การเกิดคือชาติ 5 แบบตามปฏิจจสมุปบาท.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.43 KB
วันที่แก้ไข22 มกราคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

การเกิดคือชาติ 5 แบบตามปฏิจจสมุปบาท มาต่อซีรีย์ของชาติ ก็ทวนตั้งแต่ชาติ 5 ของพระพุทธเจ้าก่อน ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ ชาติ คือ รูป การเกิดทางกาย เกิดชาติพันธุ์ ประชาชาติ ชาติ คือ นาม การเกิดทางจิตโอปปาติกโยนิ ได้แก่ 1. ชาติ (ความเกิด) คำว่า ชาติ รวมการเกิดไว้ทั้งหมด ชาติปิทุกขา 2. สัญชาติ (ความบังเกิด) 3. โอกกันติ (ความหยั่งลง) 4. นิพพัตติ (การเกิด) 5. อภินิพพัตติ การเกิดจำเพาะ ท่านแปลอย่างนั้น อาตมาเห็นใจว่าท่านไม่มีสภาวะในการแปล แต่อาตมามีสภาวะ อาตมาเป็นพระอรหันต์ก็ต้องรู้ความเป็นจริงพวกนี้ ถ้าไม่รู้ความเป็นจริงพวกนี้ไม่มีสภาวะเหล่านี้ อาตมาจะเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร อาตมาอธิบายชาติ 5 นี้ได้ “ชาติ’ ก็คือ ความเกิดทั่วไปทั้งหมด เป็นคำกลางๆ “สัญชาติ” เป็นความเกิดที่ประกอบด้วยสัญญาเก่า เอามาใช้ สัตว์โลก ตั้งแต่สัตว์เดรัจฉาน จะมีสัญชาติจะมีความรู้ตามสัญชาติ เรียกรวมว่าเป็นสัญชาตญาณ คือ ความรู้ตามสัญญา คลังความจำเดิม ความเกิดแต่เดิมของตน ตั้งแต่สัตว์ก็มีสัญชาตญาณ คนก็มีสัญชาตญาณ ยิ่งเป็นอริยบุคคลก็ยิ่งมีสัญชาตญาณที่ระลึกเอาความเกิดเก่ามาใช้ได้มากขึ้นๆ “โอกกันติ” คือ การเกิดในปัจจุบัน ทุกปัจจุบัน เมื่อเกิดกรรมทางกาย วาจา ใจ กรรมนั้นๆ ก็จะหยั่งลงความเกิดเป็นปึกแผ่นของชาติหรือความจำที่เป็นสัญชาติ มันจะหยั่งลง ในโลกียะ มันก็มีความเกิดใหม่เรียกว่าความเกิดของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมเหมือนกัน แต่เขาไม่รู้ แต่มันก็หยั่งลง ในความจำ ของโลกียะก็หยั่งลง ของโลกุตระก็หยั่งลง แต่โลกียะเขาแยกไม่ออก เขาไม่รู่ว่าการเกิดนี้ เขาควรให้เกิดหรือไม่ให้เกิด ในโลกียะก็มีกิเลสทำให้เกิดกรรม มันก็เป็นกรรมของคุณแล้วก็ผนึกลงไปเป็นกรรมทายาท จะต้องเป็นมรดกของคุณ คุณต้อง

อ่านต่อ

รับมรดกนี้ คุณจะต้องรับเป็นทายาทของกรรมของคุณเอง กัมมทายาท แล้วกรรมนี้จะพาคุณเกิดกัมมโยนิ ตกผลึกสั่งสมเป็นตระกูลของคุณ เป็นกรรมพันธุ์ แล้วคุณจะต้องได้อาศัยอันนี้แหละ เป็นกัมมปฏิสรโณ สั่งสมดีก็อาศัยดี ทำชั่วก็ได้ชั่วไปเรื่อยๆ หากรู้ว่าต้องสั่งสมความดีละเว้นความชั่วก็เป็นกัลยาณชนขึ้นมา ถ้าเป็นพระอริยะแบบโลกุตระ ก็ยิ่งทำดีแต่ไม่ติดยึดดี แต่ต้องทำสั่งสมลงเหมือนกัน ทำแบบโลกุตรจิต คือ “นิพพัตติ” คือ การเกิดที่มีญาณปัญญา มีอัญญธาตุแล้ว มีปัญญาโลกุตระ ทำให้เกิดคุณธรรมโลกุตรธรรมสั่งสมลง ในขณะการสั่งสมการเกิดเป็นพระอริยะขั้นสูงขึ้นไปนี่แหละคือ นิพพัตติ การเกิดเป็นชาติที่เป็นโลกุตรธรรม “อภินิพพัตติ” คือ การเจริญทางโลกุตรธรรมเพิ่มขึ้นจนสูงสุด เป็นอินทรีย์ เป็นพละของโลกุตรธรรม จบเป็นพระโสดาบันก็มี อภินิพพัตติ ของพระโสดาบัน ของพระสกิทาคามีก็เป็นระดับของพระสกิทาคามี ซึ่งจะตัดรอบอธิบายยาก หากตัดรอบได้ก็เข้าสู่อนาคามี สกิทาคามีต่อเนื่องยาวจนกว่าจะหมดกามภพก็ตัดเข้าสู่อนาคามี เหลือแต่รูปภพ อรูปภพ ซึ่งมันเป็นพลังงานอ่อน จะไม่เกิดออกมาข้างนอกเลย แล้วก็ล้างรูปภพของตัวเองของอนาคามี จนหมดรูปภพแล้วก็ล้างอรูปภพที่เหลือ หมดอรูปภพก็เป็นพระอรหันต์เป็นวิภวภพ จนกว่าจะหมดความเป็นภพชาติก็เหลือแต่ความต้องการที่เป็นวิภวตัณหา ความปรารถนา ความอยาก ความต้องการ ธรรมดานี่แหละ เป็นความประสงค์ให้เป็นเช่นนั้นที่มันไม่มีกิเลส ไม่มีภพชาติ เป็นตัณหาอุดมการณ์ เป็นตัณหาปรารถนาดีที่ตัวเองไม่มีกิเลสตัณหาเพื่อตัวเอง มีแต่เพื่อผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์ใจและมีความรู้กำกับ ก็ทำงานนี้ต่อไปเรื่อยๆ พระพุทธเจ้าทำงานสร้างศาสนา มารก็มาอาราธนาให้ตายเสียเมื่อบรรลุแล้ว ท่านก็บอกว่าท่านยังไม่ตาย ท่านจะทำงานสร้างศาสนาต่อให้มั่นคงแข็งแรง มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ให้แข็งแรงสร้างศาสนาต่อไปให้ยาวนานจนกระทั่งหมดกัปของเรา ฟังแล้วจะรู้ว่าอาตมาเป็นคนมีอะไรอยู่นะ พูดตรงๆจนมีฉายาว่า ขวานจักตอกและสายฟ้าในวาทะ อาตมารู้จริงๆว่า ในความเป็นคน มันไม่มีอะไรดีกว่าการได้โลกุตรธรรม นอกนั้นมีแต่เป็นไปทางโลกีย เป็นความสุขความทุกข์ที่ต้องดับ เป็นธรรมะ 2 ที่ต้องดับ ความสุขความทุกข์ เหมือนกระดาษ 1 แผ่น จะเผาด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ เผาอีกหน้าหนึ่งมันก็จะถูกอีกหน้าหนึ่งไปด้วย มันไม่สามารถแยกออกจากกันได้กระดาษหน้านี้กับอีกหน้าหนึ่งต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป ถ้าเขาบอกว่าเหรียญสองหน้ามันหนาก็อาจจะผ่าได้ แต่กระดาษนั้นยากที่จะผ่าออก 2 แผ่น เผาไปหน้าหนึ่งอีกหน้าหนึ่งก็เป็นขี้เถ้าไปด้วย ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนา อทุกขมสุข ดับทุกข์ดับสุขเป็นอุเบกขา อุเบกขาเป็นสภาวะที่ละเอียดกว่าไม่สุขไม่ทุกข์ แต่เรียกแทนกันได้ ผู้ที่สะอาดจากกิเลสแล้วมีจิตอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา องค์คุณ 5 ของ..อุเบกขา 1. ปริสุทธา (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5) 2. ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก) 3. มุทุ (รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) 4. กัมมัญญา (สละสลวยควรแก่การงาน ไร้อคติ) 5. ปภัสสรา (จิตผุดผ่องแจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) (ธาตุวิภังคสูตร พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 690) ท่านก็แปลในพระไตรปิฎก ซึ่งแปลแล้ว ไม่ถูกสภาวะ

640122_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ การเกิดคือชาติ 5 ในปฏิจจสมุปบาท

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน