สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ชาวอโศกจนอย่างยั่งยืนและมีปัญญา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ชาวอโศกจนอย่างยั่งยืนและมีปัญญา ทีนี้ขยายความต่อไปให้ลึกรอบว่า นัย เอาความเป็นเศรษฐกิจ มาไขโลกียะกับโลกุตระ ทักษิณนั้น เศรษฐกิจเพื่อความรวย แต่ในหลวงนั้นเศรษฐกิจเพื่อความจน มีหลักฐานยืนยันด้วย ท่านยืนยันอย่างมีความสง่างามที่สุด แต่คนตามไม่ทันแม้แต่ข้าราชบริพารข้าราชการก็ตามไม่ได้ ขออภัยที่พูดเหมือนดูถูกข้าราชการ แต่พูดด้วยความจริงใจ ผิดถูกบาปเวรอาตมารับเอง ถ้าหากจะฟ้องร้องอาตมาก็ต้องผิด แต่จิตอาตมาไม่มีอุปกิเลส 16 อาตมาจะต้องพูดถึงเรื่องคนจนอีกมาก อีกนานทีเดียว ถึงบอกว่าตายไม่ลง เพราะมันยังไม่กระจ่าง ว่าคนจนจะไปสู้อะไรเขาได้ คอนเซ็ปต์เก่า บอกว่าคนจนเป็นเรื่องต่ำช้าขาดแคลนอดอยากปากแห้ง ซึ่งมันไม่ใช่ คนจนที่อุดมสมบูรณ์อย่างเช่นชาวอโศก มีความเฉลียวฉลาดไม่เอาเปรียบใคร เป็นคนสะสมน้อยก็จน แต่ไม่ขาดแคลน สร้างสรรค์ ไม่เป็นหนี้ เป็นคนจนมหัศจรรย์แปลกประหลาด จึงต้องพูดอีกมากเลยในเรื่องนี้ผู้ที่นำเศรษฐกิจแบบคนจนคือในหลวงรัชกาลที่ 9 อาตมาก็พูดด้วยแต่คนจะไม่ให้น้ำหนัก จะบริหารอย่างไรให้คนมาจนแล้วมันจะไปรอดหรือ ถ้าเข้าใจง่ายก็ฉลุย แล้วยิ่งบอกว่าขาดทุนของเราคือกำไรของเรามันก็ยิ่งหนัก หากขาดทุนไปๆๆ มันก็ไม่เหลือสิ แต่ความจริงมันไม่ใช่ เราไม่ได้พูดเอาแต่ได้ ไม่ได้พูดโมเม เขาคิด ทุนคืออะไรตามสากล ไม่ได้ไปคิดเองว่าทุนคืออะไร คิดหมด ค่าวัตถุดิบ ค่าโสหุ้ย ค่าแรงงาน ทางร่างกาย ทางสมองความรู้ คิดหมด เราก็เอาแต่ค่าแรงงาน คนมีความรู้มาก ทำงานได้ผลมากได้ผลดีวิเศษ ค่าแรงงานก็ต้องแพงตามหลักเกณฑ์สากล ในสัจจะ ไม่ใช่ไปตั้งเอาเอง แต่เรามาเสียสละซะ เรามามักน้อยสันโดษเรามาเอาแต่น้อย เอาง่ายๆอย่างดร.ต้อม เป็นตัวอย่างจริงทำมาจริง ก็ทำงานอยู่ในกระทรวง ออกไปต่า
อ่านต่อ
งประเทศได้รับเงินเดือนตั้ง 500,000 รับเงินเดือนนี้ตกประมาณวันละ 16,000 เฉลี่ยแล้ว ทุกวันนี้ เจ้าต้อมลาออกมา อย่างไม่ได้มีความผิดอะไร แต่มันเบื่อหน่าย อ่อนแอสังคมโลกีย์ แพ้โลกีย์ก็เลยลาออกมาอยู่กับพวกเรา มาอยู่ก็ช่วยทำงานการ แล้วคิดเฉลี่ย ไม่ว่าตัวเล็กตัวน้อย มีประชากรตัวเล็กตัวน้อย 407 คน นี่ล่าสุดของเดือนพฤศจิกายน 407 คนนี้ หาค่าเฉลี่ยแล้วทุกคนได้ค่าตัววันละ 34.20 บาท เขาไม่เอาวันละ 16,000 มาเอาวันละ 34 บาท 20 สตางค์ แล้วทำงานเต็มที่ด้วยเพราะว่าเต็มใจกว่าด้วย มันต่างกันกับที่ทำแบบเดิม ที่จริงน่าจะได้มากกว่าวันละ 16,000 บาท เพราะว่าเต็มใจกว่า แต่กลับมาเอาแค่วันละ 34.20 บาท คุณคิดดูว่าซับซ้อนทางเศรษฐกิจกี่ชั้น จริงๆ แล้วค่าแรงต้องแพงกว่านี้อีก อธิบายยกตัวอย่างแค่นี้ก็ชัดเจนแล้ว นี่คือคนจนที่ยิ่งใหญ่ คนจนมหัศจรรย์ เราไม่เอาเงินจากคนอื่นมาให้แก่เรา หรือเราเอาแต่น้อย เราไม่เอาให้แก่เราเลย เราก็อยู่กับหมู่ ชัดเจนในวัฒนธรรมหมู่ พึ่งเกิดแก่เจ็บตาย ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน บุญต่างคนต่างทำ ชาวอโศกจึงเป็นตัวอย่างของคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ ไม่ต้องกังวลในความเป็นอยู่เลย เราก็ทำตนเราอยู่ตรงนี้ได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบาก ซื่งฌานทั้ง 4 ก็มีวิตกวิจารบ้าง วิตกคือยังกังวล วิจารคือ ยังหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง นี่เรียกว่าฌาน 1 นะ มันยังมีอัตตาเศษเหลืออุปกิเลสอยู่ จนกระทั่งเราเก่งและฉลาดขึ้น ความกังวลก็ลดลง วิจารหาเหตุผลให้แก่ตัวเองลดลง ขั้นมานะ อุทธัจจะ ลดลง จึงเป็นผู้เจริญด้วยฌาน 2 3 4 วิตกวิจารลด ทำได้ ดีใจ มีปีติ สุข ยังไม่เข้าขั้นอุเบกขา ฌาน 4 แต่เป็นฌาน 2 จนฌาน 3 ปีติลดลงเป็นสุขสงบ ถึงเริ่มนับเข้าสู่อุเบกขา อัตตาน้อยลงเหลือเศษอัตตาที่ติดสุข พริ้วพราย จนลดความสุขไปตามลำดับได้ จนกระทั่งเป็นความไม่ทุกข์ไม่สุข ในความเป็นจริงของความเป็นกลางต้องมีญาณเพื่อรู้จักฌาน ฌาน 3 4 จะมีความลึกละเอียด ดูอาการของสุข อาการของทุกข์ ตั้งแต่ หยาบกลางละเอียด จะละเอียดไปไม่รู้อีกกี่ชั้น ละเอียดถึงขั้นอนุสัยอาสวะ อนุสัยคือสิ่งที่อาศัยน้อยที่สุดแล้ว สุดยอดแล้ว อาสวะคือสิ่งที่ยึด สยะนี้ละเอียดกว่าสวะ เป็นเรื่องที่ สภาวธรรมสุดยอด สรุปแล้ว เข้าใจแบบคนจน มาเป็นคนจนอย่างชัดเจนด้วยปัญญา เต็มใจมาเป็นคนจน ไม่ได้บีบบังคับเลย คุณจะมาจนก็เต็มใจมาเอง อยู่ไม่ได้ก็มา อยู่ไม่ได้ ก็กระเด็นไป มาโทษเราไม่ได้ด้วย ทำไมโลกนี้ ต้องมีโพธิรักษ์ด้วย แล้วให้เขามาเชื่อ แล้วก็ทรมาน เขาก็อยู่ไม่รอด ไปข้างนอก แต่ลึกๆ เขาก็รู้ว่าดี แต่ทำไมทำไม่ได้ ลึกๆยอมรับ ทำไมโลกนี้ต้องให้โพธิรักษ์เกิด แล้วทำไมเราต้องมาพบโพธิรักษ์ ปฏิเสธความจริงไม่ได้ ภูมิปัญญาเขารู้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าสูงกว่าแต่เรายังทำไม่ได้ และมีความถือตัวว่าอยู่ในนี้ก็ไม่ได้ อาย ก็เลยขอไปอยู่ที่อื่นก่อน ซุ่มสร้างก่อน สักวันมันเหนือกว่าก็จะตั้งตนแข่ง ถ้าเหนือกว่าไม่ได้ก็ไม่มา แต่ลึกๆมีความสัมมาทิฏฐิ และขอยืนยันว่า เศรษฐกิจแบบคนจนเป็นเศรษฐกิจยั่งยืน เพราะเราไม่แย่งใคร สร้างด้วยสมรรถนะ แต่ละคนของอโศกที่เอาแบบคนจนมหัศจรรย์ของพระพุทธเจ้า จะมีสมรรถนะ พลังงานการสร้างสรรค์ พลังงานการทำงาน จะมีพลังงานสร้างงานได้เกินกว่าที่ตัวเองกินใช้ จึงมีส่วนเหลือกันทุกคน โสดาบันขึ้นไป ทำเกินกินเกินใช้ โสดาบันไม่มีขี้เกียจ ขี้เกียจอยู่ไม่ใช่โสดาบัน แต่จะขยันไม่มากเท่านั้นเอง แต่ถ้ายังขี้เกียจอยู่ไม่ใช่โสดาบัน ยังมีอบายมุขข้อที่ 6 โสดาบัน พึ่งพาตัวเองรอดแล้วมีส่วนเหลือให้แก่ผู้อื่น จึงมีส่วนเกินรวมกันร้อยคนพันคนหมื่นคนแสนคน ตัวเลขเทียบง่ายๆจาก ดร.ปรารถนาจน ดร.อเมริกานะคนนี้ ค่าของแรงงานชาวอาริยะโลกุตระ มีส่วนเหลือเกินมากพอ ยังไงก็ไม่ล่มจม มีพอมีเกินพึ่งตนเองรอด หากจะไม่พอ ทุกคนก็เสริมแรง ต้องช่วยกัน มันเป็นธรรมดาธรรมชาติสามัญไม่ต้องห่วง ถ้าหากสัจจะมีจริง ความไม่เห็นแก่ตัวก็มีจริง มันก็ไม่ปล่อยให้สังคมเราเสื่อม จะไปเป็นหนี้ ติดขัดอะไรมันไม่เอาเด็ดขาด เพราะฉะนั้นจึงจะเป็นความจนที่ประเสริฐ ไม่ใช่หลอกล่อแฝงซ่อน ดูไปเลย ชาวอโศกจะจนไปอีกร้อยปี จนกว่าจะเกิดกลียุค อโศกจะจนไปจนโลกแตก อย่างศาสนาคริสต์ก็น้ำท่วมโลก ศาสนาพุทธก็ไฟประลัยกัลป์ล้างโลก คนที่มีบารมีเป็นโพธิสัตว์ก็จะรอด เป็นพระอาริยะจะต้องสะสมบารมีอยู่รอด ผู้ที่อยู่ได้คือผู้ที่มีบารมี ไม่มีบารมีอยู่รอดไม่ได้ จะเหลือผู้มีบารมีต่อเชื้อดีเอ็นเออยู่ในโลก จนกว่าโลกนี้จะแตก เอกภพนี้จะเปลี่ยนตัว ไม่ต้องใช้ว่าแตก ถ้ามีการเชื่อมต่อตลอดเวลาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จะมีสัดส่วนของบางอย่างถูกต้อง สรุปแล้ว “แบบคนจนสิยั่งยืน แบบคนรวยนั้นสมบัติผลัดกันชม” ถ้ารวยก็จะแย่งกัน แต่คนจนนี้มี 0 เป็นหลักนี้ ไม่แย่งใครแล้ว 0 ไม่มีอะไรให้คุณแย่ง แต่เรามีสมรรถภาพ นอกนั้นคุณก็ฆ่าเราสิ เราไม่มีอะไรจะให้แล้วเป็น 0 แล้ว เหมือนคุณจะโง่ฆ่าไก่ เอาไข่หรือ คนที่ฉลาดจะไม่ฆ่าไก่ที่มีไข่ทองคำหรอก คนโง่จะฆ่าเอาไข่ สรุปแล้ว คนจนแบบนี้มีความยั่งยืน แต่คนรวยนี้เป็นสมบัติผลัดกันชม เห็นชัดไหม แบบนี้อยู่ได้นานยั่งยืนกว่า สมบัติผลัดกันชมก็ฆ่ากันไปฆ่ากันมา แต่นี่เราสงบสบาย ช่วยเหลือคนอื่น คนอื่นก็จะอุ้มชูไว้ เป็นความยั่งยืนกว่า เศรษฐกิจคนจนนี่แหละที่ยั่งยืนและอุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องรวยอย่างที่ในหลวงเราได้ตรัสไว้ เราไม่ได้รวยมากเราไม่ก้าวหน้าแบบนั้นจะถอยหลังอย่างน่ากลัว อาตมาถึงขอย้ำว่า อย่าไปมอมเมาใส่ความคิดว่าจะต้องรวยทุกคนต้องรวย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว สังคมพระพุทธเจ้าอยู่ทั้งพระองค์ก็ทำให้คนรวยทั้งหมดไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะคนเป็นปุถุชนส่วนมากจะต้องรวยไม่เปลี่ยนแปลง แต่อาริยบุคคล ที่ยังไม่สูงก็ยัง ซ่อนแฝง สกิทาฯก็แฝงมีอยู่ อนาคาริกะ จึงจะไม่สะสมบ้านช่องเรือนชาน สกิทาคามีก็หลงมีแบงค์ติดกระเป๋าอยู่บ้าง ยังไม่ปิดบัญชี สกิทาคามีสูงขึ้นจะหมดตัวจากสมบัติภายนอก มั่นใจในหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีพึ่งพาได้ ไม่จำเป็นจะต้องมีของตัวเอง มันจะมั่นใจ มั่นใจเป็นอนาคามีจะมั่นใจสูงสุดไม่ต้องมีของตัวเองเลย นอกจากวิบาก เราเป็นหมาหัวเน่าไม่ค่อยถูกเกื้อกูล ก็รับวิบากไป แต่หากวิบากไม่มาก ก็พิสูจน์ไปในนี้เลย แม้แต่ประเด็นของความยั่งยืนกับความไม่เที่ยง กับสมบัติผลัดกันชม เห็นประเด็นนี้ว่าต่างกันชัดขึ้นไหม พิสูจน์ได้ ทั้งโลกต้องการความยั่งยืน เศรษฐกิจยั่งยืน นี่แหละคือเศรษฐกิจยั่งยืนไม่ต้องไปรวยมากเกิน สรุปแล้วที่บอกว่า ศาสตร์พระราชาในหลวงได้ตรัสไว้ อันเดียวกับของพระพุทธเจ้า ชาวอโศกเราพอเพียงแค่นี้ จริงๆแล้วชาวอโศก ขอถาม? รวยเท่าสถาบันไหม? ..ไม่ แค่นี้ก็ง่ายๆ ไม่รวยเท่าหรอกแต่อโศกก็ไม่กลัว นี่อาตมาจะอธิบายต่อยาก สถาบัน เป็นสถานกลางของสังคมมนุษยชาติ ที่จะต้องมีสมบัติส่วนพระมหากษัตริย์ แต่ผู้ที่เป็นพระราชามีทศพิธราชธรรมจะไม่เอามาใช้ส่วนตัว จะอาศัยบารมีของตัวเอง มีผู้มาให้ มีคนมาถวาย เหมือนกับนักบวช ยิ่งพระมหากษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรม จะเต็มใจ โดยเสด็จพระราชกุศล จริงๆ ถึงว่าสิ่งที่จริงซับซ้อนพวกนี้มันยืนยันได้ พิสูจน์ได้อย่างแท้จริง สรุป ว่าในอุปกิเลส 16 อโศกไม่มี ไม่มีอวดตัวตนยกตนข่มท่าน ตีตัวเสมอท่าน ไม่มี มีแต่ความสะอาดบริสุทธิ์ อาตมารับรองตนเอง แต่พวกเราอาจมีส่วนเหลือบ้าง แต่อาตมาไม่ได้อวดเพื่อสาเฐยจิต แสดงตัวเองยังบริสุทธิ์จริงใจว่าไม่มี ไม่มีกิเลสเหล่านั้น อาตมาอ่านอาการจิต หยาบ กลาง ละเอียดถึงอนุสัย มีใครที่อธิบาย กิเลสคู่สุดท้าย แยกแยะ ความต่างของกิเลสอาสวะกับอนุสัย ไม่มีหรอก แต่มันเป็นสัจจะความจริง อาตมาพูดบอก ยืนยันตัวเองว่าเป็นใคร มาทำงานนี้เพื่อสืบทอดศาสนาพระพุทธเจ้า พระสมณโคดม ก็อันเดียวกับของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เป็นไปตามเหตุปัจจัยองค์ประกอบยุคสมัย มันเล็กมันน้อย แต่พระพุทธเจ้าสมณโคดมก็ไม่ได้ตกต่ำกว่าพระพุทธเจ้าองค์อื่น และองค์ประกอบมันน้อยกว่ายากกว่าพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆด้วย องค์กัสสปะ เป็นต้น บางองค์มีมาฆบูชาหลายครั้ง พระภิกษุเป็นล้านคนก็มี แต่คุณสมบัติคุณธรรมคุณวิเศษเท่ากันทุกพระองค์ แต่เหตุปัจจัยต่างๆองค์ประกอบต่างกันเท่านั้นเอง ทำอย่างนี้ก็ยากกว่า คนมากๆ เป็นคนมีกุศลบารมีเยอะ ง่ายกว่าเยอะเลย สะดวก บริวารมีมากก็ยิ่งง่าย บริวารมีน้อยก็ยิ่งยาก ซับซ้อน จึงไม่มีใครเข้าใจผิด อาตมานี้ แม้จะยังไม่เป็นพระพุทธเจ้าก็เข้าใจแล้ว พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็ยิ่งเข้าใจยิ่งกว่าอาตมา อาตมายืนยันว่าเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 แค่นั้น อาจจะมี 8 บ้างก็ไม่ขอประกาศว่าเป็นโพธิสัตว์ระดับ 8 ในชาตินี้ สรุปแล้ว การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ในสังคมไทย เป็นอาริยะเป็นชมพูทวีป ไม่ต้องเกรงกลัวเลย ใช้โลกุตรธรรมได้ เอาแบบคนจนได้ ศึกษาให้ดี ผู้ที่ทำหน้าที่ อาตมาคงหมดหน้าที่ไปทำหน้าที่กับพวกท่านแล้ว เป็นข้าราชการไม่ได้ อายุก็มาก โอกาสไม่มี เป็นไปไม่ได้ ก็ขอทำหน้าที่นี้สมเหมาะสมควรที่สุด พยายามแข็งแรงต่อไป เพื่อที่จะสร้างสิ่งประเสริฐนี้ให้แก่โลก ตอนนี้โลกก็ตื่นขึ้นมาแล้วแม้จะไม่เต็มที่ มีสติสัมปชัญญะรับรู้ มีชาคริยานุโยคคะ ยังไม่ถึงขั้นเป็นพุทธะ แต่ก็เริ่มพัฒนาแล้ว
610108_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมะสองของประชาธิปไตย