ทำอย่างไรจะไม่คิดฟุ้งซ่าน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.39 KB
วันที่แก้ไข21 มกราคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ทำอย่างไรจะไม่คิดฟุ้งซ่าน _กราบนมัสการหลวงปู่ครับ ผม สส.ผ. พีรดนย์ ชั้น ม.3 "พวกผม" หน้าสลอนฟังธรรมหลวงปู่ เห็นหลวงปู่ทุกครั้งครับ แต่ "หลวงปู่ไม่เห็นพวกผม" ขอถามว่าการที่จะไม่คิดฟุ้งซ่านควรจะทำอย่างไรครับ / พ่อครูว่า…คิดฟุ้งซ่านคือคิดเกินเลยไปกว่าที่ควรจะพิจารณาใคร่ครวญ การคิดอยู่บ่อยๆไม่ใช่ฟุ้งซ่าน แต่ถ้าคิดอะไรไปไม่เข้าเป้าไม่มีเรื่องอะไรเป็นสาระ มีอะไรผสมผสานไปมากมาย มีเรื่องโลกเรื่องกิเลสเข้ามาปรุงผสมผเส นี่คือฟุ้งซ่านแล้ว แต่ถ้าคิดพิจารณาไปได้อรรถรสได้ธรรมะ คิดมากตลอดเวลาอย่างนี้ดี ดีแต่ให้รู้จักพักผ่อนบ้าง แต่มันจะติดมันจะชิน คิดแล้วก็จะชินหยุดอยู่ไม่ได้นี่แหละต้องระวัง เพราะฉะนั้นจะต้องหัดรู้จักพักรู้จักเพียร รู้จักหยุดให้ได้ ว่าควรหยุดก็ให้หยุด ต้องหยุดมันให้ได้ รู้จักหยุดให้ได้ต่อให้ได้..ฝึก แต่ถ้าเผื่อว่าไม่ปฏิบัติธรรมให้หมดนิวรณ์ 5 จริงๆมันจะทำได้ยาก มันเอาแรงเข้าว่า แรงตัดไม่ให้มันต่อ อยากให้หยุดก็ต้องพยายามบังคับ ก็ยากหน่อย แต่ถ้าปฏิบัติธรรมตามลำดับแล้วมันจะไม่เกิดมันจะหยุดก็หยุด เราจะหยุดไม่ต้องคิดอะไรเลยนั่งเฉยๆ นั่งไป 4 นาที 5 นาที 1 ชั่วโมง 1 ชั่วโมงมันอาจจะยาว อาตมาทำได้ แต่ไปทำถึงชั่วโมงไม่ทำหรอก จะอยู่ไปทำไมเฉยๆ แม้แต่นานเป็น 10 นาทีก็ไม่เคยทำ ก็สามารถที่จะสังขารปรุงแต่งให้เป็นประโยชน์ได้ ถ้านั่งคิดเฉยๆนะ แต่ไม่ได้อยู่เฉยๆอย่างนั้นบ่อยหรอก อาตมาถ้าไม่นอนก็ต้องทำงานอันนั้นอันนี้ ไม่ได้อยู่ว่างๆเฉยๆ 5 นาที 10 นาทีได้ ถ้าเกิน 10 นาที ไม่ได้มีอะไรเป็นสาระเท่าไหร่ว่างๆ ไปกับอันโน้นอันนี้ทำได้ เราก็รู้ เราจะรู้ว่าจิตของเราตอนนี้มีจิตว่าง การจะอ่านจิตของเรามีอารมณ์สุขอารมณ์ทุกข์ หรืออารมณ์ว่างๆ เป็น 3 อย่าง ว่างๆ ต้องอ่านอารมณ์เป็น อ่านอาการว่านี้เป็นสุข ธ

อ่านต่อ

รรมะพระพุทธเจ้าตรงนี้แหละเป็นหัวใจศาสนา ต้องอ่านอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง อ่านอาการของจิตตัวเอง อาการอย่างนี้เป็นสุขนะ กำลังสุข เป็นสุขโลกีย เป็นเคหสิตโสมนัสเวทนา ก็อ่านออก หรืออันนี้เป็นสุขสงบคิดแบบไม่มีกิเลสเข้าไปปรุงร่วม ถ้าทำได้นะ แต่ถ้ารู้ว่ามีกิเลสอยู่แล้วเราก็แยกกิเลสออก แล้วพยายามทำให้กิเลสหมดไป อย่างนี้แหละคือการปฏิบัติธรรมแท้ๆไม่ได้ฟุ้งซ่าน แล้วต้องทำอย่างนี้ อ่านให้ออกเป็นเคหะสิตะ เนกขัมมสิตะ มโนปวิจาร 18 ตัวนี้แหละคือ หัวใจการปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ ต้องดูเวทนาในเวทนา การพิจารณาในจิตของเราเองที่สมบูรณ์แบบ ต้องมีเหตุปัจจัยตากระทบรูป หูกระทบเสียง แล้วจะเกิดเวทนาที่เป็นความจริงเกิดในปัจจุบัน มีอาการนั้นแล้วแยกว่ามันบริสุทธิ์มีกิเลสร่วมหรือไม่ ถ้ามีกิเลสร่วมก็แยกกิเลสออก นี่คือคนปฏิบัติธรรมได้ถูกต้องได้ผลดีและพิจารณากิเลสนี้ ว่ามันมีอาการนี้มาผสมร่วม พิจารณาเลยเจ้าอาคันตุกะ อย่ามาแหลมหน้า เอ็งมันไม่ใช่จิตใจของข้า เอ็งมันเป็นตัวปลอม เอ็งเป็นตัวการใหญ่ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส มาร เราหักเรือนยอดของเธอแล้ว พิจารณาจนกระทั่งมันจางคลายหายไปก็รู้ความจางคลาย ความดับ จะเร็วขึ้นจนกระทั่งกระทบแล้วมันไม่เกิดเลยนี่คือบรรลุธรรม มันยังเกิดอีกก็รู้ทัน เมื่อใดก็รู้ทัน แล้วก็พิจารณาให้เข้าใจว่ามันเป็นไตรลักษณ์ มันไม่มีตัวตนไม่ใช่ตัวตนแท้หรอก เป็นของเกิดจากเราเองมีอุปาทานมาเก่า เราก็เลยมาเกิดเพราะอุปาทานนั้นมันมีภวตัณหา เป็นตัณหาแล้วก็ออกมาทางกายวาจานั่นแหละเป็นตัณหาแท้ๆเป็นกามภพ เรียนรู้จิตที่มันคิดเกินนึกว่าฟุ้งซ่าน เอาง่ายๆ อย่างนี้ก่อน แล้วก็พักมัน ลดมันลง ให้รู้ความจริงอันนี้เข้าเป้าเข้าสัจจะเลย พัก แม้แต่เด็กก็หัดได้ รู้อาการของจิตนะ

640120_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนเจริญคือคนที่เสียเปรียบมากกว่าได้เปรียบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน