สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน นั่งหลับตาหมดสิทธิ์บรรลุธรรม.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน นั่งหลับตาหมดสิทธิ์บรรลุธรรม มาถึงวาระสำคัญมาก ก่อนอื่นก็ขอคารวะภิกษุที่มีความพากเพียรแต่ไม่สัมมาทิฏฐิเท่านั้นเอง จึงไม่บรรลุธรรม วันนี้จะพูดอย่างแตกหักว่า นั่งหลับตาไม่มีทางบรรลุธรรม อาตมาพูดมา 40 กว่าปีแล้ว ท่านอาจจะเคยได้ยินได้ฟัง แต่ก็ไม่สนใจ ท่านตีทิ้ง ก็จะจมลงไปหนัก แต่ผู้ที่ท่านยังพอฟังบ้างไม่ฟังบ้าง อาบน้ำกลัวเปียก ก็ไม่ได้อาบน้ำจริงสักที วันนี้อย่างไรก็ขอพูดกันให้ชัดเจนว่า ผู้ที่นั่งหลับตาทำสมาธินั้นไม่มีสิทธิ์บรรลุธรรม เพราะปฏิบัติไม่ครบทวารทั้ง 6 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ล. 31 ข้อ 620 โลกุตรธรรม 46 มีโลกุตรธรรม 9 โสดาปัตติมรรค ...ไปจนถึงอรหัตตผล และนิพพานอีก 1 รวมเป็น 9 และโลกุตรธรรม 37 หรือโพธิปักขิยธรรม 37 รวมเป็น 46 ทีนี้ไปนั่งหลับตา พอฟังคำว่า กายในกาย เป็นโลกุตระ ข้อที่ 1 ใน โพธิปักขิยธรรม 37 คนนั่งหลับตาไม่มี กาย 5 อยู่ภายนอก กายมันมี 6 กาย กายคือ ธรรมะ 2 คือธรรมะ 2 ของข้างนอกก็ 5 ธรรมะ 2 ของภายในอีก 1 ก็เป็น 6 คุณมีธรรมะ 1 คือกายหนึ่งเท่านั้นไม่รู้อีก 5 แล้วบรรลุธรรมได้อย่างไร ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย มันก็ต้องทำจากข้างนอกไปหาข้างในจากความหยาบไปหาความละเอียด นี่ก็เป็นเรื่องที่ผิดพลาดแล้ว สุสูสังลภเตปัญญัง ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา การหลับตาปฏิบัติไม่มีธรรมะ 2 ไม่มีรูปกับนาม มันมีกามรูป กามภพ ภายนอก แต่กามของคุณไม่มีกาย เพราะหลับตาปฏิบัติ หลับตาก็ไม่มีกาม ไม่มีการสัมผัสเลยแล้วก็ตีกลุ่มว่าไม่มีแล้วกาม โมเมชั่นสูตร มันไม่ใช่ ไปไม่ได้ นี่ก็อธิบายไปตามลำดับ อธิบายไปเรื่อยๆ แม้แต่มูลสูตร 10 มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) ทำได้ด้วยตัวเองไม่ใช่พระเจ้าบันดาลให้ พระเจ้ากับคนเป็นวิญญาณเดียวกันก็ทำให้สูงสุดได
อ่านต่อ
้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทุกคนพิสูจน์ได้ในชีวิตจริง ส่วนพระเจ้าของเทวนิยมไม่มีใครสัมผัสได้ไม่มีใครรู้จริงว่าอยู่ที่ไหนมีแต่ปกาศกมาประกาศ แม้แต่ปกาศกก็ไม่เห็นพระเจ้า โมเสส ไปขึ้นเขาแล้วเห็นแสงได้รับมาจากพระเจ้าแล้วก็มาประกาศมันไม่สามารถพิสูจน์ได้ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่เป็นสาวะกะสังโฆ ไม่เหมือนพระพุทธเจ้าตรัสไว้ ที่เป็นสิ่งพิสูจน์ได้ การที่พระเจ้าตรัสแล้ว พิสูจน์ไม่ได้พระเจ้าเป็นตัวอย่างไรอยู่ตรงไหน แต่พระพุทธเจ้ามีตัวตนมีคนจริง มีมนุษยชาติจริงๆ แล้วทุกคน สามารถที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ แต่พระเจ้า ไม่มีใครจะเป็นพระเจ้าได้ แต่มีตัวตนใหญ่โตมโหฬาร เจ้าของพระพุทธเจ้ามีสละเสรีภาพไม่มีอัตตา ตัวตนสมบูรณ์แบบ ทุกคนสามารถพากเพียรไปเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งได้ แต่ของทางโน้นหมดสิทธิ์ไปเป็นพระเจ้า ไม่มีใครมองเห็นสัมผัสไม่ได้ด้วย เป็นเรื่องลึกลับ แต่ของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องบทความลึกลับเด็ดขาดอรโห ก็มีสิทธิ์เป็นพระพุทธเจ้าได้ในศาสนาอเทวนิยม แต่ศาสนาเทวนิยมไม่มีใครเป็นพระเจ้าได้แม้แต่จะเป็นพระบุตรก็ไม่ได้ พระบุตรก็คือผู้ที่พระเจ้าส่งมา ถ้าไม่มีพระเจ้าทรงมาก็ไม่มีพระบุตรไม่มีประกาศก ประกาศกต้องเป็นผู้เชื่อมโยงกับพระเจ้าได้เท่านั้นคนอื่นไม่มีสิทธิ์ มีพระบุตรเท่านั้น เล่นตีกิน สงวนอัตตาไว้เยอะแยะเลย นั่งหลับตาสะกดจิตจะไม่มีความจริง ความจริงคือ ทิฏเฐ หรือปัจจุบัน บาลีก็คือ ปัจจุปัน ทุกคนร่วมรู้กันได้ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เรียกมาดูได้เอหิปัสสิโกจึงถือว่านี่คือความจริง ความจริงที่ต้องมีมนุษย์ร่วมพิสูจน์กันได้ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป อย่างน้อยเป็นสาม แต่ของเทวนิยม มีมากที่สุดอย่างมากสุดเป็น 2 คือ พระเจ้ากับพระบุตร แล้วก็จริงหรือเปล่าไม่รู้ แต่ของอเทวนิยมนี้ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ถึงความจริงนี้ร่วมกันได้หมดเลย เพราะฉะนั้นความแคบของเทวนิยม กับความกว้างของอเทวนิยมที่มีความกว้างไม่มีที่สิ้นสุดจึงต่างกัน นักรบธรรมว่า...พุทธศาสนาเป็นสากลพิสูจน์ได้ทุกๆสมัย พ่อครูว่า...แล้วแต่คนพิสูจน์ที่มีภูมิรู้จึงจะพิสูจน์ได้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์ เกร็ดดิน...พระเจ้ามีพระบิดาพระบุตรพระจิต พ่อครูว่า...ยังแวดวงความรักมิติที่ 3 เขาคลี่ไม่ออก คลี่ความเป็นพระบิดา พระบุตร พระจิตไม่ออก พุทธนั้นแม้แต่พระมาตา เป็นแม่เป็นพ่อ เป็นผู้กำเนิดสัตว์โอปปาติกา เป็นนามธรรมเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ สัตว์โอปปาติกะเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ มีพ่อมีแม่ แม้แต่เป็นชีวะก็เป็นเพศผู้เพศเมีย ได้กำเนิด ทันสมัย ล้ำยุคสมัย พิสูจน์ได้ทุกยุค ผู้ที่นั่งหลับตาจึงหมดสิทธิ์บรรลุธรรมพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง เพราะปฏิบัติ มูลสูตร มีผัสสะเป็นสมุทัยไม่ได้ มูลสูตร 10 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) ถึงที่เกิด หทยรูป ที่ไม่ได้อยู่ที่หัวใจช่องที่4 มีเลือดสีฟ้า เขาก็ว่ากันไปตามอภิธรรมบรรยาย ไม่ใช่ มันเป็นนามธรรม อยู่ในคูหาสยัง อยู่ในร่างกายอันเป็น protoplasm แล้วมี cytoplasm ที่เป็นนามธรรมในนี้ ขออาศัยวิทยาศาสตร์มาธิบายหน่อย เรื่องที่ต้องรู้คือ รูป 28 นาม 5 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) เป็นสมุทัยภาคมรรค ปฏิบัติ ส่วนสมุทัยภาคจิตนิยาม ภาคนาม อาริยสัจ 4 มีตัณหาเป็นสมุทัย แต่ผัสสะเป็นสมุทัยในมูลสูตร เป็นการสัมผัสนอกใน แต่ตัณหาเป็นสภาวะภายในจิต ถ้าแค่นี้ เข้าใจไม่ได้ มีสัญญากำหนดหมายไม่ถูกต้องกัน ก็แน่นอน คุณก็ไม่มีทางที่จะบรรลุธรรมได้ แต่สมุทัยของมรรค คือผัสสะ กับตัณหาเป็นสมุทัยแค่นี้ก็แยกไม่ออกแล้ว ถ้าแยกอย่างนี้ไม่ได้ไม่มีทางบรรลุธรรม เพราะฉะนั้นไปนั่งหลับตาคุณไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย ผัสสะ 6 ไม่มี ก็ปิดประตูที่จะบรรลุธรรม จะไปปฏิบัติเวทนาจากผัสสะ แล้วไล่เวทนารวมลงเป็นหนึ่งได้ เอกสโมสรณาได้ โดยรู้จักเวทนา 108 หากปิดทวาร 5 ภายนอกเหลือแต่ภายในจะมีมโนปวิจาร 18 ได้อย่างไร ที่เกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย 6 ทวาร แล้วสัมผัสกับภายนอก เกิดกิเลส จะรู้ได้อย่างไร หยาบ มาหาละเอียด ตั้งแต่โอฬาริกอัตตา หยาบ ภายนอก มาถึง มโนมยอัตตา หมดมโนมยอัตตาก็ลืมตาสัมผัส หมดกามภพ ก็ไม่ได้หลับตาปิดทวารทั้ง 5 แต่คุณก็อยู่กับกาม แต่อยู่เหนือกามภพ แต่จิตคุณ 0 ไม่เกิดกิเลสเลย ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ จะกระทบกระเทือนกระแทกอย่างไรก็แข็งแรงตั้งมั่นไม่หวั่นไหวในโลกกระทำใดๆเลย นี่ทั้ง 5 ทวารนะ แต่ว่า ถ้าอยู่แต่ในทวารภายในอย่างเดียว ก็ เนรมิตเอาปั้นเอา คุณจะ 0 ก็ 0 ของคุณคนเดียว แต่ว่าไม่มีการกระทบสัมผัสอะไรกับใครเลย บอกใครก็ไม่ได้ มันมีสิทธิ์ทำความหลุดพ้นเลยได้เลย ของพระพุทธเจ้ารับรองกันมากคนด้วย ยิ่งรับรองกันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งจริงเท่านั้น แต่คุณสัญญายนิจจานิ กำหนดสัญญาคนเดียว อย่างนี้ไม่ใช่สัจจะ ในจูฬวิยูหสูตร สัจจะมีหนึ่งเดียว แล้วสัจจะเป็นอย่างไร ละเอียดลออมาก จูฬวิยูหสูตรที่ 12 พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า [419] สมณพราหมณ์ทั้งหลายยึดมั่นอยู่ในทิฐิของตนๆ ถือมั่นทิฐิแล้ว ปฏิญาณว่าพวกเราเป็นผู้ฉลาด ย่อมกล่าวต่างๆ กันว่า ผู้ใดรู้อย่างนี้ ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรมคือทิฐิ ผู้นั้นคัดค้านธรรมคือ ทิฐินี้อยู่ ชื่อว่าเป็นผู้เลวทราม สมณพราหมณ์ทั้งหลายถือมั่นทิฐิแม้ด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมโต้เถียงกัน และกล่าวว่า ผู้อื่นเป็นคนเขลา ไม่ฉลาด วาทะของสมณพราหมณ์สองพวกนี้ วาทะไหนเป็นวาทะจริงหนอ เพราะว่าสมณพราหมณ์ทั้งหมด นี้ ต่างก็กล่าวกันว่าเป็นคนฉลาด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า หากว่าผู้ใดไม่ยินยอมตามธรรม คือ ความเห็นของผู้อื่น ผู้นั้นเป็นคนพาล คนเขลา เป็นคนมีปัญญาทราม ชนเหล่านี้ทั้งหมดก็เป็นคนพาล เป็นคนมีปัญญาต่ำทราม เพราะว่าชนเหล่านี้ทั้งหมดถือมั่นอยู่ในทิฐิ ก็หากว่าชนเหล่านั้นเป็นคนผ่องใสอยู่ในทิฐิของตนๆ จัดว่าเป็นคนมีปัญญาบริสุทธิ์ เป็นคนฉลาด มีความคิดไซร้ บรรดาคนเจ้าทิฐิเหล่านั้น ก็จะ ไม่มีใครๆ เป็นผู้มีปัญญาต่ำทราม เพราะว่าทิฐิของชนแม้เหล่านั้น ล้วนเป็นทิฐิเสมอกัน เหมือนทิฐิของพวกชนนอกนี้ อนึ่ง ชนทั้งสองพวกได้กล่าวกันและกันว่าเป็นผู้เขลา เพราะความเห็นใด เราไม่กล่าวความเห็นนั้นว่าแท้ เพราะเหตุที่ชน เหล่านั้น ได้กระทำความเห็นของตนๆ ว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง (สิ่งอื่นเปล่า) ฉะนั้นแล ชนเหล่านั้น จึงตั้งคนอื่นว่าเป็นผู้เขลา ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า สมณพราหมณ์แต่ละพวก กล่าวทิฐิใดว่าเป็นความจริงแท้แม้สมณพราหมณ์พวกอื่นก็กล่าวทิฐินั้นว่า เป็นความเท็จไม่จริง สมณพราหมณ์ทั้งหลายมาถือมั่น (ความจริงต่างๆกัน) แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล้ว ก็วิวาทกันเพราะเหตุไรสมณพราหมณ์ทั้งหลาย จึงไม่กล่าวสัจจะให้เป็นหนึ่งลงไปได้ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น สัจจะที่สองไม่มี ผู้ที่ทราบชัดมาทราบชัดอยู่ จะต้องวิวาทกันเพราะสัจจะอะไรเล่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมกล่าวสัจจะทั้งหลายให้ต่างกันออกไปด้วยตนเอง เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย จึงไม่กล่าวสัจจะให้เป็นหนึ่งลงไปได้ ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า เพราะเหตุไรหนอ สมณพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าลัทธิทั้งหลายกล่าวยกตนว่าเป็นคนฉลาด จึงกล่าวสัจจะให้ต่างกันไป สัจจะมากหลายต่างๆ กัน จะเป็นอันใครๆ ได้สดับมา หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้น ระลึกตามความคาดคะเนของตน ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า สัจจะมากหลายต่างๆ กัน เว้นจากสัญญาว่าเที่ยงเสีย ไม่มี ในโลกเลย ก็สมณพราหมณ์ทั้งหลายมากำหนดความคาดคะเนในทิฐิทั้งหลาย (ของตน) แล้ว จึงกล่าวทิฐิธรรมอัน เป็นคู่กันว่า จริงๆ เท็จๆ ก็บุคคลเจ้าทิฐิ อาศัยทิฐิธรรม เหล่านี้ คือ รูปที่ได้เห็นบ้าง เสียงที่ได้ฟังบ้าง อารมณ์ที่ได้ทราบบ้าง ศีลและพรตบ้าง จึงเป็นผู้เห็นความบริสุทธิ์ และตั้งอยู่ในการวินิจฉัยทิฐิแล้วร่าเริงอยู่ กล่าวว่า ผู้อื่นเป็นคน เขลาไม่ฉลาด บุคคลเจ้าทิฐิย่อมติเตียนบุคคลอื่นว่าเป็นผู้เขลาด้วยทิฐิใด กล่าวยกตนว่าเป็นผู้ฉลาดด้วยลำพังตน ย่อมติเตียนผู้อื่นกล่าวทิฐินั้นเอง บุคคลยกตนว่าเป็นคนฉลาด ด้วยทิฐินั้น ชื่อว่าเจ้าทิฐินั้นเต็มไปด้วยความเห็นว่าเป็นสาระยิ่ง และมัวเมาเพราะมานะ มีมานะบริบูรณ์ อภิเษกตนเองด้วยใจว่า เราเป็นบัณฑิต เพราะว่าทิฐินั้น ของเขาบริบูรณ์แล้ว อย่างนั้น ก็ถ้าว่าบุคคลนั้นถูกเขาว่าอยู่ จะเป็นคนเลวทราม ด้วยถ้อยคำของบุคคลอื่นไซร้ ตนก็จะเป็นผู้มีปัญญาต่ำทรามไปด้วยกัน อนึ่ง หากว่าบุคคลจะเป็นผู้ถึงเวท เป็นนักปราชญ์ด้วยลำพังตนเองไซร้ สมณพราหมณ์ทั้งหลายก็ไม่มีใครเป็น ผู้เขลา ชนเหล่าใดกล่าวยกย่องธรรม คือ ทิฐิอื่นจากนี้ไปชนเหล่านั้นผิดพลาด และไม่บริบูรณ์ด้วยความหมดจด เดียรถีย์ทั้งหลายย่อมกล่าวแม้อย่างนี้โดยมาก เพราะว่า เดียรถีย์เหล่านั้นยินดีนักด้วยความยินดีในทิฐิของตน เดียรถีย์ทั้งหลาย กล่าวความบริสุทธิ์ในธรรม คือทิฐินี้เท่านั้น หากล่าวความบริสุทธิ์ในธรรมเหล่าอื่นไม่ เดียรถีย์ทั้งหลาย โดยมาก เชื่อมั่นแม้ด้วยอาการอย่างนี้ เดียรถีย์ทั้งหลาย รับรองอย่างหนักแน่นในลัทธิของตนนั้น อนึ่ง เดียรถีย์รับรองอย่างหนักแน่นในลัทธิของตน จะพึงตั้งใครอื่นว่าเป็นผู้เขลาในลัทธินี้เล่า เดียรถีย์นั้น เมื่อกล่าวผู้อื่นว่าเป็นผู้เขลา เป็นผู้มีธรรมไม่ บริสุทธิ์ ก็พึงนำความทะเลาะวิวาทมาให้แก่ตนฝ่ายเดียว เดียรถีย์นั้น ตั้งอยู่ในการวินิจฉัยทิฐิแล้ว นิรมิตศาสดาเป็นต้นขึ้นด้วยตนเอง ก็ต้องวิวาทกันในโลกยิ่งขึ้นไป บุคคลละการวินิจฉัยทิฐิทั้งหมดแล้ว ย่อมไม่กระทำความทะเลาะวิวาทในโลก ฉะนี้แล ฯ จบจูฬวิยูหสูตรที่ 12
สัจจะแท้ต้องมีคนรับรองร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ยิ่งมากคนก็ยิ่งจริง นิพพานอย่างเดียวที่เที่ยงที่ 0 คือจิต นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” นี่คือเที่ยงแท้อย่างเดียวจิตที่ไม่มีกิเลส ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา แม้จะกระทบกระแทกกระเทือนอย่างไรก็ ไม่หวั่นไหวไม่เคลื่อน ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ แต่ถ้าคุณไม่ได้กระทบกระแทกสัมผัสอะไรเลย จะรู้ได้ยังไงว่าไม่หวั่นไหว เรื่องหลับตาปฏิบัติ พระพุทธเจ้าระบุว่าการเจริญอินทรีย์ภาวนาของพระอริยะ ในล.14 ข้อ 854 10. อินทริยภาวนาสูตร (152) [853] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่าไผ่ ในนิคมชื่อกัชชังคลา ครั้งนั้นแล อุตตรมาณพ ศิษย์พราหมณ์ปาราสิริยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ ประทับ แล้วทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการทักทายปราศรัยพอให้ ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ [845] พอนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามดังนี้ว่า ดูกร อุตตระ ปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกหรือเปล่า ฯ อุ. แสดง พระโคดมผู้เจริญ ฯ พ. ดูกรอุตตระ แสดงอย่างใด ด้วยประการใด ฯ อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการ เจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียงด้วยโสต ฯ พ. ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของปาราสิริยพราหมณ์ ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอด ไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวก ไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตกก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ [855] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า อุตตรมาณพศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นิ่ง คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ จึงรับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ปาราสิริยพราหมณ์ ย่อมแสดงการเจริญอินทรีย์ แก่สาวกทั้งหลายอย่างหนึ่ง ส่วนการเจริญอินทรีย์อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ย่อมเป็นอีกอย่างหนึ่ง ฯ ท่านพระอานนท์ทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้สุคต เป็นการสมควรแล้ว ที่พระผู้มีพระภาคจะทรงแสดงการเจริญอินทรีย์อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่า ในวินัยของพระอริยะ ภิกษุทั้งหลายฟังต่อพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้ ฯ พ. ดูกรอานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ท่านพระอานนท์ ทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ
พ่อครูว่า..หลับตาก็เหมือนคนตาบอด ลัทธิของพุทธจึงไม่ปิดตาปิดหู อาตมาจำได้ว่ามีสูตรอื่นอีก ว่า ถ้าอย่างนั้นเธอก็ไปทำลายตาให้ตาบอดสิ จำไม่ได้ว่าอยู่พระสูตรไหน แทงตาให้บอดจะได้บรรลุธรรม ขออภัยวันนี้ต้องแตกหัก ขอตีทิ้งจริงๆเลย หลับตาปิดหูปฏิบัติอยู่ในภพเดียวนี่ โดยเฉพาะอ.บูรพา ผดุงไทย เขียนบรรยาย ยังไม่สำเหนียกว่า ตัวเองควรจะตื่นได้แล้ว อาตมาก็เลยขี้เกียจเอามาอ่าน มันเมื่อยแล้ว ดำอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้น ผู้ใดดื้อด้าน อาตมา ขอปรับอาบัติสังฆาทิเสสข้อที่ 13 สม.กล้าฯข้ามฝัน...สม.รินฟ้า...ส.แสนดิน
พ่อครูว่า...ก่อนอื่นก็ขออภัย สังฆาทิเสสข้อที่ 13 ไม่ใช่แต่เป็นข้อ 12 ภิกษุเป็นคนหัวดื้อ ก็ปรับอาบัติสังฆาทิเสสข้อที่ 12 นะ ว่ายากสอนยากสอนเท่าไหร่ก็ดื้อดึง สอนอย่างไรก็ดึงการยึดมั่นถือมั่นจนพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัย แรงนะ สังฆาทิเสสเป็นอาบัติที่หนักรองจากปาราชิก สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ 12 ภิกษุเป็นผู้มีสัญชาติแห่งคนว่ายาก เป็นคนที่ยึดมั่นถือ มาลองดูอย่างที่อาตมาท้าทายให้มาพิสูจน์ เอหิปัสสิโก อยู่ที่นี่สัก 5 ปีพิสูจน์ดู เอาอานาปานสติ สูตร มาอธิบาย [282] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของอุบาสิกาวิสาขา มิคารมารดา ในพระวิหารบุพพาราม เขตพระนครสาวัตถี พร้อมด้วยพระสาวก ผู้เถระมีชื่อเสียงเด่นมากรูปด้วยกัน เช่น ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหา- *โมคคัลลานะ ท่านพระมหากัสสป ท่านพระมหากัจจายนะ ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ท่านพระมหากปิณะ ท่านพระมหาจุนทะ ท่านพระเรวตะ ท่านพระอานนท์ และ พระสาวกผู้เถระมีชื่อเสียงเด่นอื่นๆ ก็สมัยนั้นแล พระเถระทั้งหลายพากันโอวาท พร่ำสอนพวกภิกษุอยู่ คือ พระเถระบางพวกโอวาทพร่ำสอนภิกษุ 10 รูปบ้าง บางพวกโอวาทพร่ำสอน 20 รูปบ้าง บางพวกโอวาทพร่ำสอน 30 รูปบ้าง บางพวก โอวาทพร่ำสอน 40 รูปบ้าง ฝ่ายภิกษุนวกะเหล่านั้น อันภิกษุผู้เถระโอวาทพร่ำ สอนอยู่ ย่อมรู้ชัดธรรมวิเศษอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าที่ตนรู้มาก่อน ฯ [283] ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคมีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมประทับนั่ง กลางแจ้ง ในราตรีมีจันทร์เพ็ญ วันนั้นเป็นวันอุโบสถ 15 ค่ำ ทั้งเป็นวัน ปวารณาด้วย ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเหลียวดูภิกษุสงฆ์ ซึ่งนิ่งเงียบอยู่โดย ลำดับ จึงตรัสบอกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราปรารภในปฏิปทานี้ เรามีจิตยินดีในปฏิปทานี้ เพราะฉะนั้นแล พวกเธอจงปรารภความเพียร เพื่อถึง คุณที่ตนยังไม่ถึง เพื่อบรรลุคุณที่ตนยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งคุณที่ตนยังไม่ทำ ให้แจ้ง โดยยิ่งกว่าประมาณเถิด เราจักรออยู่ในเมืองสาวัตถีนี้แล จนถึงวันครบ 4 เดือนแห่งฤดูฝน เป็นที่บานแห่งดอกโกมุท 1- พวกภิกษุชาวชนบททราบข่าว ว่า พระผู้มีพระภาคจักรออยู่ในเมืองสาวัตถีนั้น จนถึงวันครบ 4 เดือนแห่ง ฤดูฝน เป็นที่บานแห่งดอกโกมุท จึงพากันหลั่งไหลมายังพระนครสาวัตถี เพื่อ เฝ้าพระผู้มีพระภาค ฝ่ายภิกษุผู้เถระเหล่านั้นก็พากันโอวาทพร่ำสอนภิกษุนวกะ @1. คือวันเพ็ญเดือนสิบสองเพิ่มประมาณขึ้น คือ ภิกษุผู้เถระบางพวกโอวาทพร่ำสอนภิกษุ 10 รูปบ้าง บาง-*พวกโอวาทพร่ำสอน 20 รูปบ้าง บางพวกโอวาทพร่ำสอน 30 รูปบ้าง บางพวกโอวาทพร่ำสอน 40 รูปบ้าง และภิกษุนวกะเหล่านั้น อันภิกษุผู้เถระโอวาทพร่ำสอนอยู่ ย่อมรู้ชัดธรรมวิเศษอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าที่ตนรู้มาก่อน ฯ [284] ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคมีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมประทับนั่ง กลางแจ้ง ในราตรีมีจันทร์เพ็ญ เป็นวันครบ 4 เดือนแห่งฤดูฝน เป็นที่บาน แห่งดอกโกมุท วันนั้นเป็นวันอุโบสถ 15 ค่ำ ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรง เหลียวดูภิกษุสงฆ์ ซึ่งนิ่งเงียบอยู่โดยลำดับ จึงตรัสบอกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร- *ภิกษุทั้งหลาย บริษัทนี้ไม่คุยกัน บริษัทนี้เงียบเสียงคุย ดำรงอยู่ในสารธรรม อันบริสุทธิ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสงฆ์นี้ บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับ บริษัทที่ควรแก่การคำนับ ควรแก่การต้อนรับ ควรแก่ทักษิณาทาน ควรแก่การ กระทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลกอย่างหาที่อื่นยิ่งกว่ามิได้ ภิกษุสงฆ์นี้ บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทที่เขาถวายของน้อย มีผลมาก และถวายของมาก มีผลมากยิ่งขึ้น ภิกษุสงฆ์นี้ บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัท อันชาวโลก ยากที่จะได้พบเห็น ภิกษุสงฆ์นี้ บริษัทนี้เป็นเช่นเดียวกันกับบริษัทอันสมควร ที่แม้คนผู้เอาเสบียงคล้องบ่าเดินทางไปชมนับเป็นโยชน์ๆ ฯ [285] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็น พระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระ ได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ สิ้นสัญโญชน์ในภพแล้ว พ้นวิเศษ แล้วเพราะรู้ชอบ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นอุปปาติกะ เพราะ สิ้นสัญโญชน์ส่วนเบื้องต่ำทั้ง 5 จะได้ปรินิพพานในโลกนั้นๆ มีอันไม่กลับ มาจากโลกนั้นอีกเป็นธรรมดา แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ พ่อครูว่า..เราก็พูดอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าในหมู่อโศกก็มีพระอาริยะอย่างนี้อยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นพระสกทาคามี เพราะสิ้นสัญโญชน์ 3 อย่าง และเพราะทำราคะ โทสะ โมหะให้เบาบาง มายังโลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น ก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ ภิกษุสงฆ์นี้ ก็มีอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ผู้เป็นพระโสดาบัน เพราะ สิ้นสัญโญชน์ 3 อย่าง มีอันไม่ตกอบายเป็นธรรมดา แน่นอนที่จะได้ตรัสรู้ใน เบื้องหน้า แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ พ่อครูว่า..แม้แต่ปฏิบัติลืมตาย่างหนอก้าวหนอ ยกหนอ เคลื่อนไหวหนอ ก็เป็นเพียงวิธีสมถะ ทั้งนั้นเลยไม่ได้เข้าไปถึงเวทนาความรู้สึกสุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่เข้าไปหาเวทนาเลยสักครั้งเดียว เพราะฉะนั้น เวทนา 108 จึงไม่ได้ปฏิบัติ จมกับกายที่ไม่เต็มเต็ง คุณไม่ได้เคลื่อนถึงความรู้สึกอารมณ์เลย เวทนามีที่ กายิกธรรม สัมผัสร่างกายภายนอก คุณไม่มีเวทนาที่เป็นเจตสิกตั้งแต่เริ่มต้นเลย คุณก็ให้หยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นสงบเท่านั้นเอง ไม่ได้เคลื่อนจากสมถะไปถึงไหน แล้วไปเรียกว่าวิปัสสนา มันเป็นเพียงสมถะเคลื่อนไหว มันไม่ใช่วิปัสสนาเลยไม่ได้วิจัย ในเวทนา 108 เวทนา 108 หากไม่ดูตั้งแต่ เวทนา 2 กายิกเวทนา เจตสิกเวทนา แล้วมันก็รู้สึกสุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้มีอีก 3 แล้วมันเกิดจากทวารไหน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6 ทวาร มีภาวรูป 9 ก็เพราะใจมันไปร่วมกับอีก 5 ทวารแล้ว โดยที่เรียกว่ารวมกับกาย เอาสภาวะในใจร่วมกับกายด้วยก็เลยลบออก 1 ก็เลยกลายเป็นภาวรูป 9 แทนที่จะเป็น 10 กายมันรวมกับใจด้วยก็เลยต้องหักออก 1 กายมันควบทั้งกายและใจ ก็เลยหักออก 1เพราะมันสองในหนึ่ง หนึ่งในสอง เพราะ ตา หู จมูก ลิ้น ถือว่า กาย แล้วใจก็ถือว่ากาย เพราะฉะนั้นใจ ถ้าใจไม่ไปอยู่กับตา หู จมูก ลิ้น สี่ นั้นก็ไม่ได้ ก็ไม่รู้สึกอะไรเป็นแท่งเฉยๆตา หู จมูก ลิ้น คุณก็ต้องมีใจไปร่วมทั้งนั้น ใจไปร่วมกับทั้ง 4 แล้วถือว่าคือกายภายนอก เพราะฉะนั้นใจก็เลยไปร่วมกับนอก 4 แล้วใจอีก 1 รวมกับอีก 4 ก็เลยได้ครึ่งหนึ่ง ได้กาย 4 ใจ 1 รวมกันเข้าก็เป็น 9 อาตมาก็อธิบายไม่เก่ง ไปอ่านอภิธรรมดีๆ กายมันร่วมกัน เป็น 1 มี 4 นี่แหละที่มีคู่เป็น 9 แต่กายมีอันเดียว ก็เลยเป็น 9 พอไหวไหม อันนี้น่าเห็นใจ ก็เหลือ 9 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียร ในอันเจริญสติปัฏฐาน 4 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ พ่อครูว่า..สติปัฏฐาน 4 จะอยู่ต้น อานาปานสติจะอยู่ปลาย หากเอาอานาปานสติขั้นก่อนก็เลยไม่เป็นลำดับถูต้อง [286] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบ ความเพียรในอันเจริญสัมมัปปธาน 4 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ พ่อครูว่า.. 1. สังวรปธาน (เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้น) 2. ปหานปธาน (เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว) 3. ภาวนาปธาน (เพียรสรรสร้างให้กุศลเกิดขึ้น) 4. อนุรักขนาปธาน (เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เจริญขึ้นเรื่อยๆ ไม่ให้เสื่อมลง) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 14)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญอิทธิบาท 4 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ 1. ฉันทะ (พอใจรักใคร่ในธรรม ในเป้าหมาย) 2. วิริยะ (พากเพียรลดละกิเลส เพียรเอาชนะกิเลส) 3. จิตตะ (เอาใจทุ่มเทโถมเข้าใส่ ฝักใฝ่ไม่ท้อถอย) 4. วิมังสา (หมั่นตริตรองพิจารณาทบทวนธรรมเสมอๆ) (พตปฎ.เล่ม 35 ข้อ 505) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญอินทรีย์ 5 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ 1. สัทธา (ความเชื่อที่ปักมั่นยิ่งขึ้น เป็นสัทธินทรีย์ ฯ) 2. วิริยะ (ความเพียรที่มีพลังขึ้น เป็นวิริยินทรีย์ ฯ) 3. สติ (ความระลึกรู้ตัวแววไวขึ้น เป็นสตินทรีย์ ฯ) . 4. สมาธิ (ความมีจิตตั้งมั่นแข็งแรงเป็นฌานยิ่งขึ้น ฯ) 5. ปัญญา (ความรู้จริงในความจริงแห่งธรรม ฯ) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญพละ 5 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ พ่อครูว่า...พละคือผล คือพลังสูงสุด ก็เรียกว่า จบ สูงสุดมีผลสำเร็จ ในศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ก็เป็นพละ เป็นผล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความ เพียรในอันเจริญโพชฌงค์ 7 อยู่ แม้ภิกษุเช่นนี้ในหมู่ภิกษุนี้ ก็มีอยู่ ฯ 1. สติ (ความระลึกได้) เปรียบเหมือนจักรแก้ว 2. ธัมมวิจยะ (ความเฟ้นธรรม) เปรียบเหมือนช้างแก้ว 3. วิริยะ (ความเพียร) เปรียบเหมือนม้าแก้ว 4. ปีติ (ความอิ่มใจ) เปรียบเหมือนมณีแก้ว 5. ปัสสัทธิ (สงบจากกิเลส) เปรียบเหมือนนางแก้ว . 6. สมาธิ (ความมีใจตั้งมั่น) เปรียบเหมือนคหบดีแก้ว 7. อุเบกขา (ความมีใจเป็นกลาง) เปรียบด้วยปรินายกแก้ว (พตปฎ. เล่ม 11 ข้อ 81) คุณต้องมีสติ เป็นตัวตั้งของโพชฌงค์ ขององค์แห่งการบรรลุธรรม โพธิ โพธะ คือความรู้ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้วเอามาสอนคนให้รู้ตาม คำตรัสรู้คือ พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ท่านได้บรรลุแล้วรู้เสร็จ ได้ความรู้แล้ว ถ้าท่านไม่เอามาตรัสหรือประกาศ ท่านก็เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive