วันเวลาพิสูจน์มรรคผลคนโลกุตระ.docx
เนื้อหาในไฟล์
วันเวลาพิสูจน์มรรคผลคนโลกุตระ พ่อครูว่า... ที่ทุกวันนี้พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์” พวกเรานี้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โดยจริงใจเลยแล้วก็เอาชีวิตจริงๆมาปฏิบัติ จนกระทั่งกลายเป็นสังคมหมู่ที่เป็นหมู่บ้าน ชุมชน มีศีลกันทั้งหมู่บ้าน และก็มีสมาธิเป็น สมาหิโต ไม่ใช่เป็นมิจฉาสมาธิแบบทางโลกเขา เพราะสมาธินี้ลืมตาสมาธิเกิดจิตตั้งมั่นเพราะได้เรียนลดกิเลส เลิกมาได้เป็นจิตตั้งมั่นตั้งแต่ 1. โลกอบายเราก็เป็นสมาธิแล้ว จิตของเราก็ตั้งมั่นแล้ว เราไม่ไปวอแวอีกแล้ว 2. โลกกาม หลายคนก็ไม่แล้ว สบาย มาอยู่รวมกับหมู่กับกลุ่ม มีพี่น้องเยอะ ที่เคยมีคู่ก็มาอยู่กันอย่างเป็นพี่ๆน้องๆอยู่ในนี้สบาย เคยมีคู่หมั้นก็หนีมาเลย อย่างฟ้ารัก เป็นต้น มีมาตั้งแต่เป็นหนุ่มๆสาวๆแน่ะ มีคู่รักคู่มันอะไรก็เลิกมา อย่างจริงใจแล้วก็อยู่มาจนกระทั่งเดือนนี้ อายุ 70 หรือยัง หมอฟ้ารัก...อายุของฟ้ารักเท่าพ่อครูลบ 20 พ่อครูว่า... อาตมา 88 คุณก็ 68 มิน่ายังผมดำ แต่คนที่อายุมากแล้วเลย 60 70 อายุมากแล้วแต่ผมยังดำก็ยังมี อาตมาเอง อาตมาพูดถึงธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว พูดทีไรแล้วมัน สุขเช่นนี้ นี่หรือจะลืม อาตมามีแต่คนบอกให้พักบ้างพักบ้าง เดี๋ยวคนข้างๆก็บอกว่า พักหน่อยพักหน่อย เอ๊… อาตมาก็ไม่ได้แกล้ง ไม่ได้ทำเล่นๆนะ มันก็ไปสบายๆ นั่งทำไป 2-3 ชั่วโมง แต่ก่อนนี้อาตมาทำวันๆหนึ่ง 4 - 5 ชั่วโมง 6 ชั่วโมงก็นั่งต่อกันทำอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครมาทวงเท่าไหร่ แต่เดี๋ยวนี้เขาบอกว่าอายุมากแล้ว เจียมแก่ ไม่เจียมสังขารไม่ถูก เพราะฉะนั้นอาตมาก็ยังมีพลัง ยังมีกะจิตกะใจที่จะพากเพียร ยังพยายามที่จะไม่ขยาย แต่มันก็ผุดขึ้นมาโผล่ขึ้นมาอีก ขยายขึ้นมาขยายนั่นขยายนี่ ดูซินี่ทำเป็นแอ๊ค ขยายเศรษฐศาสตร์แบบที่เรามีความรู้
อ่านต่อ
ตามพระพุทธเจ้า มาตีความขยาย ซึ่งแน่นอนก็พูดกันไม่รู้เรื่องกับชาวเทวนิยมที่เป็นดอกเตอร์ทางเศรษฐศาสตร์ที่มีตำราอ้างอิงกัน มันไม่เหมือนแน่นอน มันมีนัยยะสำคัญที่ไม่เหมือนประเด็น 1 2 3 4 5 ต่างกันไป เขาจะทำความรู้เรื่องหรือ ต้องมาขาดทุน ต้องมาทำงานฟรีนี่แหละคือความเจริญพัฒนาก้าวหน้า ต้องไม่เก็บเงินเป็นกอบเป็นกองเป็นก้อนอะไรมากมายสะพัดออกไป ที่จริงมันสอดคล้องกับเศรษฐศาสตร์ที่เขาต้องการแต่เขาทำไม่ได้แต่พวกเราทำสำเร็จก่อนแล้ว คนที่ไปรวยกัน มันก็สะสมทุนรอน ดีไม่ดีเอาไปออกดอกเอาไปออกปันผลซ้อนอีก นี่เป็นระบบที่ซับซ้อนหลอก แล้วก็ เอาเปรียบเอารัดกันซับซ้อนระบบทุนนิยมนี้ ขออภัยเถอะ เลวจริงๆ ถึงได้เรียกว่า ทุนนิยมสามานย์ พ่อครูว่า... วันนี้อาตมาแสดงธรรมที่นี่ พรุ่งนี้ก็ว่างอีกวัน แล้ววันมะรืนก็จะกลับเข้าไปราชธานีอโศกแล้ว สมณะเดินดิน... ฝ่ายการเงิน เขารายงานเรื่องตลาดอริยะที่เราจะจัดในเดือนเมษายน คิดว่า ยอดขาดทุนก็จะให้สูงขึ้นมาหน่อย เขาบอกว่าโชคดีที่พลังบุญจะเพิ่มให้ถึง 2 ล้าน ก็สงสัยว่าพลังบุญทำไมถึงเอาเงินตรงไหนมาได้ ก็ได้ข่าวว่าพลังบุญขายของไม่ดี ขาดทุนติดลบอะไรก็ เขาก็ชี้แจงว่าเพราะว่า เงินเดือน ยังมีก๊อก 2 เป็นเงินเดือนของพนักงานที่เราตั้งยอดตามอัตราของตลาด แล้วเงินตรงนี้ก็จะมีส่วนต่างเพราะแต่ละคนเอาเพียง 2,000 ถึง 3,000 มันจึงมีส่วนต่าง จึงมีก๊อก 2 เอามาให้ตลาดอาริยะขาดทุนไม่แพ้ตอนงานปีใหม่ ก็ทำให้เห็นว่า สิ่งเหล่านี้ก็สอดคล้องกับที่พ่อครูพยายามจะขยายเรื่องเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์โลกุตระ มองอีกมุมก็น่าใจหายว่าเงินน่าจะสต๊อกเอาไว้ เก็บเอาไว้แต่ก็เอาออกไปเกือบหมดเกือบหมด มันเป็นเศรษฐศาสตร์ที่จบกิจนะครับที่จะเข้าหาความสูญ แล้วก็นึกถึงคำพูดที่ ศาสตราจารย์นายแพทย์อภิวัฒน์ที่เขาพูดถึงเรื่องมณีแดง ยาที่จะมาเพิ่มอายุขัยมนุษย์ เขาบอกว่าเงินเป็นสัตว์ร้ายที่พร้อมจะทำลายมนุษย์อยู่ตลอดเวลา เงินมีหน้าที่อย่างเดียวคือเป็นเครื่องมือของพระโพธิสัตว์ รู้สึกว่าเขาพูดออกมา มาขยายความให้พ่อครูนะครับ พ่อครูว่า... เป็นเครื่องมือโพธิสัตว์อย่างไร โพธิสัตว์ไม่ได้ไปวุ่นวายกับเรื่องเงินๆทองๆ สมณะเดินดิน... เครื่องมือให้โพธิสัตว์ประกาศเศรษฐศาสตร์โลกุตระครับ พ่อครูว่า... ไหนๆแล้วก็ไหนๆแล้ว เอาให้ถึง 20:00 น ก็แล้วกัน วันนี้วันสุดท้ายแล้วนะ พรุ่งนี้อยู่อีกวัน มีอะไรก็สะสางกัน จะไปเยี่ยมคนอายุเกินร้อย เดือนเมษายนก็ครบ 102 ปี โยมภิญญา เดี๋ยวพรุ่งนี้ ยังมีเวลาก็ได้ไปเยี่ยมหน่อย อาตมาเคยพูดกับพวกเรา เราอายุ 80 ขึ้นไปก็หลายผู้หลายคนแล้ว มาตั้งแต่อายุ 30 หรือ 20 กว่าก็มี 40 ก็มี เดี๋ยวนี้ 80 เข้าไปแล้ว คนละ 30 ปี 40 ปี 50 ปี อยู่ได้ยังไง พามากิน นี่สมัคร สุนทรเวช เขาก็ว่าเราแต่ก่อน ไอ้พวกนี้นี่มัน กินกล้วย 1 หวีใช้งานทั้งวัน นี่ก็พูดประชด นี่ก็ไปสวรรค์แล้วล่ะสมัคร สุนทรเวช เขาอยู่หมู่บ้านอยู่ตรงกันข้ามนี่ คนเราแต่ละคน อาตมาเห็นจริงที่สุดเลยว่า คนเรานี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ แล้วอาตมาก็สรุปแล้วว่า กรรมนี่แหละคือ GOD คือพระเจ้าจริงๆ กรรมคือพระเจ้าตัวจริง กรรมของเราเอง เราฝึกฝนเรียนรู้การปฏิบัติกรรม ทำกรรมของเราจนกระทั่งสามารถที่จะทำกรรม จนบรรลุอรหันต์ จนบรรลุธรรมะโลกุตรธรรมขั้นอรหันต์ แล้วก็ทำตนเองอีก จะอยู่หรือจะไม่อยู่เป็นอมตะบุคคล เป็นคนระดับที่ 9 ในมูลสูตร 10 เป็นอมตบุคคล เป็นคนมีวิมุตแล้วก็เป็นอมตะบุคคล เป็นอมตะบุคคลก็คือ บุคคลที่จะตายก็ได้จะเกิดก็ได้ จัดการเองได้เลย ตายหลังจากการตายแล้วเรียกด้วยภาษาวิชาการว่า กายัสเภทรา ร่างแตก ปรัมมรณา หลังจากนั้นไปจะให้เป็นอะไรทำได้เอง จะให้เกิดอีกเวียนวนมาเกิดอีกก็ได้ อันนี้แหละในเถรวาทในทางพุทธศาสนาประเทศไทย เขาเป็นอุจเฉทิฏฐิ อรหันต์ตายแล้วต้อง 0 อรหันต์ตายแล้วเกิดอีกไม่ได้ เมื่ออาตมามาพูดว่าอรหันต์ตายแล้วเกิดอีกได้ยืนยันหลักฐานว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์ต่อเพราะเขาไม่เข้าใจเรื่องโพธิสัตว์เลย อาตมาเป็นผู้ที่ขยายความเรื่องโพธิสัตว์และก็ขอยืนยันว่าเป็นโพธิสัตว์เนื้อแท้ถูกต้องตรง มหายานทางด้านโน้นเขาทางญี่ปุ่น ทางจีนอะไรที่เขามีมหายาน ไม่ใช่เถรวาทที่เดียวเขาก็มีโพธิสัตว์ แต่โพธิสัตว์เขาก็เลอะเทอะอีกบานปลายเป็นโพธิสัตว์นิรันดร โพธิสัตว์มีอัตตา อะไรก็ไม่รู้เละเทะไปหมด มันไม่ถูกต้อง กลับคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นธรรมะของพระพุทธเจ้ามาถึงยุคนี้ที่อาตมายืนยันว่า ศาสนาพุทธ 2,500 ปี ยุคนี้มันเสื่อม แต่ อาตมาก็มากู้กลับได้ ที่อาตมาพูดนี้ไม่ได้อวดดี ไม่ได้อยากเบ่ง อยากข่มใครหรอก แต่ขอยืนยันว่า อาตมาพูดความจริง ทุกอย่างที่อาตมาพูดไปเป็นความจริงทั้งนั้น แม้แต่เป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่าจะเป็น สยังอภิญญา เป็นผู้ที่รู้ได้ด้วยตนเอง มาอธิบายโลกนี้โลกหน้า มาต่อศาสนาในยุคนี้ ในสัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 10 คนฟังแล้วก็หมั่นไส้ คนที่เขาไม่เชื่อถือ อาตมาพูดจะไปน่าหมั่นไส้อะไร อาตมาพูดตามคำสั่งพระพุทธเจ้า อ้างอิงหลักธรรม ไม่ได้พูดลอยๆพูดเลยไม่อ้างอิง ไม่ อิงหลักอิงธรรม แล้วก็พามาปฏิบัติศึกษาแล้วก็เกิดหลักฐานยืนยันอ้างอิงได้อีกอย่างที่อาตมายืนยัน ชาวอโศกมีอริยะ มีสมณะ 4 เหล่า เป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ กันจริงๆเพื่อที่จะยืนยันว่า ให้เขาเทียบดูว่า อรหันต์จริงกับอรหันต์เก๊ อาริยะจริง โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จริง กับ ของเขา เขาไม่สามารถแยกแยะแบ่งเกณฑ์ว่าเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เขาแบ่งไม่ได้ชัด เขาแยกจิตเจตสิกต่างๆ แยกรูปแยกนาม รูป 28 เอารูป 24 นาม 5 แม้แต่ สัญญา 10 เวทนา 108 เขาก็แยกภาษากันทางอภิธรรมเขาก็ท่องกันจ้อยๆ แต่เขาไม่ได้เข้าถึงสภาวะกัน แต่พวกเรานี้เข้าถึงสภาวะ เข้าใจ มโนปวิจาร 18 แยกเวทนา มโนปวิจาร 18 อาตมาเคยยืนยันว่าผู้ปฏิบัติธรรมถ้าแยกเจตสิกของตัวเองเป็น เคหสิตะ แล้วก็ทำให้เป็นเนกขัมสิตะ แล้วก็ทำจิตให้เป็นเนกขัมมะ ออกจากกาม ออกจากปฏิฆะ. ออกจากกิเลส ออกไปได้ตามลำดับๆ ถ้าไม่รู้สภาวะจริงของอันนี้ ไม่มีทางบรรลุอรหันต์หรอก เอาแต่นั่งหลับตา หลับตา หลับตาดับก็ไปให้ก้นแตก ปึ๊ง บรรลุอรหันต์ก็น่าสงสาร ก็ไม่รู้หลักของศาสนาพระพุทธเจ้าเลยอย่างนี้เป็นต้น อาตมาพูดไปก็ต้องอ้างอิงความจริงบุคคลพาดพิงผู้นั้นผู้นี้บ้างนั่นแหละมันเป็นตัวอย่าง เป็นตัวอย่างที่ดี ที่ทำผิดทำไม่ดีทำไม่ถูก มันซ้อน เพราะมันมีของจริงก็จะได้อ่านง่ายยืนยันได้ ว่าอย่าไปทำเช่นนั้น เช่น อย่าไปนั่งหลับตา อันนี้ยากมากเลยเพราะมันหลงเชื่อฝังจิตฝังใจมานานว่า ฌาน ต้องนั่งหลับตาสมาธิต้องนั่งหลับตา ขอยืนยันว่า ฌาน ของพระพุทธเจ้าเป็นอจินไตย ฌานวิสัยเป็นอจินไตย ฌาน ไม่ต้องนั่งหลับตา