สื่อธรรมะพ่อครู(อนุปุพพิกถา) ตอน อนุปุพพิกถา5.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.40 KB
วันที่แก้ไข31 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อนุปุพพิกถา) ตอน อนุปุพพิกถา5 อนุปุพพิกถา5 มันครบทุกอย่างของนามธรรมสัจจะ ห้ามีอะไรบ้าง ทาน ศีล สัคคะ กามาทีนวะ เนกขัมมะ ทาน ศีล แล้วเกิดจิตเป็นสวรรค์ เทวดา คือโลกีย์ มีภพชาติ ศาสนาโลกีย์ เทวนิยม สวรรค์ใหญ่สุดสูงสุดคือพระเจ้า ซึ่งมีแต่เมตตา ไม่ทำร้ายใคร ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างที่สุด มีน้ำพระทัยยิ่งใหญ่มาก เหนื่อยช่วยโลก ดีที่สุด ช่วยอย่างไรๆก็ไม่หมดเพราะมวลมนุษยชาติมีเยอะมาก เป็นความรู้โลกียะทำได้ขนาดนั้น โลกุตระจะต่างจากโลกียะคือจะไม่ทำอย่างไม่รู้กรอบขอบเขต เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย แต่จะมีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 มีรายละเอียดกว่าเทวนิยมโลกียธรรมมาก แต่จะเป็นไปได้อย่างเต็มเป็นลำดับ ไม่ลอยลมเพ้อพก ธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงรู้จักสวรรค์ ที่ต้องใช้พลังงาน calory เมื่อสถานะพระพุทธเจ้าไม่ต้องไปติดสวรรค์เสพรสสุข ชอบใจ เป็นเวทนาในเวทนา ไม่ต้องเสพ เราติดใจก็เสียเวลา แรงงาน เสียพลังงานไป ซับซ้อนหลายชั้น ก็พระพุทธเจ้าเห็นว่า ตัดรอบเลย ไม่มีก็ไม่เสียหาย มีแต่ประหยัดมาเป็นประโยชน์ เอาพลังงาน แคลอรี่มาสร้างสิ่งที่จำเป็นดีกว่า ถึงไม่มีสวรรค์ อสังสัคคะ ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาไม่มีสวรรค์ ในอนุปุพพิกถา ท่านก็สอนให้เห็นโทษของสวรรค์ สวรรค์นี้ผลาญเปลือง เป็นรสเก๊ อุปาทาน มันไม่ต้องเสพก็ได้ไม่ต้องเสียเวลาแรงงานทุนรอน แล้วได้ แคลอรี่ คืนมา ทุนรอนแรงงานมาได้เอามาใช้ประโยชน์ได้อีกเยอะ มันเป็นสัจจะที่คนมีปัญญาจะเข้าใจ ไม่จำเป็นจะต้องไปเสพ เสพแล้วก็ไม่เที่่ยง เสพแล้วก็เลิก แล้วก็มาเสพใหม่ แล้วก็เลิก หายไปๆ แล้วก็ติดใจ ไม่หมด ติดใจก็เสพ เสพแล้วก็หายๆ ก็เลือกมาหลุดพ้นไม่ต้องเสพ ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ไม่มี เราไม่เสพก็ไม่มีทั้งสวรรค์และนรก ไม่มีใครต้องการนรก แต่คุณไปอยากเสพสวรรค์ก

อ่านต่อ

็ได้นรก ได้เสพก็ได้นรก หากหมดสวรรค์ก็หมดนรก ดับสวรรค์ดับเหตุที่ไปหลงสวรรค์คือตัณหา ดับได้อย่างสนิทจริง นรกก็หมด เพราะนรกกับสวรรค์เป็นธรรมะสอง เป็นเมถุน พระพุทธเจ้าสอนต่อ ทาน ศีล สัคคะ แล้วก็ต้องมีตัวที่รู้ชัดเจนว่า ความอยากเสพบำเรอความอยากกาม เป็นโทษ กามาทีนวะ สัมผัสแล้วได้สวรรค์มันเป็นโทษ ไม่เป็นคุณอะไรเลย เราเรียกแต่ว่ากามคุณ คำว่ากามคุณคือภาษาเรียกของปุถุชน แต่จริงมันคือ กามโทษ คือกาม + อาทีนวะ(โทษ) ศาสนาพุทธถึงได้ให้พยายามพูดและเรียนรู้กัน ถึงกามาทีนวะ มีกถา พูดและอธิบายกล่าวให้รู้ถึงโทษภัยของกามไม่ใช่เรียนรู้คุณของกาม คือกามคุณ ต้องพูดถึงกามาทีนวะไม่ใช่กามคุณ ให้พูดไปถึงการเห็นโทษของกามนี่คือหลักที่สามของอนุปุพพิกกถา ใครไม่มาเรียนรู้ อนุปุพพิกกถาจึงไม่ได้มาเรียนรู้โทษของกาม ใครสามารถชัดเจนมาพูดถึงโทษของกาม กามาทีนวะ อย่าไปหลงปิดบังโทษของกาม อย่าไปอำพรางอย่าโง่ไม่รู้จัก ต้องรู้จัก อย่าโง่ ต้องรู้จักว่าโทษของกามไม่ใช่คุณ ถ้าอย่างนั้นไม่มีทางหลุดพ้น จึงต้องออกจากกาม เนกขัมมะ คืออานิสงส์ของการพูดให้ออกจากกาม เนกขัมมานิสังสคาถา พูดให้ออกจากกามกันให้ได้ ออกจากกามให้ได้ เห็นโทษของกามให้ได้ สองทิศทาง คำว่า ศีล คำว่าทาน เป็นสองการประพฤติ ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติให้ ขัดเกลากิเลสตนเอง เรียกว่าศีล ไปตามลำดับ มีการทำเพื่อขัดเกลากิเลส ทาน ก็เพื่อขัดเกลากิเลส ศีลก็เพื่อขัดเกลากิเลสเพื่อเอาออก ไม่ใช่เพื่อเอามาให้แก่ตัวเองเลย พูดถึงบุญคือการชำระกิเลสออก ไม่มีอะไรเอาคืนมา ผู้ใดไม่เข้าใจคมชัดแม่นละเอียดอย่างที่ว่าก็ไม่จบ ปฏิบัติธรรมมะก็ไม่ได้ 600710_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 77 ข้อ(ตอน2)

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน