สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สุริยเปยยาล 7 อันสำคัญ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข10 มกราคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สุริยเปยยาล 7 อันสำคัญ ผู้ที่สนใจศาสนา จะฟังอาตมาสักกี่คน ฟังด้วยดี มีปรโตโฆสะ ก็จะได้ปฏิบัติโยนิโสมนสิการได้ถูกต้อง การไปสะกดจิตก็เป็นการทำใจในใจ แต่ไม่ถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าสอน ไม่ถ่องแท้แยบคาย ไม่มีทางเกิดมรรคผลแบบพุทธ ไม่สามารถที่จะไปถึงที่เกิด อโยนิโสฯ คำว่าโยนิโสฯ แปลว่า ไปถึงที่เกิด ไม่มีทางไปถึงสัมภวะ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในมูลสูตรชัดเจน _มีโยมถามว่า สมาธิกับสติ ต่างกันอย่างไร พ่อครูว่า...เดี๋ยวจะตอบ เดี๋ยวค่อยว่ากัน อย่างนี้เรียกว่า ทะลุกลางปล้อง ในมูลสูตรข้อที่ 1 มีฉันทะเป็นมูลกา ความยินดี ศาสนาพุทธ ถ้าไม่มีความยินดีในการปฏิบัติ ไม่มี 1 ใน 7 ของสุริยเปยยาล 1. มิตรดี ต้องพบมิตรที่บรรลุธรรมจริง ศาสนาพุทธ มองไปตอนนี้ไม่เห็นมีใครจะบรรลุธรรม ที่สามารถแยกแยะ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ สามารถพูดแยกแยะได้ จนคนฟังแล้วสามารถปฏิบัติตาม บรรลุธรรมได้ ส่วนมากก็พูดกันไม่ถูก เพราะมิตรดีสหายดี สหายแปลว่าผู้ทำประโยชน์ มิตรดีคือผู้ร่วมพัฒนาทางจิต เป็นสัตบุรุษต้องเป็นผู้ที่มี สัมมัคตาปฏิปันนา มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมามรรค สัมมาผล เป็นอรหันต์เลย เป็นสัตบุรุษจริง ก็ต้องคบสัตบุรุษก่อน 2. มีศีล คบสัตบุรุษ แล้วต้องให้มามีศีล ไม่ใช่คบสัตบุรุษแล้ว พาให้นั่งหลับตา ปฏิบัติหลับตาจะไปมีศีลได้อย่างไร จะมีสิ่งที่ต้องปฏิบัติมีสัมผัสที่ 6 ปฏิบัติธรรมต้องมีสติ สติ รู้ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายสัมผัส ปรุงแต่งภายในใจก็รู้ เมื่อรู้แล้วก็อ่านอาการ ลิงค นิมิต ออก มีศีล ผู้ที่ปฏิบัติธรรมแล้วรู้ อย่างที่อาตมาอธิบายตอนนี้ ก็จะเกิดความยินดี ฉันทะ ยินดีว่า เราได้พบมรรค ปฏิบัติแล้ว สามารถปฏิบัติต่อไปได้ แล้วก็จะอ่านตัวอัต

อ่านต่อ

ตาออก ในสุริยเปยยาล ต้องได้ฟังสัตบุรุษอธิบาย ไม่อย่างนั้นปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ไม่ได้ ปฏิบัติศีลและเข้าใจ ยินดี มีฉันทะ ทำอัตตานี้ออกได้ เพราะว่ามีทิฏฐิเป็นสัมมา เช่น จิตทำทานก็จะไปเอาสวรรค์วิมาน ผิด ต้องให้จิตไม่เกิดอาการที่จะไปเอา จึงจะเกิดอัตถิทินนัง เกิดทำทานแล้วมีผล ถ้าทำทานแล้วจิตจะเอาสวรรค์วิมานไปใส่จิต ก็ผิด