สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน จะหยุดกิเลสต้องอ่านเวทนา อย่าดับจิต.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.50 KB
วันที่แก้ไข10 มกราคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน จะหยุดกิเลสต้องอ่านเวทนา อย่าดับจิต เราก็มีงานปีใหม่ งานว.บบบ.และงานเพื่อฟ้าดิน ผนวกกันอยู่ อาตมาตั้งประเด็นไว้ เพื่อฟ้าดิน สร้างคนจนสุขสำราญเบิกบานใจ ใช้คำว่า จนสุขสำราญเบิกบานใจ เพราะมีความเป็นมาเป็นไป เพราะถ้ามาจนอย่างทุกข์ทรมาน เป็นคนยากเข็ญ ไม่มีคุณสมบัติเบิกบานสำราญใจ ไม่ใช่จนเพราะเราพยายามจะรวย แล้วเราไม่รวยสักที มีแค่ 2 แสนล้าน ไม่ถึง 3 แสนล้าน มันก็ยังจนอยู่ดี คนพวกนี้ทุกข์ไม่เสร็จ จนแล้วจนรอด จนไม่รู้จักจบจักเสร็จ เพราะจิตของเขาไม่มีหยุดแต่ในความพอเพียง นอกจากไม่หยุดแล้ว ก็ยังใช้กำลังงาน วัตถุของตนเอง กำลังงานร่างกาย ความคิด ใช้เพื่อที่จะรวมกัน เอาออกไป กระจายเป็นเครื่องมืออุปกรณ์ ในการหาเพิ่ม จากที่ตนเองมีอยู่แล้ว ไม่รู้จักจบจักพอ คนพวกนี้ เกิดมามีชีวิตอยู่ ไม่มีทางไปดี มีแต่ทางเติมกิเลสตนเองอยู่ ไม่รู้จักหยุดจักพอ คนที่มาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า รู้จักความพอ หยุดกิเลสเราหยุดได้สนิท สมบูรณ์หยุดได้อย่างไม่เกิด ราคะ โทสะ โมหะอีกเลย ก็เป็นอรหันต์ หยุดได้เป็นครั้งคราว และหยุดได้ภายนอก เป็นอนาคามี คุณหยุดได้บ้าง ภายนอก หยุดได้มากขึ้นๆ เป็นสกิทาคามี เริ่มหยุดเป็น เริ่มหยุดได้ เป็นโสดาบัน รู้จักวิธีหยุด ตามแบบพระพุทธเจ้าโดยตรง ตามฐานความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป คือจิตมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป โดยเฉพาะจิตที่มันเกิดขึ้นมาแล้ว ก็ถูกปรุงแต่งด้วยกิเลส เรียกว่าจิต มโนปวิจาร ที่เป็นจิตโลกๆ เรียกภาษาวิชาการว่า เคหสิตะ เมื่อเกิดความรู้สึกขึ้นมา ก็เรียกว่า เวทนา ความรู้สึกอย่างนั้น ผู้ที่เป็นโสดาบัน ผู้ที่อ่านจิตตัวเองออกว่า จิตมันเกิดแล้วนะ เป็นตักกะ เกิดมาแล้ว เราก็สังกัปปะด้วยราคะ โทสะ โมหะ เราสัมผัสจิตเราแล้ว ก็รู้ว่าจิตเรามีอาการของร

อ่านต่อ

าคะ โทสะ โมหะ ร่วมปรุงแต่งอยู่ คนนั้นปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าเป็น มีสติสัมปชัญญะ รู้จักการกระทบสัมผัส ตาหูจมูกลิ้นกาย หรือแม้แต่ใจปรุงแต่งตนเอง โดยเฉพาะเบื้องต้น กระทบตาหูจมูกลิ้นกายภายนอก แล้วเราก็มีสติรู้ทัน มีปัญญา หรือมีอัญญา วิเคราะห์วิจัย ทำวิจัยสัมโพชฌงค์ วิเคราะห์จิตของเราออก ว่าในสังกัปปะ มีกามสังกัปปะ เป็นกามวิตก หรือมีพยาปาทะ มีพยาบาทสังกัปปะ เป็นพยาบาทวิตก เกิดร่วมมาด้วย แล้วเราก็แยกให้ออก ต้องแยกนะ ไม่ใช่ไปดับจิตทั้งหมด พอเกิดจิตราคะก็ดับจิตให้หมด อย่างนักสะกดจิต เขาไม่รู้ เมื่อสัมผัสแล้วเกิดด้วยซ้ำไป เขาดับตาหูจมูกลิ้นกายใจ ให้จิตมันหยุดฟุ้งหยุดคิด หยุดจริงๆเลย แล้วเขาก็คิดว่า การหยุดคือ ไม่ให้ทุกข์สุข หรือ อุเบกขาคือให้มีสติ รู้จิตใจตัวเองอยู่ คนที่พอคิดได้ว่า ไม่ถึงขั้นดับจิต ไม่ให้จิตรับรู้อะไรเลย แล้วก็เลยเถิดเข้าใจว่า การดับจิตไม่ให้รู้อะไรเลยคือนิโรธ แต่ถ้าพยายามจัดการจิต อย่าให้คิดไปในการพยาบาท ถีนมิทธ อุทธัจจะกุกกุจจะ หรือบางคนก็ลืมตาได้ แต่ทำจิตไม่ให้รับรู้ เรียกว่า เข้าสมาธิตาแข็ง สมัยอาตมาเล่นไสยศาสตร์ คนแบบนี้เขายกเป็นอาจารย์ใหญ่ด้วย ชั้นสูง มีญาติโกโหติกา เขายกให้เป็นอาจารย์ใหญ่เลย สมัยนั้นอาตมาก็ไปตามน้ำกับเขา อย่างนั่งสมาธิ ก็ตาแข็งเลย แต่ไม่รับรู้อะไร ผู้ที่แยกแยะ เนกขัมมสิตเวทนา เคหสิตเวทนา อ่านกาม พยาบาท แล้วมีวิธี ทำจิตใจตัวเอง จะเป็นวิขัมภนปหาน เรียกว่า ลดแรง ลดอาการ ลดอินทรีย์ ของมันลงไป ในกามพยาบาท โดยไม่ต้องไปหลับตา ตาหูจมูกลิ้นกายใจรู้ดี แล้วจับจิตได้ เห็นอาการจิต รู้วิจัยออก มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ ทุกเมื่อ เมื่อไหร่ก็แล้วแต่ ที่สามารถทำได้ รู้จักจิตตัวเอง แล้วก็มีอาการ กาม พยาบาท ปรุงแต่งร่วมในจิต แล้วก็ทำให้กาม พยาบาทลดลง ลดลงด้วยการพิจารณาว่า มันเป็นตัวปลอมในพลังงาน กามพยาบาท เป็นอาคันตุกะ มันเกิดมา เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนแปลง เป็นอย่างอื่น มันไม่เที่ยง ไอ้ตัวนี้แหละ มันเป็นตัวเหตุแห่งทุกข์ ตัวที่ต้องจัดการ ให้ไม่มีเหลือตัวสภาพนี้เลย เรียกว่า ไม่มีตัวตน นั่นคือ ความสำเร็จ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือเห็นสภาวะนี้ ไม่ใช่ไปคิดเอา ว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่ตัวตน มันเป็นเพียงคาถาพยัญชนะบัญญัติ เอามากล่อมให้เบาบาง ไม่ได้เกิดวิปัสสนา ไม่ได้เกิดความรู้ความเข้าใจ ไม่ได้เกิดปัญญา หรือธัมมวิจัย เห็นอาการมันไม่เที่ยง แล้วมีปัญญารู้ว่า เอ็งไม่ใช่ตัวตนของข้า เอ็งอย่ามาสะแหล๋น อยู่ในจิตข้า พลังปัญญา อินทรีย์พละ แล้วกิเลสมันจะกลัว ไม่กล้ามา มันจะมีพลังอำนาจชนะ ทำให้กิเลสลดลง วิราคานุปัสสี ให้กิเลสหมดได้ เป็นนิโรธานุปัสสี เมื่อทำได้ ก็ทำซ้ำซากด้วยว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสี ทำซ้ำทำทวน ทำให้มาก อเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง แล้วทำการ สังวรปธาน ปหานปธาน กำจัดสิ่งที่ควรกำจัด ให้สำเร็จ สังวรปธาน ไม่ได้หลับตาเลย มีสติรู้ครบทวารทั้ง 6 ปีใหม่แล้ว ให้รู้ตัวเสียบ้าง ว่าศาสนาพุทธไม่เคยสอนนั่งหลับตาสะกดจิต มันเป็นของนอกรีต ตอนพระพุทธเจ้าเริ่มศึกษาปฏิบัติธรรม ออกป่า เป็นฤาษี ที่นั่งหลับตาสะกดจิต หกปีที่ออกป่าไปนั่งหลับตา มันไม่ใช่ทางบรรลุธรรม ท่านเป็นเพียงออกป่าใช้หนี้วิบากอกุศล ตอนเป็นโชติปาลมานพ ที่ไปลบหลู่พระพุทธเจ้ากัสสปะ เลยมีวิบากต้องมาชดใช้ พุทธศาสนาพระพุทธเจ้า ปฏิบัติมรรค 7 องค์ แล้วจะสั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ ยังเหลือหลักฐานในพระไตรปิฎกอยู่ แต่อาจารย์ทั้งหลายแหล่ งมงายสั่งสอนสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นบาป ก็พาทำผิด ออกนอกลู่นอกทาง ทำลายศาสนาบาปไม่ใช่น้อย ขอบอกด้วยปรารถนาดีจริงใจต้อนรับปีใหม่ 2561 610101_ทวช.งานเพื่อฟ้าดิน เพื่อฟ้าดิน สร้างคนจนสุขสำราญฯ ตอน4

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน