สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน การสวดมนต์มีประโยชน์อย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน การสวดมนต์มีประโยชน์อย่างไร _การสวดมนต์นี้มีประโยชน์อย่างไร พ่อครูว่า...คำว่าสวดนี้ไม่มีในบาลี แต่ภาษาไทย สวดแปลว่าต้องร้องทำนอง มันไม่มีในศาสนาพุทธ ของพุทธเจ้ามีแต่สรภัญญะ สรภัญญะแปลว่าคำพูด คำพูดก็มีความสั้นยาวเป็น รัสสระกับทีฆสระ ทีฆสระคือเสียงยาว รัสสระคือเสียงนั้น อะ อา นี่ยาวแล้ว นอกจากบางวาระจะเน้น เพื่อเน้นในวาระควรเน้นก็ขอใช้ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่คนจะมานั่งลากมันเล่น สวดด้วยความไพเราะหรือสวดด้วยเสียงอันยาว นะโมตัสสะ ภควโตตตตต ไม่ได้ เราต้องเปล่งกล่าวให้ตรงรัสสระกับทีฆสระ พระพุทธเจ้าบอกว่าอย่าสวดด้วยเสียงอันยาว คือถือว่าอาบัติ ถ้ารู้ตัวนี้แล้วจบเลย สวดไม่ต้องสวดด้วยเสียงอันยาวยิ่งไปสวดใส่ทำนองนี้ผิดไปเลย ในพระวินัยพระไตรปิฎกเล่ม 7 ข้อ 20-21 ไปเปิดดูเลย ข้อ 21 เราอนุญาตสรภัญญะ แต่ข้อ20 นี้อย่าสวดด้วยเสียงอันยาว อย่าใส่ทำนองด้วยนะ ทั้งลากเสียงยาวและใส่ทำนองมีโทษ 5 ประการ ตนเองหลงเสียง คนอื่นหลงเสียง ชาวบ้านติเตียน สมาธิเคลื่อน คนรุ่นหลังทำตาม เป็นโทษ 5 ประการ แต่เขาทำกันเป็นปกติจนติดนิสัยแล้ว ก็เลยกลายเป็นสวดทำนองทั้งนั้นไม่สดเป็นสารภัญญะ สร คือสระ ภัญญะคือคำกล่าว ก็เลยแปลว่าการกล่าวตามสระ ต้องพูดเพราะว่าเดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธมีแต่สวดมนต์อย่างเดียว หากไม่มีสวดมนต์แล้วทำให้อะไรไม่เป็น คุณได้นิมนต์พระไปที่บ้าน ได้ประเคนอาหารถือว่าเป็นกุศล ดีไม่ดีถือว่าเป็นบุญ แต่ที่จริงแล้วไม่ได้เป็นบุญ เป็นแต่กิเลสเป็นสวรรค์วิมานอะไรก็แล้วแต่ แทนที่จะนิมนต์พระไปฉันอาหารที่บ้านเพื่อให้ท่านมีกิน อาตมาอธิบายนิพพานไม่ใช่แค่กุศลอกุศลแต่ถึงนิพพาน พวกเราฟังได้เข้าใจและปฏิบัติได้ก็เลยไม่ได้ทำแบบเขา ทำดีเรียกกุศลก็ทำดีอย่างไม่ติดยึด ทำดีเป็นนิพพานทำทานก็
อ่านต่อ
นิพพานทั้งนั้นเลย แล้วบอกว่ามีประโยชน์อย่างไร มนต์นั้นไม่ได้มีการสวด หนึ่ง พระพุทธเจ้า ให้กล่าวธรรมบทคือคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้มากล่าวกับสาธารณะเพียงทีละคน อย่างอาตมากล่าวนี้คือการเผยแพร่เอาคำสอนมากล่าว แต่ถ้าสวดคือกล่าวพร้อมกันตั้งแต่สองคนต่อหน้าฆราวาส ก็ผิด อาบัติมุสาวาทวรรค ข้อ 4 ทั้งนั้น อาบัติกันตลอดเวลา ที่เขาทำกัน แต่นี่ไม่เข้าถึงประโยชน์นะ เรื่องการสวดเล่นเป็นทำนองเป็นเสียงยาวไม่มี แต่พระพุทธเจ้าอนุญาตสรภัญญะ แล้วมีห้ามไว้ไม่ให้ลากเสียงยาวกับใส่ทำนอง
_หากบังสุกลยังอยู่ยั้งยืนยง พระก็คงชีพด้วย ถ้าเลิกให้สวดอย่างที่อาตมาพูด เขาก็เลิกเลยศาสนาพุทธ หากไม่มีสวดพระอยู่ไม่รอด บางทีอธิบายสาธยายไม่เป็นก็เลยต้องสวด อธิบายเป็นคือเทศน์ก็คืออธิบายธรรมะ คือพูดคนเดียว แต่สองคนพร้อมกันเอาธรรมบทมาสวดก็ไม่ได้เป็นอาบัติ สวดพร้อมกันเป็นล้านคนยิ่งอาบัติมาก พวกชาวอโศกสวดกันเป็นประณามคาถาพร้อมกันไม่ผิดอาบัติ แต่ธรรมบทเราไม่ได้เอามาสวดพร้อมกันแต่เอามาอธิบายก็อธิบายทีละคน ที่ผิดกันก็ผิดกันทั้งน้น ทีนี้มีประโยชน์อย่างไร ในยุค พระพุทธเจ้าอาศัยท่องจำคือสังคีติ เหมือนท่องสูตรคูณไม่ได้ท่องอวดให้คนฟัง สองคือสังคายนะ คือสวดคนเดียวคนอื่นนั่งฟังแล้วท้วงว่าผิดหรือไม่ เป็นประโยชน์ในการรักษาธรรมบทไว้ เพราะว่าต้องจำไว้แต่สมัยนี้มีเครื่องมือบันทึกไว้มากมายไม่ต้องเสียวเวลาสวด แต่ใครอยากสวดก็เชิญ เคยได้ยินว่ามีพระพม่าท่องจำพระไตรปิฎกได้หมดเลย _บทยถาสัพพี มีอยู่ในหนังสือสวดมนต์ชาวอโศกทำไมไม่สวดกันครับ พ่อครูว่า...คนเขาหาว่า สมณะชาวอโศกมาบวชทำไมแค่สวดยะถาสัพพีก็สวดไม่ได้ ก็เลยเหมือนกับใครที่หน้าเขาเนาะ ยะถา สัพพี มีทั้งธรรมบทของพระพุทธเจ้ากับปรณามคาถาที่แต่งกันเอง ตั้งแต่ ยะถาวรีวหา...ไปจนจบ ก็สวดคนเดียว เพราะเป็นธรรมบท โบราณาจารย์ทำไว้ถูกต้องตามธรรมวินัย แต่ถ้าถึงสัพพีติโย วิวัชชันตุ อันนี้เป็นประณามคาถาแล้ว พระท่านก็สวดเป็น choir แล้ว แต่ชาวอโศกท่องไว้กันหมากัดเท่านั้น 610903_สำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 11