สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน วิชชา 8 ญาณข้อ 2-8.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน วิชชา 8 ญาณข้อ 2-8 เรามาต่ออัมพัฏฐสูตร มโนมยิทธิญาณ [๙.๒] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแน่วแน่แล้ว ย่อมน้อมจิตไป เพื่อนิรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง เปรียบเหมือนชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง หรือชักดาบออกจากฝัก หรือชักงูออกจากคราบฉะนั้น ข้อนี้ก็เป็นวิชชาประการหนึ่ง. ที่มา: อัมพัฏฐสูตร ๙[๑๖๓]๑๐๔ พ่อครูว่า...ทำให้เวทนารวมลงเป็นหนึ่งเป็นปุริสภาวะ เป็นปุงลิงค์ จากอิตถีลิงค์ เมื่อทำได้แล้วจะสามารถทำให้เป็นนปุงสกลิงค์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ มโนมยิทธิคือมีฤทธิ์อำนาจในการทำจิตให้บรรลุธรรมได้สำเร็จ ไม่ได้หมายถึงอิทธิปาฏิหาริย์หรืออาเทสนาปาฏิหาริย์เป็นหลัก ต้องศึกษาอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ก่อนถึงค่อยมีปาฏิหาริย์อื่น เพราะจะมีหลักประกัน สัพพปาปสอกรณัง กุสลสูปสัมปาแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาเพิ่มวิบากด้วย ไม่ต้องกังวลและได้ดีได้เร็วด้วย เป็นทางโปร่ง ถ้าไม่ตั้งตนเป็นโพธิสัตว์ที่ต้องสืบทอดพระพุทธเจ้า บางองค์ท่านไม่ต้องรับภาระหนักอย่างอาตมาก็ทำพวกนี้ได้มาก ส่วนอาตมาทิ้งไปหมดแล้ว ต้องตามดูให้ดีกว่าอาตมาคือใคร อาตมามาทำงานอันนี้ก็เปิดตัวแล้วว่า อาตมาเป็นสยังอภิญญา ก็ค่อยๆเปิด อวดอย่างต้องมีฐานรองรับไปตามเวลาลำดับ ไม่ใช่มีจิตอยากอวด ฟังธรรมให้ดี คุณก็พิจารณาว่าจะอยู่ข้างนอกหรือควรมารวมกันให้เป็นปึกแผ่นบนแผ่นดินพุทธนี้
อิทธิวิธญาณ [๙.๓] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแน่วแน่แล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธี และบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายก็ได้ ท
อ่านต่อ
ะลุฝากำแพง ภูเขาไปได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ เปรียบเหมือนช่างหม้อ หรือช่างงา หรือช่างทองผู้ฉลาด เมื่อต้องการภาชนะ หรือเครื่องงา หรือทองรูปพรรณอย่างใด ก็ย่อมทำสำเร็จได้ฉะนั้น ข้อนี้ก็เป็นวิชชาประการหนึ่ง. ที่มา: อัมพัฏฐสูตร ๙[๑๖๓]๑๐๕ พ่อครูว่า...คือมีความหลากหลาย มากมายในการลดละกิเลสได้ คำว่าเอโก นี้ไม่ได้หมายถึงคน เอโกแปลว่าหนึ่งเดียว พหุแปลว่าหลากหลาย เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ ไม่ใช่หมายถึงตัวตนบุคคล แต่เป็นนามธรรม นามธรรมของอาตมามี แล้วก็พาพวกคุณรู้ พวกคุณเอาไปทำจนเกิดผลเป็นอาริยบุคคล จนโพธิสัตว์มีลูกจำนวนพันเป็นอเนก เป็นลูกทางจิตวิญญาณทั้งนั้น มีนามธรรมเป็นหลัก ไม่เอาตัวตนบุคคลเป็นหลัก แต่ก็มีเกิดตามหลังจิตที่เกิดก่อน จิตพามา ไม่ได้เอาโลกธรรมอามิสล่อ แต่นามธรรมพามา ทำให้ปรากฏหรือทำให้หายได้ ผู้สามารถจริงอย่างอรหันต์ เราจะอนุโลมได้ สร้างจิตไปอย่างเขาก็สร้างได้ แล้วพอเสร็จงานก็หายไป เป็นนามธรรม จิตเป็นตัวให้มีหรือไม่ให้มี ทำให้เกิดทำให้ตายก็ได้ ทำให้เกิดหรือทำให้หายได้ ไม่ใช่ที่ร่างกายนะ แต่อยู่ที่นามธรรม เราจะสร้างอารมณ์ หัวเราะสนุกสนานก็ได้ จะทำให้หายก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัด เหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ถ้าไม่เข้าใจของจริงนามธรรมก็ไชหัวทะลุกำแพงภูเขาก็ตายพอดี แต่ถ้าเอาสว่านไปเจาะไม่ใช่อิทธิฤทธิ์นะ ทะลุภูเขาตอนนี้กิเลสในโลกมันกองเป็นภูเขาใหญ่กว่ามากกว่าเอเวอเรสต์แสนเท่าแล้ว กำแพงกิเลสแข็งหนากว่าเพชรแสนกะรัต แต่เราก็เดินผ่านกองภูเขากำแพงหนา เหมือนเดินในที่ว่าง ใครเห็นภูเขาของตนที่เดินผ่านได้เฉย ของใครของมัน บางคนก็ภูเขาเล็กๆ บางคนก็ภูเขาใหญ่ เราเดินผ่านกองกิเลสกองกระแสโลกีย์ที่เขาแย่งโลกธรรมมอมเมาเป็นอบายจัดจ้าน แต่เราก็เฉยไม่สะดุ้งสะเทือนไม่หวั่นไหว ไม่ได้อยากได้อยากมีอยากเด่นอะไร คือสิ่งที่มีได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำ นี่เก่งกว่าไส้เดือนอีก เดินบนน้ำได้เหมือนเดินบนแผ่นดิน นี่เก่งนะ มันปฏิโสตังทวนกระแสโลก คนโลกๆทำไม่ได้ต้องคนโลกุตระเท่านั้น แต่คนไม่ค่อยเชื่อ อาตมาไม่มีอลังการไม่มีสำนักรับรองเลย ว่าของตนเองเขาก็ไม่เชื่อ ไม่มีหลักฐานที่เขายอมรับเลย อาตมาออกมานี่ไม่ได้พ่ายแพ้ทางโลกเลย เงินเดือนสองหมื่นกว่ามากกว่านายกฯสมัยนั้นอีก แต่อาตมาทำได้ เหาะไปในอากาศได้เหมือนนก มันเบาก็ลอยไปได้ เหมือนพระพุทธเจ้าว่าจะไปไหนก็ไปได้ ไปด้วยปีกแข็งมีบาตรบริหารท้อง มีจีวรบริหารกายจะไปไหนก็ได้เหมือนนกปีกแข็งบินไปได้ทั่วสารทิศ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ ด้วยฝ่ามือ แต่ใครจะมีมือแม่นาคยาวไปถึงพระอาทิตย์ได้แต่ไม่ใช่ แต่คือพลังโลกีย์แรงขนาดไหนในโลกเราก็อยู่ได้ อยู่ลูบหัวล้านโลกธรรมได้ ลูบคลำพลังงานโลกีย์ได้ ไม่ได้หนีไปไหน เป็นนามธรรมนี้ไปได้ตลอดพรหมโลก ไม่ว่าจะเป็นพรหมโลก ๑๖ อรูปโลกอีก ๔ เป็นพรหมโลก ๒๐ รูปพรหม 16 ชั้น 1. พรหมปาริสัชชาภูมิ 2. พรหมปุโรหิตาภูมิ 3. มหาพรหมาภูมิ 4. ปริตตาภาภูมิ 5. อัปปมาณาภาภูมิ 6. อาภัสราภูมิ 7. ปริตตสุภาภูมิ 8. อัปปมาณสุภาภูมิ 9. สุภกิณหาภูมิ 10. เวหัปผลาภูมิ 11. อสัญญีสัตตาภูมิ 12. อวิหาสุทธาวาสพรหมภูมิ 13. อตัปปาสุทธาวาสพรหมภูมิ 14. สุทัสสาสุทธาวาสพรหมภูมิ 15. สุทัสสีสุทธาวาสพรหมภูมิ 16. อกนิฏฐสุทธาวาสพรหมภูมิ อรูปพรหม 4 ชั้น 1. อากาสานัญจายตนภูมิ 2. วิญญาณัญจายตนภูมิ 3. อากิญจัญญายตนภูมิ 4. เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ รูปพรหม ๑๖ และอรูปพรหม ๔ ชั้น เราก็รู้แจ้ง รู้ว่ามารคืออะไร พรหมคืออะไร เทวดาคืออะไร จะเป็นเทวดากามาวจร ๖ เทวดาสมมุติเทพ เทวดาวิสุทธิ์เทพก็ตามคือพรหม รูปพรหม ๑๖ อรูปพรหม ๔ ก็ได้ใช้พลังงานที่เป็นพรหมนี้จริงตรวจสอบเกิดมีเป็น ตามฐานะของแต่ละคน อย่างน้อยก็เข้าใจบัญญัติปริยัติที่ขยายให้ฟัง เราก็จะศึกษาพรหม ตั้งแต่อรหันต์เป็นพรหมบริสุทธิ์ จนเป็นอนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ แต่มีจริงได้
ทิพโสตญาณ [๙.๔] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแน่วแน่แล้ว ย่อมน้อมจิตไป เพื่อทิพยโสตธาตุ สามารถได้ยินทั้งเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งไกลและใกล้ เกินโสตของมนุษย์ เปรียบเหมือนคนที่ได้ยินเสียงกลอง เสียงตะโพน ฯลฯ แต่ไกล ๆ ก็รู้ได้ว่านั่น เป็นเสียงกลอง เสียงตะโพน ฯลฯ ฉะนั้น ข้อนี้ก็เป็นวิชชาประการหนึ่ง. ที่มา: อัมพัฏฐสูตร ๙[๑๖๓]๑๐๕ - ๑๐๖ พ่อครูว่า...ได้รสทิพย์กลิ่นทิพย์เย็นร้อนอ่อนแข็งทิพย์ ทิพย์คือเกินกว่ามนุษย์สัมผัส คนสัมผัสเห็นอันนี้ก็ว่าเห็นแล้วเราอยากได้ แม้จะเกิดเล็กน้อย ไกลอย่างไรก็จับอ่านทัน จะเป็นกามคุณ ๕ ละเอียดเล็กน้อยอย่างไรก็อ่านได้ เสียงนี้ไกล เสียงนี้แยกแยะได้ด้วยเหมือนได้ยินเสียงแล้วกำหนดนิมิตแยกแยะได้ว่า นี่เสียงบัณเฑาะว์อันนี้เปิงมาง อันนี้ตะโพน แม้เสียงนี้เบามากไกลมากก็รู้ได้ คือรู้กิเลสหยาบ กลาง ละเอียดได้
เจโตปริยญาณ [๙.๕] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแน่วแน่แล้ว ย่อมน้อมจิตไป เพื่อเจโตปริยญาณ สามารถกำหนดรู้ใจของสัตว์หรือบุคคลอื่นด้วยใจ เช่น จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ ฯลฯ หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น เปรียบเหมือน หญิงชาย ที่ชอบการแต่งตัว เมื่อส่องกระจกดูเงาหน้าของตน ถ้าหน้ามีไฝ ก็รู้ว่าหน้ามีไฝ หรือหน้าไม่มีไฝ ก็รู้ว่าหน้าไม่มีไฝฉะนั้น ข้อนี้ก็เป็นวิชชาประการหนึ่ง. ที่มา: อัมพัฏฐสูตร ๙[๑๖๓]๑๐๖ พ่อครูว่า...รูปนามคือสภาวะธรรมะสอง มีปฏิกิริยากันเกิดสภาวะสามหรือมีอะไรห่อหุ้มเป็น Cytoplasm ถ้าอยู่ในอวกาศก็เป็นอวกาศ ถ้าอยู่ในเชื้อชีวะก็เป็นเซลล์ตั้งแต่โปรโตพลาส ก็เป็นน้ำ ตั้งแต่ระดับกลละ อัพพุทะ เปสิ ฆนะ ปัญจสาขา แยกแยะลักษณะที่เป็นผี เป็นมาร เทวดา เป็นพรหม พระพุทธเจ้าแยกแยะได้ ไม่มีวิทยาศาสตร์ไหนจะทำได้อย่างนี้ อาตมาก็เอาของไอน์สไตน์มาเชื่อมต่อ เป็นฟิชชั่นหรือฟิวชั่น มันแตกตัวในจิตเราก็จับเอามาทำงานได้ แม้นิวเคลียร์ฟิชชั่น ทางโลกเขาจับเอามาไม่ได้เป็นกัมมันตรังสี ส่วนที่เขาจับได้เป็นฟิวชั่นก็เอามาใช้ได้ แต่ของพระพุทธเจ้าเอามาใช้ได้ทั้งสองแบบเก่งกว่าฟิสิกส์ อาตมาไม่ได้เก่งเอาฟิสิกส์ทางจิตวิญญาณมาใช้ จะต้องมาทำทางอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ รื้อขนสัตว์ เป็นเรื่องยาก ทำมา ๔๖ ปีแล้วคุณว่าน่าเหนื่อยไหม มันเหนื่อยอยู่ แต่ท้อไม่ได้ ต้องพากเพียรต่อไปทำให้ทะลุปรุโปร่ง ทุกวันนี้อยากเห็นโพธิสัตว์ผู้พี่แต่ก็ไม่มีมา เอาผู้น้องก็ได้ แต่ตอนนี้ก็เห็นไรๆอยู่บ้างก็มาช่วยกันรวมตัวกันคนละไม้คนละมือ นี่คือเรื่องจริงที่พิสูจน์ยืนยันได้ ก็อย่าเพิ่งรีบตายกันนะ รักษาสุขภาพด้วยแปดอ. ด้วยดีจะได้เห็นสิ่งดีสิ่งจริงนี้ต่อไป เจโตปริยญาณสามารถทำได้ถึงภาวะสอง ฟิชชั่นคือวิกขิตตังจิตตัง ฟุ้งกระจาย ส่วนที่จับตัวกันได้คือสังขิตตังจิตตังหรือถีนมิทธะที่ตีไม่แตก แต่ของพระพุทธเจ้าจะตีแตกไปได้เรื่อยๆ แล้วตีกระเทาะต่อก็จะดีขึ้นๆ เป็นมหรรคตะถ้าทำได้ ถ้าทำไม่ได้ก็อมหรรคตะ ดีขึ้นเป็นสอุตระ เราจะรู้ว่าดีกว่านี้ยังมีอีก พระอาริยะจะไม่ประมาท ทำให้มากเผื่อพอจน อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ปักมั่นครบบริบูรณ์จน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ผู้ใดรู้ว่าตนเป็นสายศรัทธาแล้วมีเจโตวิมุติ แล้วรู้มีปัญญาด้วยเป็นปัญญาวิมุติก็เป็นอุภโตภาควิมุติ เป็นอนุตตรังจิตตัง เป็นชื่อคลุมใหญ่เหมือน cytoplasm ส่วนในมีนิวเคลียส มีฟิวชั่น ฟิชชั่นอยู่
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ [๙.๖] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแน่วแน่แล้ว ย่อมน้อมจิตไป เพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง ... จนกระทั่งตลอดสังวัฏฏกัปวิวัฏฏกัปบ้าง ว่าในภพโน้นเราเป็นอย่างนั้น ๆ เมื่อสิ้นอายุแล้ว จุติจากภพโน้นไปเกิดในภพนั้น เป็นอย่างนั้น ๆ จนสิ้นอายุ จึงจุติจากภพนั้นมาเกิดในภพนี้ เปรียบเหมือนคนที่ะลึกได้ว่า ได้จากบ้านตนไปบ้านโน้น ในบ้านนั้น ได้ทำอย่างนั้น ๆ แล้วได้จากบ้านนั้นไปยังบ้านโน้น ได้ทำอย่างนั้น ๆ แล้วกลับจากบ้านนั้น มาสู่บ้านของตนตามเดิมฉะนั้น ข้อนี้ก็เป็นวิชชาประการหนึ่ง. ที่มา: อัมพัฏฐสูตร ๙[๑๖๓.๑๒]๑๐๗ พ่อครูว่า...ที่ไม่รู้ก็เกิดไปตามภพโน้นภพนี้ พอรู้แล้วว่าภพนี่อบาย กาม รูปโลกอรูปโลก เป็นภพโลกีย์เรารู้แล้วก็ไม่ไปหลงติดภพนั้นๆ แต่ก่อนเป็นคนโคตรโกงก็หยุดโกงแล้ว โคตรตลบแตลงก็เลิกแล้วพร้อมอาการ อาการเป็นตัวสำคัญที่ต้องอ่าน อาการของรูป ของนาม จะรู้รูปกาย นามกายต้องรู้ด้วยอาการลิงค นิมิต อุเทศ นิมิตตัวนิ่งพอแตกตัวก็แตกไปอีกก็แยกได้อีก ถ้าไม่เคลื่อนไหวก็ตีไม่แตกต้องทำให้แตก ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย จนมันสูญตีไม่แตก กระทบกระแทกอย่างไรก็ไม่แตก อสังหิรังไม่มีอะไรทำร้ายได้อีก ก็จนกระทั่งไปมาหมดทุกบ้านครบทุกบ้าน รู้หมด ซ้อนอีก ขนาดพระพุทธเจ้าอธิบายท่านยังไม่เหน็ดเหนื่อย ซ้ำซากนั้นแหละ แสนมัน ไม่ใช่น่าเบื่อหน่าย ต้องเอาเพลงความซ้ำซากของอาตมามาขยายอีก
จุตูปปาตญาณ [๙.๗] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแน่วแน่แล้ว ย่อมน้อมจิตไป เพื่อรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ รู้ชัดว่าหมู่สัตว์ย่อมเป็นไปตามกรรม ผู้ที่ประกอบอกุศลกรรมด้วย มิจฉาทิฏฐิ ตายแล้วย่อมไปสู่ทุคติ นรก ส่วนผู้ที่ประกอบกุศลกรรมด้วยสัมมาทิฏฐิ ตายแล้วย่อมไปสู่สุคติโลกสวรรค์ เปรียบเหมือนคนที่ยืนอยู่บนปราสาทตั้งอยู่ ณ ทาง ๓ แพร่งกลางพระนคร ย่อมมองเห็นหมู่ชนเบื้องล่าง รู้ได้ว่าคนเหล่านั้นกำลังไปไหนทางไหนอย่างไรฉะนั้น ข้อนี้ก็เป็นวิชชาประการหนึ่ง. ที่มา: อัมพัฏฐสูตร ๙[๑๖๓]๑๐๘ พ่อครุว่า...อะไรที่หลุดพ้นแล้วก็ทิ้งไม่ต้องไปดับอีก ไม่มีการถอยหลัง จุติแล้วก็ผ่านไปสูงขึ้นเรื่อยๆ ผิวพรรณถ้าดูข้างนอกก็เป็นผิวพรรณข้างในก็เป็นยศชั้น คำว่าติเตียนพระอาริยเจ้านั้น แทนที่เขาจะมากราบไหว้พระอาริยะ แต่เขาเฉยๆ ไม่ไปติไม่ไปด่าว่าอะไรตอบ เขาก็ไม่เป็นไร แต่นี่เห็นพระอาริยะแล้วไม่มาเงี่ยโสตสดับไม่มานั่งใกล้ ผู้ติเตียนพระอาริยะเพราะเขาโง่เขาไม่รู้ไม่เชื่อ ถ้ารู้แล้วไม่มาจะถือว่ารู้จริงไหม ขนาดคุณรู้ว่านี่บ่อเพชรนะ แต่คุณก็ว่าไปทำอย่างอื่นก่อนวันหลังค่อยมาเอา คุณจะทิ้งไหมก็ไม่ทิ้ง แต่นี่ยิ่งกว่าเพชรอีกนะ ผู้มิจฉาทิฏฐิเห็นรู้พระอาริยะแล้วไม่มาเป็นไปไม่ได้ แต่ที่ไม่มาเพราะเขาโง่ เขาต้องตกนรกโดยสัจจะ เขาติพระอาริยะเจ้าจริง ก็เป็นกรรมที่ทำแล้ว ดูถูกดูแคลน ไม่มาก็คือโง่แล้ว ไม่เชื่อก็โง่แล้ว เชื่อแล้วไม่มาก็โง่ ยิ่งติเตียนพระอาริยะเขาก็ต้องตกนรก คนจะไปสุคติโลกสวรรค์นั้น ไม่ใช่ว่าเอาน้ำเอาข้าวเอาทองไปให้แล้วบอกว่าขอให้ไปสู่สุคติ มันไม่ได้หรอก การเอาไปให้ใครก็เป็นคุณค่าของคนให้ เป็นสังคมศาสตร์ไม่ใช่สัจศาสตร์ ไม่ใช่ญาณวิทยา ไม่ใช่ Epistemology เป็นไสยศาสตร์เดรัจฉานศาสตร์ไปโน่น ผู้จะไปสวรรค์หรือตกนรกก็ขึ้นอยู่กับกรรมของเขาเองทั้งนั้น
อาสวักขยญาณ [๙.๘] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแน่วแน่แล้ว ย่อมน้อมจิตไป เพื่ออาสวักขยญาณ รู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง มีญาณรู้ชัดว่าหลุดพ้นแล้ว ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว เปรียบเหมือนคนที่ยืนอยู่บนขอบสระที่มีน้ำใสสะอาด ย่อมเห็นสิ่งต่าง ๆ ใต้น้ำในสระนั้นได้ชัดเจนฉะนั้น ข้อนี้ก็เป็นวิชชาประการหนึ่ง อัมพัฏฐะ ภิกษุผู้ปฏิบัติดังกล่าวมานี้เรียกว่าผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะอันยอดเยี่ยม ไม่มีวิชาและจรณะอื่นใดจะยิ่งกว่า ที่มา: อัมพัฏฐสูตร ๙[๑๖๓]๑๐๙ พ่อครูว่า...ผู้ที่จะรู้อาสวะ หรืออาสวสมุทัย ก็ต้องรู้ไล่มาตั้งแต่หยาบ ผ่านสังโยชน์ ๓ ไล่มาจนหมดโลกกาม หมดรูปภพอรูปภพ จนหมดมานะ อุทธัจจะ หมดอวิชชา จนสิ้นเกลี้ยงอนุสัย ผู้จะพ้นอวิชชาต้องพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ คือกำหนดรู้ทุกรูปสัญญา อรูปสัญญา ทวนแล้วทวนอีก ไม่มีอะไรที่ต้องรู้อีก เคล้าเคลียสัญญา ใช้สัญญาทำงานไม่ใช่ดับเวทนาดับสัญญา แต่ดับสิ่งที่ควรดับ จนหมดเวทนาที่ควรดับในเวทนา ๑๐๘ ไม่ใช่ดับเวทนาดับสัญญาดื้อๆ
590209_พุทธศาสนาตามภูมิ อัมพัฏฐสูตร ตอน ๖