สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน เป้าหมายของการถือศีล.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข1 พฤศจิกายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน เป้าหมายของการถือศีล _7680กราบคารวะพ่อครู ผมมีความรู้สึกว่าอาจารย์ต่าง ๆ ที่ยังกินเนื้อสัตว์อยู่ เวลาตอบคำถามลูกศิษย์เรื่องกินเนื้อสัตว์เป็นบาปหรือไม่นั้น มันไม่เด็ดขาดและมั่นใจได้เท่าที่พ่อครูหรืออาจารย์ในชาวอโศกพูดเลยจริง ๆ ครับ คือฟังแล้วมันยังค้าง ๆ คา ๆ ไม่ค่อยมั่นใจว่าอาจารย์เหล่านั้นท่านไม่มีความรู้สึกบาปติดค้างในใจแม้เล็กแม้น้อยเลยจริงหรือ ขอให้พ่อครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมด้วยครับ จาก.. จางคลาย พ่อครูว่า...อาตมาก็เห็นเช่นนั้น เพราะเขาไม่ชัดเจนว่า ศาสนาพุทธให้กินหรือไม่กิน แต่ชาวอโศกนี้ชัดเจนที่สุด พูดกันไป อาตมามาทำงานศาสนา รณรงค์ บุญญาวุธหมายเลข 1 มารณรงค์ไม่ให้กินเนื้อสัตว์เพราะมันเกี่ยวเนื่องกับศีลข้อที่1อย่างลึกซึ้งอย่างสำคัญ เป็นเรื่องของคนหรือสัตว์โลกที่จะเบียดเบียนกัน เป็นประเด็นหลากหลายในศีลข้อที่ 1 ในศีล 5 1. ศาสนาพุทธจะไม่เป็นผู้เบียดเบียนสัตว์ 2. เป็นคนจะไม่เบียดเบียนสมบัติของใคร ศีลข้อที่ 3 จะไม่เบียดเบียนคนในเรื่องของรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เรียกว่ากามคุณ 5 ของใครก็ของใครไม่ใช่เรื่องเบียดเบียนกัน ไม่ไปแย่งชิงทำร้าย ต่างคนต่างก็มีวิบากของใครของมัน ทุกคนก็พยายามสร้างกรรมของตนเองให้ดี ซึ่งเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ กัมมันตะ 3 ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร ถ้าชัดเจนในชีวิตแล้วก็จะไม่ไปเบียดเบียนชีวิตใคร มีแต่หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวง แม้จะเป็นชีวิตเล็กน้อยก็ตาม ข้อที่ 2 หวังประโยชน์ในทรัพย์สินเงินทองของมนุษยชาติของคนอื่นของใครอยู่ ไม่ไปเบียดเบียนใครเขา มีแต่ส่งเสริมกันและกัน ข้อที่ 3 ไม่ไปวุ่นวายเรื่องกาม สัมผัสเสียดสีกามคุณ 5 ล้างของตนเองออก เมื่อหมดแล้วก็ไปช่วยคนอื่นต่อเพราะว่ามันเป็นทุกข์ หมดกามหมดอัตต

อ่านต่อ

าก็เป็นพระอรหันต์ ที่พูดมาแม้แต่ศีลข้อ1 แม้แต่เรื่องเนื้อสัตว์ก็ไม่มีใครหนักแน่นชัดเจนยืนยัน เพราะไม่ถึงจุดสมบูรณ์ยืนยันได้อย่างมีน้ำหนัก ฟังแล้วก็จะค้างคาไม่ค่อยมั่นใจ สัตว์ทั้งปวงมีความยึดมั่นตัวกูของกูทั้งนั้น แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน คนก็ยิ่งไม่รู้ ไปเบียดเบียนกันก็เป็นวิบากไปต่างๆสารพัด แม้แต่จะไปทรมานมัน มันก็อาฆาต แล้วจะไปฆ่ามันทำไม สัตว์มันเห็นแก่ตัว กูของกูทั้งนั้น ใครว่าสัตว์มันหมดความเป็นตัวกูของกูแล้วทั้งนั้นยกมือขึ้น สัตว์มันไม่เห็นแก่ตัวหรอก ยกมือขึ้น….สัตว์ทั้งหลายก็เห็นแก่ตัวมันเองทั้งนั้นมันก็ผูกพยาบาท แล้วมันไม่รักชีวิตของมันหรือ สัตว์ทั้งหลายตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวก็รักชีวิตของมัน ผูกพยาบาทเป็นแล้ว เป็นจิตนิยามแล้ว คนเข้าใจอย่างนี้แล้วจะไปหาวิบากให้มันพยาบาททำไม คนเรามีวิบากมาต่างๆน้อยนักหรือ? สัตว์ที่พยาบาทเรามีน้อยหรือ เราจะไปเติมมันอีกทำไม ที่ทำมาแล้วเหลือพอมากพอแล้ว คนก็ไปติดใจที่ว่ามันต้องเอาสัตว์มากิน คนคะนองก็แล้วไป มือล่าสัตว์สนุก หากเอามากินก็ยังพอแก้ตัว แต่นี่เล่นฆ่ากันเป็นเกมส์เรื่องโก้ วิเศษอะไร ยิ่งบาปซ้ำซ้อน ไปทำร้ายชีวิตเขาเล่น เอามากินยังอ้างได้ แต่ว่ามีอันให้กินตั้งเยอะแยะ ไม่กินเนื้อสัตว์ก็อายุยืนกว่าด้วย กินเนื้อสัตว์ก็จะอายุสั้น อาตมายกตัวอย่าง สูตรๆหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัส แล้วคนเข้าใจไม่ถึง คนเข้าใจถึงแล้วจะหยุดเลย เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนในพระสูตรนี้ ว่าการฆ่าสัตว์หรือการกินสัตว์นี่มันชัดเจนด้วย บาปเป็นอันมาก ไม่ใช่บุญเลย ห้าประการ ผู้ใดฆ่าสัตว์อุทิศแก่ภิกษุ เจตนาฆ่าเพื่อภิกษุ ผู้นั้น ย่อมได้บาปไม่ใช่บุญเป็นอันมาก ท่านเอาข้อสุดท้าย ฆ่าโดยเจตนาฆ่าแล้วก็ยังจะเอามาถวายสงฆ์หรือพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นอกัปปิยะ เป็นสิ่งที่ไม่ควรเลย โง่ที่สุดเพราะว่า 4 ข้อแรกก็เป็นบาปเป็นอันมากแล้ว ยังดันเอาไปถวายผู้ที่ท่านเป็นยอด องค์ความรู้เรื่องบาปบุญ คือสงฆ์หรือพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ใดที่รับรองเนื้อสัตว์ที่คนเอามาถวายนั้น โง่ยิ่งกว่าคนที่เอาไปถวายอีก เพราะเป็นสิ่งอกัปปิยะ เนื้อสัตว์นี้เป็นสิ่งไม่ควรต่อพระสงฆ์หรือพระพุทธเจ้า ไม่ควรนำมาถวายพระสงฆ์หรือพระพุทธเจ้าให้ฉัน ท่านก็ขยายความว่า เพราะว่ามันเป็นบาป ตั้ง 4 ข้อแล้ว ส่วนข้อที่ 5 นี้ไม่ควรจะเอามาถวายพระ แล้วเนื้อสัตว์นี้คือเนื้อที่คุณเจตนาฆ่า แต่เขาเลี่ยงบาลีว่า ถ้าเนื้อสัตว์นี้เอาไปถวายพระสงฆ์ก็เป็นบาป ส่วนคนอื่นกินได้ไม่เป็นบาป บาปเฉพาะสงฆ์นะ ถ้าใครฆ่าสัตว์จะไปถวายสงฆ์ ฆ่าสัตว์นี้ไม่บาปเลย สัตว์อื่น ศีล 5 ไม่ต้องพูดถึงเลย เลี่ยงบาลีว่า เจตนาฆ่ามาถวายสงฆ์นั้นไม่ได้ ส่วนเจตนาฆ่ากินเองหรือซื้อมาถวายก็ไม่บาป การเป็นบาปจากการฆ่านั้น หนึ่ง สัตว์มันตายเอง เป็นสัตว์ที่อุทิศคือเจตนา อุทิศไม่ได้แปลว่าส่งไปให้นะ อุทิศนี้เแปลว่ามุ่งหมายเจตนา ตั้งใจ คือตั้งใจฆ่า 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 คือเจตนาฆ่า แล้วก็เจตนานำมาถวายสงฆ์ ถวายพระพุทธเจ้าก็เป็นบาปทั้งนั้น ทำบาปแล้วยังถวายสงฆ์อีก สงฆ์ ท่านไม่เกี่ยวกับการฆ่าสัตว์ การฆ่าสัตว์คือก้อนบาป ถ้าสัตว์มันตายเองก็บอกว่าไม่เป็นไร หรือแม้แต่เดนสัตว์กินก็ไม่บาป อย่าไปแย่งสัตว์มานะ สองประการนี้ จะเอาไปถวายก็ได้ถ้าพระอยากจะฉันแบบนั้นก็ได้ แต่นอกนั้นไม่อนุญาต อุทิสมังสะไม่ได้ ต้องเป็นปวัตมังสะ ถึงอนุญาตฉันได้ เพราะว่าไม่มีเชื้อพยาบาทแล้ว ไม่ผูกเวรแล้ว แม้ในสี่ข้อแรกคือบาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย เจตนาเริ่มต้นก็บอกว่าไปเอาสัตว์นั้นมาก็บาปแล้ว สัตว์มันก็มีชีวิตของมันเลี้ยงตัวเองไป กว่าจะตาย เริ่มต้นตั้งแต่มีเจตนาเลย มีอุทิส ไปออกชื่อ เฮ้ยไอ้โต้ง ไอ้ขาว ก็บาปแล้ว สอง เมื่อสัตว์นั้น ถูกผูกมา จับมามัดมาใส่กรงมา สัตว์มันก็มีความทุกข์ คนก็บาปซ้ำซ้อน สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส บาปเป็นอันมากเพิ่มจากข้อ 1 สาม ได้บาปเพราะบอกว่าฆ่ามันเสีย สั่งฆ่า บาปสาม บาปสี่ เมื่อสัตว์นั้นกำลังถูกฆ่าก็ได้รับทุกข์ทรมาน ก็ไปทําความทุกข์ให้สัตว์ทำไม นี่คือบาปสี่ประการ เป็นก้อนบาปตั้งแต่ 1-4 เต็มบ้องแล้ว ก็ยังนำเอาก้อนบาปนั้นมาถวายสงฆ์ถวายพระพุทธเจ้าถวายสาวกพระพุทธเจ้าอีก สมณะเดินดินว่า...ถวายเพื่อให้พระพุทธเจ้าและสาวกเกิดความยินดี พ่อครูว่า...ได้สัตว์มาก็ไปคงเป็นอาหารอันประณีต เพื่อจะมอมเมาพระพุทธเจ้าให้ติดในรสเนื้อสัตว์นี้ สมณะเดินดินว่า...ในพระไตรปิฎกมีเรื่องเกี่ยวกับคนนำเอาเนื้อเหี้ยมาปรุงอาหารถวายพระฤาษี ๆก็เลยติดใจในรสเนื้อของเหี้ย คอยจ้องแต่จะฆ่าเหี้ยเอามากิน พ่อครูว่า...ชีวิตใครชีวิตมันบาปใครบาปมัน แต่เราก็ชัดเจนว่าชีวิตนี้จะไปเลี้ยงตัวเองด้วยเนื้อสัตว์เราไม่ทำ เลี้ยงตัวเองด้วยพืชผัก ก่อนจะบวชอาตมาก็เลิกฉันเนื้อสัตว์แล้ว ตอนนี้ก็ 50 กว่าปีมาแล้วไม่ได้กินเนื้อสัตว์ แต่ก่อนลิงลมอมข้าวพองก็กินตามเขาไป แต่ตอนนี้ไม่กินแล้ว แล้วก็จะไม่กินต่อไป พากันไม่กินมาเลิกตามกันมาก็ได้ผล รายละเอียดของความรู้จักคุณค่าของชีวิต มันเริ่มต้นแล้วเผินไม่สำคัญในความเป็นชีวิตของสัตว์ใด หนักเข้าก็ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตคน ฆ่าคนได้ ถ้าคนที่มีภูมิปัญญา รู้ชีวิตเขาชีวิตเรา พลังงานของความเป็นชีวะ เป็นพลังงานที่พัฒนาจาก อุตุนิยามมาเป็นพีชนิยาม เป็นพลังงานระดับพืชไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ จนสามารถพัฒนาเป็นพลังงานระดับจิตเป็นสัตว์ มันก็มีความสูงแล้วทั้งรูปธรรมวัตถุธรรม เมื่อพัฒนามาเป็นชีวะก็ยังไม่ถึงเรียกนามธรรม จนเป็นจิตนิยามมีนามธรรมแท้มีเวทนามีวิญญาณ เป็นอุปาทินกสังขารมีกรรมวิบาก เป็นความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากเราไม่เข้าใจเรื่องกรรมวิบาก ก็จะไม่ชัดเจนเรื่องเหล่านี้ ถ้าเข้าใจชัดแล้วก็จะไม่ฆ่าสัตว์ คนที่ไม่ฆ่าสัตว์ก็จะไม่ฆ่าคน คนที่ได้รับคำสอนของพระพุทธเจ้าถึงขั้นไม่ฆ่าสัตว์ไม่ฆ่าคน ก็ไม่เป็นพิษภัยอะไรในสังคม เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจอย่างนั้น สัมมาทิฏฐิถูกต้องแล้วไม่ฆ่าสัตว์ รู้จักชีวิตเขาชีวิตเรา มีคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า ผู้ที่มีปัญญาของผู้มีสัมมาทิฏฐิเข้ากระแสแล้ว จะไม่ฆ่าสัตว์ใดเลย แม้ชีวิตเราจะตายก็ไม่ฆ่าสัตว์ใดเพื่อจะรักษาชีวิตตัวเอง นี่คือคำตรัสของพระพุทธเจ้า จะไม่ฆ่าสัตว์ใดแม้แต่เพื่อชีวิตตัวเอง ผู้ที่เข้าใจได้จะต้องเป็นพระโพธิสัตว์เป็นพระอรหันต์ รู้ว่าการตายไม่มีปัญหา ถ้าเราจะไปถูกสัตว์ใดๆฆ่า มันจะฆ่าเราก็ตาย ตายแล้วถ้าเป็นโพธิสัตว์ก็รู้แล้วว่า การเกิดการตายของชีวิตเป็นเรื่องปกติ จะตายถ้ามันฆ่าเราก็ตายตายแล้วก็เกิดอีก หรือจะไม่เกิดอีก ท่านก็ทำใจของท่านเอง อาตมาเป็นภูมิโพธิสัตว์แล้วจึงเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ใครจะกินอยู่ก็แล้วแต่เธอไม่กินกันแล้วแต่ตามที่ทำมาแนะนำก็ไม่ต้องไปสร้างจิตที่จะต้องมี เวรภัยวิบาก ไม่ต้องสร้างจิตรุนแรงจนถึงฆ่าสัตว์อื่นได้ สมณะเดินดินว่า...ในประเทศไทยมีบางที่ว่าอัตราการฆ่าคนนี้สูงถึงอันดับ 2 ของโลก แสดงว่าผลของการสอนศีลข้อที่ 1 ในสังคมไทยไม่ได้ผล พ่อครูว่า...หากเข้าใจคำสอนพระพุทธเจ้าอย่างชัดเจนและลึกซึ้ง อ่านพระไตรปิฎกแตก ศีลข้อ 1 นั้นคือชีวิต ศีลที่ 2 นั้นคือข้าวของ อย่าไปเบียดเบียนกันเลยทั้งชีวิตและข้าวของ ในโลก คนมีสิทธิ์ที่แห่งชีวิตและข้าวของนั้นของคุณ ของคนอื่นก็ของเขา มีชีวิตเป็นของเขา การแย่งข้าวของยังไม่ใช่ชีวิต แต่ชีวิตนั้นมีหนึ่งเดียวนะ ไปทำร้ายเขาทำไม เขาก็ชีวิตเราชีวิต สาม ไปแย่งกามคุณ 5 รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสของคนอื่น จะไปแย่งเขาทำไม ของคุณก็สร้างของคุณเอง รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสของคุณเองถ้าคุณยังติดยึดอยู่ จะไปแย่งของเขาทำไม ไปละเมิดของเขาทำไม ของใครของมัน 3 ข้อนี้ถ้าเข้าใจชัดแล้วก็จะเป็นอยู่ยังไม่เบียดเบียนคนอื่นเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้าวของ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกรรม การสัมผัสรสทั้ง 5 ใครอยากจะไปติดรสก็ติดไป ศาสนาพุทธมาให้เลิกติดยึดสิ่งเหล่านี้ 601027_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนที่ช่วยเศรษฐกิจโลก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน