สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน สาสวะกับอนาสวะในสัมมาทิฏฐิ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน สาสวะกับอนาสวะในสัมมาทิฏฐิ _ ปรารถนา พรประภา...ถามปริยัติ เมื่อพ่อท่านเทศน์ถึงมหาจัตตารีสกสูตร พูดถึงสัมมาทิฏฐิในมรรคมีองค์ 8 ซึ่งมีทั้งสัมมาทิฏฐิ แบบ สาสวะ และสัมมาทิฏฐิที่เป็น แบบ อนาสวะ 6 สองแบบนี้เกี่ยวโยงกันอย่างไร พ่อครูว่า...สัมมาทิฏฐิที่เป็นสาสวะคือ คุณสามารถรู้และทำได้แล้ว เริ่มตั้งแต่โสดาบัน คุณสามารถที่จะรู้จักจิต เริ่มตั้งแต่แยกจิตกับกิเลสได้แล้ว ทำให้กิเลสจางคลายไปแต่ละตัวๆ เช่นศีลข้อ 1 กิเลสเกี่ยวกับสัตว์ ศีลข้อ 2 กิเลสเกี่ยวกับของ ที่เป็นพืช กับวัตถุที่ไม่ใช่ชีวะระดับสัตว์ คุณก็อย่าทุจริต สัตว์คุณก็อย่าไปรุนแรงอย่าไปทำอะไรให้เป็นวิบากร่วมกัน ส่วนของอย่าไปทุจริต ของที่ก็ไม่ใช่ของเราอย่าไปยึดเอามาเป็นของเราจงใช้สิทธิของเราอย่าไปละเมิดของคนอื่นมันเป็นวิบากอย่างนี้เป็นต้น หรือศีลข้อ 3 ตาหูจมูกลิ้นกาย สัมผัสทวาร 5 ภายนอกกามคุณ 5 กระทบแล้ว ก็อย่าไปติดยึดใน รูปรสกลิ่นเส่ียงสัมผัส ที่มันมีรสชอบ รสชัง เร่ิมเรียนรู้ไป อะไรก็แล้วแต่ที่จะเอาก่อนที่จะทำ ก็ว่ากันไป คนที่มีความรู้เรื่องนี้ เรื่องใดเรื่องหนึ่งเรื่องสัตว์ก็ตามเรื่องของก็ตาม เรื่องกามคุณห้าก็ตาม คุณรู้แล้ว แล้วคุณก็อ่านจิตของคุณ ก็ทำมนสิการ จัดการกับใจ จัดการกับจิต รู้จัก แยกจิตแยกกิเลส ข้อสำคัญคือ จะแยกจิตแยกกิเลสได้ คุณก็จะต้องรู้มันยึดมันมีเหตุที่ยึด แล้วก็สุขก็ทุกข์ รวมแล้วอยู่ในกระบวนการธรรม 3 ที่แยกเป็น 2 1ตัวเรา 2 ธาตุรู้ของเราเป็นหนึ่ง อีกสองเป็นบวกกับลบ ซึ่งมันทำปฏิกิริยากันสังขารเป็นรสชาติ เป็นการปรุงแต่ง ที่จริงสุขทุกข์เป็นอุปาทาน เราก็แยกเหตุที่มีกิเลส หรือตัณหาเป็นตัวเหตุ อาการของจิตที่ต้องได้อย่างนี้ อยากมีอย่างนี้เป็นเหตุ เป็นอัตตา ต้องเป็นอย่างนี้ต
อ่านต่อ
้องมีอย่างนี้เป็นสเปค แต่ถ้าต้องเป็นรูปอย่างนี้ รสอย่างนี้ กลิ่นอย่างนี้ เสียงอย่างนี้ นั่นเป็นกาม คุณก็รู้อาการของมัน แยกกาม อัตตาแยกได้ชัด คุณก็ลดกามก็ตาม ลดอัตตาก็ตาม ลดโดยพิจารณาให้เห็นว่า มันเป็นรสหลอกมาให้คุณเสพ แล้วก็รู้สึกว่ามันอร่อยมันสุข มันไม่มีจริงหรอกรสเหล่านี้ ถ้าคุณไม่มีมันคุณจะตายไหม? ไม่ตาย มีพลังงานเหลือด้วย แล้วรู้ความโง่ของเราด้วย ปัดโธ่เอ๋ย ลมๆแล้งๆ มันเป็นเรื่องที่หลอกกันมาไม่รู้กี่โกฏชาติแล้ว มันหลอกกันมา เพราะฉะนั้นผู้ใดที่รู้จึงเป็นเรื่องสูงส่งมาก มนุษยชาติติดแบบนี้กันมา ปุถุชนติดทั้งนั้น ใครเข้าใจได้แล้วลดได้ เป็นผู้ที่ลดได้สัก 1 ตัวก็เรียกว่าลดไป ลดได้จนกระทั่ง บางส่วน อาสวะบางส่วน กิเลสบางส่วน ก็ยังเหลืออยู่ ยังไม่หมดสาสวะ คือยังมีอาสวะ พยัญชนะ สาสวะ คือสะ +อาสวะ ส่วน อนาสวะคือไม่มีอาสวะ คุณยังไม่หมดอาสวะก็เรียกสาสวะ คุณหมดสะ ลงไป 1 เป็นผู้มีสาสวะลดลงไป 1 ก็เป็นผู้ที่มีส่วนแห่งบุญ เป็นส่วนที่กิเลสถูกพลังงานบุญกำจัดกิเลสไปส่วนหนึ่ง เรียกว่าได้ส่วนแห่งบุญ ได้ส่วนบุญคือส่วนไม่ได้ ส่วนที่มันหายไป อาสวะเราหายไปส่วนหนึ่งก็ได้ส่วนบุญส่วนหนึ่ง ได้อีก 2 ส่วน 3 ส่วนคุณก็เป็นผู้ที่มี สาสวะ ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหมด สาสวะ สิ้นเกลี้ยงก็เป็นอนาสวะ ไม่มีอาสวะแล้ว ก็โอ้ ไม่มีอาสวะ มันเป็นอย่างนี้หนอ คุณก็ทำซ้ำทำอย่างนี้แหละทำอย่างไรปฏิบัติอย่างไรมันจะหมดอาสวะได้ หรือทำอย่างไรมันเริ่มลดได้ก็ลดได้ยิ่งขึ้น มีส่วนบุญของสาสวะ สองสามสี่แล้ว ยิ่งมีมากเท่าไหร่ยิ่งไม่มีมากเท่านั้น ไอ้ที่มีของคุณเป็นคนที่เป็น สาสวะ คือคุณไม่มีอาสวะไปเรื่อยๆ ชัดเจนขึ้นไหม ก็ไปเอาสภาวะพวกนี้ อ่านสภาวะพวกนี้ไปติดยึดในสุข เสพสุขนิยมเกินไปให้ลดลง ลดความทุกข์ความสุขก็หายไปด้วยลดความสุขความทุกข์ก็หายไปด้วยจนหมดความสุขในโลกที่คนหยาบๆเขาสุขกัน ในโลกเขาหนักหนาเหน็ดเหนื่อยทรมานทรกรรมแย่งชิงกันแล้วก็เกี่ยวเนื่องกันเสพรสเพราะว่ามีเงิน เสพรสเพราะว่าต้องมีอำนาจ เสพรส เพราะว่าต้องมีคนยกย่องเชิดชูนิยม ก็หลอกเสพได้อย่างพวกนักบวชนี้หลอกซ้อนชั้น นักบวชที่หลอกคนอื่นอย่างธัมมชโย หลอกเสพรส ได้มาทั้งเงินได้มาทั้งอำนาจได้มาทั้งยศชั้น ถ้าเผื่อว่ายังไม่หายไปตอนนี้ยังไม่ถูกตัดรอน ป่านนี้สงสัยจะได้เป็นสังฆราชหรือรองสังฆราชแล้วก็ไม่รู้ นี่ถูกเลื่อยขาถูกตัดออกไปก็เลยตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ลูกศิษย์ลูกหาก็เลยยิ่งศรัทธา เพราะว่าหายตัวได้กลายเป็นคนหายตัวได้ก็ยิ่งศรัทธา ส่วนพวกที่รู้อยู่ว่าอาจารย์ที่ไหนก็คงจะมีไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็คงจะ จำนวนนั้น ก็คงจะเป็นเจ้าของบัญชีอยู่มากเหมือนกันพวกที่ห้อมล้อมอยู่ อาตมาก็เดาไปถ้าผิดก็ขออภัย ถ้าถูกก็ถูกเท่านั้นเอง ไม่ใช่คนมีเจโตปริยญาณ อาเทสนาปาฏิหาริย์ที่จะไปล่วงรู้อะไรหรอก อาตมารู้เกี่ยวกับธัมมชโยไม่เก่งเท่าหมอมโนหรอกที่เขามีเส้นสายรู้มากกว่าอาตมาเยอะ ก็เป็นตัวอย่างของโลกทั้งในทักษิณและธัมมชโย ทักษิณเป็นตัวแทนของทางโลกีย์ 100% และธัมมชโยเป็นตัวแทนของธรรมดาแต่ขี้หลอกทั้งคู่ ไม่ได้ไป ข่มเบ่งหรือดูถูก แต่เป็นวิชาการให้มาศึกษาอาตมาเป็นคนตรงและซื่อไม่ประนีประนอมเท่าไร พูดแล้วคนเขาโกรธหรือเกลียดก็ยอมให้เขาโกรธหรือเกลียด อาตมาต้องการพูดให้ตรงพูดให้ชัดในเนื้อหาชัดๆ ได้ประโยชน์จากผู้ที่รับศึกษา ส่วนตัวเองนั้นจะเกิดการเกลียดชังก็ต้องยอมให้เขาเกลียดชัง เขาต้องเกลียดชังแน่ ก็เป็นวิบากของอาตมาไม่รู้จะทำอย่างไรอาตมาก็ยอมเสียสละส่วนนี้ ยอมให้คนหรือสัตว์โลกแต่ละชีวะ แต่ละอัตภาพเขาก็มาโกรธเกลียดอะมาก็เป็นวิบากเป็นวิบากที่ซ้อนตามมาก็รู้แต่อาตมายอมมีวิบากนั้นเพื่อที่จะให้ผู้ที่ติดตาม ผู้ที่จะศึกษาสัจธรรมได้รับความรู้ความจริงไปอีก มีวิบากแม้ทักษิณหรือธัมมชโยหรือลูกศิษย์ลูกหาเขาก็ต้องจองเวรอาตมาไม่ได้โง่แต่รู้ความจริง แต่อาตมายอมเสียสละอันนั้นพูดไปแล้วเหมือนกับตัวเองเป็นผู้เสียสละยิ่งใหญ่ แต่นี่คือพูดวิชาการให้ฟัง ก็ยอมเสียสละส่วนหนึ่งเพื่อประโยชน์อีกส่วนหนึ่ง การมากอบกู้ธรรมะพระพุทธเจ้านั้นยากมาก ถ้าไม่ยอมเสียสละทำเป็นกลัววิบาก ก็จะไม่ได้ทำงาน เพราะฉะนั้นอาตมารู้เข้าใจวิบากส่วนเสียส่วนได้พวกนี้ อาตมาก็ยอม แล้วอาตมามีความมั่นใจในตัวเองว่า อาตมามีบารมีอยู่บ้าง ในบารมีนั่นแหละ วิบากเหล่านั้นเข้าไม่ถึง อันนี้เป็นอันตรายอย่าลอกเลียนอย่าล้อเลียนอันนี้เห็นช้างขี้อย่าขี้ตามช้าง เราเป็นช้างตัวเล็กจะไปขี้ก้อนใหญ่เหมือนช้างตัวใหญ่ไม่ได้เพราะเข้าใจไหม อย่าไปทำ ต้องประมาณตนแล้วทำไปตามลำดับ อาตมาทำได้ไม่ใช่ว่าอยู่อาตมาจะอวดดีมาทำอย่างอื่น ถ้าหากว่าอาตมาไม่มีบารมีจะอยู่รอดมา 50 ปีหรือ ป่านนี้เป็นผงไปแล้ว คือเขากระทืบแหลกไปเลย ไม่เผาหรอก แต่กระทืบแหลก ไม่เหลือ ไม่ใช่เขาไม่โกรธนะ คุณว่าเขาไม่โกรธเหรอ เป็นอาจินไตย เพราะว่าเป็นสังคมคนไทยที่มีปัญญา อาตมาจึงทำงานนี้ได้ในเมืองไทย ถ้าไปทำอย่างนี้อธิบายธรรมชาติอย่างนี้ในอเมริกาป่านนี้ตายแล้ว หรือประเทศอื่นก็ตามที่ไม่มีโลกุตรธรรมเพียงพอมนุษย์ไม่มีโลกุตรธรรมพออยู่ไม่ได้ทำไม่ได้หรอก มันต้องมีเหตุปัจจัยที่เหมาะสมคล้อยกันเพียงพอถึงจะทำได้ พื้นฐานของคนไทยมีโลกุตรธรรมอยู่แล้ว แม้แต่ในหลวง ร.9 ท่านแสดงรูปธรรมแต่คนรับได้ทางนามธรรม เพราะคนไทยมีพื้นฐาน ถ้าคนไทยไม่มีพื้นฐานของโลกุตระมันจะไปรับได้อย่างไร ท่านแสดงทางรูปไม่ได้แสดงทางนาม ท่านอธิบายน้อย อธิบายยากกว่าอาตมาเยอะ อาตมาอธิบายละเอียดมาก แต่คนไทยรับได้ คนต่างประเทศรับได้แต่ว่าน้อยกว่าคนไทย เมื่อในหลวงสวรรคตทุกคนก็เสียดาย เสียดายอะไร จริง บางคนก็เสียดายที่ท่านทรงงานเก่งก็ใช่ แต่แฝงถึงนามธรรมในงานเหล่านั้น มันเป็นงานที่ให้อย่างเดียว บริสุทธิ์สะอาด อันนี้คือโลกุตระให้โดยไม่มี สาเปกโข ให้โดยไม่มีธาตุหวังอะไรกลับมาให้แล้วจบ ให้โดยไม่มีธาตุจิตของเราที่บอกว่านี้เป็นบุญคุณของเรานี้เป็นของของเรา ไม่มีธาตุยึดเป็นเราเป็นของเราต่อจากการให้นี่อีกเลย นี่คือให้ นี่คือทาน ให้โดยไม่มีพลังงานจิต แหลมออกไปเป็นภพชาติไม่มีเลย ไม่มีพลังงานจิตที่บอกว่าฉันทำดีนะ. นี่เป็นความดีของฉันนะ จิตของผู้ที่ไม่ยึดดีถือดีเป็นเราเป็นของเราเลยนี่แหละคือเป็นธาตุจิตที่สะอาดเป็นธาตุบริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เจริญขึ้นเรื่อยๆเป็นความหมดภพหมดชาติเป็นความลึกซึ้งสูงสุด อาตมาเอาทานสูตรมาขยายความ…
ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว มี 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทานเพราะว่าเห็นว่าเป็นความดี อันที่ 3 ยามา คือ ทำทานเพราะเพื่อเป็นประเพณี อันที่ 4 ดุสิต คือทำทานเพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้ อันที่ 5 นิมมานรดี คือทำทานเพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ อันที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทานเพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ(อตฺตมนตาโสมนสฺสํ) อันที่ 7 สหายแห่งพรหม คือทำทานอย่างมี จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ (ต้องทำปุญญาภิสังขาร ทำทานเพื่อลดกิเลส)
การจะไปทำใจในใจก็คือการ การทำใจในใจแบบนี้มันผิดจะไปทำใจในใจแบบนี้ทุกคนเข้าใจแล้วมันจะมีอาการนี้ก็อย่าไปทำ ไม่ต้องไปคิดไปหวังว่าจะได้อะไรมันถึงจะถึงศูนย์ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) ทำ 0 นี้ให้เป็นแกนแก่ตัวเองแล้วก็จะได้อนุโลมช่วยคนอื่น เหมือนคนที่จะช่วยคนตกบ่อ จะเอื้อมมือช่วยคนตกบ่อ หนึ่งน้ำหนัก สองความลึกไกล ถ้ายิ่งยาวไกล ก็ยิ่งหนักเอาขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีแรงก็เอาขึ้นไม่ได้ จะอนุโลมได้มากเท่าไหร่ต้องมีแรงพอที่จะช่วยเขาได้ถ้าไม่มีแรงทดที่เหลือมากพอช่วยเขาไม่ได้หรอกมันก็ดึงคนหัวทิ่มลงบ่อไปด้วย ไม่ได้เรื่องอะไร อย่าไปอวดดี เสียผลทั้งคู่จะโง่ทำไม ช่วยเต็มที่ได้แค่ไหน จะหาว่าไม่ช่วยเต็มที่ก็ไม่เป็นไร คนที่ประมาณไม่ถูกตายไปเยอะแล้ว หัวทิ่มบ่อไปด้วยกัน แม่รักลูกมาก ลูกตกน้ำ แม่ไปช่วยลูกก็ตายคู่ มันไม่ประมาณตัวเราว่ายน้ำไม่แข็งแล้วไปช่วยลูก ลูกรัดคอก็ตายด้วยกันทั้งคู่620513_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 48