สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ธรรมะสองของระบอบประชาธิปไตย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข9 มกราคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ธรรมะสองของระบอบประชาธิปไตย พ่อครูว่า...การเมืองตอนนี้กำลังร้อน แต่ก็ไม่ค่อยร้อนมากหรอกในเมืองไทย อยู่ในสภาพที่เป็นไปได้ หนาวก็ไม่หนาวมากร้อนก็ไม่ร้อนมาก ใช้ได้ หนาวขนาดนี้อาตมาว่ากำลังดีทีเดียว ยิ่งหน้าร้อนถ้าอากาศเป็นอย่างนี้ตลอดกาลก็เยี่ยมเลย แต่มันไม่ได้หรอก ใจปรารถนาเอามันไม่ได้ ต้องเป็นไปตามสัจธรรม เรามาพูดถึงการเมือง อาตมาได้ประกาศตัวเองมานานว่าเป็นนักการเมือง ซึ่งอยู่ในร่างของสมณะนักบวชสมณะ ประกาศว่าเป็นนักการเมืองมาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่เปิดตัวทำงานร่วมกันในการชุมนุม ในพ.ศ. 2549 เริ่มต้นมา ปัจจุบันนี้กี่ปีแล้ว ก็ครบนักษัตรแล้ว พลเมืองต้องมีการเมือง ต้องทำงานอย่างที่ในเมืองเขาทำกัน เพราะคนในเมืองเป็นคนส่วนใหญ่ เป็นสังคมใหญ่ สังคมคนป่าเป็นสังคมที่ เป็นสังคมเล็ก ไม่มากหรอก อย่างไรๆก็ไม่มีมากเลยธรรมชาติสัจจะแล้ว คนปลีกเดี่ยวอยู่ป่าจับกลุ่มในป่าก็ตาม เป็นหมู่เล็ก แต่ถ้าเผื่อว่า ประชาชน คนมาอยู่ในเมือง มันได้ถึงพันล้านคนอย่างที่เห็น ในป่าอยู่พันล้านคนไม่ได้หรอก มันไม่เป็นป่าหรอกพันล้านคน ป่ามันไม่เหลือ ก็จะอยู่อย่างคนเมือง เราอยู่อย่างคนเมือง จึงเป็นคนเมืองที่ไม่ทิ้งธรรมชาติ เราได้พยายามสร้างต้นไม้แม่น้ำลำธารเป็นธรรมชาติขึ้นมา แต่จะมากอย่างไรก็ไม่เหมือนป่า อาตมาพาทำจนป่านนี้ สร้างให้เหมือนอย่างไรก็ไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนป่าจริง เพราะมันต้องเป็นอย่างนั้น พยายามสร้างไปเถอะ จะไม่เปลี่ยนสภาพ เราเข้าใจจังหวะเวลา อย่างราชธานีอโศก จะให้เป็นตัวอย่างของสังคมเมืองที่ไม่ใช่เมืองแบบป่าคอนกรีต แต่จะเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ ร่มเย็น สุขสําราญ มีธรรมชาติได้อาศัย ดินทำงานของมัน น้ำทำงานของมัน ไอน้ำอบอุ่น ตามธรรมชาติจะไม่ร้อนมาก ไม่เหมือนป่าคอนกรีต จะร้อนอย่าง

อ่านต่อ

ไรก็ไม่เหมือนป่าคอนกรีต หลวงปู่ประกาศตนเองว่าเป็นนักการเมือง ต้องขยายความว่าการเมืองคืออะไร ตอนนี้เหตุการณ์บ้านเมือง ใครได้ดูคลิปบ้าง คลิปผู้ใหญ่ลีของ หลุยส์ เคเนดี้ เพลงผู้ใหญ่ลี ...Louise Kennedy เนื้อเพลง ผู้ใหญ่ลี - ไก่ พรรณนิภา เพลง : ผู้ใหญ่ลี พ.ศ.สองพันห้าร้อยสี่ ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม ชาวบ้านต่างมาชุมนุม มาประชุมที่บ้านผู้ใหญ่ลี ต่อไปนี้ผู้ใหญ่ลีจะขอกล่าว ถึงเรื่องราวที่ได้ประชุมมา ทางการเขาสั่งมาว่า ทางการเขาสั่งมาว่า ให้ชาวนาเลี้ยงเป็ดและสุกร ฝ่ายตาสีหัวคลอน ถามว่าสุกรนั้นคืออะไร ผู้ใหญ่ลีลุกขึ้นตอบทันใด ผู้ใหญ่ลีลุกขึ้นตอบทันใด สุกรนั้นไซร้ คือหมาน้อยธรรมดา หมาน้อยหมาน้อยธรรมดา หมาน้อยหมาน้อยธรรมดา ...... พ่อครูว่า...จากเนื้อร้องเดิม ของศักดิ์ศรี ศรีอักษร คนอุบลนี่แหละ อันนี้เป็นเรื่องที่เราสืบเนื่องจากเขามี อยากฟังต้นฉบับเก่าจริงๆ มีไหม...ร้องว่า ...สายัณห์ตะวันร้อนฉี่ ผู้ใหญ่ลีขี่ม้าบักจ้อน แดดฮ้อนๆใส่แว่นตาดำ ผู้ใหญ่ลีกลัวฝนจะตกฮำ ผู้ใหญ่ลีกลัวฝนจะตกฮำ ถอดแว่นตาดำ ฟ้าแจ้งจางปาง ฟ้าแจ้ง ฟ้าแจ้งจางปาง ฟ้าแจ้ง ฟ้าแจ้งจางปาง ...... คอกลมเหมือนดั่งคอช้าง เอวบางเหมือนยางรถยนต์ รูปหล่อเหมือนตอไฟลน หน้ามนเหมือนเขียงน้อยซอยซำ เขียงน้อย เขียงน้อยซอยซำ เขียงน้อย เขียงน้อยซอยซำ...... อันนี้ก็เป็นเรื่องเก่าที่เอามาให้เห็นว่า มันก็มีการสืบเนื่อง เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ต่อกันมาเรื่อยๆ พิมพ์เพชรรุ้งก็เอามาออกรายการ เขาก็พูดถึง Louise Kennedy หลุยส์/ลูอิส เคนเนดี้ เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานของสหรัฐในเมืองไทย ผู้ชื่นชอบเพลงนี้อย่างมาก จนได้บันทึกลงแผ่นซิงเกิลสปีด 45 และร้องออกรายการทางไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม เธอบอกว่า เพลงนี้เป็น Thai protest Song หมายถึงเพลงในการประท้วง ในยุคนั้นเป็นช่วงที่เรากำลังมุ่งหน้าพัฒนาประเทศตามแบบฝรั่ง สั่งการแบบบนลงล่าง โดยไม่ได้มีความเข้าใจวิถีชีวิตของชาวบ้าน นักพัฒนาเข้าไม่ถึงความต้องการที่แท้จริงของชาวบ้าน จึงเป็นการพัฒนาที่ถอยหลังแบบหน้ากลัว อย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงกล่าวไว้ ไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึง มันจึงเป็นการพัฒนาแบบ หมาน้อย หมาน้อยธรรมดา เขาบอกว่า เป็นเพลงประท้วงแบบ folk คือพวกเพลงลูกทุ่ง หมายถึงว่า ทางการสั่งมา ผู้ใหญ่ลียังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย บอกว่าสุกรคือหมาน้อยธรรมดา พ.ศ. 2504 หลวงปู่อายุเท่าไหร่? ศักดิ์ศรี อายุอ่อนกว่าอาตมานิดหน่อย แต่เขาแต่งงาน หลวงปู่ไม่ได้แต่งงาน เพลงนี้ดังมากในยุคนั้น เสร็จแล้วสุนทราภรณ์ก็เอามาทำใหม่ ฮิตอีก ตามแบบ pop song ก็ดัง

การเมืองประชาธิปไตยเป็นการเมืองสูงสุด เผด็จการสู้ไม่ได้ คอมมิวนิสต์สู้ไม่ได้ ยิ่งเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ แบบชาวอโศกนี้จะเป็นประชาธิปไตยที่จะเป็นการเมืองเยี่ยมยอดสุด เรียกว่าประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบที่สุด ทีนี้ ประชาธิปไตยก็มีผิดเพี้ยน ไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นประชาธิปไตยปลอม ผิดไปจากประชาธิปไตยจริง คือเดี๋ยวนี้เข้าใจกันทั่วโลกเลย ก็แบ่งเป็น 2 อย่างง่ายๆ 1. ประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน 2. ประชาธิปไตยแบบส่วนร่วมหรือประชาธิปไตยส่วนรวม ซึ่งเป็นอิสระเสรีภาพสูงสุด กับแบบมีผู้แทน ต้องมีเลือกตั้งเลือกผู้แทนมีประชุมสภา เป็นเผด็จการทางรัฐสภาได้อย่างที่ทักษิณเขาทำ ซึ่งเลวร้ายที่สุดเลย ทุกวันนี้คนก็ยังเข้าใจไม่ได้ โดยเฉพาะคนมีเลือดโลกีย์ชอบความรวยหรูหราได้มากๆ เป็นโลกียะตื้นๆ ทุกวันนี้ชาวอโศก ก็ยังไปหลงใหลการเมืองแบบนี้อยู่อีกไม่น้อย ยังพูดกันไม่รู้เรื่องก็มี ซึ่งมันมีอำนาจมาก ขนาดเป็นชาวอโศกแล้วนะ ก็ยังมีมิจฉาทิฏฐิแฝงอยู่ เพราะว่ามีเลือดโลกีย์ ชอบได้บำเรออัตตา บําเรอลาภยศสรรเสริญสุขทางทุนนิยม มีอยู่ไม่น้อย เดี๋ยวนี้ก็ยังแย้ง เป็นธรรมดา เราก็ไม่ไปติดใจมันเป็นธรรมดา จำไว้ มีการเมือง 2 แบบนี้ ตอนนี้ สังคมไทยการเมืองไทย เป็นการบริหารประเทศด้วยคณะคสช. คณะคสช.ไม่ได้เลือกผู้แทน แต่คณะคสช.หรือคณะของพลเอกประยุทธ์ เป็นการเมืองแบบมีส่วนร่วม ไม่ใช่การเมืองแบบผู้แทน การเมืองแบบผู้แทนนั้นเป็นการเมืองขาเดียว ไม่ใช่การเมืองสองขา การเมืองที่มีส่วนร่วมนั้นเป็นการเมือง 2 ขา ส่วนการเมืองที่เป็นแบบผู้แทน เป็นการเมืองที่ ไม่มีใจ มีแต่กาย มีแต่ร่างตื้นๆภายนอก ภายในจิตวิญญาณไม่มี ไม่ลึกซึ้ง ภายในจิตวิญญาณไม่สมบูรณ์แบบ การเมืองขาเดียวนี่ อันนี้อาตมาพยายามยืนยันอธิบาย คนก็ยังไม่เข้าใจ แต่ไปบังคับความเข้าใจคนไม่ได้ เขาจะไม่ค่อยเข้าใจ ระหว่างประชาธิปไตย 2 ขากับประชาธิปไตยขาเดียว มันเป็นจิตนิยาม มีกายกับใจ มีร่างกับใจ พีชนิยามมีร่างกับธาตุรู้แต่ไม่ใช่จิตนิยาม พืชพันธุ์ธัญญาหาร มีอัตตา ISH มันสร้างตัวมันเองอย่างเดียว แต่ไม่ไปทำร้ายใคร ทำร้ายใครไม่เป็น แต่จิตนิยามเซลล์ชั้นต่ำ แม้ไม่เจตนาทำร้ายแต่มันทำร้าย เพราะว่ามันไม่รู้มันโง่ใครจะมาทำร้ายมัน มันก็ต้องป้องกันตัวเองฆ่าอันอื่นได้ แต่พืชนี้ไม่ไปทำร้ายอะไรตอบเลย พืชนี้ใครทำร้ายมันมันก็ไม่ตอบโต้ แต่ถ้าเป็นสัตว์แล้ว ใครไปทำร้ายมันๆก็ทำร้ายตอบได้ บางอย่างทำร้ายได้แรงมากเลย ไวรัสหรือเซลล์เล็กๆ มีพิษร้ายแรงมาก ความซับซ้อนพวกนี้ ความรู้ที่ศึกษาไปแล้ว จะรู้และเข้าใจ จะไปโทษมันทีเดียวไม่ได้ มันไม่รู้เรื่องหรอก แต่มันก็เป็นตัวมันเองแบบนั้นเป็นสัตว์ชั้นต่ำ เป็นสัตว์ชั้นสูงขึ้นมาก็จะเจริญรู้แล้วเห็นแก่ผู้อื่น มีความรัก 10 มิติที่สูงขึ้น ก็ค่อยๆศึกษาไป นั่นคือลักษณะแกนของความรู้ประชาธิปไตย แบบผู้แทน กับประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เมืองไทยขณะนี้ เป็นประชาธิปไตยที่ไม่ใช่แบบผู้แทนแน่นอน แต่เป็นประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วมโดยปัญญา มีปัญญาเข้าใจในความเป็นประชาธิปไตยดี ดีกว่าทุกๆชาติ อาตมาขอพูดเช่นนั้นเลย เป็นความลึกซึ้งเช่นนั้น ต่อมาขออธิบายให้ละเอียด โดยมีตัวอย่าง เป็นประชาธิปไตย 2 แบบ ก็ขอยกตัวอย่าง คือแบบทักษิณ ชินวัตร กับแบบพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แบบทักษิณก็เห็นลายอยู่แล้ว พอมีของพลเอกประยุทธ์ขึ้นมา แม้จะไม่เป็นประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งอย่างที่ทักษิณ ชูป้ายเลย เป็นประชาธิปไตยขาเดียว เป็นศิษย์อเมริกา เป็นดอกเตอร์อเมริกา ก็เลยเป็นทาสความคิดแบบอเมริกา เต็มที่ สูงสุดได้แค่ทักษิณนี่แหละ ทีนี้ พลเอกประยุทธ์ ก็เป็นอีกสายหนึ่ง เป็นประชาธิปไตย 2 ขา เป็นประชาธิปไตยที่รู้จักประชาธิปไตยดีกว่า โดยที่เรียกว่า ก็เข้าใจแบบเลือกตั้งมีผู้แทน ก็เข้าใจแต่ก็ยังเห็นว่า ตอนนี้ต้องทำแบบนี้ ยังไม่ใช่เวลาที่จะไปเลือกตั้ง ทำด้วยความมั่นใจตั้งใจที่จะช่วย แต่มันก็มีมวลประชาชน ที่ยังถือหาง จะต้องเลือกตั้ง เขาไม่ได้เป็นพวกของทักษิณ แต่เขายังมีความเอียงไปทางเลือกตั้ง ยังมีข้างโลกีย์ใช้อำนาจสภา จนกระทั่งฝ่ายนั้นจะเอียงไปทางฝ่ายสภา จนบอกว่าเป็นประชาธิปไตย คือ คุณชวน หลีกภัย บอกว่าประชาธิปไตยนอกสภาไม่มี ประชาธิปไตยต้องมีแต่ในสภา ถึงขนาดนั้นเลย แล้วเข้าใจว่าประชาธิปไตยนั้น มีแต่ในสภา สภาเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ก็ใช้สภาเป็นอำนาจใหญ่ เพราะฉะนั้นจะฟังเสียงประชาชนไม่ครบ เสียงประชาชนไม่ใช่เป็นใหญ่ แต่เขาก็ว่าประชาชนเป็นใหญ่ แต่เขาเอาสภาเป็นหลักไม่ได้เอาประชาชนเป็นหลัก แต่มันซ้อนที่ว่า ถ้าประชาชนยังไม่เข้าใจประชาธิปไตยพอก็ต้องใช้อำนาจรัฐมาบริหารก็ถูก ถ้าหากรัฐบาลหรือผู้บริหารนั้น ยังมีความเห็นแก่ตัวเห็นแก่พรรคพวกมีโลกียะมาก มันก็ล้มเหลวอย่างที่มันเป็น มันมีตัวอย่างมาหมดแล้ว ประชาชนไทยเองเข้าใจมากขึ้นแล้วในยุคนี้ จึงเป็นมวล และทุนให้แก่พลเอกประยุทธ์ แม้จะมีคนที่ทำเป็นสู่รู้ว่า ตอนนี้ทุนของพลเอกประยุทธ์หมดแล้ว คือหมายถึงหมู่ประชาชนที่จะสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ เป็นผู้ที่ไม่เห็นด้วย ต้องการให้ออก อาตมามั่นใจว่าเสียงในประชาชนในประเทศไทยขณะนี้ เกือบ 70 ล้านคน จะมีสิทธิ์ไปเลือกตั้งแค่ 40 ล้านก็ตาม เขาก็ไปตีความว่า เดาเอาว่า คนที่เห็นด้วยกับพลเอกประยุทธ์ มีจำนวนน้อยกว่าคนที่ต้องการให้ออกมาเลือกตั้งอีก สำหรับอาตมานั้นชัดเจนว่า ถึงแม้จะเลือกใหม่ พลเอกประยุทธ์ก็จะได้ เพราะว่าประชาชนเข้าใจเกินกว่าความเข้าใจเดิมแล้ว เปลี่ยนวิสัยทัศน์แล้ว เปลี่ยนคอนเซ็ปต์ เปลี่ยนความคิดองค์รวมแล้ว เป็นการวัดค่าประชาชนคนไทยตามที่อาตมามีเจโตปริยญาณ หยั่งรู้จิตมนุษย์เท่าที่พูดนี้อย่างบริสุทธิ์ใจ ที่พูดนี้ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับพลเอกประยุทธ์ อาตมาก็มีคณะประชาธิปไตยของอาตมาและเป็นประชาชนที่อยู่ในกลุ่มใหญ่ ไม่ได้ขาดไปจากสังคมโลก แม้จะเชื่อมต่อไปยังประชาธิปไตยโลกก็เชื่อมต่อ แม้จะเป็นกลุ่มเล็กของชาวอโศก ก็มีความบริสุทธิ์ใจ มันมีความซับซ้อนลึกซึ้ง มันมีเชิงแฝงกลเกมการเมือง เป็นความไม่บริสุทธิ์ แล้วความบริสุทธิ์ที่สุดคืออะไร ก็คือความถูกตรงตามหลักเกณฑ์ หลักเกณฑ์ที่อาตมาได้นิยามเอาไว้ เป็นนิยามข้นๆไว้ 10 ข้อ 1. งานการเมืองต้องมีคุณธรรมและเป็นกุศลเพื่อมวลมนุษยชาติ 2. นักการเมืองต้อง “รู้จัก” ประชาธิปไตยที่แท้ 3. นักการเมืองต้อง “สอน” หรือเผยแพร่ประชาธิปไตยให้กับประชาชน (ประชาชนก็ใส่ใจขวนขวายเรียนรู้ ไม่ใช่รู้แค่ว่าไปเลือกตั้งเท่านั้น) อาตมานี้สอนการเมืองประชาธิปไตย แต่ขอบอกไว้ว่าจะไม่ไปรับตำแหน่งอะไรแต่ทำงานร่วมกับรัฐบาลได้ ไม่เป็นข้าราชการด้วย ข้าราชการนั้นคือนักการเมืองประจำ นักทำงานรับใช้ประชาชนประจำ แต่ทุกวันนี้กลายเป็นศักดินาเบ่งใหญ่ นี่ก็ผิดอีก 4. นักการเมืองต้องเป็นผู้พึ่งตัวเองได้แล้ว 5. นักการเมืองต้องเป็นผู้มักน้อยสันโดษ รู้พอไม่สะสม เป็นเครื่องชี้บ่งเลย ไม่จำเป็นจะต้องไปรวย ประชาชนเขารวย เขาจะอุดหนุนมา กระเป๋าของนักการเมืองใหญ่คือประชาชน คือสมบัติของประชาชน เขาอยากจะช่วยเลย ถ้าหากเราทำเพื่อประชาชน ประชาชนผู้มีปัญญาจะช่วยเต็มที่เลย มีเท่าไหร่ก็เอาให้หมดตัว อย่างนั้น นักการเมืองต้องเป็นผู้มักน้อย ใจพอ กล้าจน ไม่โลภ ไม่สะสม เราได้บทเรียนจาก “คนรวยแล้วไม่โกง”มาแล้ว เอาคำว่ารวยแล้วไม่โกงมาหลอก แต่มันโกงคนเดียวไม่พอ โกงทั้งตระกูลตั้ง 5 แสนล้าน 6. นักการเมืองต้องไม่ทำงานการเมืองเป็นอาชีพหากิน ไม่มอบตนในทางผิด พ้นมิจฉาชีพ 5 1). การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง 2). การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง 3). การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ 4). การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) 5). การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 275 มหาจัตตารีสกสูตร) 7. งานการเมืองต้องเป็นงานอาสาเสียสละ คือต้องเข้าไปเสนอตัว คืออาสา ขอทำงานนั้น โดยไม่ได้เรียกร้องเอาอะไรตอบแทน อาสาคือเราเป็นผู้เสนอตัวเข้าไปรับใช้ ไม่ใช่เต๊ะท่า ให้คนมาเชิญ อย่างอาตมาพาไปทำไม่มีใครเรียกร้อง เขาหาว่าบ้าบอยัดเยียดตัวเองเข้าไปด้วยซ้ำ แล้วก็ยังจะทำต่อไปอีก ตรวจสอบได้ จะเข้าไปเสนอตัว แล้วก็ทำงาน โดยไม่ต้องการเรียกร้องอะไรตอบแทน 8. นักการเมืองจะต้องไม่มีอคติ (ต้องพ้น อคติ 4) 9. นักการเมือง คือ ผู้มีอิสระแท้จริง ไม่เป็นทาสโลกธรรม 10. งานการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่งานเพื่อตัวเรา เพื่อครอบครัว เพื่อหมู่พวก เพื่อพรรค แต่เป็นงานเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชนทั้งมวล เพื่อผู้อื่นที่พ้นไปจากตัวเอง พ้นไปจากครอบครัว พ้นไปจากหมู่พวก แม้แต่พ้นไปจาก “พรรค” ของตน สิบข้อนี้อาตมานิยามเอาไว้ตั้งแต่ต้น ขยายความมากกว่านี้ได้ แต่สิบข้อนี้ทำให้สมบูรณ์แบบเถิด รับรองว่าไปโลด การเมืองประชาธิปไตย ไปรอดแน่ ในหนังสือที่อาตมาเขียนเอาไว้ ตั้งแต่พ.ศ. 2552 พิมพ์ครั้งแรก จำนวน 4000 เล่ม ขายเล่มละ 65 บาท ชื่อว่า ถ้าอย่างนี้ล่ะ การเมืองใหม่มั๊ย อาตมาพาพวกเราเข้าสู่การเมืองพ.ศ. 2549 หนังสือเล่มนี้ เขียนขึ้นมาพิมพ์ออกไป 2552 ยังไม่ได้พิมพ์อีกเลย

การเมืองทุกวันนี้เขาใช้กันมากกว่าคำว่าโลกุตระ ที่จริงคำว่าธรรมะโลกุตระคือการเมืองที่แท้ ยากกว่า เอาคำว่าการเมืองไปอธิบายเอาไปปฎิบัติประพฤติก่อน คำว่าการเมืองจะง่ายกว่า

การเมืองสองแบบคือ แบบทักษิณกับแบบพลเอกประยุทธ์ สองอย่างหรืออย่างนี้ก็ได้ เอาอย่างทักษิณกับแบบศาสตร์พระราชา เท่ห์กว่าเนอะ แน่นอนว่า ทักษิณเขาไม่เอาสถาบันหรอก ชัดเจนอยู่แล้ว แม้จะทำ fake news ว่าเขายกย่องสถาบันอยู่ แต่ก็เป็นการโกหกตอแหล แต่แน่นอนไหมว่า ใครจะยกย่องเทิดทูนสถาบันมากกว่ากัน ของทักษิณก็คือทักษิณ ของพลเอกประยุทธ์ก็คือศาสตร์พระราชา ของทักษิณคือโลกีย์ 100% พันเปอร์เซ็นต์ ซับซ้อน หลอกกันเต็มที่ คนละขั้วกับศาสตร์พระราชา พระราชานี้เพื่อมวลประชาชน แต่อาตมาก็ไม่เก่ง ท่านทรงงานเพื่อประชาชนอย่างหนัก ถ้าหากท่านไม่ทรงงานหนักจะอายุยืนกว่านี้ ประชาชนฉลาดไม่พอ ท่านก็เลยสิ้นพระชนม์ไปตามเวลา ถ้าหากประชาชนเข้าใจและฉลาดกว่านี้ ในหลวงจะอายุยืน อาตมาเข้าใจในหลวงอย่างไม่ธรรมดา อาตมาเคยพูดไปแล้วว่า อาตมาเป็นผู้พูดเองว่าในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ไม่มีหลักฐานตรงนั้น ยังไม่ชัด พระโพธิสัตว์ในความหมายอาตมาก็ไม่เหมือนกับคนอื่นเข้าใจด้วย พระโพธิสัตว์ 9 ลำดับมีอย่างไรคนก็ยังไม่เข้าใจ มหายาน มีพระโพธิสัตว์ไม่รู้กี่ประเภท ส่วนเถรวาทไม่ได้ศึกษาพระโพธิสัตว์ แต่อาตมาเข้าใจทั้งมหายานและเถรวาท เมืองไทยต้องเอามหายานมาแก้เถรวาทให้มีความเป็นมหายานเพิ่มขึ้น ทั้งสองอย่างก็มีข้อดี แต่มันเลยเถิดโต่งเกินไปกลายเป็นผิดเพี้ยน ตอนนี้ก็มี 2 แบบที่ตั้งเอาไว้คือพลเอกประยุทธ์กับทักษิณ อย่างทักษิณเป็นแบบโลกียะร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนของแบบศาสตร์พระราชากับพลเอกประยุทธ์ดำเนินอยู่นี้ มันเป็นเรื่องของ โลกุตระ

610108_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมะสองของประชาธิปไตย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน