สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน การเห็นว่า บรรลุธรรมแล้วบอกคนอื่นไม่ได้ คือความเห็นผิดร้ายแรง.docx
เนื้อหาในไฟล์
การเห็นว่า บรรลุธรรมแล้วบอกคนอื่นไม่ได้ คือความเห็นผิดร้ายแรง มีข้อความจากเฟสบุคของคุณวินิจ … จากเฟสบุ๊ค คุณวินิจ .. ชมรายการ"พุทธศาสนาตามภูมิ",4-1-60)...แล้วว่า "สมกล้า"ไม่ควรพูดตาม"พ่อครู" เรื่อง"ยายกิ้ม"มีภูมิ"อรหัตตมรรค ซึ่งดูชักจะ"พูดถี่เหลือเกิน (ช่วงหลัง)โดยที่"ตัวสม."ก็"ไม่ได้รู้เองเห็นเอง หรือ"ไม่ได้รู้จริงด้วยตนเอง เพียงแต่ถือ"พูดตามพ่อครู เท่านั้น?.. ซึ่งตาม"หลักธรรมพุทธ นั้น.. "ผู้ดำเนินตามแนวทาง มรรคมีองค์8" อย่างน้อยก็ต้องมี"สัมมาสติ .. ดังนั้น.. ก็จะต้อง "อ่านรู้สภาวะจิตของตนเอง ด้วย"ตนเอง และควรต้องรู้ว่า "ตนเองอยู่ในขั้นตอนไหน, ระดับไหน .. เพราะก็"อยู่กับอโศก" หรือ "ได้ฟังธรรมจากพ่อครู"มา"นานหลายปีดีดัก แล้ว.. ซึ่ง"ผู้บรรลุในระดับใดๆ ก็ตาม ต้องเป็น"ผู้ประกาศการบรรลุธรรมของตนเอง ด้วย"ตนเอง ก่อนผู้อื่นเป็นเบื้องต้น.. การที่ต้อง"รอให้ผู้อื่นมาประกาศภูมิธรรมให้ก่อน นั้นน่าจะ"ไม่ถูกต้องตามหลักการของพุทธ แต่อย่างใด.. ซึ่งถ้าจะให้ดี ควรลองแวะไปถาม"ผู้ที่ท่านพอมีภูมิสติปัญญาทางธรรมอยู่บ้าง .. เช่น.. ท่านส.ศิวรักษ์, พระปยุตโต, พระไพศาล, พระพยอม, ท่านสมภาร, ท่านสุรพศ เป็นต้น.. ว่า"ท่านเหล่านี้"มี"ความคิดเห็นเป็นประการใด ที่. "พ่อครู"มา "ประกาศภูมิธรรม" ของ"ยายกิ้ม" (รวมทั้ง"สม.ผุสดี" ก่อนหน้านี้ด้วย) ก่อน"เจ้าตัว"จะ"ประกาศด้วยตนเอง เช่นนี้......ด้วยความเคารพครับ... ไม่เช่นนั้น.. ก็ควรยกย่อง"ดาบวิชัย" ที่"ปลูกต้นไม้เป็นแสนเป็นล้านต้น โดย"ไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ .. และ "คุณชัช อุบลจินดา" ที่"เสียสละร่างกายตัวเอง โดย"นอนให้ฝรั่งเหยียบ เพื่อเอาตัวขึ้นมาจากโคลนดูด โดย"ไม่มุ่งหวังสิ่งใดๆ แม้แต่คำขอบคุณ .. และรวมทั้ง"มรว.รุจีสมร" ซึ่งเป็นดุจ"แม่พระของเด็ก ซึ่ง"ไม่ติดหลงหรือเ
อ่านต่อ
ห็นแก่ทรัพย์สินใดๆ ที่จะ"อยากได้มาเป็นส่วนตน .. โดยให้"ทั้ง3ท่าน" เป็น"อรหัตตมรรค ไปด้วยได้หรือไม่... อันว่า"เครื่องกรองน้ำ"ที่"ระบบหรือไส้กรองไม่ดี .. ถ้าปล่อยให้มีการ"ผลิตออกมาใช้ อย่าง"กลาดเกลื่อน โดยไม่มี"ระบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องที่ได้มาตรฐาน .. ต่อไป"น้ำกรองที่ไม่มีคุณภาพ หรือ"คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน จะพลอยทำให้"น้ำกรองที่มีคุณภาพมาแต่เดิม พลอย"เสื่อมเสียชื่อเสียง ไปด้วยกันด้วยหรือไม่? (ประมาณว่าต่อไป"อรหันต์อโศก อาจถูกเรียกว่า"อรหันต์เกร่อ ก็เป็นได้หรือไม่?.. ใช่หรือไม่?..)... ตอบ...น่าสงสารนะคุณคนนี้ ไปเอาแง่มุมหนึ่งมาคิดว่าเป็นอรหัตตมรรคเท่านั้น... ตอบอันสุดท้ายก่อนว่า ไม่ใช่อย่างที่คุณพูดเลย คุณตอบด้วยตรรกะทั้งสิ้น และเป็นมานะอัตตาของคุณ นอกจากมานะอัตตาของคุณแล้ว ก็เป็นความไม่ค่อยรู้เรื่องของคุณด้วย ยังไม่ค่อยเข้าใจสัจธรรมอันเหมาะควร ตามสัปปุริสธรรม 7 เหมาะสมตามเหตุปัจจัยตามกาละ ตามหมู่กลุ่ม ตามเวลา ตามเนื้อแท้ของมัน เอามาคำนวณและแสดงออก ตามความเหมาะสม เป็นมัตตัญญุตา คุณก็ไม่มีความรู้นี้ คุณวิจารณ์ สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน...ขอยืนยันว่า สิกขมาตุควรพูดตามอาตมา หากไม่พูดตามอาตมา แล้วไปตัดสินพยากรณ์ อย่างยายกิ้มนี้ แล้วสิกขมาตุกล้าข้ามฝัน พูดเอาเองนั้นไม่ควรเลย เพราะว่าคนจะไม่เชื่อ เท่าที่อาตมาพูด ขนาดว่า อาตมาพูดนี้ ในความหมายของคุณ ยังพูดคลุมไปว่า อาตมาไม่ควรไปพยากรณ์ใครเลย ไม่ควรจะบอกไปพูดถึงใครเลย นี่คือ ความเห็นของศาสนาพุทธ ในทุกวันนี้ในยุคนี้ ผู้ที่มีความรู้ทางศาสนา ถึงขั้นเป็นปราชญ์ ยังพูดว่า ไม่ควรพูด ในสิ่งที่เป็นอุตริมนุสธรรม ไม่ควรไปบอกใคร ในเรื่องอุตริมนุสธรรม จนกระทั่ง ท่านบอกว่า ผู้บอกว่าตนเองบรรลุนั่นแหละ คือผู้ไม่บรรลุ ทั้งๆที่มีหลักฐาน ในพระไตรปิฎกเยอะแยะ จะพูดว่าตนเองเป็น หรือโดยพระพุทธเจ้าบอกว่า ผู้นี้เป็นอย่างไร ผู้นี้ก็ถามกันคุยกันว่า ได้บรรลุอย่างไรเท่าไหร่ตามควร ในยุคพระพุทธเจ้า มีคำพูดกันมากกว่านี้ แต่หยิบมาเรียบเรียงไว้นิดหน่อยใช้ศึกษา ขอบอกให้ฟังว่า การบอกคุณธรรมของคน โดยเฉพาะเป็นอุตริมนุสธรรม เป็นอาริยธรรม มันควรบอกอย่างยิ่ง ตามกาละสมควร มีเงื่อนไขหลักแท้ๆสำคัญว่า ไม่ควรบอก อยู่ตรงที่ว่า ถ้าอยากบอกอยากอวด มีสาเฐยจิตอย่าอวด มันปาราชิก สาเฐยจิต แปลว่า จิตไม่ดีอยากอวดโอ่ ขออภัย ไม่ถึงปาราชิกก็ได้ แต่ถ้าไม่มีในตนนั้นปาราชิก แต่ถ้าอวดโดยมีในตน ก็เป็นปาจิตตีย์ ไม่ดี แต่ถ้าไม่อยากอวด แต่ถึงกาละควรบอก หรือต้องตอบคำถามคุณอย่างที่ อภิณหปัจจเวกขณ์ 10 มีไว้ว่า 10. ญาณทัสนะวิเศษ อันสามารถกำจัดกิเลส เป็นอริยะ คือ อุตริมนุสสธรรม อันเราได้บรรลุแล้ว มีอยู่หรือหนอ ที่เป็นเหตุให้เรา ผู้อันเพื่อนพรหมจรรย์ถามแล้ว จักไม่เป็นผู้เก้อในกาลภายหลัง . (อุตตริมนุสสธัมมา อลมริยญาณ ทัสสนวิเสโส อธิคโต โสหัง ปัจฉิเม กาเล สพฺรหฺมจารีหิ ปุฏฺโฐ น มังกุ ภวิสฺสามีติ) (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 48) อันนี้อาตมายืนยันว่า อย่างน้อยคนถามก็ตอบได้ อย่างมากไม่ถามก็ตอบได้ อย่างในพระไตรปิฏก ก็มีว่าท่านบอกคนนั้นคนนี้ บอกให้รู้ ก็เพราะเข้าใจผิดว่าบอกไม่ได้ แน่นอนว่า บอกด้วยอกุศลจิตก็บอกแล้วมีอาบัติ เพราะไปเข้าใจผิดว่า คุณวิเศษไม่ควรบอก ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่อมพะนํา 2 เป็นศาสนาเดา ศาสนาพุทธทุกวันนี้ จึงเป็นศาสนาที่เดา เดาว่า คนคนนี้น่าจะบรรลุ จึงเกิดเป็นพระอรหันต์ เดาในประเทศไทย เพราะว่าเชื่อถือว่า อรหันต์รูปใดบอกตัวเองว่าเป็นอรหันต์ ก็คือไม่ใช่อรหันต์ เพราะเชื่อว่า มีอุตริมนุสธรรมก็อย่าบอก มีคนถามก็บอกไม่ได้ มีคำสอนที่ไหนบอกว่า ให้รู้เอาเอง อาตมาเคยแย้ง ผู้ที่บอกว่า บรรลุแล้วบอกไม่ได้ มีหลักฐานว่า คิดแบบนี้ผิด ในโลหิจสูตร โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่น จะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่น จัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือน คนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ 2 คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 358) ผู้ใดที่กล่าวอย่างนี้ คิดอย่างนี้รู้อย่างนี้เชื่ออย่างนี้ คือมีทิฏฐิเช่นนี้ ย่อมมีที่ไปสองอย่าง คือ นรก หรือกำเนิดเดรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้า ตรัสเช่นนี้หนักนะ ถ้ามีความเห็นเช่นนี้ มันเป็นอย่างนี้จริงๆ อาตมาถือว่า เป็นความเห็นที่ร้ายแรงอย่างนะ ศาสนาพระพุทธเจ้า เดี๋ยวนี้กลับเห็นเป็นอย่างนี้ ตรงกันหมดเลย ศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้ จึงเป็นศาสนาที่ เดา ศาสนาอมพะนำ ศาสนาปลอม ศาสนาไม่มีของจริง ปรากฏยืนยันได้เลย เป็นศาสนาเลอะเทอะ งมคลำด้นเดา สะเปะสะปะ ร้ายแรงมากเลย ถ้าไปยึดมั่นถือมั่นความเห็นเช่นนี้ ผู้ที่พูดลงโทษ อาตมาว่า ไม่ควรอวดอุตริมนุสธรรม ถึงขั้นว่าไม่ควรพูดว่าตนเองมี หรือไม่มีอุตริมนุสธรรม แล้วก็ว่าอาตมานี้ ทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ทำวิปริตจากพระธรรมวินัย ไปถึงโน่นเลย ก็คือท่านเชื่อของท่าน อย่างนั้นจริงๆ ว่าไม่ควรประกาศ แต่อาตมาเห็นอีกอย่าง อย่างจริงใจว่าควรประกาศ ก็ทำมาตั้งแต่ต้นจนถึงบัดนี้ ก็ยังทำอยู่ การอวดอุตริมนุสธรรม จนเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ที่คนควรเข้าใจให้ดี อาตมาบอก อาตมาบรรยาย เริ่มต้นอาตมาไม่ได้บอกยืนยันเน้นกันอย่างนี้ อาตมาไม่ได้พรวดพราดทำ
อาตมาพยายามอธิบาย บอกภูมิโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จนถึงโพธิสัตว์ ไปถึงระดับ 7 อธิบายได้น้อยๆ อธิบายหมดก็ไม่ได้ ต้องเหลือของตัวเองไว้ ประเด็นนี้ควรให้ชัดเจนกัน ว่าอุตตริมนุสสธรรม ของพระพุทธเจ้า เมื่อไม่เข้าใจว่า อาริยธรรมของพระพุทธเจ้า หมายเอาแค่ไหนอย่างไร เพราะอมพะนำ แล้วให้มีการศึกษาแบบเดา ไม่มีตัวบุคคลเป็นๆยืนยันได้ อาตมาอยากบอกด้วยซ้ำ ว่าคนนี้โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ฯ บอกไปหมดเลย แต่มันก็จะมากไป ก็เลยบอกเปรยปรายไป ก็รู้อยู่ว่า ในวงการศาสนาพุทธนั้น เขาถือสา และยุคนี้เขาไม่มีใครกล้าบอกกันง่ายๆ และก็ขอบอกเลยว่า ไม่มีใครมีภูมิว่าบอกได้ จึงไม่กล้าบอก ตนเองไม่มีภูมิรู้ ที่จะบอกได้จึงไม่กล้าบอก จึงพูดปรามคนอื่นว่า พูดไม่ได้ บอกไม่ได้นะ อาตมาคิดว่าอย่างนั้นนะ คุณเป็นคนอย่างนั้น คุณต่างหาก ไม่กล้าระบุว่า บอกว่าคนนี้มีคุณธรรมอย่างไร บุคคลนี้มีขนาดนี้นะ บอกเป็นตัวอย่าง อาตมาก็ไม่ใช่ว่า พยากรณ์ไปหมด ถ้าเห็นใคร ก็พูดเพื่อการศึกษาให้เป็นตัวอย่าง อาตมาออกมาทำงานศาสนาพุทธ ถ้าเห็นว่าควรเน้น ควรชี้ควรบอก อาตมาจะทำ มันจะได้รู้กัน จะได้เห็นกัน จะได้เข้าใจกัน จะได้เป็นเครื่องศึกษา เช่นบอกว่า คนนี้โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหัตตมรรค ก็จะได้สังเกต ว่ากิริยาอย่างนี้คือโสดาบัน อิริยาบถอย่างนี้คือโสดาบัน อย่างนี้คือสกิทาคามี อย่างนี้คืออนาคามี เขาก็จะได้ศึกษา จากคนจริง ไม่ใช่ศึกษาแต่ในตำรา แล้วก็คิดตรรกะ ว่าจะมีได้เป็นได้ไหมอย่างไร มันไม่เหมือนกันเลย คนที่เป็นจริงกับอยู่ในตำรา ในตำรามันบอกตรง ตรงความหมายอย่างนี้ แต่คนนั้นรวมอยู่ในนี้เยอะไม่ได้ เป๊ะๆอย่างในพยัญชนะระบุ ก็ยิ่งยาก ก็เลยบอกให้รู้ว่า คนนี้เป็นโสดาบัน คนนี้เป็นสกิทาคามี และ สกิทาคามีจะถึงขนาดไหน จะมีขนาดไหน แล้วอรหันตมรรค จะมีถึงขนาดไหน ก็จะได้ศึกษา อาตมาไม่ได้เจตนาจะพยากรณ์ เพื่อยืนยันว่าตัวเองเก่งตัวเองรู้ ไม่ใช่ แต่เพื่อการศึกษา อาตมาบอกแล้วว่า ออกมาทำงาน มาทำการศึกษาของศาสนา ทำจริงๆ ไม่ใช่ทำเล่นๆทำมา 40 กว่าพรรษาแล้ว จะถึง 50 อยู่ไม่นาน ถ้าอาตมาอยากอวด ก็เป็นความซวยของอาตมา กรรมเป็นอันทำ แต่อาตมายืนยันว่า อาตมาไม่มีจิตสาเฐยจิต อาตมามีเจตนาบอก เพื่อการศึกษา ไม่ได้บอกเพื่ออวดใหญ่โตอวดรู้ ยิ่งไปบอกเพื่อให้คนศรัทธาเลื่อมใส ให้คนเอาลาภยศสรรเสริญมาให้ ก็ไม่ใช่ ชาตินี้อาตมาจะได้บำเหน็จแต่งตั้งเป็นพระครูชั้นจัตวาหรือ ไม่ต้องถึงสมเด็จ หรือเจ้าคุณหรอก ขออภัย พูดเหมือนเล่นลิ้นประชดเขา
600106_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศิลปะโลกุตระของสมณะโพธิรักษ์
https://youtu.be/fXW3UVTEBWA