สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ทำจิตให้เป็นเพชรใสที่ไร้ความเศร้าหมอง.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ทำจิตให้เป็นเพชรใสที่ไร้ความเศร้าหมอง อาตมาหากพูดในเหตุการณ์ไปรเวท ก็สบายๆมีเล่นหัวบ้าง แต่หากจะพูดให้แก่สาธารณะ ก็ตั้งใจจะพูดให้เป็นสาระที่สุด ได้ดีที่สุดก็คือเป็นโลกุตระ ธรรมะโลกุตระที่รู้ทุกอย่าง เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป แล้วจัดการกับกรรมของตน มีจิตเป็นประธานให้เกิดกายกรรมวจีกรรมมโนกรรม จนที่สุดพระพุทธเจ้าสามารถทำให้จิตวิญญาณนี้สลายไปได้เลย แต่ว่าศาสนาเทวนิยมเขาไม่รู้วิธีนี้เขาก็เลยมีแต่อยู่นิรันดรไปกับพระเจ้าพระเจ้าจะเป็นผู้บงการให้ลงนรกขึ้นสวรรค์ ด้วยความไม่รู้ก็เลยยกประโยชน์ให้เป็นของพระเจ้าไป ศาสนาพุทธนั้นเราเป็นเจ้าของจิตวิญญาณตนเองเราสามารถสั่งจิตวิญญาณตัวเองได้ ไม่มีพระเจ้าองค์ไหนเป็นเจ้าของจิตวิญญาณเรา ศาสนาพุทธเจ้าท่านก่อน แล้วจัดการโครงการจิตวิญญาณเราให้ดีที่สุดและมีชั่วเลย ถ้ามีกรรมกิริยาก็มีแต่ดีถ่ายเดียว จบแล้วในธาตุจิตวิญญาณของมนุษย์มนุษย์ สามารถทำให้จิตวิญญาณนี้สลายไปเลยก็ได้ แต่จะเกิดมาอีกก็ได้เกิดมาอีกครั้งทุกอย่างมันก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ สามารถทำให้ชีวิตดีขึ้นได้เรื่อยๆ จนกระทั่งดีที่สุดนั่นก็คือ เป็นพระพุทธเจ้า ทำให้ร่างกายมนุษย์ ทำกริยาการงานการกระทำความรู้ รู้โลกรู้รอบทุกอย่าง แล้วเป็นผู้จัดการ มีจิตวสวัตตีโก ทำให้จิตวิญญาณเป็นไปได้อย่างดีเยี่ยมที่สุด สุดท้าย สูญสลายจิตวิญญาณนี้ได้เลย ศาสนาเทวนิยมตีไม่แตกจัดการไม่ได้ สลายไม่ได้ มีแต่ศาสนาพุทธศาสนาเดียวที่ทำได้ จะเป็นนิรันดรอย่างไรก็ต้องเกิดตายอยู่ในสภาพที่เป็นร่างกายนี้ ใครจะอยู่เกิดตายไปนิรันดรบ้าง...ยกมือ (ไม่มีใครยก) แต่เกิดมาแล้วรู้อย่างอาตมาจะรู้ว่ามันลำบากนะ อาตมาเกิดมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็จะรู้ ลัทธิเทวนิยมเป็นลัทธิแบบสุขเที่ยง ก็ยึดถือกันไปเพราะเขาไม่
อ่านต่อ
รู้ก็ยึดถือได้แค่นั้น ศาสนาพระพุทธเจ้านั้นชัดเจนทุกเหลี่ยมมุมทุกอย่างและที่สุดสูญสลายธาตุทุกอย่างได้ จึงเป็นเรื่องสุดยอดแล้ว ศาสนาอื่นๆเป็นเทวนิยม ไม่ว่าจะเป็นคริสต์อิสลามฮินดู ศาสนาซิกข์ ก็ตามมีแต่ศาสนาพุทธแท้ๆอย่างสัมมาทิฏฐิ ศาสนาเดียวเท่านั้น ที่จัดการเรื่องของจิตนิยามนี้ให้ดีที่สุดกับให้สูญสลายได้ ก็จบที่ถ้าจะเป็นชีวะอยู่ คุณจะเกิดแล้วเกิดอีกก็ดีขึ้นเรื่อยๆดีที่สุดคือตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็เท่ากับเป็นพระโพธิสัตว์มาไม่รู้กี่รอบๆ แล้วคนก็บอกว่าเป็นพระพุทธเจ้าแล้วจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน คนก็บอกว่าทำไมไม่เกิดมาเป็นพุทธเจ้ารอบต่อไปเรื่อยๆเพราะมันเป็นสิ่งที่ดี ก็น่าเบื่อจะตายชัก คนที่จะพากเพียรดึงให้ชีวิตตัวเองหมุนเวียนเกิดตายไปจนถึงพระพุทธเจ้านั้นมีน้อยคน ตั้งจิตเป็นพระโพธิสัตว์แล้วจะไปให้ถึงเป็นพระพุทธเจ้าไม่เท่าไหร่หรอก ส่วนมากก็บอกว่าพอแล้วมันเมื่อย เบื่อ ก็วนเวียนอยู่แค่นี้ พระโพธิสัตว์บางองค์ตั้งจิตเป็นพระพุทธเจ้าแต่ไปไม่ถึงหรอกรีไทร์กลางทางเยอะ อาตมานี่พากเพียรมาถึงขนาดนี้มาเจอหน้าพวกคุณได้ก็ดีนักหนาแล้ว เบื่อไม่ลง ทั้งที่มันน่าเบื่อแต่เบื่อไม่ลง ถ้าขืนเบื่อลงมันก็ไม่ดีนะ เอาน่าอย่าเบื่อเลยเบื่อไม่ลงยังไงก็เห็นตาบ้องแบ๊วนั่งอยู่ ถ้าอยู่ต่อไปเขาก็จะเป็นภัยก็ต้องช่วยกันหน่อย
อย่างพวกเรา อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาเปิดเผยมาอธิบายพวกเราเลยกลายเป็นคนที่ไม่เป็นภัยกับโลกเขาได้ดีมากแล้ว แต่เรียกว่าดีที่สุดก็ยังไม่ได้แต่ดีมากแล้ว สังคมที่เป็นสาธารณโภคี เป็นสุดยอดแล้ว เป็นสังคมที่ไม่มีตัวตน ในพวกเรามีเป็นพระอรหันต์ไม่น้อยแต่มันยังฝืนไม่รู้ตัวยังเป็นโพธิสัตว์อีกเยอะ บำเพ็ญกันอยู่รวมกันนี่ แต่ว่ามันยังไม่รู้ถ้วน ยังไม่รู้รอบที่เดียว แต่ก็เป็นไปจะเป็นตัวอย่างให้แก่มนุษย์โลก เพราะฉะนั้นอยู่ไปอีกเถอะ นานไปอีกสัก 30 ปี 40 ปีพวกคุณจะพบ จะเห็นว่ามนุษย์อื่นเขาก็แสวงหาแบบนี้ พัฒนาในอนาคตจะมีคนที่เข้ามาในพวกเรานี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะพวกเราจะเป็นสังคมที่ แสนสุข ยังอาศัยสุขอยู่บ้างก็จะแสนสุข ส่วนผู้ที่ไม่ต้องมีสุขมีทุกข์แล้วอยู่อย่างสบายมีปรมังสุขังคือยิ่งกว่าสุข มันไม่สุขไม่ทุกข์มันยิ่งกว่ามันสบาย อยู่ร่วมกันนี้สบายยิ่งกว่าสุข สุขก็ยังเป็นโลกีย์ ทุกข์ก็เป็นโลกีย์แต่ไม่สุขไม่ทุกข์แล้วก็สบายชีวิตมันก็ สบม ทมด ปกต หห จจ มชยลล สบายมากธรรมดาปกติหายห่วงจริงๆไม่เชื่ออย่าลบหลู่ อาตมาพยายามอายุยืนยาวเพื่อจะยืนยันพิสูจน์ความจริง อย่างน้อยให้คนมาเรียนรู้ 8 อ อิทธิบาท อารมณ์ จัดการเวทนา 108 ให้เป็นโลกุตระไม่เป็นโลกียแล้วจะมีสัมประสิทธิ์ชีวิตมีความสุข fresh up ให้วิญญาณสดชื่นแล้วดำเนินต่อไปได้ดีขึ้นเรื่อยๆ มันจะเสื่อมไม่สดมันจะแห้งเหี่ยว เราก็ทำให้มันสดชื่น สังเกตให้ดี อาตมาเป็นคนไม่โศก อโศกะ อปริเทว อทุกข อโทมนัส ออุปายาสะ ไม่มีความเศร้าหมองอะไรในใจก็ไม่มีข้างนอกกายกรรมวจีกรรมก็ไม่มี แต่ใครจะเห็นว่าอาตมาซึมบ้าง?....อาตมา อโศกะ นี่คือเป็นคนที่มีวิชชาแล้วสามารถปรุงเเต่งจิตวิญญาณของตน ปรุงแต่งเป็นอภิสังขารได้วิญญาณแล้วก็ดี วิญญาณแล้วก็มีการเชื่อมต่อมี Connection มีอายตนะเชื่อมต่อกับคนอื่นได้ จะไปเกี่ยวข้องกับอะไรมีภาษากับอะไรกับใครเราก็มีแต่ทำให้คนอื่นดีขึ้น คนอื่นก็จะพัฒนาเวทนาตามที่เรามีความรู้เวทนา 108 คนอื่นเข้ามาศึกษาเวทนาด้วย ศาสนาพุทธมีกรรมฐานที่เวทนาเรียนรู้จัดการกับเวทนา ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 จัดการกับเวทนาให้เป็นหนึ่งได้ 2 มันมีสุขมีทุกข์ มันไม่ทุกข์มันก็เหลือสุข สุขโดยพยัญชนะมันแปลว่าว่าง ข แปลว่า ว่าง สุ แปลว่าดี จิตว่างๆนี่แหละดี เพราะฉะนั้นมันว่างจากอะไรที่เป็นภัยเป็นโทษที่เป็นพิษ มันว่างได้มากเท่าไหร่นั่นแหละคือคนที่จัดการจิตวิญญาณตนเองให้สูงสุดคือว่างได้ เพราะฉะนั้นทำความว่างนี้ได้อย่างชำนาญ มันก็กลายเป็นความว่างที่ภาษาบาลีท่านเรียกว่าองค์ประกอบทั้งหมดคือ พระพุทธเจ้ากำหนดไว้เป็น ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา นี่คืออุเบกขา 5 บริสุทธิ์จากโทษภัย บริสุทธิ์จากกิเลส จะเกี่ยวข้องกับอะไรอยู่อีกก็บริสุทธิ์ตลอดไปเรียกว่า ปริโยทาตา แล้วมีจิตที่เป็น มุทุธาตุ เร็วไว เป็นตัวบวก-ตัวลบ Static กับ Dynamic จัดการ 2 อย่างนี้ได้จะไปสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับอะไร รับได้ทุกมุม รับได้ทุกเหลี่ยม รับได้ทุกเล่ห์ทุกกลเลย รับได้หมดเรียกว่า มุทุภูตธาตุ อยู่ในโลกอย่างกัมมัญญา ทำกรรมกิริยากับอะไรก็เหมาะควรและดีที่สุดสมสัดส่วน จะทำอะไรอยู่ก็แล้วแต่ แต่จิตก็ยัง ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ไม่มีมัวหมองเป็นเพชรที่ไม่ต้องเช็ดต้องถูเลย ใสเองอยู่ตลอดกาลนาน ปภัสสร เป็นเพชรที่อะไรทำความเปื้อนให้ไม่ได้ อะไรอื่นมาแตะมันก็เป็นภัยแต่เขาเองเลย เป็นเพชรนี้มีราศีรังสีขจัดความหมอง ความหมองกระเด็นไปเลยเป็นเพชรที่มีอำนาจในตนอย่างมากเลย เอาล่ะจบดีกว่า 620512_วิถีอาริยธรรม ศีรษะอโศก ทำจิตให้เป็นเพชรใสที่ไร้ความเศร้าหมอง