เป็น นัตถิ ทินนัง ทำทานแล้วไม่มีผล คือข้อที่ 1 ในสัมมาทิฏฐิ 10 นัตถิ ทินนัง ยิตถัง หุตัง สุกตทุกฎานัง กัมมานัง ผลังวิปาโก มาตา ปิตา สัตตาโอปปาติกา ก็ไม่เกิดการบรรลุ เพราะไม่รู้จัก สัมมาปฏิปัณณา เย อิมญฺจ โลก ปรญฺจ โลก สย อภิญญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีตี ไม่ได้คบสัตบุรุษ ไม่ได้ฟังสัทธรรม ไม่ได้รู้โลกนี้โลกหน้าที่ถูกต้อง ไม่เรียนรู้อัตตา 1. ต้องพบสัตบุรุษ 2. รู้แล้วต้องทำ พาปฏิบัติศีล ไม่ใช่พาไปปฏิบัติสมาธิ เมื่อกี้นี้บอกว่า ต้องมีสติ รู้ตาหูจมูกลิ้นกาย อ่านกิเลสได้แล้ว ทำให้กิเลสลดได้ อย่างมีปัญญา มีพลังฌาน ไม่ใช่สะกดจิต ให้จิตทื่อหยุดพลังงานจิต ไม่ใช่ กิเลสลด พลังงานจิตยิ่งเร็ว คล่องแคล่ว เรียกว่า มุทุภูตธาตุ หรือ ปายคุญญตา เวทนาก็ยิ่งคล่องแคล่ว สัญญาก็ยิ่งคล่องแคล่ว สังขารก็คล่องแคล่ว สมาธิของพระพุทธเจ้านั้น กิเลสยิ่งลด จิตยิ่งคล่องแคล่ว เพราะจิตเกิดอุเบกขา เกิด ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ขึ้นจริงๆ จิตจะบริสุทธิ์ขึ้นด้วยเรื่อย มุทุภูตธาตุ รับรู้ก็เร็ว กิเลสไม่มีได้ก็เร็ว ผลที่ทำได้ ธาตุจิตตกผลึก สั่งสมลงเป็นสมาธิ ตั้งมั่น ไม่ใช่เป็นนักสะกดจิต ให้จิตหยุดๆๆ นั่นมันตื้นๆ ง่ายๆพื้นๆ ไม่ได้ลึกซึ้ง ไม่ได้คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับ อย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีต ไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดา มิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะ ผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริง เท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) สงบแบบของพุทธ ต่างจากของฤาษี ไม่มีประโยชน์อะไรต่อโลกต่อสังคม แย่ยิ่งกว่าสัตว์ นั่งหลับตาสะกดจิต เดรัจฉานมันก็ยังทำตามหน้าที่ของมัน แต่นี่ไม่ทำอะไรเลย เกิดมาก็นั่งจุมปุ๊กหนักแผ่นดิน เขาบอกว่าต้องนั่งหลับตาดับให้ได้นิโรธ 7 วัน ไม่ทำอะไรเลยแล้วบอกว่าเก่ง ทำให้ผู้คนพากันหลง พอออกจากนิโรธแล้ว ต้องเอาของมาเลี้ยงยกย่องกัน เป็นศาสนานอกรีต ของพุทธไม่ใช่แบบนี้เลย ที่พูดนี้ไม่ได้บังคับนะ แต่อนุโลมตามแล้วปฏิบัติตามนี้ให้ได้ อาตมาเกิดมาทำงานศาสนา เหมือนยกตัวเอง พูดว่าคนอื่นผิด ก็จำนนต้องพูดความจริง ถ้าไม่พูดความจริง ก็ไม่มีอะไรมายืนยันว่าอันนี้เป็นเรื่องที่ถูก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผิด ต้องเกิดมาเป็นผู้กอบกู้ศาสนา ดีนะไม่ได้บอกเป็นตัวตน ว่าเป็นใครมาเกิด แต่ก็บอกบ้าง บอกว่า อาตมาสืบทอดศาสนามา คนที่เพ่งโทษก็ถือสาได้ พระพุทธเจ้าไม่ได้บังคับใคร ให้ฟังทั้งสองฝ่าย อะไรเป็นธรรมวาที อะไรเป็นอธรรมวาที ก็ตัดสินตามภูมิปัญญาตัวเอง มันมีธรรมชาติของนานาสังวาส สังวาสคือ เป็นพุทธร่วมกัน แต่นานาคือ แตกต่างกัน คุณเป็นคนกลาง เป็นพุทธศาสนิกชน ก็ตัดสินเลือกเอา อันไหนถูกก็มาเอา อันไหนผิดก็ไม่เอา ก็มีผู้ที่รู้ว่าอาตมาพูดได้ถูก มีคนมาเอา ขนาด ว.บบบ.ก็มีคนประมาณนี้ ก็อบอุ่นพอสมควร เกือบเต็มศาลา น่าจะถึงหนึ่งพันคน ก็ประมาณนี้แหละคนมาฟังธรรมะอาตมา อย่างเก่งๆ สองพันก็หืดขึ้นคอ พันกว่านานๆจะมีสักครั้ง คือ งานปลุกเสกฯ หรือพุทธาภิเษกฯ เดี๋ยวนี้เหลือน้อยลง เพราะผู้ที่เป็นอรหันต์รู้หมดแล้วก็คงจะไม่ได้มา ...ทำไมหัวเราะกัน…ไม่นึกว่าไปรวมกับ มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ก็ไปฟังธรรมเพิ่มเติมจากสัตบุรุษ เราก็รู้มาร่วมรับฟัง ก็จะได้ปฏิบัติศีล มีความยินดีเกิดขึ้น มีฉันทะ แล้วได้ลดอัตตา มีสัมมาทิฏฐิยิ่งขึ้นๆ ตามสัมโพชฌงค์ จะเกิดสัมมาทิฏฐิ ไล่เป็นปฏิจจสมุปบาทไปตามลำดับ จนกระทั่ง พยายามไม่ประมาท เมื่อไม่ประมาท ก็ทำจิต โยนิโสมนสิการ ได้สำเร็จ คำว่า โยนิโสมนสิการ อยู่ที่องค์ 7 ของสุริยเปยยาล คนไม่ได้ฟัง สุริยเปยยาลก่อน ซึ่งมีมิตรดี ศีล ฉันทะ อัตตา สัมมาทิฏฐิ คุณจึงจะสามารถ โยนิโสมนสิการ หากไม่ได้มีองค์ทั้ง 7 ตอนนี้ ก็ไม่เป็นไปตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าสอน ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 มีสุริยะ จะเห็นดวงอาทิตย์ได้ ต้องเห็นแสงอรุณก่อน ถ้าใครไม่รู้ไม่เห็นแสงอรุณก่อน แล้วดันเจอกับอาทิตย์ดวงโตเลย มันเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ต้องเข้าใจ สุริยเปยยาล 7 ข้อนี้ ตั้งแต่พบสัตบุรุษ แล้วจึงมีศีล ศีลข้อ 1 คุณจะต้องปฏิบัติได้ มีศีล 5 เป็นเบื้องต้น รู้ว่าเกี่ยวข้องกับสัตว์ อยู่ในโลกนี้ก็ต้องสัมผัสกับสัตว์ ก็จะได้ปฏิบัติธรรม สัมผัสกับของในศีลข้อที่ 2 สัมผัสกับวัตถุที่ไม่ใช่ของๆเรา คุณก็อย่าไปละลาบละล้วงยึดมา ของเราก็ของเรา ของคนอื่นก็ของคนอื่น อย่าไปทำเป็นอกุศลให้เกิด ศีลข้อที่ 3 เมื่อสัมผัสแล้ว ก็ลดกามคุณ 5 ตาหูจมูกลิ้นกาย สัมผัสแล้วเกิดกาม เกิดพยาบาทด้วย กามคุณ 5 ก็มีพยาบาท 5 ด้วย พูดแต่กาม ก็อ่านจิตไม่ออก เลยไม่ต้องพูด พยาปาทะ 5 ต้องลดโทสะก่อนด้วย มีผลัก จนกระทั่ง ไม่เกี่ยวกับ ตาหูจมูกลิ้นกาย ไปปิดทวาร พวกนี้น่าสงสารมาก หมดสิทธิ์ที่จะได้ศาสนาพุทธอย่างสิ้นเชิง นั่งหลับตาปฏิบัติธรรม หลับตานั่งสมาธิแล้วหลงว่าเป็นสมาธิที่เข้าใจว่าเป็นสมาธิของศาสนาพุทธ อริโยสัมมาสมาธิ ผิด 100% 1000% 10000% สำนักพุทธที่ไหน ไม่นั่งหลับตาทำสมาธิ ถ้าบอกว่าสมาธิ ต้องนั่ง สติ เป็นองค์ความรู้ศาสนาพุทธ คือ สติ ธรรมวิจัย วิริยะ เป็นสามองค์ ของโพชฌงค์ เป็นฐานที่ตั้ง ให้เกิดสมาธิ ความรู้ของศาสนาพุทธ _เมื่อวานนี้ท่านบอกว่า สติเป็นตัวเป็นลบ สมาธิเป็นบวก พ่อครูว่า...ถูกต้อง สติเป็นตัว dynamic เป็นลบ สมาธิเป็นบวก ปัญญาก็เป็นผลของสติ สมาธิ ทำให้ถูกต้อง ก็ได้ผล อาจารย์ทั้งหลายแหล่ อธิบายบอกว่า ปัญญาจะเกิดในสมาธิ ก็ถูก ปัญญาจะเกิดในธรรมวิจัย เห็นกิเลส เราก็มีธรรมวิจัย ทำให้กิเลสลดได้ ก็มีปัญญาอ่านรู้ ธาตุรู้ที่เห็นรู้ตามอาการจิตต่างๆนี่ คือปัญญา ผู้ที่ไม่รู้ จะอธิบายอย่างนี้ อย่างอิทัปปัจจยตานี้ ไม่ได้เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ เอาอันใดมาร้อยกันได้ นี่ลูกโซ่เส้นนี้ๆ เขาจะอธิบายร้อยเรียงกันไม่ได้อย่างนี้ อย่างในหนังสือ ธรรมพุทธสุดลึก นี้ก็มีหมวดธรรมต่างๆ ไปตั้งแต่ 2 จนถึง 108 เวทนาคือ ฐานในการปฏิบัติ หากไปเอา ดินน้ำไฟลม กสิณ 40 เป็นเรื่องที่ออกนอกรีต ศาสนาพุทธ ในสูตรแรกคือ พรหมชาลสูตร ว่าไว้ว่า ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนา ไม่มีการปฏิบัติได้ ผู้ที่รู้ฐานปฏิบัตินี้คือ ผู้ที่ปฏิบัติดีปฎิบัติชอบ (พ่อครูหันมาว่า คนฟังที่ทะลุกลางปล้อง ให้หยุดฟุ้งซ่านก่อน) ตัด ออกด้วย ศาสนาพุทธ มีจุดสำคัญ คือจับกรรมฐานคือเวทนาได้ แล้วมาปฏิบัติ ทีละ 2 เรียกว่าเทวธัมมา แล้วก็ทำเวทนา ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกัน กับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล. 10 ข. 60 นี่คือ การปฏิบัติธรรม ของพระพุทธเจ้า เข้าเป้าเลย เป็นหนึ่ง มีทางเดียว “มรรค มีองค์ 8” นั้นคือ "ทางเอกทางเดียว ไม่มีทางอื่น" (เอเสวมัคโค นัตถัญโญ) ล. 25 ข. 30 ทุกวันนี้ เอาอะไรมาผสมกันก็ไม่รู้ บอกว่าทางปฏิบัติของพุทธมีตั้งหลายทาง ก็บรรลุอรหันต์กันทั้งนั้นแหละ ค้านแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้า เอเสวมัคโค นัตถัญโญ คำว่า นัตถัญโญ แปลว่าไม่มีทางอื่น แล้วก็มีสุริยเปยยาล 7 ก่อน แล้วจะโยนิโสมนสิการได้ หากโยนิโสมนสิการไม่เป็น ก็จะไปทำนั่งสมาธิหลับตา นั่นแหละเป็นทางที่ผิด ไม่ใช่ทางปฏิบัติของพระพุทธเจ้า จึงบอกว่าน่าสงสาร ศาสนาพุทธทุกวันนี้ 610101_ทวช.งานเพื่อฟ้าดิน เพื่อฟ้าดิน สร้างคนจนสุขสำราญฯ ตอน4

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน