น หรือแม้แต่ศีล 8 ก็จากโสดาบัน ได้มรรคผล ได้เครื่องมือของพุทธแล้ว ก็ทำต่อเพิ่มขึ้น ปัญญาจะเกิดจากองค์ 6 ของสัมมาทิฏฐิ ได้แก่ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฎฐิ มัคคังคะ เมื่อปฎิบัติได้มรรคผล สัมมาทิฏฐิจะเจริญเป็นตัวปัญญา ปัญญาไม่ใช่แค่ความคิด ที่จะเกิดคุณสมบัติแท้ ไปเป็นพลังงาน ปัญญาเป็นพลังไฟฌาน เป็นพลังงานที่เกิดสภาวะจริงของพลังงาน เป็นสภาพปฏิสัมพัทธ์ ปัญญาก็เติมดีกรีเป็นปัญญินทรีย์ เจริญเพิ่มจากสภาวะจริง ไม่ใช่แค่การท่องจำ จะมีทฤษฎี บัญญัติ ก็เป็นแผนที่ เป็นศีล สมาธิ ปัญญา ได้แค่ความรู้ความเห็นความเข้าใจเท่านั้น ไม่ใช่ปัญญา แต่ปัญญาคือผลสำเร็จ บรรลุธรรมเป็นญาณทัสนะวิเศษ เมื่อปฏิบัติตามศีลก็มีทิฏฐิควบคุม หรือตัวรู้ตัวเข้าใจควบคุม จากปัญญาก็เป็นปัญญินทรีย์ จนถึงปัญญาพละ เป็นตัวเต็มตัวปลายสุด นี่คือปัญญาพละ การมีพลังปัญญาไม่ใช่แค่ปัญญินทรีย์ แต่เป็นปัญญาพละ ในพลัง 4 นี่ แหละ โสดาบันมีปัญญาเริ่มต้นมีความขยัน มีปัญญาตามจริง แล้วก็จะทำงานตามที่คุณเองมีสมรรถนะ ไม่มีใครบังคับ แต่มีปฏิภาณปัญญา ตั้งแต่อยู่ใกล้ ๆ เราก็ทำงานกับหมู่ฝูงครอบครัว ทำงานอย่างเข้าใจ มีปัญญาเป็นตัวนำ ไม่ใช่ขยันแต่โง่ แต่ขยันอย่างมีปัญญา อย่างไม่มีอัตตา จึงเป็นคุณสมบัติที่มีคุณภาพที่ดี แล้วทำแล้วไปไหน ก็ทำเพื่อให้แก่คนอื่น ๆ สังคหะ ตามคุณสมบัติจริงที่เจริญ ตามที่พระพุทธเจ้าปรารถนาให้เป็นคนประเสริฐเจริญ สี่ข้อง่าย ๆ นี้ครบหมดในความประเสริฐของมนุษย์ ในคำว่าสังหคะในข้อสุดท้าย ท่านขยายไว้ต่อ เราไม่ได้ทำไปเพื่อลาภยศสรรเสริญโลกียสุข กามหรืออัตตา เป็นการทานเป็นการทำงานอย่างวิริยะ เป็นอนวัชชะ แล้วก็สังคหะ คือทาน คือการให้แก่เขา จึงเรียกว่าธรรมทาน ไม่ใช่สิ่งแลกเปลี่ยนอะไรมา ไม่ใช่ ใครมีเท่าไหร่ตามคุณสมบัติ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ไม่มีบำเรอส่วนเหลือเศษน้อยนิดในจิต ไม่มีแล้ว การทำทาน ทานที่ให้ ให้อะไร คือให้คำพูดนี่เป็นหลัก พระอาริยะส่วนมากจะพูดเป็นหลัก จะทำการงานทางกายกรรมก็ทำ ทีนี้ การงานทางกายกรรมนี่สมัยพระพุทธเจ้า พระเจ้าท่านปลูกกุฏิเองนะ ทำที่อาศัยเอง ผ้าท่านก็ทำเอง เอาผ้าบังสุกุลมาทำเอง แต่ท่านไม่ทำกับข้าวกินเองเท่านั้น แต่การงานอื่นก็ทำ ทำงานไม่มากนัก ทำเพียงอาศัย งานหลักคือทำเพื่อคนอื่น งานหลักคือบอกพูดเท่าที่จะทำได้ตามฐานะบารมี นั้นคือธรรมทานยิ่งใหญ่ แสดงกายกรรมให้เป็นสมณสารูปก็เป็นทานแล้ว ยิ่งพูดได้บอกได้สอนได้นั่นคือธรรมทาน ไม่ใช่ให้ไปแล้วแลกเปลี่ยนได้ค่ากัณฑ์เทศน์ ต้องเท่านี้นะจ๊ะ เท่านี้นะ บอกระดับ minimum charge ส่วน maximize profit เท่าไหร่ไม่อั้น แต่บอกระดับต่ำสุดให้อีก งานธรรมทานสำคัญคือการพูด แต่คนใดยังพูดยังเทศน์ไม่ได้ คุณธรรมยังไม่สมควร ก็ยังไม่เทศน์ ก็ทำงานรับใช้หมู่ คนไหนจะเทศน์สอนก็ทำไป เราก็ทำทดแทนเป็นการสร้างสรรซับซ้อน คำสอนนั้นคืออย่างไร คำสอนนั้นคือ เปยยวัชชะ ถ้าให้ยาแล้วเขารู้ว่าดีแล้วเขาดื่มได้ เหมือนยาจีนยาหม้อนี่แหละ ให้เขาดื่มได้ ถ้าใครทำอย่างนี้ได้คือปิยวาจา ตำหนิให้เขาดื่มได้ เป็นของควรดื่มคือปิยวาจาคือวาจาอันน่ารัก นี่คือธรรมทาน คือหน้าที่แท้ ๆ ของผู้มาเป็นนักบวช นอกนั้นก็คือการงานของเพื่อนฝูงที่ท่านบอกว่าเป็นปัญญา 7 ของโสดาบัน ข้อ 5 ก็ทำงานไปช่วยหมู่แล้วก็ปฏิบัติของตน เหมือนแม่โคเล็มหญ้าไปดูลูกไป อย่างอาตมาทำธรรมทานมากกว่าช่วยงานพวกเรา งานพูดอาตมามากกว่า รวมแล้วทานก็เป็นจริยา เปยยวัชชะก็เป็นจริยา อัตถจริยา คืออันที่สาม

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ การสงเคราะห์เป็นไฉน สังคหวัตถุ 4 ประการนี้ คือ ทาน 1 เปยยวัชชะ 1 อัตถจริยา 1 สมานัตตตา 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมทานเลิศกว่าทานทั้งหลาย การแสดงธรรมบ่อยๆ แก่บุคคลผู้ต้องการ ผู้เงี่ยโสตลงสดับ นี้เลิศกว่าการพูดถ้อยคำอันเป็นที่รัก การชักชวนคนผู้ไม่มีศรัทธาให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในศรัทธาสัมปทา ชักชวนผู้ทุศีลให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในศีลสัมปทา ชักชวนผู้ตระหนี่ให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในจาคสัมปทา ชักชวนผู้มีปัญญาทรามให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในปัญญาสัมปทา นี้เลิศกว่าการประพฤติประโยชน์ทั้งหลาย พระโสดาบันมีตนเสมอกับพระโสดาบัน พระสกทาคามีมีตนเสมอกับพระสกทาคามี พระอนาคามีมีตนเสมอกับพระอนาคามี พระอรหันต์มีตนเสมอกับพระอรหันต์ นี้เลิศกว่าความมีตนเสมอทั้งหลาย นี้เรียกว่ากำลัง คือ การสงเคราะห์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลัง 4 ประการนี้แล ฯ พวกเรานี่ปัญญาดีมากแต่ศรัทธาอ่อนเยาว์ เริ่มต้นอาตมามีอัตถจริยาที่สร้างศรัทธาเยอะ เชื่อว่าพวกเรามีศรัทธาเยอะแล้วก็เพิ่มปัญญา จนพวกเรามีปัญญามากแล้ว ตอนนี้ก็ว่าต้องมาเติมศรัทธา สมานัตตตา แปลง่าย ๆ ว่า สมานอัตตา แต่ที่จริงแล้วสมานอัตตา คือทำตนให้เสมอด้วยการสมาน หรือว่าต้องสมานให้เสมอ เป็นต้นว่า ต้องรู้จักการทำตัวตน หรือทำตนของตนให้หมดตัวหมดตนไปตามลำดับ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นอาริยบุคคลไปตามลำดับ เราทำไปตามลำดับ เราต้องรู้ความจริงของตนว่า ตอนนี้เราเข้ากระแสโสดาบันหรือยัง แต่ถ้าเราไม่เข้ากระแสโสดาบันเลยไปตีตนเสมอโสดาบัน แต่คุณยังไม่สมควรสมานด้วยซ้ำ เพราะภูมิธรรมคุณยังไม่พอ เริ่มเป็นโสดาปัตติมรรคก็มีตัวเชื่อม แล้วก็ยื่นใบสมัครไป เราก็เพิ่มภูมิไป สมานไปเรื่อย ๆ สมะ คือผู้เจริญสู่ความสงบได้ คือลดกิเลสได้ โดยเฉพาะเป็นสมณะ สมัคร ไปเรื่อย ๆ จนไปเท่า ไปร่วมได้ เป็นสมังคี หรือสามัคคี ขึ้นไปเรื่อย คือทำตนให้เสมอด้วยการสมาน หรือว่าต้องสมานให้เสมอ พระพุทธเจ้าว่า โสดาบันเสมอโสดาบัน สกิทาคามีเสมอสกิทาคามี อนาคามีเสมออนาคามี อรหันต์เสมออรหันต์ สมัครได้โสดาบันได้แล้ว ก็ไปสมานกับสกิทาคามีต่อ ไปเรื่อย ๆ นั่นเรียกว่าสมาน สมานัตตา วิธีการ สมานัตตาคือ รู้จักอัตตาแล้วลดอัตตา คือทำตนให้เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ สมานไปจนเสมอ สุดท้ายเสมออรหันต์ จะตีตั๋วต่อเป็นโพธิสัตว์ก็แล้วแต่ ท่านขยายความของพลังสี่ ได้แล้วจะพ้นภัยห้า พ้นภัย 5 1. อาชีวิตภัย (ภัยจากการดำรงชีวิต หาอาหารเลี้ยงกาย) 2. อสิโลกภัย (ภัย คือ การติเตียนจากคนโลก ๆ) 3. ปริสสารัชภัย (ภัย คือ การสะทกสะท้านต่อสังคม) 4. มรณภัย (ภัย คือ ความตาย) 5. ทุคติภัย (ภัย คือ ทุคติ เช่น อบายภูมิ นรก เดรัจฉานฯ) (พลสูตร พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 209) เป็นอรหันต์แล้วชีวิตพ้นภัย ไม่มีใครได้รับโทษภัยจากเราแล้ว ส่วนใครจะมีภัยมาใส่เรา เขามีกิเลสก็ตาม เป็นกรรมเก่าเป็นวิบาก หรือกรรมใหม่ที่คนจะทำก็มี เพราะคนมีกิเลสมากขึ้นเรื่อย ๆ เติมชั่วมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้อรหันต์ก็ไม่เว้น มันไม่รู้หรอก เพราะความไม่รู้ คนติอรหันต์มีนรก 11 อย่าง อสิโลกภัย พ้นภัยจากตำหนิ พระพุทธเจ้ายังถูกตำหนิ อาตมาก็ถูกตำหนิเพราะเป็นสัจจะ คนตาถั่วตาบอดก็ย่อมตำหนิผิด ๆ ดีไม่ดีด่าหยาบคายด้วย แต่โดยสัจจะแล้วอยู่ในโลก ผู้รู้ไม่มีใครตำหนิหรอก ทั้งโลกไม่ใช่มีแค่คนโง่ไปหมด แต่มีคนมีปัญญา แม้อยู่คนละฝั่งก็มีปัญญา ไม่กล้าทำอะไร การพ้นมรณภัยไม่ใช่พ้นการตายทางร่างกาย โสดาบันไม่กลัวตาย เพราะอบายมุขที่หลุดพ้นมาแล้ว เพราะมีอำนาจอยู่เหนือมันแล้ว อำนาจนั้นจะทำให้เราตายไม่ได้ สัตว์นรกของโสดาบันจะทำเราให้ตายอีกไม่ได้ เรามีโลกุตระเหนือมันได้แล้ว มีอำนาจ มีสติเป็นอำนาจ มีปัญญาอยู่เหนือ เป็นอุตตระ ไม่กลัวตาย ยิ่งเป็นอรหันต์แล้ว แต่ร่างกายจะตายจะเจ็บปวด ก็โอยได้ ไม่ได้หมายถึงกลัวตาย เพราะผู้รู้ชัดถึงอรหันต์แล้ว อรหันต์นี่ไม่กลัวตาย เพราะตายแล้วเราจะเกิดอีกหรือไม่ ท่านก็ทำได้ ท่านไม่ได้ยึดว่าร่างกายนี้เป็นเราเป็นของเราแล้ว ไม่กลัวตายทางร่างกาย เพราะการตายการเกิดทางจิตวิญญาณสมบูรณ์แบบ คำว่ามรณภัยจึงไม่ได้ตื้นเขินแค่นั้น ถ้าจะพูดโดยโวหาร ใครถามว่าอาตมาหลีกเลี่ยงหลบการตายไหม อาตมาก็ว่าหลีกเลี่ยงหลบอยู่ แปลเป็นไทยอีกว่า ไม่อยากตาย แปลอีกว่า กลัวตายอยู่ ยังจะอยู่ต่อไป คนเข้าใจสัจจะพวกนี้ยาก จนถึงวาระสมควรก็ควรแก่เหตุ เช่น อวัยวะเสื่อมทรุด หรือวิบากทำงานมาก หยุดไม่ได้เหมือนพระโมคคัลลานะ ท่านจะไม่ตายก็ได้ ท่านมีฤทธิ์ไม่ตายได้ แต่สุดท้ายท่านก็ยอมตาย แต่อาตมายังไม่ยอมตาย พระโมคคัลลานะท่านเสียชีวิตก่อนพระพุทธเจ้านะ อัครสาวกซ้ายขวา ตายก่อนพระพุทธเจ้านะ พระโมคคัลลานะตายหลังพระสารีบุตร การพ้นภัย 5 จะเป็นคุณสมบัติที่สบายทั้งตนเองและผู้อื่น ไม่เดือดร้อนแก่ใคร นอกจากมีวิบาก ตามฐานะ วิปากทุกข์ไม่มีใครพ้นได้ 590311_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กำลังสี่พ้นภัยห้า

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน