สื่อธรรมะพ่อครู(อวิชชาสูตร) ตอน ปรโตโฆสะและโยนิโสมนสิการ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์19 KB
วันที่แก้ไข10 มกราคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อวิชชาสูตร) ตอน ปรโตโฆสะและโยนิโสมนสิการ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสถึง สัมมาทิฏฐิ อันแรกว่า ผู้ที่สัมมาทิฏฐิ คือผู้ที่สามารถฟัง ปรโตโฆสะ แล้วจะรู้ว่านี้ถูก อันนี้ดี ท่านสอนมนสิการ ทำใจในใจ ทำอย่างนี้หรือ คนนี้จะสามารถโยนิโสมนสิการเป็น เพราะคนนี้รู้จักสัตบุรุษจริง ว่าท่านสอน เป็นการทำใจในใจ ที่ถูกต้องจริง คุณก็จะหมดอวิชชา ในอวิชชาสูตร ใครจำได้ ได้พบสัตบุรุษ ที่บริบูรณ์ จึงได้ฟังสัทธรรม หากพบอสัตบุรุษ ก็ได้ฟังอสัทธรรม ยิ่งฟังมาก ก็ได้อสัทธรรมมาก สำคัญที่ต้นตอคือสัตบุรุษ สัตบุรุษก็คือ มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี หรือเป็นผู้ที่ สัมมาทิฏฐิ ข้อที่ 10 อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ ก็จะสอนให้ทำทาน อย่างไม่สาเปกโข คือทำทานอย่างไม่ต้องการอะไรตอบแทน ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก ตั้งจิตให้เป็นอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ปริสุทธาคือ สัมผัสกับอะไร แล้วทำให้จิต ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ สัมผัสกับพืชพรรณธัญญาหาร จิตก็รู้ว่า อะไรคืออะไร หรือว่ามันเป็น สุภะ เป็นสิ่งที่น่าได้ น่ามีน่าเป็น ก็รู้ว่าน่าได้น่ามีน่าเป็น แต่ต้องอ่านจิตเราว่า จิตเราเห็นแล้วน่ารับประทาน แล้วคุณก็หยุดแค่น่ารับประทาน เป็นสุภะ แต่อย่าไปทำจิตถึงอยากได้ ก็ถ้าสัมผัส และเป็นของคุณ อยากได้ ของคุณก็ต้องรู้มาก่อน แต่นี่ของใครนี่ แต่ถ้าเป็นของสาธารณโภคี คุณมีสิทธิ์ แต่แม้จะมีสิทธิ์ แต่เป็นของเขาเอามาประดับฉาก เราก็ไปหาอันอื่นได้ไหม ของแบบนี้ น่ากินแบบนี้ ของน่ากิน ก็ไปเอาที่อื่น คนก็ไม่ได้ถือวิสาสะ ให้รู้จักว่านี่ของประดับฉาก เขาใช้งานนี้ เขาเลิกงานแล้วเอาไปได้ ก็เอาไปได้ คุณมีสิทธิ์เอาได้ ก็คุณร่วมอยู่ในที่นี้ ที่นี่เป็น

อ่านต่อ

สาธารณโภคี หรือเขาจะเอาไว้ถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเสด็จมา คุณก็ต้องรู้ว่าเขาจะเอาไว้ถวายพระพุทธเจ้า ก็อย่าไปแย่งพระพุทธเจ้าเลย อย่างนี้เป็นต้น ก็ต้องดูอะไรต่ออะไรบ้าง ไม่เช่นนั้นก็ถือวิสาสะ ละลาบละล้วงเกิน ไม่เข้าท่า อันแรก จะเกิดสัมมาทิฏฐิ ต้องมีปรโตโฆสะ และโยนิโสมนสิการ คู่นี้เท่านั้น ก็เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ที่คนทำไม่ถูกต้อง ไม่รู้จักผู้ที่จะอธิบาย ผู้ที่อธิบายนั้นก็คือ โฆษกะ ผู้โฆษณา โฆษก อาตมาเป็นโฆษกตอนนี้ ผู้ที่สามารถฟัง ฟังผู้ที่กล่าว คำที่อธิบายนั้นมันเป็นปรโตโฆสะ อธิบายออกมามันเป็นอื่นอย่างที่เราเคยเข้าใจ คุณเข้าใจมาอย่างอื่น มาฟังอันนี้รู้ว่าใหม่ แปลกไม่เหมือนอย่างมากเลยที่เราเคยเรียนมา เป็นใครหว่า? มาพูดอย่างนี้ แล้วอธิบายไป อธิบายการทำใจในใจ อธิบาย มนสิการ ก็ว่า เออ...ไม่เหมือนเรา เราเข้าใจ โยนิโสฯการทำใจในใจ อาจารย์อื่นสอนมาให้พิจารณาทำอย่างนี้ สอนให้นั่งหลับตาทำสมาธิ หยุดจิต แต่คนนี้ดันมาบอกให้ลืมตาปฏิบัติ มีสติธรรมวิจัย แยกแยะทำเคหสิตะให้เป็นเนกขัมมะให้ได้ มันก็แปลกจากที่เราเคยรู้มา คนละเรื่องเลย คุณก็ฟังด้วยดี แล้ววิจัยดีๆ จนเกิดความเข้าใจว่า อย่างนี้เป็นธรรมวาที ที่เราเคยรู้เคยจดจำและปฏิบัติตามมานานแล้วไม่เห็นจะเป็นโสดาบันซะที ไม่เป็นอรหันต์ซะที แล้วที่นี่ แบบว่าปฏิบัติแล้วจะได้เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ มันจริงหรือเปล่า …(โยมตอบว่าจริง) ที่นี่มั่นใจว่าเป็นจริง จริงๆเราก็เห็นใจอาจารย์ของแต่ละคน เขาก็มั่นใจของเขาทั้งนั้นว่าของเขาถูก ของคนอื่นผิด ก็ต้องอธิบายอย่างมั่นใจ ยิ่งอาจารย์ที่ยึดมั่นถือมั่น เป็นเจ้าสำนักเป็นเจ้าทิฐิ ความรู้ของฉันเท่านั้น ทิฐิของฉันเท่านั้น ของคนอื่นไม่เอาแล้ว คนนี้ก็หมด ปรโตโฆสะ ฟังธรรมะของสำนักอื่นไม่เข้า ฟังก็ฟังไปอย่างนั้น ฟังแล้วไม่ได้เปรียบเทียบกับของตัวเองว่า ก็สู้ของข้าไม่ได้ตลอดกาลไม่เปลี่ยนแปลง ในความเป็นจริงของโลก พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา ก็เป็นผู้รู้ดีที่สุดของโลก เป็นเจ้าของธรรมะ เป็นธรรมสามีแน่นอน ต่อจากยุคพระพุทธเจ้า ก็มีสาวกพระพุทธเจ้ามาเกิด สืบทอด เป็นสัตบุรุษที่จะเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ เอามาปฏิบัติสืบทอดศาสนาพุทธมาเรื่อย ผู้จริงคือผู้จริง ผู้ไม่จริงก็คือไม่จริง แต่ผู้ไม่จริงก็มักบอกว่า ตัวเองจริงเสมอ เช่น อาตมาเป็นต้น คนที่คิดว่าอาตมาก็ไม่จริง อาตมาก็ต้องบอกว่า อาตมาจริง เขาก็ต้องบอกว่าเขาจริง เป็นธรรมดาธรรมชาติ เป็นสิทธิที่ตัวของแต่ละคน ตัดสินเอง ต้องฟังธรรมะทั้งสองฝ่าย ก็มันแตกต่างกัน ฟังสองฝ่ายแล้ว พระพุทธเจ้าให้ตัดสินใจเอา ตัวใครตัวมัน ว่าไหนถูกก็มาเอา อันไหนผิดก็ไม่เอา ผิดทั้งหมดไม่เอาเลย ผิดบ้างถูกบ้างก็เอาบ้าง แต่มันน้อยเสียเวลา ก็มาเอาเวลาฟังสิ่งถูกมากดีกว่า คุณก็รู้ตัว ก็มาทางนี้มากกว่าทางนั้นน้อยกว่า หนักเข้าบอกว่าหาถูกได้น้อย ก็ไม่ไปแล้วทางโน้น ใครที่รู้สึกอย่างนี้บ้าง ทำไมดูถูกเขานัก...ก็มันดูไม่ผิด จริง เป็นธรรมดาธรรมชาติ อาตมาทำงานมา ย่างเข้าปีที่ 48 แล้ว ออกบวชตั้งแต่อายุ 36 ปี ตอนนึ้อายุก็ 84 ปีแล้วยังหนุ่มอยู่เลย 84 แล้วยังแจ๋วอยู่เลย อาตมาไม่คิดว่า อาตมาทำงานได้ตามเกณฑ์ ควรได้มากกว่านี้ มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้อยู่ถึงขั้นโทรทัศน์ส่งไปได้ ผู้ที่รู้ก็ช่วยเผยแพร่ต่อไปอีก เพื่อจะสืบสานศาสนาให้ยืนยาว 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธา ให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการ โดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา การปฏิบัติศาสนาพุทธนั้น มีมนสิการเป็นแดนเกิด ในมูลสูตร 10 มีฉันทะเป็นมูล 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) เป็นสมุทัยของมรรค ถึงจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้ ถ้าหากไม่มีมูลสูตรนี้ก่อน เป็นแกนกลาง ที่จะเริ่มปฏิบัติธรรม หนึ่ง คุณจะต้องยินดี ในการบรรยายในการฟังสัตบุรุษ อย่างอโศก ก็มาฟังอาตมา ก็จะรู้หลักการปฏิบัติ ศีลเป็นหลัก หากไปนั่งหลับตา ตัดทวารทั้ง 5 ไม่มีทางให้เกิดสัมมาสมาธิ หลับตาเป็นทางผิด อาตมาพูดหนัก ถึงขั้นต้องด่า เลิกเสียทีเถอะ กัมมัฏฐานของศาสนาพุทธ คือเวทนา 108 มีเวทนา ยิ่งรู้ธรรมะ 2 คือ ต้องรู้จักกาย คือองค์ประชุมรูปนาม แต่ถ้าไม่รู้กายตรงนี้ก่อน ก็จะปฏิบัติผิดทาง ทุกวันนี้กลายเป็นศาสนาจารีตประเพณี เป็นกลองอานกะไปหมดแล้ว ไม่มีแก่นสาร ไม่มีเนื้อที่เหลือ มีแต่เรื่องนอก เกินเลย มีแต่ใบ ดอก ผล สะเก็ดคือศีลก็ไม่มี เขาบอกว่า พระมีศีล 227 ข้อ อันนี้ก็ผิดไปแล้ว ศีลพระพุทธเจ้าของศาสนาพุทธมี 43 ข้อ จุลศีล 26 มัชฌิมศีล 10 มหาศีล 7 นี่คือศีลของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ศีล 227 แต่ทุกวันนี้ บอกว่าศีล 227 กัน ไม่มีแล้ว จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มหาศีล คือห้ามทำเดรัจฉานวิชา 7 ข้อ แต่ทุกวันนี้วัดทุกวัดของศาสนาพุทธมีเต็มไปหมดเลย นี่คือศาสนาพุทธที่ยืนยันชัดเจน ถึงปรากฏการณ์ ปาตุสัจจะ ว่าทุกวันนี้เสื่อมสูญไปหมด ก็ไม่รู้จะทำไง เพราะขาดปรโตโฆสะ

_ถามมาว่า น้อยใจภาษาบาลีคืออะไรครับ พ่อครูว่า...จะเอาไปทำอะไร หรือว่าน้อยใจ คือใจไม่เต็ม จะเอาไปทำอะไร ใจเว้าใจแหว่ง ใจไม่เต็มอะไร น้อยใจคือลูกหมา หรือ? เขาถามภาษาบาลี…

เอาปรโตโฆสะ กับ โยนิโสมนสิการ ต่อ อาตมาเป็นโฆษกะ ถ้าเป็นศาสนาคริสต์ เขาก็จะบอกว่าเป็นพระบุตร อาตมาเป็นพระบุตร เป็นประกาศก นำศาสนาของพระพุทธเจ้ามาประกาศ แต่อาตมาไม่ได้เป็นศาสดา แม้แต่อาจารย์ อาตมาก็ไม่พยายามจะเป็น ก็เลยให้เรียกว่าครูตั้งแต่ต้น ตอนนี้ก็เหลือ พ่อครู แต่ไม่ได้เป็นยศศักดิ์ทางเถรสมาคมนะ เป็นพ่อครู พยายามที่จะบอก มนสิการ เป็นตัวหลัก ให้ถ่องแท้แยบคาย ให้ลงไปถึงที่เกิด คือ ปภวะ หรือสัมภวะ คือที่เกิด โยนิโสมนสิการ ใครที่ไม่รู้จัก หทยรูป ไม่รู้จักอาการของจิต จิตไม่รู้จักสถานที่ จิตอยู่ในกายยาววา หนาคืบ กว้างศอก มันอยู่ในคูหาสยังนี้ ไม่ได้อยู่ปลายผม อยู่ที่ไหน จับให้ได้ ถ้าใครอ่านอาการจิตออก มันจะมีการเคลื่อน จิตใจมันไม่ได้อยู่ที่ไหน ไม่ได้เจาะจงที่ไหน เขาอธิบายจนกระทั่งจิตวิญญาณนั้นอยู่ที่หัวใจ หัวใจมี 4 ห้อง ก็บอกว่าอยู่ที่ห้องไหน แล้วมีน้ำเลี้ยงสีน้ำเงินประกอบ ช่างปรุงแต่งคำอธิบาย ไปใหญ่ หทยรูป ก็คือมันมีอาการเคลื่อน ในองคาพยพ อาการ 32 นี้จับได้แล้ว เมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียง ลิ้นกระทบรส เป็น ปสาทรูป โคจรรูป เกิดกระทบแล้ว มีภาวรูป 2 แยกให้ได้ มันรวมกันปุ๊บเป็นเวทนา มันปรุงปุ๊บเป็นสังขาร คนอวิชชา ไม่มีจิตที่แยกเวทนานี้ ก็จะมีกามมาปรุงแต่ง ปรุงแล้วสมในกามก็ชอบ ไม่พอใจก็ไม่ชอบ เป็นสุขเป็นทุกข์อยู่ตรงนั้น ผู้ที่สามารถอ่านอาการนี้ได้ และแยกแยะ รูปนาม นี้ออก ทุก หทยรูป แล้วก็สามารถอ่านตัวที่มัน โดยเฉพาะอาการของอกุศลเจตสิก คุณสามารถจับตัวมันได้ แยกแยะได้ มันยังไม่ตาย มีชีวิตอยู่ในจิตใจเรา เรียกว่าชีวิตรูป มีพลังงาน คือชีวิตินทรีย์ ต้องฆ่าตัวนี้ อกุศลเจตสิกตัวนี้ ไม่ใช่ไปสะกดจิต ไม่ให้มันรู้เรื่อง ต้องวิจัยแยกแยะ มันเป็นพยาบาทหรือกาม แล้วระงับตัวนี้ ไม่ได้ต้องสะกดอย่างเดียว แต่รู้ได้ด้วยวิปัสสนา มันไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นแขกจร อาคันตุเก เรารับมันมาตลอด จนมาเป็นเรา คุณก็ต้องจัดการตัวมันนี้ มันมีอะไรเป็นอาหาร กระทบ โภชเนมัตตัญญูตา กระทบสัมผัสอาหารเป็นคำข้าว มีผัสสะ ก็อ่านมโนสัญเจตนา ว่าเกิดกิเลสไหม ก็แยกแยะกิเลสได้ ทำการจัดการ กามตัณหา ภวตัณหาวิภวตัณหา จนหมด กำหนดรู้รูปนาม ในวิญญาณได้ นี่คืออาหาร 4 เป็นที่อาศัย ในการปฏิบัติ คนที่เข้าใจการปฏิบัติไม่ผิด มีสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ นี่คือฐานปฏิบัติ กระบวนการปฏิบัติของศาสนาพุทธที่ไม่ผิด คือคุณต้องสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ต้องมีสิ่งที่เป็น โภชนา อาหารก่อน อุปโภค กับบริโภค ก็ต้องเอาบริโภคก่อน กิเลสอยู่ในอาหาร มีมากที่สุด ตราบใดที่ไม่ได้หลับตา ชาคริยานุโยคะ คุณได้พากเพียร เป็นคนที่จะมีความตื่น มีสัมปชัญญะ มีสัมผัสเป็นปัจจัย ปฏิบัติธรรมอยู่ คนนี้ปฏิบัติธรรม ที่ไม่ผิด เรียกว่า อปัณกปฏิปทา 3 การที่นั่งหลับตา การปฏิบัตินั้นผิดแล้ว ออกนอกรีต ไม่มีชาคริยา ไม่มีการตื่น มีแต่อยู่ในภวังค์ อปัณกปฏิปทา 3 ใครยังมี สํารวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ อ่านกิเลสแยกกิเลสออก ทำให้กิเลสลดได้ ตามหลักการพระพุทธเจ้า คือมรรคมีองค์ 8 หรือ ปฏิบัติมรรค 7 องค์ ในขณะทำกรรมการงานอาชีพ ในขณะทำกรรม 3 ทำวาจา ทำสังกัปปะ ไม่ได้ให้หลับตาปฏิบัติเลย แต่เขาปฏิบัติผิดจากหลักการศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธไม่มีให้นั่งหลับตาสะกดจิต อาตมามาทำงาน ไม่ให้ไปนั่งหลับตาสะกดจิต มันได้ผลสำเร็จ ส่วนหนึ่งไหมนี่ อาตมาก็มาไล่ อวิชชาสูตร ครบสายดีกว่า 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการ โดยแยบคายให้บริบูรณ์ คุณมีโยนิโส แยบคาย ถ่องแท้ก็มีมนสิการ อย่างมีผัสสะเป็นปัจจัย มีเวทนาเป็นกรรมฐาน โดยไม่ต้องเสียเวลา หาลูกแก้วกลมๆ พระพุทธรูป หรือลูกไฟ มาสะกดจิต เหมือนคนนอกรีต ให้มีเวทนาเป็นกรรมฐาน ปฏิบัติให้ได้ ตั้งแต่เวทนา 2 กายิกเวทนา เจตสิกเวทนา เวทนา 3 เวทนา 5 รู้จักสุขทุกข์ภายในภายนอก รู้อินทรีย์ความเบาแรงของเวทนา เวทนา 6 เกิดเวทนาได้ ทางทวารทั้ง 6 เวทนา 18 เวทนาทางทวารทั้ง 6 นั้น เกิดได้ทั้งสุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ เวทนา 36 ให้เราแยกแยะเวทนา 18 เกิดมีทั้งแบบ เนกขัมมะ และเคหสิตะ อันนี้แหละที่จะต้องอ่าน แยกแยะให้ออก มีวิตกวิจาร วิตกคือ เริ่มเกิดในจิต มีวิจารคือ ต้องแยกพฤติกรรมจิตให้ออก แยะว่าจิตมันตัวนี้ กิเลสมันตัวนี้ แล้วก็ทำให้กิเลสมันดับอย่างเดียว ไม่ใช่ไปดับปนเปกัน ให้แน่นไปอีก สะกดจิตให้แน่นไปอีก ด้วยความไม่รู้ อวิชชายิ่งจะหนาแข็ง แต่ถ้าแยกออกเป็นธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล. 10 ข. 60 ทำเวทนาให้เป็นหนึ่งได้ รวมลงเป็นเวทนาหนึ่งได้ ภวันติสำเร็จเรียบร้อย นี่คือวิธีการของพระพุทธเจ้า ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 นี้ นี่คือกรรมฐานหลัก ไปอ่านให้แตกฉาน ปฏิบัติให้ถูกต้องตามนี้ รับรองคุณบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ได้ ถ้าคุณทำไม่ถูกต้องตรงนี้ ก็เสียเวลาไปชาติ โมฆบุรุษเปล่าๆ สงสารน่าเสียดาย การที่จะทำโยนิโสมนสิการเป็น 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา พระพุทธเจ้าตรัสถึง โยนิโสมนสิการ ไว้ตรงไหนบ้าง ในอวิชชาสูตร มีอยู่ใน ปัจจัย สองอันแรกเลย คือ ปรโตโฆสะ กับ โยนิโสมนสิการ ผู้ที่ฟังธรรมะแล้วมี ปรโตโฆสะ อาตมาบอกว่า อาตมาคือผู้ที่อธิบายธรรมะให้คุณฟัง คุณเคยรู้ไหม ฟังแล้วมันมีแปลกมีใหม่จากที่เคยฟังมาไหม บอกว่า วิธีทำใจในใจ คือทำอย่างนี้ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสะกดจิตอย่างเดียว แต่ทำอย่างตื่นรู้ ชาคริยา แล้วมีธรรมวิจัย แยกแยะ ในตักกะ แล้วแยกแยะกิเลส กาม พยาบาท มีสิ่งรู้ได้แยกแยะ อ่านหทยรูป แล้วเอาอาการอกุศลนี้ออกได้ ทำทีละปริเฉท ทีละกรอบ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ก็ทำทีละอัน ให้แม่นๆ ก็ไม่สับสน แต่ถ้าทำอันนี้ยังไม่รู้ ก็ทำอย่างอื่น แล้วไม่รู้เรื่องเสียที จับจนเลอะ กระทบตามีกิเลสไหม มีกิเลสก็ทำให้มันลด กระทบหูก็เช่นกัน เช่น อันนี้ตากระทบ แล้วเห็นว่าอยากได้ อยากมีอยากเป็น แต่ก็ทำต่อไปเรื่อยๆ ถ้าต่อไป ถ้ามองแล้วเฉยๆ ชินชา ไม่ได้หมายความว่าสำเร็จนะ แต่ถ้าบาลี ชินชา แปลว่า ความรู้ที่ชนะแล้ว สำเร็จแล้วนะ แต่ชินชาในภาษาไทย กลายเป็นว่าเฉยด้าน ถ้าเฉยเนกขัมสิตะ เป็นฐานนิพพาน เนกขัมมสิตอุเบกขา แต่ถ้าสัมผัสแล้วเฉยๆ เป็นเคหสิตอุเบกขา รู้แล้วชินชาแล้ว ที่จริงเอาไปแล้ว 1 ลูก ได้แล้วก็เฉยๆ เป็นชินชาโง่ๆโลกีย์ ถ้าเป็นโลกุตระ ต้องล้างกิเลสแล้วได้ มีคุณสมบัติจิต ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ฟังทันไหม ฟังแล้วทำไม่ทัน แต่มันจะทำสำเร็จ ก็ถือว่าดี สัมผัสแล้วจิตเราก็เฉย คนที่ยังรู้สึกว่า น่าได้น่ามีน่าเป็น เพราะเขามีผลัก ดูดอยู่ แต่คนที่ไม่มีเวทนา 2 รู้ความจริงตามความเป็นจริง มีแต่ปัญญาอย่างเดียว ไม่มีตัวอื่นมาผสม ปัญญาคือ รู้ความจริงตามความเป็นจริง ด้วยเวทนาเดียวก็เป็นปัญญา ปัญญามีหนึ่งเดียวไม่มีสอง ถ้าเป็นเฉกา คือมีกิเลสมาผสม ยังมีเพื่อน 2 ไม่เป็นหนึ่งเดียว ไม่เป็นเอกะ ถ้าหมดกิเลสเป็นหนึ่ง ทำแล้วรู้ความจริงตามความเป็นจริง มีเวทนาเดียว ทำอย่างไรจึงจะเกิดเวทนาเดียว คุณก็มาทำ 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ ทำให้ความทุจริต เป็นสุจริตเสมอด้วยการมี 8. สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61) นี่คือ อวิชชาสูตรสมบูรณ์ พบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ศรัทธาที่บริบูรณ์ การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ แต่เพราะอวิชชา จึงมีอาหารคือนิวรณ์ 5 เป็นอาหารของอวิชชา เพราะจิตเป็นทุจริต 3 เพราะอะไร เพราะไม่สำรวมอินทรีย์ 6 ตาหูจมูกลิ้นกายใจ สะเปะสะปะ ไม่มีความรู้เลยเป็นปุถุชน แม้มาเรียนเป็นเสขบุคคล รู้ในทางปฏิบัติ มีการสำรวมอินทรีย์ มีการปฏิบัติก็ต้องพากเพียร สัมผัสให้รู้ ตาหูจมูกลิ้นกาย ก็ต้องมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ เมื่อมีสัมผัสบริบูรณ์ มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ก็ทำใจในใจให้บริบูรณ์ คือมีสติสัมปชัญญะ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีอินทรีย์ 5 พละ 5 เกิดเป็นผล ศรัทธา ก็เกิด สัทธินทรีย์ สัทธาพละ บริบูรณ์ด้วย สติสมาธิปัญญา สัทธรรมก็บริบูรณ์ คุณก็สามารถเป็นสัตบุรุษที่บริบูรณ์เอง ถ้าเผื่อว่าไม่ได้พบสัตบุรุษ ก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ สัตบุรุษจึงเป็นตัวต้นเลย ถ้าไม่ได้พบสัตบุรุษ ไม่ได้ฟังสัทธรรม ก็ไม่สามารถเจริญอะไรต่อไปได้อีกเลย ทำอย่างไร จึงได้พบสัตบุรุษ กามนิตหนุ่มพยายามแสวงหาพระพุทธเจ้า เสร็จแล้วก็มีโชคดีมากเลย แต่โชคกลายเป็นเคราะห์ร้าย เพราะอวิชชา พบกับพระพุทธเจ้า โอภาปราศรัยกับพระพุทธเจ้า เจอกันคุยกันทั้งคืนเลย เสร็จแล้วรุ่งเช้าต่างคนต่างไป แยกย้ายกันไป เป็นกามนิตแบบนั้นเยอะเลย แต่ส่วนมากไม่เชื่อว่าเป็นมิตรควรคุย นึกว่าเป็นศัตรูด้วย มาพูดขวางหู พูดไม่เข้าหู ทำไมรู้ว่าไม่เข้าหู เพราะว่าได้ยินใช่ไหม ใช้สำนวนว่าไม่เข้าหู แปลว่าไม่ชอบ โกหก พูดไม่เข้าหู ไม่เข้าแต่ทำไมรู้เรื่อง คนเราหากไม่รู้จักสัตบุรุษ ก็น่าสงสารมากเลย สัตบุรุษเกิดมา อัตถิ โลเก ในโลกนี้มีไหมหนอ อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ อาตมาเป็นผู้ประกาศโลกนี้โลกหน้า คือโลกโลกุตระ กับโลกโลกียะ มันต่างกันอย่างไร อาตมาอธิบาย และพยายาม ผู้ที่ฟังรู้เรื่องเข้าใจก็มาสู่โลกโลกุตระ โลกใหม่กัน จนกระทั่งเกิด อาตมาไม่ได้บอกว่าโลกนั้นมีอยู่ที่นี่ อาตมาประกาศว่า ที่นี่เป็นชมพูทวีป ไม่ใช่แค่โลกเท่านั้นนะ อาตมาประกาศว่า ชาวอโศกชุมชนชาวอโศกเป็นชมพูทวีป มีสุรภาโว สติมันโต อิธ พรหมจริยวาโส ผู้ที่สามารถที่จะโยนิโสมนสิการ ทำใจในใจได้อย่างถูกต้อง มีการจัดการจิตใจของเราได้อย่างรู้จักรูป รู้จักนาม รู้จักสภาพ 1.รู้ 2.สิ่งที่ถูกรู้ ตั้งแต่ภายนอก สัตว์ ข้าวของ สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย กามคุณ 5 แล้วก็รู้เท่าทันในกิเลสกามคุณ 5 สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย รู้ว่าสัมผัสกับสัตว์ กับของ เข้าหลักเกณฑ์ของศีล แล้วปฏิบัติ 3 ข้อนี้แหละ เป็นเรื่องใหญ่ 1.สัมผัสกับสัตว์ 2.สัมผัสกับสิ่งที่ไม่มีชีวิต อุตุนิยาม พีชนิยาม รวมเข้าไปเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต ที่จริงพืชมันมีชีวิต แต่พูดโดยอนุโลม คุณก็ไม่เกิดกิเลสอะไรกับสิ่งที่เป็น อุตุ ธนบัตร เพชรนิลจินดา ทองหยอง มันเป็นอุตุนิยาม สัมผัสแล้วคุณก็เกิดกิเลสได้ ทีนี้สัมผัสกับสัตว์เดรัจฉาน หากว่าคุณอยากเอามากิน เอามาเล่น เอามาเลี้ยง กับอยากจะฆ่า อยากจะทำร้ายทำลาย คุณสัมผัสกับคน คนก็คือสัตว์ สามารถทำให้เกิดกามพยาบาทได้ คุณก็ต้องเรียนรู้ทั้งนั้น พระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติ ไม่มีทางหลีกเลี่ยงที่จะปฏิบัติ มีประตูให้ปฏิบัติครบ เรามีธรรมวิจัย โดยวิจัย จิตเจตสิก อาการของจิตให้ออก แล้วอาการมันทำให้เกิดความสุขความทุกข์ คือเวทนา ทำให้มันเป็น เนกขัมสิตอุเบกขา หากคุณไม่ทำ มันเมื่อยมันก็พักยก เป็นเคหสิตอุเบกขา หรือหยุดนิ่ง เป็นแบบโลกีย์ แต่เนกขัมมะ คือโลกุตระ ปฏิบัติออกจากกามพยาบาท โลกีย์ หากปฏิบัติไม่ถูกต้อง ไม่เข้าทาง ไม่สัมมามรรค ก็ไม่ได้ผล ก็ต้องได้เรียนรู้จากสัตบุรุษ ผู้ที่รู้มาก่อน ให้ออกจาก กาม พยาบาท เป็นเนกขัมมะให้ได้ คนที่ปฏิบัติ จะรู้ว่าจิตใจเราออกจากกามและพยาบาทได้หรือไม่ ก็จะต้องอ่านเวทนาในเวทนาให้ได้ จะอ่านเวทนาได้ ต้องรู้จักกาย ต้องรู้จักรูปและนาม ศาสนาพุทธตอนนี้น่าสงสารมาก กายก็ผิดเพี้ยนไปแล้ว กายมีแต่รูป อันนี้ผิด กายคือจิต ตามหลักฐานในพระไตรปิฎก ตถาคตเรียกกายว่า คือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล. 16 ข. 230 คนในยุคนี้ฟังอาตมาบอกว่า กายคือจิต พระพุทธเจ้าตรัสเองว่า กายคือ จิต มโนวิญญาณ แต่เดี๋ยวนี้คนเข้าใจว่ากายคือแต่ภายนอก ไม่ใช่ ต้องดูว่ากายก็คือองค์ประกอบทั้งภายในและภายนอก แต่ไม่ต้องไปพิจารณาภายนอกมาก กิเลสมันอยู่ภายในจิต ต้องพิจารณาภายในจิตให้ชัดเจน แค่อุตุไม่มีกิเลสในนั้น พีชะไม่มีกิเลสในนั้น แม้แต่สัตว์แบบอเวไนยสัตว์ก็สอนไม่ได้ รู้ธรรมะไม่ได้ ขอถามหน่อยว่า มีเยอะไหม อเวไนยสัตว์ อย่างเป็นผู้รู้ศาสนาก็เยอะ มหาระแบบ เคยบอกว่า โพธิรักษ์เป็นใคร มาจากไหน? พออาตมาบอกว่าเป็นใคร มาจากไหน ก็หาว่าอวด จะปรับอาบัติ บอกว่าอวดอุตริมนุสธรรมที่มีในตน จะปรับอาบัติปาราชิกอีก เพราะฉะนั้น เอาปรโตโฆสะ อาตมาเป็นโฆษกะมาประกาศ เทียบกับศาสนาเทวนิยม ก็เป็นพระบุตร อาตมาเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่มีสาระ เรียกโดยภาษาว่า สารีปุตโต เขาก็หาว่าอาตมาเป็นพระสารีบุตรมาเกิด จริงๆก็ใช่ อาตมานำสาระของพระพุทธเจ้า มาประกาศ อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ ปเวเทนตีติ แปลว่า ประกาศแล้ว เป็นคนอย่างนั้นจริงๆ คนที่ไม่รู้แล้วพูดอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง อาตมาเป็นสารีบุตรมาเกิด แต่อาตมาไม่ใช่สารีบุตร ถ้าใครว่าอาตมาเป็นสารีบุตร อาตมาว่าคุณดูถูกอาตมา อาตมาหากเป็นพระสารีบุตรมาแล้ว กว่าจะมาเกิดเป็นโพธิรักษ์ ก็ต้องเกิดมาอีกหลายชาติ แล้วอาตมาก็พอรู้ว่าเคยเกิดเป็นใครบ้าง พูดเรื่องอจินไตยพวกนี้ คนรู้ได้ยาก แต่ถ้าคุณฟังแล้วเอาไปปฏิบัติ ให้เกิดการลดกิเลสได้ ก็เอาอันนี้ อันนี้แหละ เข้าใจให้ได้ ว่านี่คือกิเลสแท้ นี่คือราคะ นี่คือโทสะ อ๋อ นี่คือวิธีทำให้ราคะโทสะลด ทำอย่างนี้ ทำอย่างนี้คือวิปัสสนา ทำอย่างนี้คือสมถะ สมถะทำให้ลดได้ชั่วคราว ไม่ถาวร คนธรรมดามันก็เกิดสมถะได้ เวลาเกิดกิเลสราคะโทสะ ก็ต้องสะกดใจเอาไว้ มากบ้างน้อยบ้าง สะกดได้ไม่หมดก็แสดงออกไป คุณอายก็ต้องกดข่มไว้ว่าไม่ให้เกิดกิเลส คนเรากดข่มไว้ไม่ให้แสดงออกอยู่แล้ว ก็ต้องมาเรียนรู้พลังงานไฟฌาน คุณสามารถสร้างได้จนถึงขั้นเป็นสัมประสิทธิ์ Coefficient ก็จะสามารถจัดการกับไฟราคะโทสะได้ เอาราคะโทสะก่อน วิหิงสาก็ค่อยลด ต้องรู้จักอาการกามพยาบาท แล้วทำสมถะก็อย่างนี้ ทำวิปัสสนาก็ได้ถาวร ทำด้วยปัญญา ว่ามันไม่ใช่ตัวตนของเรา มันเป็นพลังงานจริงแต่ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่อัตตา เอ็งเป็นแค่แขก เป็นอาคันตุกะ ไม่ใช่ตัวจริง มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ เป็นตัวร้ายอยู่แล้ว Kick it out เขี่ยมันให้กระเด็นออกไป แค่ get it out มันไม่ยอมออกหรอก เอามันออกเบาๆ ไม่ออก ต้อง Kick it out มันจะออกได้ อย่าไปประนีประนอมกับมัน มีปัญญามีวิธี ด้วยศีล ตามลำดับ ให้พ้น สีลัพพตปรามาส เล่นหัวกับมันอยู่ คนนี้ไม่พ้นสังโยชน์ 3 ไม่เข้ากระแส ทำให้จิตเป็นพระโสดาบันไม่ได้ ไม่ได้สักที คนไม่รู้ก็แล้วไป คนรู้แล้วไม่สงสัยว่ามันเป็นกิเลส แต่ก็เลี้ยงมันไว้ เป็นผู้ยินดีในความเนิ่นช้า ปปัญจรามตา ก็ต้องมีปรโตโฆสะ โยนิโสมนสิการ จัดการกับกิเลสให้มันถึงที่เกิด ในคูหาสยังนี้ มันต้องปฏิบัติในขณะมันเกิดกิเลส ไม่หลับตาปฏิบัตินี้ ไม่ได้ อาตมาเหนื่อยที่จะแก้ปัญหา คนหลงผิด สงสารพระกรรมฐานธุดงค์ ภาษาก็ผิด สงสารพระบ้านที่หลับตา มาเรียนรู้ปฏิบัติ ส่วนหนึ่งก็พอเข้าใจ แต่ส่วนที่เข้าใจผิด ก็ไปนั่งหลับตา ยังไม่ลืมตา ยังไม่ตื่น ยังไม่รู้เรื่อง อาตมาเอาประเด็นใหญ่ มานั่งหลับตามันผิด พูดมา 48 ปี ยังไม่สะดุ้งสะเทือน ยังนั่งอยู่ มีมาแค่นี้ ถ้าเราจะไปนั่งหลับตาสะกดจิต เราก็ทำได้บ้าง หลับตามีประโยชน์อะไร ประโยชน์ของการฝึกสมาธิ แบบสะกดจิตให้สงบ (เจโตสมถะ) 1. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก 2. ศึกษาเพิ่มทักษะ ในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่านภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ 3. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ คุณต้องทบทวน กิเลสอันไหนเรากระทบแล้วเกิดกิเลส แต่ก่อนกระทบเธอกิเลสเกิด แต่ตอนนี้สามปีแล้ว กระทบแล้วไม่เกิดกิเลส เราอรหันต์เสียแล้ว Happy new year. จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน