3 ข้อท้ายของ วิญญาณฐิติ 7.docx
เนื้อหาในไฟล์
3 ข้อท้ายของ วิญญาณฐิติ 7 _ปีกบุญ...วันเสาร์ที่ 20 มกราคม 2567 กราบนมัสการค่ะ พ่อครูที่เคารพอย่างสูงยิ่ง เนื่องจากดิฉันเห็นว่าเรื่องสัตตาวาส 9 และวิญญาณฐีติ 7 เป็นเรื่องที่เข้าใจยากมาก ทั้งนี้ลงงเมื่อพ่อครูอธิบายเรื่องวิญญาณฐีติ 7 พ่อครูก็พูดถึงสัตตาวาส 9 สลับกันไปมาด้วย แต่พอได้อ่านหนังสือปัญญา 8 เล่มที่ 2 จึงทำให้เข้ามากขึ้น และสรุปความได้ดังนี้ สัตตาวาส 9 - เป็นพวกปฏิบัติแบบหลับตา เป็นฝ่ายมิจฉาทิฐิอย่างสมบูรณ์ วิญญาณฐีติ 7 - เป็นการปฏิบัติแบบลืมตาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 วิญญาณฐีติ 7 ที่มิจฉาทิฐิ มีความเห็นผิดในหลายเรื่องเช่น เรื่อง ศักกายะ, เรื่องนิโรธ, เรื่องวิชชา 8 ที่เข้าใจเป็นบุคลาธิษฐาน และอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ไป จึงยังไม่พ้นความเป็นสัตตาวาส กลุ่มที่ 2 วิญญาณฐีติ 7 ที่สัมมาทิฐิ มีความเห็นถูกตรงทุกเรื่อง พ่อครูเคยกล่าวว่าถ้าสัมมาทิฐิสมบูรณ์แท้ กายและสัญญาจะไม่ต่างกัน แต่วิญญาณฐีติ 7 ข้อ 1-3 ยังมีความต่างกันในกายและสัญญา จึงถือว่ายิ่งมีสัมมาทิฐิที่ไม่สมบูรณ์ ดิฉันเข้าใจว่า แต่ละคนมีญาณ ปัญญา บารมีไม่เท่ากันจึงทำให้มีภูมิธรรมไม่เท่ากัน อย่างพระโสดาบันก็มีตั้ง 3 ระดับพระอนาคามีก็มีถึง 5 ระดับ จึงทำให้กายและสัญญาต่างกัน วิญญาณฐีติ 7 ข้อที่ 4 มีกายเดียวกัน สัญญาเดียวกัน มีสัมมาทิฐิสมบูรณ์ เป็นสภาวะของพระอรหันต์ วิญญาณฐีติ 7 ข้อ 5, 6, 7 ใช้ตรวจสอบสภาวะนิโรธทั้งหมดนี้ ดิฉันเข้าใจถูกตรงหรือยังคะ ด้วยความเคารพอย่างสูง ปีกบุญ พ่อครูว่า... ถูกต้องอรูปทำไมต้องมี 3 ไม่ต้องมี 4 ธรรมดาเขามี 4 ไม่มี 4 แต่วิญญาณจิตติมีแค่ 3 อันนี้ก็เคยอธิบายให้ฟังแล้ว ว่าผู้ที่ยังไม่สัมมาทิฏฐิไม่ใช่วิญญาณฐิติแต่เป็นสัตตาวาส9 ส่วนผู้ที่เป็นวิญญาณที่ติด 7 นั้นสัมมาทิฏฐิหมด เ
อ่านต่อ
พราะฉะนั้นมาถึง อากิญจัญญายตนะ ก็ทบทวนด้วย 3 เส้าสุดท้าย 1. ที่อาศัย คือ อากาศ 2. ที่ยังมีธาตุรู้คือวิญญาณ 3. ที่ไม่มีคือกิเลส ฟังทวนอีกที 1. ที่อาศัยคืออากาศเรายังไม่ตายชีวะเรายังอาศัยอากาศที่อาศัย 2. วิญญาณคือธาตุรู้ของเรา ธาตุรู้ของเรายังอยู่ยังไม่สบายธาตุรู้ไป 3.ในสิ่งที่จะทำหน้าที่หมดแล้วนี่ อากิญจัญญายตนะ มันศูนย์แล้วมันไม่มีแล้ว ไม่เหลืออะไรแล้วมันเป็นความจบบริบูรณ์ถ้วนรอบแล้ว มันไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ จะว่ารู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่มันไม่ใช่มันคมชัดแม่น ถ้ายิ่งเป็นผู้ที่มีลำดับอย่างอัศจรรย์ โอ ยิ่งสะอาดยิ่งกว่าฝั่งทะเลอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านบอกเป็นความราบรื่นไม่มีอะไรขรุขระเง วลย ยิ่งกว่าหน้ากระจก ไม่ใช่ชายทะเลนะ ในยุคโน้นกระจกคงไม่มี คงมีแต่โลหะ พวกเรานี่ศึกษากันโอ้โหยอดเยี่ยมจริงๆเลย เข้าใกล้นิพพาน พยายามฟังธรรมะเข้าใจรายละเอียด เข้าใจความหมาย เข้าใจอะไรดีแล้ว อ่านก็ไปถึงกรอบ อาตมาเคยใช้คำพูดนี้หลายครั้งแล้ว กรอบของความเป็นจริงของตน กรอบ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เอาศีลเข้าไปเป็นหลักในการที่จะจัดการกรอบที่ตัวเองจะปฏิบัติเพื่อตนเองให้มันได้ความ ไม่ใช่ว่ารู้มากและเลอะเทอะเทอะแล้วไม่เข้าเรื่องไม่เข้าหาสักกะไม่เข้าหากายะของเราเลย อย่าทำเป็นเล่นนะคำว่าสักกะ คำว่ากายะ มันเป็นสภาวธรรมนะไม่ใช่ภาษาเท่านั้น สักกะ หมายความว่าของตน กายะ ก็หมายความว่ารูปนาม 2 สภาพ เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่รู้สภาวะพวกนี้อย่างเป็นสภาวะจริงๆ มันไม่ง่าย อาตมาก็ไม่รู้จะพูดยังไงหากไม่รู้จริงๆมันก็ไม่รู้ ไม่รู้จริงๆมันก็ไม่รู้ไม่รู้จะว่ายังไง เพราะฉะนั้นจึงต้องพยายามพากเพียรให้ดีๆ พากเพียรอุตสาหะวิริยะให้ดีๆ 670126 ตอบปัญหาเพื่อละอวิชชา 8 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก