สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เศรษฐกิจสุดยอดของพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เศรษฐกิจสุดยอดของพุทธ พ่อครูว่า...มาดูบทความ..ของคุณสิริอัญญา เรื่อง ยุทธศาสตร์เกษตรอุตสาหกรรม ยุทธศาสตร์เกษตรอุตสาหกรรมก็คือยุทธศาสตร์การผลิตภาคเกษตรให้เป็นแบบอุตสาหกรรมและการแปรรูปผลิตผลภาคเกษตรให้เป็นแบบอุตสาหกรรม รวมถึงการจัดกระบวนการทางการตลาดที่มีการจำหน่ายอย่างทั่วถึง ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศโดยเฉพาะกระบวนการพัฒนาหีบห่อ หรือแพ็กเกจจิ้ง และเครือข่ายการจัดส่งด้วย
ก็ต้องกล่าวว่า ยุทธศาสตร์เกษตรอุตสาหกรรมนี้ถูกทอดทิ้งไร้การเหลียวแลตลอดมาตั้งแต่สิ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
ยุทธศาสตร์เกษตรอุตสาหกรรมเป็น 1 ใน 2 ยุทธศาสตร์หลัก ในสมัยรัชกาลที่ 5 รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้เริ่มต้น และริเริ่มให้มีอุตสาหกรรมการเกษตรในขณะที่ยุคนั้นประเทศไทยยังอยู่ในยุคเกษตรกรรมตามธรรมชาติ
ทำให้ประเทศไทยมีความเจริญรุ่งเรืองและก้าวหน้ายิ่งกว่าประเทศใดๆ ในภูมิภาคนี้ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองมีความมั่งคั่ง มีงบประมาณเหลือใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศ โดยไม่มีหนี้สาธารณะ และไม่เป็นหนี้สินต่อชาติอื่น
จึงไม่มีชาติใดอาศัยฐานะเจ้าหนี้มากดขี่ข่มเหงบังคับ หรือวางข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้กับประเทศไทยหรือใช้บังคับกับคนไทย
ความเจริญรุ่งเรืองแห่งยุคสมัยทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าขายกับหลายประเทศ รวมทั้งจีน ญี่ปุ่น และยุโรปค่าเงินบาทแข็งแกร่ง ธนบัตรไทยมีความเป็นสากล
ค่าเงินบาท 1 บาท เท่ากับ 2 ปอนด์สเตอร์ลิง หรือ 12 เหรียญสิงคโปร์
ธนบัตรไทยได้ใช้กันทั่วไปตลอดทั้งสุวรรณภูมิ รวมทั้งบางประเทศในตะวันออกกลางโดยเฉพาะเปอร์เซีย แม้กระทั้งจีนและญี่ปุ่นด้วย
ดังนั้นธนบัตรไทยจึง
อ่านต่อ
มีข้อความเป็นหลายภาษา เพื่อความเป็นสากลและเพื่อความสะดวกแก่ชนชาวต่างชาติทั้งหลายที่ทำมาค้าขายติดต่อท่องเที่ยวกับประเทศไทย จะได้รู้จักว่าเป็นเงินบาทของราชอาณาจักรไทย และมีมูลค่าเป็นเงินเท่าใด โดยไม่ต้องนึกเดาสุ่มกันเอาเอง
น่าเสียดายที่หลังสิ้นรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 แล้ว ยุทธศาสตร์ชาติดังกล่าวนี้ ได้ชะงักกันไป ซึ่งเป็นเรื่องต่อเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 1 มาถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่ง มีการเริ่มทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ในสมัยรัฐบาล จอมพลสฤษดิ์
จัดทำขึ้นโดยนักเรียนนอกคณะหนึ่ง ซึ่งไม่รู้จักประเทศไทย และอาศัยจากตำราของฝรั่งมาทำการจึงเปลี่ยนยุทธศาสตร์ชาติไปเป็นแบบอุตสาหกรรม ถือเอาความเติบโตของอุตสาหกรรมของต่างชาติเป็นผลประโยชน์ของชาติ แล้วหลอกลวงคนไทยว่าเป็นตัวเลข GDP หรือรายได้เฉลี่ยของคนไทย ทั้งๆ ที่ไม่มีใครได้รับส่วนแบ่งหรือผลประโยชน์เลย
นับแต่บัดนั้น ประเทศไทยก็เดินลงเหว มีภาระหนี้สินเพิ่มพูนขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง การดำรงอยู่ของเศรษฐกิจของประเทศ ต้องอาศัยจมูกต่างชาติหายใจ เพียงแค่เขาอุดจมูกนิดหนึ่งก็จะเป็นจะตายกันทั้งประเทศ รายจ่ายของประเทศจากการนำเข้าน้ำมันเพื่อให้อุตสาหกรรมรถยนต์ล้างผลาญเป็นรายจ่ายอันดับหนึ่งของประเทศ โดยที่ไม่มีรายได้จากภาคใดมาทดแทนอย่างเพียงพอค่าเงินบาทอยู่ในเงื้อมมือของชาวต่างชาติ (พ่อครูเสริมว่า ถ้าชาวอโศกมีรถกันทุกบ้าน ก็ต้องเป็นทาสของนายทุนน้ำมันแน่นอน) ราวกับตกเป็นทาสสกุลเงินอื่น จะแข็งจะอ่อนจะขึ้นจะลง ล้วนขึ้นกับการกำหนดของต่างชาติ เขาหมั่นไส้ขึ้นมาก็ปล้นค่าเงินบาทจนเกือบสิ้นชาติให้เห็นมาแล้ว ก็หามีใครสำนึกไม่
รายได้จากภาคเกษตรรวมกันมีอัตราส่วนเพียง 18% และเป็น18% ของรายได้ของประเทศที่ต่อหล่อเลี้ยงประชากรร่วม 50 ล้านคน เทียบไม่ได้กับรายได้ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่เป็นของต่างชาติ ที่มีคนแค่หยิบมือเดียวเป็นเจ้าของและรับประโยชน์ ดังนั้นนับวันความเหลื่อมล้ำจึงขยายตัวรุนแรงจนแก้ไม่ตก สักวันหนึ่งอาจจะนำไปสู่การปฏิวัติใหญ่แบบที่เคยเกิดขึ้นในรัสเซียและจีนมาแล้ว
เพราะเหตุที่ภาคเกษตรของประเทศไทย ยังเป็นแบบเกษตรกรรมโดยธรรมชาติที่ต้องพึ่งฟ้าพึ่งฝน จะได้ผลผลิตประการใดก็ขึ้นกับธรรมชาติ ยิ่งนานวันเข้าทั้งดินและน้ำก็เสื่อมสภาพจนต้องอาศัยปุ๋ยเคมีและสารพิษนานาชนิด และส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของคนไทยอย่างย่อยยับ
ดังนั้น ความรุ่งเรืองไพบูลย์ของประเทศชาติ และความอยู่ดีกินดีของคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศชาติ รวมทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำที่แสนสาหัสอันก่อให้เกิดความยากจน ความขาดแคลน และล้าหลัง แผ่เป็นวงกว้าง จึงไม่มีทางจะแก้ไขได้ ไม่ว่าจะให้เงินกู้หรือเพิ่มหนี้ หรือปรับโครงการหนี้ หรือวิธีการทำนองนี้ไม่ว่าในรูปแบบใด ซึ่งมีแต่จะเพิ่มหนี้และขยายความยากจน ขยายความเหลื่อมล้ำสถานเดียวเท่านั้น
หนทางรอดของประเทศไทยและคนไทย จึงต้องกอบกู้ฟื้นฟูภาคเกษตร ซึ่งก็คือฟื้นฟูประชากรในภาคเกษตรกว่าครึ่งประเทศ ฟื้นฟูรายได้และสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ภาคเกษตร ให้สมคุณค่าที่ควรเป็น นั้นคือ การอัญเชิญยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยอุตสาหกรรมการเกษตร ที่เคยใช้ได้ผลในสมัยรัชกาลที่ 5 กลับมาดำเนินการใหม่อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งหนึ่ง
จะต้องกำหนดแนวทางในการผลิตภาคเกษตรเสียใหม่ ให้เป็นแบบทันสมัยไร้มลภาวะที่เป็นพิษ และมีคุณภาพ คุณค่า ที่คุ้มค่าเพราะเป็นเรื่องน่าอนาถนักหนาที่เนื้อวัวไทย ราคากิโลกรัมไม่กี่ร้อยบาทในขณะที่เนื้อวัวต่างชาติกิโลกรัมละหลายพันบาท กระทั่งกิโลกรัมละหลายหมื่นบาท หรือปูทะเลไทยกิโลกรัมแค่พันกว่าบาท ในขณะที่ปูต่างชาติชนิดที่เนื้อแข็งแทบเคี้ยวไม่ลงกลับมีราคาเกือบหมื่นบาท เรื่องเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขและปรับปรุงทั้งสิ้น
จะต้องกำหนดแนวทางในการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตผลทางการเกษตรเสียใหม่ ให้คุ้มค่าและสมประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ ดังเช่น ยางพารา แทนที่จะคิดทำกันแค่ล้อรถยนต์ หรือถุงยางอนามัย เพียงปรับปรุงแก้ไขเป็น เพียงผลิตยางล้อรถยนต์ หรือหลอดเลือดเทียมก็จะมีมูลค่าเพิ่มนับร้อยเท่า
จะต้องกำหนดแนวทางผลิตและจำหน่ายที่ทำให้ประเทศไทยถือดุลการผลิตผลภาคเกษตรทั้งมวล ก็แค่น้ำมันที่กินไม่ได้ยังทำให้ประเทศในตะวันออกกลางมั่งคั่งและเป็นเศรษฐีมีดุลอำนาจในโลกได้ ผลิตผลภาคเกษตรก็ย่อมเป็นได้และเหนือกว่ามากมายนัก
พ่อครูว่า...ที่คุณสิริอัญญา มีจุดที่ซับซ้อนคือ ยังมุ่งหมายกอบโกยเงินทองเข้ามา แต่ของเรานี่ ถ้าคุณต้องการกอบโกยเงินทองแล้ว เรามาเน้นจุดที่ทำกสิกรรมให้ดีให้วิเศษทั้งคุณภาพและความปลอดภัยไร้สารพิษต่างๆ ของดีราคาถูกซื่อสัตย์มีน้ำใจ ขายสดงดเชื่อเบื่อทวง ไปทวงมากๆปวดท้อง เพราะฉะนั้นเรามาเน้นตรงที่กสิกรรม อาตมามั่นใจว่าประเทศไทยอยู่ในโซนที่จะทำเกษตรกรรมได้ดีที่สุด แน่นอนเราพึ่งพาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเขาบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม มันก็เป็นส่วนย่อย หลักการใหญ่ของการทางธรรมชาติ พวกคนไทยมีอยู่แล้ว ดิน น้ำ ไฟ ลม แสงแดดมันพร้อมหมดแล้ว พื้นดินก็มีไม่ใช่น้อยที่จะทำได้ ของพวกเราชาวไทยชาวอโศก พยายามสนใจในเรื่องกสิกรรมให้มากกว่าอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมจริงๆแล้วพวกเราก็ไม่ด้อย ไม่ได้ต่ำไปเท่าไหร่หรอก เราพอที่จะเอามาใช้เป็นตัวช่วย สร้างสรรค์อย่างพอเพียง เราจึงต้องพยายามสร้างจุดเด่นของเราให้เจริญมากๆ และหลักการของพวกเรา อาตมาว่าพวกเราข้ามพวกทุนนิยมสามานย์เขาไปไกลลิ่ว ตรงที่ว่าเราไม่เจตนาเอาเปรียบเขาเลย ของเราดีเราก็ไม่ขึ้นราคา และยิ่งจะขายอย่างถูก แจกอย่างซับซ้อน คนที่นิสัยไม่ดีไม่ควรได้ก็ดัดสันดานเขาบ้าง แต่คนที่มีจิตใจดีนิสัยดีควรจะให้น่าสงสารน่าเมตตา เราก็ช่วยกันไปมันซับซ้อนอยู่ ใช้คุณธรรมเป็นหลักอย่างแท้จริง หลักเศรษฐกิจที่อาตมาพยายามอธิบายว่า สาธารณโภคีของชาวอโศก ที่ทางโลกเขาทำได้ยากแล้ว ซ้อนกว่านั้น เราจะเอาผลผลิตไปจำหน่ายจ่ายแจกก็ให้ขายในราคาต่ำกว่าทุน ขอยืนยันว่าเราขายต่ำกว่าทุนจริง เพราะราคาทุนคือราคาที่เขาคิดเป็นสากล คือราคาที่บวกค่าแรงงานเรา ถ้าอาตมาเป็นผู้ชำนาญการทางกสิกรรม ค่าตัวอาตมาแพง แต่อาตมาลดราคาค่าตัวแล้วหักอยู่ในต้นทุนตามราคาสากล ขอยืนยันว่าพวกเราขายต่ำกว่าราคาทุนจริง แต่แม้แต่พวกเราก็ยังไม่เข้าใจว่าเราได้ขายต่ำกว่าทุนจริง อย่างอาตมา ค่าตัวในการแสดงธรรมแพงมาก ชั่วโมงนึงหลายล้านบาทนะ เพราะว่าเป็นโลกุตระด้วย แล้วหายากมากเลย ขนาดอาตมานี่ การเศรษฐกิจที่เขาจะจ้างมา 2 ชั่วโมงก็เสียไปเป็น 10 ล้าน อย่างอาตมานี้ สองชั่วโมงเท่าไหร่? ขออภัย ไม่ได้พูดยกตัวตนแต่คิดตามสากลเขา ความซับซ้อนเหล่านี้จึงไม่ง่ายที่จะเข้าใจกัน อาตมามั่นใจว่าพวกเราตั้งใจทำค่อยๆพัฒนาไป ให้เราไปทุกทิศทาง อะไรไม่ถูกที่ฟังอาตมาก็จะ ติงเตือน อาตมาดูแลอยู่ พวกเราทำงาน ช่วยชาติช่วยประเทศช่วยโลก ตัวเราเองมักน้อยสันโดษได้ดีจริงๆมีวรรณะ 9 กัน เจริญไปตามลำดับ เป็นคนเลี้ยงง่ายบำรุงง่ายทำให้เจริญได้ง่าย เป็นคนมักน้อยเป็นคนจน อย่างถาวรยั่งยืน เป็นคนใจพอใช้ไม่ได้มักมากกว่านี้ คำว่าใจพอนี้ลึกซึ้ง เรากินอิ่มแล้วมันก็พอ แต่บางคนมีกิเลสตะกละตะกลาม มีของถูกหรือของดีก็แล้วแต่ มันก็กินเพิ่มเข้าไปอีกทั้งๆที่มันพอแล้ว แต่มันก็กินจนกระทั่งไม่สบาย บางทีกินจนท้องแตกตาย เหมือนกับมีคนญี่ปุ่นที่ซื้อกล้วยหอมไปกินที่ห้องจนตายคาเตียง กินอย่างไม่บันยะบันยัง เพราะมันราคาถูกมันอร่อยสดใหม่ด้วย อย่างนี้เป็นต้น ใจพอจึงต้องอ่านจิตใจเป็นเรื่องของจิตวิญญาณสุดยอดของพระพุทธเจ้า เราจะรู้จักสันโดษที่แปลว่าใจพอ แค่นี้เขาก็ยังเข้าใจได้ยาก ไปแปลว่าปลีกเดี่ยวเข้าป่าเขา ซึ่งผิดหมด สันโดษคือใจพอ สันตุฏฐี มันรู้ความพอของใจคน ในหลวงถึงเอาคำว่าพอมาตั้งเป็นเศรษฐกิจพอเพียง ทุกวันนี้คนก็ยังเข้าใจกันไม่ได้เท่าไหร่พวกนักรู้นักวิชาการเป็นดอกเตอร์เป็นผู้บริหาร ยังเข้าใจเรื่องนี้ไม่ถึงเลย จนกระทั่งอาตมาบอกว่าต้องมามักน้อยมาจน จนของเรา ขาดทุนของเราคือกำไร ผู้ที่มีจิตวิญญาณอย่างรู้แท้จริง จึงต้องมาเสียสละ เลือดสดๆของเราเลยให้เสียสละไป อันนี้เป็นเรื่องที่เราได้เสียสละเป็นคนที่มีประโยชน์ต่อคนอื่นอย่างไร เราไม่มีปัญหาเลยจะต้องเสียสละ แม้เราจะถูกขี้โกงเอาเปรียบเอารัด เขาก็ชัดเจนไม่อยากให้เขาโกง แต่เอาเถอะ เราก็ยึกยักบ้าง ไม่สนับสนุนคนโกง มีภาวะย้อนแย้ง เป็นภาวะเรียนรู้ยาก สิริมหามายา ไหนว่าจะให้หมดไง แต่คนนี้ไม่ดีเราก็เลยไม่อยากจะให้เอาไปให้คนอื่นดีกว่าเป็นเรื่องซับซ้อน ชาวพุทธอโศก อาตมาว่า ได้รับความรู้อันนี้ไปพอสมควร จึงมาสร้างเศรษฐกิจแบบที่พระพุทธเจ้าพาทำ เป็นเศรษฐกิจสาธารณโภคี กินใช้ร่วมกันกับส่วนกลางเป็นปรากฏการณ์จริงยืนยันในสังคมโลกไม่ท้าแต่เชิญมาดูได้ กวีบทใหม่ จบด้วยคำว่า ไม่ท้า แต่เชิญมาดูได้ กวีของเดือน ต.ค.นี้ “เศรษฐกิจสุดวิเศษแบบพุทธ” (339 ต.ค. 61) ของเดือน พ.ย. นี้ “เศรษฐกิจสุดยอดของพุทธ” ชื่อใกล้เคียงกันมาก เอาของพ.ย.นี้ก่อน เศรษฐกิจสุดยอดของพุทธ
(๑) ใบเสร็จก็รับแล้ว งานจบ เงินจ่ายก็นับครบ ถูกถ้วน แต่“เศรษฐกิจ”ก็ยังรบ กันต่อ มิหยุดเลย เพราะ“แย่งรวย”กันล้วน บ่รู้“พอเพียง”
(๒) เศรษฐกิจเยี่ยงนรกแท้ โลกีย์ “เห็นแก่ตัว”เกินวจี แจกแจ้ง สามานย์จัดกว่าผี เหี้ยนโขมด โฉดชั่ว “เศรษฐศาสตร์”เก่านี้แล้ง ขอดแห้งน้ำใจ
(๓) ในโลกส่วนใหญ่ล้วน โลกีย์ อยู่พ่อ “เศรษฐกิจ”ไม่วิมุต..“มี- ทุกข์”แท้ “เศรษฐศาสตร์”วิเศษศรี ยังไป่ รู้รา “วน”อยู่แค่“ชนะ-แพ้” “ชั่ว”แล้วกลับ“ดี”
(๔) คือมี“แบบเก่า”ถ้วน เต็มจิต ยังไป่มี“ธาตุ”ชนิด “ใหม่”ใช้ “อัญญธาตุ”ยังผลิต ใส่จิต มิได้เฮย บ่เริ่ม“ศีล”กำหนดให้ “จิต”ก้าวพัฒนา
(๕) “ศีล”พา“จิต”เกิดแท้ เป็นระดับ “จิต”จึ่งเดินเจริญนับ ครบขั้น ตาม“ลำดับ”ไม่สลับ ไม่วก วนเลย อัศจรรย์จริงยิ่งนั้น นี่แล้“อจินไตย”
(๖) ใครบ่เกิด“จิต”นี้ ปัจจัตตัง หมดสิทธิ์สิ้นความหวัง ประลุได้ หากหลงผิดยืนยัง ยึด“หลับ- ตา”เฮย จม“มิจฉา”แล้วไซร้ แน่แท้คงเดิม
(๗) หยุดเติมเพิ่มผิดซ้ำ เถิดพุทธ ไทยเอย โลกตื่นแล้ว“เศรษฐกุด” เก่าล้า ชาวพุทธวิมุติสุด “ศาสตร์วิเศษ” เฮยแฮ เศรษฐกิจพุทธยอดฟ้า ไม่ท้าเชิญมาดู พ่อครูว่า..นี่คือ เศรษฐกิจสุดยอดของพุทธ อาตมาก็จะต้องเอาเศรษฐกิจสุดยอดของพุทธซึ่งเป็นของเดือนตุลาคมที่จะออก มาขยายความควบคู่กับเศรษฐกิจสุดยอดของพุทธ กับเศรษฐกิจสุดพิเศษของพุทธมาอธิบายคู่กันไป เพราะเศรษฐกิจสุดพิเศษของพุทธ เน้นรายละเอียดลงไปให้มาเป็นคนจน แล้วมีหลักใจของเศรษฐกิจแบบพุทธคืออะไร คือมีความเป็นอิสระ ไม่มีอัตตา แล้วมีจิตวิญญาณ เป็นประธานต้องศึกษาจิตวิญญาณเป็นประธานนี่คือตัวสรุปแกนหลัก ที่อาตมากำลังพยายามเผยแพร่เรื่องของเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ไม่ได้พูดเล่น อาตมามั่นใจว่าอาตมามีเป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้ไม่เล็ก แล้วอาตมาก็ไม่ได้พูดเล่น อาตมาพาพวกเราทำ เศรษฐกิจอย่างชาวอโศกเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นอจินไตยเป็นเรื่องซับซ้อน แค่อาตมามาทำให้เกิดสาธารณโภคีระดับฆราวาส ซึ่งในสมัยพระพุทธเจ้าทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นยุคนี้เป็นยุคที่โลกทั้งโลก มีความเข้าใจกว้างขวางและลึกซึ้ง และความเป็นทาส ความเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ความเป็นสิทธิต่างๆ สิทธิในทรัพย์สินการแสดงออกในชุมชนต่างๆ การพูดการกระทำ มันได้มีกันแล้วจึงได้ทำสำเร็จจริง อย่างยั่งยืนในระบบสาธารณโภคี ที่นั่งอยู่ตรงนี้ใครคิดจะออกจากชาวอโศกบ้าง...ยกมือ?...ไม่มีใครยกเลย เขาชัดเจนแล้วว่าจะออกไปทำไมจากที่นี่เพราะว่าที่นี่เพิ่งเกิดแก่เจ็บตายได้ เราก็มีที่กินอย่างนี้นอนอย่างนี้พักอย่างนี้เกื้อกูลกันช่วยกันทำงานอย่างนี้มันลงตัวหมดแล้ว ก็ใช้ศัพท์คำว่าลงตัว เข้าฝัก มัน Axiom ไม่มีอะไรจะเปรียบเทียบแล้ว มันเป็นความแท้จริงที่จบในตัวมันเองแล้ว แล้วจะถาวรไหม เอาล่ะ พูดไปเขาก็ยังไม่เชื่อ แต่อาตมามั่นใจว่า นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” เป็นคำสอนเป็นพระอนุสาสนีของพระพุทธเจ้าเป็นคำกำกับชัดๆเลยว่ามันจะเที่ยงแท้ ทั้งยั่งยืน ทั้งตลอดกาล นิรันดร ไม่เปลี่ยนแปลง อยู่อย่างนี้ไม่เปลี่ยนเลย ใครมาทำลายให้เปลี่ยนแปลงก็จะไม่ จนเขาหาว่าดื้อด้าน แต่แท้จริงเรายืนหยัด ตายแล้วตายเลยไม่มีฟื้น จบ ถ่ายเดียว สมณะฟ้าไทว่า...สรุปจบ610907_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ฉลอง 4 รอบนักษัตรโพธิกิจ 7 รอบนักษัตรสมณะโพธิรักษ์