สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน เอกัคคตาจิตกับเอกจิตนั้นต่างกัน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน เอกัคคตาจิตกับเอกจิตนั้นต่างกัน เมื่อกี้นี้ พูดกับคนที่บอกว่า สมาธินี้ ทำให้เกิดฌาน 4 จะเกิดเอกัคคตาจิต คือจิตที่เป็นหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ เลิศยอด เป็นหนึ่งอย่างวิเศษจริงๆ คนหลงผิด มิจฉาทิฏฐิ เข้าใจเอกัคคตา หรือสมาธิ อย่างมิจฉาสมาธิ เขาก็ได้เอกัคคตาจิต แต่ความเป็นหนึ่งของจิตเหมือนกัน จิตที่สำเร็จความเป็นหนึ่งของจิตอย่างวิธีสะกดจิตหลับตา ก็มีอีกเยอะเลย แต่นี้เขาไม่ปรโตโฆษะ เขาเชื่อมั่น นั่งหลับตาสะกดจิตไม่คิดไม่นึก ให้สงบลงไป สำรวมให้เป็นหนึ่ง เรียกว่าสมถะซึ่งไม่ใช่แบบพุทธเลย เป็นวิธีสากล ยังทำกันอยู่ตลอดที่ไหนก็มี นั่งหลับตาสะกดจิตนี้มีอยู่ตลอดกาลนาน ไม่มีขาดเว้นในโลก ในกัปป์ทุกกัปป์ อาศัยได้อย่างยุคพุทธก็อาศัยได้ ผู้ที่อาศัยมากก็มีผู้ที่อาศัยน้อยก็มี อย่างอาตมาไม่ต้องอาศัย ที่จริงควรใช้บ้าง หมอก็มาบอกว่าอาตมาธาตุไฟเยอะไป การนั่งสะกดจิตหลับตาไม่ใช่ของพุทธ ไม่ใช่ของสากล ทำได้ตลอดกาลเป็นแบบสามัญ พื้นๆ เพ่งกสิณ ทำสมาธิ แบบ Meditation ไม่ต้องอาศัยพระพุทธเจ้าสอน ไม่ต้องเรียน นั่งหลับตาสะกดจิตก็เป็นได้เอง โดยไม่ต้องมี ธรรมะสามี ทุกคนเป็นเอง นั่งหลับตาสะกดจิตอย่างไรก็ ทำได้ จิตเป็นหนึ่งอย่างนี้ไม่ต้องมีอาจารย์สอนก็ได้ สมาธิ ที่มีจิตเป็นหนึ่งเอกจิต จิตเป็นหนึ่งจริง แต่ไม่กระดุกกระดิกอะไรเลย ดีไม่ดี นิ่งดำ แล้วหลงความดำเป็นสุภะ เป็นสิ่งน่าได้น่าเป็น เรียกว่าสุภกิณหา ไม่รู้อะไรเลย แข็งเป็นพรหมลูกฟัก คือรูปพรหม เหมือนลูกฟังกลิ้งไปได้เลย คือแข็งจริงๆเลย นั่งขัดสมาธิ กลิ้งไปได้เลย นี่เป็นเอกจิต จิตเป็นหนึ่งแต่ไม่เป็นเอกัคคตาจิต แต่เขาเอาคำนี้ไปเรียก เหมือนทักษิณ ธัมมชโยก็ใช้คำว่าปัญญา แต่แท้จริงคือเฉโก นี่ก็เช่นกัน เอกัคคตาจิตที่จริงที่สำเร็จ
อ่านต่อ
จิตเป็นหนึ่งด้วยวิธีไม่ได้นั่งหลับตาสะกดจิต ขออภัยลืมไปอีกอย่างคือพวก สว่างใสอาภัสรา ตาบอดตาใส คือมืดข้างใน ตนเองไม่รู้ว่ามืดภายใน มีอาโลกสัญญา เห็นลาภยศสรรเสริญ แต่ที่ดับปี๋นี้ไม่รู้เรื่อง ลาภยศสรรเสริญอะไร พวกนี้ไม่เป็นภัยเท่าพวกลืมตาใส พวกนี้ ออกเหลี่ยมเฉโก หาเหลี่ยมล่อเอาเงิน ลาภ ยศ ตำแหน่ง ที่จริงธัมมชโยได้แค่ชั้นเทพนะ ไม่ได้ชั้นสูง แต่ได้สมเด็จช่วง ที่เป็นลูกน้องธัมมชโยชั้นเทพ สภาพอาภัสราคือมืดซ้อน แต่บอดสนิท ไม่รู้ทั้งตัวเองและผู้อื่น สภาพเอกัคคตาจิต อย่างพระพุทธเจ้าต้องปฏิบัติ มีธัมมวิจัยเป็นตัวหลัก สรุปคือ มีอารมณ์เป็นหนึ่งด้วยมรรค 7 องค์ ทำปฏิกิริยา ปฏิสังเคราะห์ ปฏิสัมพัทธ์ interaction สังเคราะห์สังขาร วิจัย กำจัดกิเลสไปได้ตามลำดับ แล้วจิตยิ่งคล่องแคล่ว ยิ่งเอาการงานเอาภาระ แต่ไม่เอามาเป็นของตน ยิ่งทำเป็นลำดับรู้จักอัตตา โอฬาริกอัตตาคือกามภพ ภายนอก หากลดลงก็เป็นสกิทาคามี อนาคามีเป็นส่วนสุดท้าย ล้างออกหมด อนาคามีหมดมโนมยอัตตาภายนอก เหลือแต่มโนมยอัตตาภายใน อนาคามีไม่มีกิเลสภายนอก สกิทาคามีมีมโนมยอัตตาภายนอกอาจสังเกตุได้ แต่ถ้าหมด ก็เหลือมโนมยอัตตาภายในก็ล้างต่อ จนหมดเหลืออรูปซ้อนๆๆ เหลืออรูปน้อยลงไป เหลืออรูปสุดท้ายเป็นอรูปอัตตา การทำได้เป็นลำดับจะเกิดการปรุงแต่งระหว่าง รูปกับนาม เป็นธรรมสองเป็นกาย ภายนอกไม่ได้หลับตารู้ทุกอย่าง และอยู่เหนือด้วย เป็นพลังวสิปัตโต เหนือโลก ไม่ทำลาย ไม่ข่ม แต่ช่วยเขา เหนือเป็นอุตระ จิต โดยเฉพาะเจตสิก เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ยิ่งแคล่งคล่องว่องไวประเสริฐ ไม่ใช่ยิ่งเฉื่อยเนือย ไม่กระดุกกระดิก แต่สงบจากกิเลส ไม่มีตัวกวนตัววุ่นวาย ไม่ใช่ปนเปแยกไม่ออก ต้องแยกออกแล้วทำได้ไปตามลำดับ อาการที่ไปสอนกันไม่ให้นึกคิด มันตรงกันข้ามกับธัมมวิจัย ตรงข้ามกับวิตกวิจารที่เป็นความดำรินึกคิด วิตกคือกังวล ความหมายภาษาไทย คือกลัวจะไม่ดีกลัวเกิดภัย ก็ทำเสียให้หมดเหตุที่ไม่ดีก็ลดวิตกไปเรื่อยๆ ก็ลดระแวงระวังก็แข็งแรงคุมได้อยู่เหนือขึ้นเรื่อยๆ อาการจิตก็ยิ่งแคล่วคล่องว่องไว กิเลสก็ยิ่งหยุดบทบาทจนไม่มีฤทธิ์ เฉยๆได้ ยุคนี้กิเลสไม่ได้ปิดบังตัวเอง มันแสดงอยู่เต็มโลก โฆษณาด้วย ร้องลั่นเต็มไปหมด ชวนกันไปแย่ง ลาภยศสรรเสริญ เสพกาม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเต็มทั้งหมด โฆษณากันไม่รู้กี่ชั้น ดีอย่างนั้นอย่างนี้ต่างๆนานาสารพัด ยุคนี้มีอบายมุขซับซ้อนเหมือนผู้ดี แต่รุนแรงจัดจ้านมาก อย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ แกไม่ค่อยซับซ้อน แต่หยาบๆ ง่ายๆ ไม่ยาก ใช่ไหม คนอย่างนี้ยังน่าสงสาร พวกซับซ้อนไม่รู้เหลี่ยมนี่มันน่าเหยียบย่ำ แปลเอาเอง bipolar นี้ สองเหลี่ยมแต่หักเหลี่ยมกลับไปมา โดยเร็วมาก อย่างยิ่งลักษณ์ อาตมาว่า ณัฐวุฒิ เต้น จะเจ็บปวดแค่ไหน อันนี้ก็ไม่รู้หรอกว่าไปอยู่ที่ไหน ก็ออกข่าวกั้นไว้อยู่ แน่นอนที่อยู่ก็ต้องไม่อยู่ประเทศสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน แน่นอนว่า ผู้ร้ายคดีการเมืองให้ลี้ภัยได้ แต่ถ้าผู้ร้ายอาญาต้องส่ง
ผลสำเร็จของเอกัคตาจิต การที่จะทำได้ผลสำเร็จตามที่พระพุทธเจ้าสอนอย่างแท้ๆ ไม่ง่ายเลย อธิบายยาก แต่อาตมาไม่สับสน ความหมุนรอบเชิงซ้อนของแต่ละพระสูตร ในมูลสูตรมีสติเป็นใหญ่ มีปัญญาเป็นยิ่ง ในจรณะ 15 ก็มีสติ เมื่อมีสัมมาทิฏฐิ แล้วสติก็ต้องไปควบคุม สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 แม้มีปีติก็ต้องควบคุมให้ลดลง ปัสสัทธิก็ต้องลด ความสงบต้องมีสติ แล้วยิ่งจะฝึกให้ปัสสัทธิต้องฝึก ปฏิปัสสัทธิ ฝึกฝนให้แข็งแรงจนเกิดความมั่นคง อุเบกขา 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ต้องปฏิบัติให้แข็งแรงทั้งใน กัมมันตะ อาชีวะ วาจา สังกัปปะ จะสั่งสมซับซ้อนๆไป ตัวสติ กับ วายามะ กับตัวพยายาม จึงเป็นคู่หูกัน ฝึกสติ เป็นคอขวดอย่างคุณนี้พูดมา สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ จะเกิดกระบวนการ 7 มีอย่างซับซ้อน ปฏิปัสสัทธิ ปฏิสังเคราะห์ ปฏิสังขาร ตลอดเวลาสังเคราะห์เป็นการสละออกไปๆ แต่สังขารคือวิเคราะห์วิจัย กระบวนการสติสัมปชัญญะปัญญา จะมี สัมปะ ที่เยอะ สัมปชัญญะ = ความรู้ตัว ต่อกับการมีสติระลึกรู้ สัมปชานะ = รู้สำนึกตัวในการปฏิบัติสติปัฏฐานอยู่ สัมปาเทติ = เหตุไปสู่การละเลงเพื่อสัมปัชชติ สัมปัชชติ = ความรู้จากการแยกแยะขจัด สัมปาเปติ = การสังเคราะห์กันขึ้นอย่าง อวจร สัมปฏิสังขา = ญาณรู้จักการทบทวนกระทำซ้ำ สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ สัมปัชชลิตะ = ไหม้เสร็จแล้วหาย แล้วค่อยจับตัว สว่างเรืองรอง สัมปัตตะ, สัมปันนะ = การเข้าบรรลุผล.(ในรอบนั้น) สัมปฏิเวธะ = ความรู้ที่รู้แจ้งแทงตลอดในรอบนั้น ปฏิสาเรสฺสามิ = จักทำให้เขาสำนึก ปัจจเวกขันตัสสะ = ได้สำนึก)
เป็นพลังงานอุณหธาตุที่ทำงานไปเรื่อยๆ จึงเรียกว่า เวทยิตตัง แปลโดยอัต คือเคล้าเคลียอารมณ์โดยไม่เหลือ ทำเวทนา 108 ทวนแล้วทวนเล่า สัมผัสไปมา หมุนรอบเชิงซ้อน จนไม่รู้กี่ชาติ เป็นเคออสที่เป็นระบบ ถ้าไม่ชัดเจนอย่างเป็นระบบแล้วเสียท่า ผิดช่องทาง หลงทางตัวเองเขาวงกตแน่นอน คำว่าเคออส เมื่อเป็นสัมมาเคออสแล้วยอด จะจัดระบบได้ หรือไม่ต้องจัด แต่รู้เส้นทางเลยว่า นี่หักมุมนี่โค้ง รู้ว่าแยกไหนไม่สับสน เพราะมีปัญญารู้ทุกอย่าง แต่ก่อนนี้อาตมาไปกทม.ใหม่ๆ ไปออกแยก 22 กรกฏา ออกไม่ค่อยถูกเลย เข้าไปแล้วออกไม่ได้ อาตมามาอยู่วัดปทุมคงคาออกมาแล้วกลับไม่ถูกวัดมาใหม่ๆ พักวัดปทุมคงคา อยู่กับพี่ชายญาติเป็นพ่อครัวให้ ก็ขอสรุป ว่าจิตเป็นหนึ่ง หรือเอกกัคคตา กับเอกจิต นี่ต่างกัน พวกที่สมาธิหลับตามิจฉาทิฐิก็ไม่มีทางเป็นเอกัคคตาจิต เขามีแต่เอกจิต จิตเป็นหนึ่งอย่างไม่วิจิตรพิสดาร เรารู้หมดเลย รู้หมดแต่ไม่ข่มเบ่ง มีแต่สงสาร อย่างทักษิณยิ่งลักษณ์ น่าสงสารว่าเขาจะตกในสงสารอีกนานเท่านาน หรือธัมมชโย เขาจะตกในสงสารอีกนาน นี่ยังไม่โผล่นะ ถ้าจะหาความบริสุทธิ์สะอาดจากคนทุกคนในวงการได้ยาก เพราะฉะนั้นจึงเป็นอย่างนี้ อย่างน้อยจึงเห็นแก่หน้ากัน สังคมประเทศไทยจึงมีตรงนี้ ให้การเห็นแก่หน้ากัน ขอเถอะ ถึงยุคที่เหมาะสมแล้ว คุณไม่บาป จัดการไปเลย ไม่ต้องเห็นแก่หน้ากัน คุณทำเพื่อมวลชนเยอะแยะ อันนั้นคุณรักษาผลประโยชน์คนต่างหาก ตอนนี้ต้องกล้าหาญเด็ดขาด แต่เท่าที่ดูก็นิ่มนวลเด็ดขาดแล้ว สมณะเดินดินว่า...ก็วันนี้ได้ฟัง ก็มีความคิดอย่างหนึ่ง พ่อครูว่าในยุค พุทธันดร ต้องใช้เวลายาวนานมาก ไม่มีศาสนา หลังกลียุคแล้ว องค์ประกอบของพวกเรา พ่อครูทำให้มี มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ดีแล้ว ที่จะสร้างอินทรีย์พละ หากเราไม่เร่งทำ ยุคนั้นก็จะลำบาก ส่วนสติ เป็นส่วนแทรกในสูตรต่างๆมาก และที่เกิดเรื่องต่างๆ ในสังคม เพราะมีอารมณ์ชั่ววูบขาดสติ แต่ถ้าเรามีความละอายและเกรงกลัวต่อบาปก็จะมีสติอยู่บ้าง อาหารของสติคือความมีจิตแยบคาย หากเรามักพูดคำหยาบ ถ้าเราไม่เห็นโทษภัยของคำหยาบก็จะขาดสติได้ง่าย ….
600828_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ นัยต่างกันของเอกัคคตาจิตกับเอกจิต