ฌานของพระพุทธเจ้าเกิดจากจรณะ 15 ข้อที่ 11-15 มี วิชชาเป็นยาดำ ต้องรู้ด้วยปัญญาตลอดสาย เพราะฉะนั้นที่อาตมาพูดถึงอยู่อย่างนี้พูดด้วยความมั่นใจ พูดได้อย่างที่เรียกว่าองอาจแกล้วกล้า ไม่ได้เงอะงะว่า มันจะถูกหรือเปล่ามันจะผิดพลาดไหมไม่มี วิจิกิจฉา ไม่มีข้องใจ ไม่มีสงวนเลยว่ามันจะผิดนะคือมันจะถูกเต็มที่หรือเปล่า อาตมาว่า ไอ้ที่ยังไม่ค่อยชัดตัวเองจริงๆเลยนี่นะ อาตมาจะยังไม่พูดออกมา จะบอกว่ามีไหม ก็มี แล้วอาตมาจะพูดออกมาทำไม ยังไม่มั่นใจตัวเองแล้วจะให้ผู้อื่นรู้ทำไมแม้จะได้ยินก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องไปพูดทำไม ก็เอาที่มันชัดๆที่มันมีอยู่เยอะแยะไปละเอียดลอออะไรก็ชัดก็เอาออกมา เพราะฉะนั้นคนที่ยังไม่มีภูมิถึงจริงๆ 1.ฟังไม่รู้เรื่อง 2. ฟังพอได้เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แล้วก็ยังไม่ค่อยเชื่อ 3. ฟังเข้าใจได้ ค่อยๆเข้าใจมาเรื่อยๆยิ่งขึ้นยิ่งขึ้น 4.มาเลยใช่แล้ว ไม่ไปไหนอีกแล้ว ใครเคยพูดอย่างนี้บ้างไม่ไปไหนอีกแล้ว เจออโศกแล้วไม่ไปไหนอีกแล้ว ใครเคยพูดอย่างนี้บ้าง บางคนก็แก่แล้วจะไปไหนอีกอย่างโยมกรุณานี่เท่าไหร่แล้วปีนี้อายุ _โยมกรุณา..คาใจว่า คนที่เขาเอาการแต่งงานไปในโบสถ์นี่ร้ายกาจยิ่งกว่านั่งหลับตาอีก พ่อครูว่า... อาตมาเคยท้วงแล้ว พระทำอย่างนั้นเป็นอาบัติสังฆาทิเสส แนะนำให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน สังฆาทิเสสนะ อาบัติสังฆาทิเสสนะรองจากปาราชิก อาตมาท้วงไปแล้วจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ก็อ้างอิงหลักธรรมอาตมาอ้างอิงตามหลักธรรมวินัย คุณเองคุณชัดเจนเบื่อหน่ายชีวิตแล้วแต่เขาไม่เข้าใจ แม้แต่เป็นพระเป็นเจ้าเป็นระดับนั้น แล้วจะเอาเข้ามาจัดการทำงานให้แต่งงานกันอยู่ในโบสถ์ ของศาสนาพุทธนั้น จะร่วมกันทำสังฆาทิเสสอาตมาก็ท้วงไปแล้วเขาจะแจ้งทำกันอยู่ก็เรื่องของเขาอาตมาก็ไม่รู้ก็เห็นใจก็มันไม่รู้ พ่อครูว่า... อาตมาถามว่าอายุเท่าไหร่ ไม่ได้ถามว่าไปไหนมา 3 วา 2 ศอก _แม่ชีกรุณา… อายุ 93 ปีแล้ว ถามพ่อท่านตรงนี้เลยอกจะแตก พ่อครูว่า... ก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่นคนทางเขาทำอย่างนั้น คือมันไปยึดมั่นคนอื่นเขาประพฤติ อาตมาเคยพูดแรงๆ หยาบๆเลย ทำไม ส.ใส่เกือก ไปยุ่งอะไรกรรมใครกรรมมัน เขาทำก็คิดว่าเออ มันก็ประพฤติเขา กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ เขาทำก็เป็นกรรมของเขา เราไม่ได้ทำกรรมกับเขา เพราะฉะนั้นเราก็อย่าไปยุ่งกับเขาอย่าไปแส่ เป็นแต่เพียงว่ารู้ว่าเขาทำเช่นนี้ กรรมเช่นนี้เขาทำเช่นนี้ไม่ควรนะ เราสามารถที่จะแนะนำกันได้ เตือนกันได้ บอกกันได้อย่างที่อาตมาบังอาจ จะใช้คำนี้ก็ได้บังอาจจะเตือนเขาแนะนำเขา พูดไป ที่จริงอาตมา เราชาวอโศกนี้เป็นนานาสังวาสกับเถรสมาคม ตามวินัยของพระพุทธเจ้านั้น ค้านกันได้ แย้งกันได้ ตำหนิกันได้ ปฏิกโกสนา _แม่ชีกรุณา...สมเด็จ 2 องค์นี้มันรู้ดีกว่าพระพุทธเจ้าอีก พ่อครูว่า... ให้กินบุคแล็กระบายออกมา อย่าไปกินสลอดล่ะ สงสัยจะหูตึง ก็อย่างนี้แหละอายุมากขึ้นก็อย่างนี้ อาตมานี่พูดมากพูดซ้ำพูดวนรำคาญบ้างหรือเปล่า โยมว่า.. ไม่ จริงหรือเปล่า? จริง..ธรรมดาคนพูดซ้ำน พูดบ่น ทำไมไม่เบื่อ ไม่รำคาญเล่า _ทพ.ฟ้ารักว่า...มันเป็นสัจจะ พ่อครูว่า... ไม่หลงยึดผิดหรือ อาตมาก็ว่าอาตมาพยายามอยู่นะ ทำสิ่งที่มันไม่ได้ซ้ำซากจนเกินไป แต่ธรรมะพระพุทธเจ้าซ้ำซาก ไปอ่านพระไตรปิฎกเถอะ รับรองคุณไม่อ่านข้ามให้มันรู้ไป ใครอ่านพระไตรปิฎกไม่ทนอ่านทุกตัวอักษรเรียงไปหรอก มันต้องมีวนแล้วท่านขยันซ้ำจริงๆ บางทีซ้ำตรัสอย่างนี้ขึ้นแล้ว 10 ข้อท่านก็ซ้ำ 10 ข้อนั่นแหละท่านก็ขยายเพิ่มนิดหนึ่ง บางทีคำเดียว บางทีวลีเดียวบางทีประโยคเดียว ขยายไปละเอียดจริงๆโอ้โห…สุดยอดจริงๆเลย _แซมดินว่า...ของพ่อท่านไม่เบื่อเพราะพ่อท่านจะร้อยเรียงใหม่ มาประกอบใหม่ เพิ่มเติมขึ้น พ่อครูว่า... เข้าใจอย่างนั้นแล้วได้อย่างนั้นจริงก็ดีแล้วล่ะอาตมาก็เจตนาให้เป็นอย่างนั้นแหละ ไม่ได้หมายความว่าสอนไปทุกวันนี้ วนอยู่ที่เก่าไม่มีอะไรต่ออีกแล้ว อาตมาว่ายังมีอะไรละเอียดๆที่เป็นอานิสงส์ในการฟังธรรม 5 ประการอยู่นะ ทวนซิ 5 ประการมีอะไรบ้าง 1.ได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ 2. เข้าใจชัดขึ้น 3. หายสงสัย 4. ทิฐิถูกตรงขึ้น 5. จิตผ่องใส จิตเลื่อมใสขึ้น เป็นอานิสงส์ 5 ประการจริงๆเพราะว่าธรรมะพุทธเจ้าละเอียดขึ้น และอาตมาก็ว่าอาตมายังอธิบายละเอียดขึ้นได้ อาตมาว่าอย่างนั้นนะ แต่คนที่เขาภูมิไม่ถึงนั้น เขาไม่ได้ เขาจับไม่ติด ต้องใช้ศัพท์คำว่าเขาจับไม่ติดแล้ว มันไปไกลหรือมันพ้นจากภูมิของเขา พ้นสิ่งที่เขาจะรู้ตาม เอาง่ายๆ โทรทัศน์ออก โทรทัศน์ของเราช่องนี้ รีรันอาตมาก็วันหนึ่งไม่รู้กี่เที่ยว ทุกวัน แสดงสดบ้าง บางวันไม่ได้แสดงสดแต่รีรันวันละ 2-3 เที่ยว เพราะ 1 วันมีตั้ง เอากลางวันก็ได้ 12 ชั่วโมง อาตมาเทศน์ อาตมาบรรยายนี่ ไม่ได้มีโฆษณา ไม่ได้เหมือนที่อื่นเขาเลย ช่องอื่นๆเขา ไอ้ที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่ได้เรี่ยไรเลย ไม่เหมือนช่องอื่น ช่องธรรมะเหมือนกันแต่เขาเรี่ยไรทุกช่อง เว้นช่องบุญนิยมช่องเดียว ไม่มีเรี่ยไร _แม่ชีกรุณา… สายหลับตาก็บอกว่าลืมตาเห็นแล้วนี่มันจะสงบได้ไง พ่อครูว่า... โยมนี่บอกว่า สายหลับตาก็บอกว่าลืมตาเห็นโน่นเห็นนี่แล้วมันจะสงบได้ไง นี่แหละคือประเด็นยิ่งใหญ่ นี่คือความสงบ 2 ประการ สงบของพระพุทธเจ้านั้นคือสงบลืมตา ไม่ใช่สงบหลับตา อาตมาเคยอธิบายแล้ว ความเคลื่อนไหว เขาไปเอาความสงบหมายถึงความเคลื่อนไหว สงบของเขาคือ จิตก็ไม่เคลื่อนไหวก็หยุดนิ่งนี่คือความสงบของเขา แต่ของพระพุทธเจ้านั้นจิตยิ่งคล่องแคล่วยิ่งว่องไวเป็น จิตปาคุญญตา ยืนยันหลักฐานอ้างอิงพระบาลีเลย คำของพระพุทธเจ้าเลย ผู้ที่สงบนั้นคือกิเลสตัวเหตุทำให้มันไม่สงบนั้น ตายหรือออกจากจิต จึงเหลือแต่จิตที่ แคล่วคล่องว่องไว ปราดเปรียว เป็นลิงเลยทั้งกายกรรมวจีกรรม มโนกรรมเป็นประธาน อาตมาว่า อาตมาเป็นคนสงบ แคล่วคล่องว่องไว ปราดเปรียว เพราะฉะนั้นคนจะเข้าใจความสงบ 2 ประการ โลกุตระกับกับโลกียะไม่ได้ง่ายๆ ในปัญญา 8 ข้อที่ 3 คนเขาบอกความสงบอย่างหนึ่งคือพวกที่มีฌาน มีสมาธิที่นั่งหลับตา ไม่เคลื่อนไหวกาย ไม่เคลื่อนไหววจี ไม่เคลื่อนไหวจิต ให้จิตมันนิ่งๆตามต้องการให้จิตมันหยุดคิดหยุดทำได้ ไม่มี วิญญัติ ไม่มีการเคลื่อนไหว มันไม่สงบเพราะกิเลสออกจากจิตบริสุทธิ์แล้วจิตก็ แคล่วคล่อง กายก็คล่องแคล่ว จิตปาคุญญตา กายปาคุญญตา พ่อครูว่า... จบ สาธุ 660313 GDP แบบพุทธสุดจบกิจ รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 14 ที่สันติอโศก