สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน วิธีการสร้างอัตภาพให้ดี.docx
เนื้อหาในไฟล์
วิธีการสร้างอัตภาพให้ดี คนก็เกิดมารับทุกข์รับสุข คุณเป็นเจ้าแห่งอัตภาพเอง คุณเข้าใจไปในทางเสื่อมก็ลดค่า เข้าใจไปในทางเจริญก็เพิ่มค่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน พวกที่พึ่งพาคนอื่น พึ่งพาพระเจ้า พระพุทธเจ้าตีทิ้ง ท่านให้พึ่งพาตนเอง เรียนรู้พัฒนาตนเอง ไม่มีพระเจ้าที่ไหนช่วย มีคำพูดที่ว่า พระเจ้าจะช่วยคนที่ช่วยตนเองก่อน จริงๆคำว่า พระเจ้าจะช่วยนี้มีจริงคือ หมู่ฝูง แรงจริงของคุณเป็นจุดศูนย์กลาง แล้วเกิดพลังงาน ของคนที่เห็นดีเห็นด้วยมาร่วม มีพลังดูด เป็นพลังแม่เหล็ก ต้องสร้างพลังงานของตนให้ดี ถ้าทำแบบวิริยาธิกะ คือทำไปแล้วสูญเสีย ไม่ได้สัดส่วน ที่จะทวีขึ้นเรื่อยๆ ก็จะช้านานมาก ต้องทำให้ดี ทำให้มาก อย่าให้สูญเสีย คุณสามารถทำได้เท่าไหร่ ก็จริงเท่านั้น เจริญไปตามลำดับ อัตภาพของตน จึงเป็นผู้ทำ 1.สร้างของตัวเองให้ดี 2.อย่าไปทำวิบากเพิ่มกับใคร เราต้องถูกดึงจากคู่วิบากอีก ทำให้ช้านาน เราต้องลดวิบาก ทำให้เราไม่เสียเวลา มีแรงมากขึ้น กุศลจะเจริญเร็ว จนถึงเต็มแต่ละรอบ แต่ละกรอบ มีการเคลื่อนไหวของพลังงาน มีตั้งแต่อุตุนิยม พีชนิยาม จิตนิยาม ก็จัดแจงตนเอง ให้เป็นกรรมนิยาม ที่ทรงอยู่เป็นธรรมนิยาม ให้สูงสุดได้ ถึงอนุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้มี อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ สมณะเพาะพุทธว่า...ขณะนี้พ่อท่าน กำลังอธิบายหลักการ 2 ข้อคือ สร้างตัวเองให้ดีและอย่าไปสร้างวิบากเพิ่ม โดยเฉพาะอย่าไปสร้าง จิตพยาบาทแก่กัน เราก็จะสร้างตัวเอง ให้ถึงอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เราอาจเคยได้ยิน ว่าจงช่วยตนเองก่อน แล้วพระเจ้าจะช่วย ซึ่งพระเจ้าก็คือแรงเสริม จากหมู่กลุ่มหมู่สงฆ์ ที่เราได้ทำประโยชน์ด้วย พ่อครูวันนี้บอกว่า ธัมมชโยมีส่วนดี ที่ไม่พาไปหยาบแรง หาอบายมุขหยาบ เขาเน้นปลื้ม แต่ชาวอโศกเน้นเปรี้ยง ตรงกันข้ามกับปลื้ม พอ
อ่านต่อ
สมควร คนจริตชอบปลื้ม ก็จะไปกับธรรมกาย ซึ่งคนแบบนี้มีมากกว่า คนที่อยู่ใกล้ชิดกับพ่อท่าน จะพบว่า ท่านมีความเป็นสุนทรีย์สูง แต่เวลาแสดงออก จะมีลักษณะเปรี้ยง แต่ inside มีปลื้ม แต่ธัมมชโยนี้ ภายนอกปลื้ม แต่ภายในเป็นอย่างไร พ่อครูว่า...ภายในดำอำมหิต สมณะเพาะพุทธว่า...เมื่อวานได้ฟังเทศน์พ่อครู ที่ได้ปรารภเรื่องปลื้ม (อัตตมนตา) ซึ่งในนั้น ก็มีอัตตาอยู่ มีสามข้อ ที่พ่อครูเน้นย้ำวันนี้ คือเราจะต้องทำของดี อย่างมีปัญญา 1.ของดี 2.มีปัญญา 3.มีตัวทำจริง ขับเคลื่อน ปัญญาต้องเป็นส่วนประกอบเสมอ ในทางพุทธศาสนา หากเราทำได้ คือ สร้างตัวเองให้ดี สองอย่าไปสร้างวิบากไม่ดี แต่ถ้ากระทบอย่างมีวิบากที่ดี ก็ตรงกับในโอวาทปาติโมกข์ด้วย พ่อครูมีบารมี ก็แสดงออกการกระทบได้อย่างหนึ่ง แต่ของเรา มีบารมีไม่เท่าพ่อท่าน ก็ต้องแสดงออก อย่างที่กระทบอย่างพอเหมาะ มีคนถามว่า พ่อครูว่าธรรมกาย จะมีวิบากไหม พ่อครูว่า...อาตมาอาจหยั่งจิตธัมมชโย เขารู้จุดที่ดีไม่ดีเหมือนกัน ความไม่ดีที่หยาบมากๆ เขาไม่ทำ การอาฆาตพยาบาทมนุษย์ เขาไม่ทำ เขาจะไม่พยาบาทใคร ถ้าขืนธัมมชโยยังพยาบาทอยู่ เขาจะลงนรกหมกไหม้ หนักหนาสาหัส หากเขาจะพยาบาท เขาจะพยาบาทสมณะโพธิรักษ์ แล้วเขาจะหนักไหม เขารู้ เขารู้สิ่งที่พยาบาท มันเลวมาก เขาไม่กล้าพยาบาทสมณะโพธิรักษ์ จะเห็นได้ว่า หนังสือทุกเล่ม ของเขาที่ออกมา ไม่มาแขวะสมณะโพธิรักษ์เลย สมณะเพาะพุทธว่า...เขาอาจไม่รู้ว่า พ่อท่านว่าเขาก็ได้ เขาไม่ได้ติดตามสื่อสาร พ่อครูว่า...อย่าเอาคนส่วนย่อยมาตัดสินสิ ส่วนดีเขาไม่ทำร้ายอาตมา อาตมาเลยเหมือนคนได้ใจ ว่าเขาเอา ว่าเขาเอา มันเป็นสัจจะ ถ้าเขาทำ จะหนักกว่าเก่าซับซ้อน อันนี้เป็นจุดดีของเขา ถ้าเขาทำเขาจะหนัก แต่ลูกศิษย์เขาอดไม่ได้มีนะ แต่เขาก็เชื่อฟังคำสอน ตามที่เขาพาทำ เชื่อฟังเขาดีมาก ในจุดดีของเขา คือทำให้ลูกศิษย์ทำดีบ้าง แต่สรุปแล้ว ชั่วที่ซับซ้อนมีมากคือโลภะ อันนี้คือเขาหนักมาก ตะกละตะกราม ตะกละในสิ่งที่เป็นวิมาน อนาคต เป็นโลกธรรมที่ปั้นไว้หนามาก ความสวยงาม หรูหราใหญ่โต เป็นระเบียบเรียบร้อย ความเป็นระเบียบเรียบร้อยนั้น เป็นความดีที่ตื้นๆ เป็นระเบียบนั้นดี แต่ไม่อนุโลมอะไรๆ มันก็แข็ง พูดในแง่ศิลปะ ไม่อยู่ในลักษณะธรรมชาติเลย ธรรมชาตินั้นแข็งเป๊กไม่ได้หรอก ต้องมีความไม่เป็นระเบียบมากบ้าง หรือน้อยบ้าง ในวัฏสงสารไม่มีอะไรตรง มีตรงอยู่อย่างเดียว คือความดัดจริต ความดัดจริต คือสภาวะที่ต้องทำอยู่ ตลอดเวลา เพราะมันตรงไม่ได้ จึงจะต้องดัด ๆๆๆ ดัดอย่างเดียว เพราะว่าความจริงใน วงวน สิ่งที่มีแกนวน พลังงานอะไรก็แล้วแต่ ไม่มีอะไรตรง คุณจะมาดัดให้ตรง ในพลังงานที่มีดูดมีผลัก คุณสู้ พลังงานของหมู่กลุ่มไม่ได้ คุณจะตรงจะต้องดัดตัวเอง เนื่องต่อไปตลอดกาล ไม่มีเวลาหายใจ จะเหนื่อยมาก ลำบากมาก ต้องดัดจริต ไม่มีเวลาทำอย่างอื่น ทำแต่ดัดจริตท่าเดียว เกิดมาทำไม ความไม่ยอมที่จะต้องทำ จะอนุโลมบ้าง อะไรที่ควรก็ทำ แต่นี่อย่างธัมมชโย ธรรมกายเขาไม่รู้ เขายอมไม่ได้ก็ดึงดัน สิ่งที่ดี เราพยายามดึงส่วนดีของธรรมกาย ออกมาบ้าง ก็หายาก แม้หาได้ก็เป็นความดีที่ต่ำๆ (ขออภัยที่ต้องพูด เหมือนว่าเขา) อโศกพูดเรื่องดี ระดับหยาบ หรือกลาง หรือปลาย ...อโศกพูดเรื่องดี ระดับกลางและปลาย และกระหน่ำระดับหยาบ แต่ทางโน้น เอาแต่ดีระดับต่ำ หวานล้อมคนอื่น ก็เป็นเช่นนี้ แบ่งเป็นสามเส้า ของเขามีเส้าเดียว ของเรามีสองเส้า ปีใหม่นี้ คนไทยมีความตื่นตัวกันมากขึ้น ในอาการในพฤติของการเคลื่อนไหว ทั้งตัวคนไทย และต่างประเทศที่เห็น ที่รู้ว่าควรมาศึกษา หรือทำตัวเองให้เป็นให้ได้บ้าง มันยังเริ่มต้น ต่างชาติพวกที่มีบารมีก็ยังน้อยอยู่ แต่คนไทยนั้นตื่นตัว คนที่ไม่ได้ยินได้ฟังมีอีกเยอะ ไม่ได้ยินได้ฟังที่อาตมาพูด แต่เขากำลังตื่นตัว ยินดีปรีดา ในสิ่งที่ในหลวง ได้สร้างสรรไว้ เป็นสัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีพไม่มีกุหนา ลปนา แต่สิ่งที่ปรากฏในเมืองไทย ถึงขั้นพ้นมิจฉาอาชีวะ ขั้นที่ 3 ชาวอโศกเรา ก็ทำมาได้แล้ว ก็จะมีผู้ที่เข้าใจ มองออก เริ่มรู้จักชาวอโศก กองทัพธรรม บุญนิยม มีหลายฉายา แต่ก็หนึ่งเดียวกัน เขาก็จะเริ่มมาศึกษา สนับสนุนส่งเสริม อาตมาก็ขอกำชับว่า พวกเราอย่าหลงตัวหลงตน ยกตัวยกตน ให้อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนรับใช้ไปเรื่อยๆ เก็บผลประโยชน์ ในสิ่งที่เราได้รับใช้ ในสิ่งที่เราได้มีคำกริยา มีการงานอันเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น การที่เราจะมีพลังงาน เอาไปเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เราต้องเป็นผู้รับใช้ ไม่ขาดแคลน พวกเรายังเป็นพวก สุรุ่ยสุร่ายไปหน่อย ถ้ามัธยัสถ์ รู้จักเก็บงำส่วนที่เกิน ก็จะได้มาอีกมาก ในฐานะของชาวอโศก ทุกวันนี้ จึงมีพลังงานผู้รู้ผู้เข้าใจ และพูดเต็มใจทำดี สร้างสรรค์เต็มที่ เราก็อาศัยกินใช้อยู่ในหมู่ แล้วทำตน เป็นผู้กินน้อยใช้น้อย ไม่ทำลายสุขภาพร่างกาย ร่างกายที่มีโรคภัย ก็ช่วยกันพัฒนาบูรณะ ปฏิสังขรณ์กัน ส่วนที่จะเอาโรคภัย เป็นสิ่งที่จะทำให้ ร่างกายสุขภาพเสื่อม ก็ไม่ทำ ไม่ไปแสวงหาไปเกี่ยวข้องเอามา ก็มีปัญญารู้ว่า ควรอยู่ในสถานที่อย่างไร ในวงแวดล้อมของที่ไหนอย่างไร ซึ่งเป็นที่ปราศจากแม้แต่ ในบรรยากาศต่างๆ เราก็สร้างบรรยากาศให้สะอาด ปราศจากเชื้อโรค เราทำให้มีพลังงานที่เป็นแก๊ส พลังงานลม พลังงานไฟ แม้ที่สุด เป็นน้ำเป็นดิน เราก็พยายามสร้าง ให้เป็นธาตุบริสุทธิ์สะอาดเดียวกัน และช่วยกันเอาธาตุที่ไม่บริสุทธิ์สะอาดออก อาตมาพยายามทำน้ำตก ทำให้เกิดแรงเคลื่อน มีต้นไม้ ทำออกซิเจน เอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป มีแรงผลักแรงดูด ได้สัดส่วน สันติอโศกเรามีพลังงาน เขตแดนเท่านี้ ก็ทำเท่านี้ อยู่ตัวแล้ว ต้นหมากรากไม้ ก็เสริมกัน น้ำเคลื่อนที่ อากาศกระแสช่วยเรา อโศกสะอาดได้พอสมควร ตอนนี้ราชธานีอโศก จะทำรูปธรรม นามธรรมที่สมบูรณ์ จะมีทั้งน้ำตก ต้นไม้ ภูเขา จะได้องค์ประกอบได้สัดส่วน เราทำได้ให้มีอัตโนมัติ อาตมาเซ็นสัญญากับพระอาทิตย์ไว้แล้ว ใช้โซล่าเซลล์ เป็นพลังงานธรรมชาติ ที่ไม่หมดไปง่ายๆ ต้องเกิดใหม่อีกหลายรอบ กว่าที่พระอาทิตย์จะแตกดับไป แต่เราจะเกิดมาเมื่อใด ก็จะไม่ทำร้ายทำลาย แต่จะเป็นผู้ที่สร้างโลก เราก็พัฒนา DNA มาตลอดสืบทอดไปเรื่อย ตอนนี้สรุปลงที่ประเทศไทย เป็นตัวแก่นแกน ที่จะทำให้เกิดวัฏสงสารอันนี้ จะขยายผลไปสู่โลกทั้งใบ ที่พูดนี้ ไม่ได้คะเนเดาหรือคำนวณ แต่พูดตามภูมิ เก็บเอาเหตุการณ์ มาประมวล ก็พูดตามจริง อ่านออกจากแรงเคลื่อนตัว ที่เป็นหลักเป็นฐานมาประมวล แล้วก็เอามารวบรวมอธิบาย สื่อเป็นภาษา สื่อให้พวกเราฟัง จึงเป็นการอ่านสภาวะจริง มาบอกพวกเรา ไม่ใช่พยากรณ์ การพยากรณ์ แบบไม่รู้จริงไม่เอา มีความขาดหกตกหล่นอยู่ไม่ทำ อาตมาไม่ใช้พยากรณ์ แต่เอาปรากฏการณ์จริง ก็ไม่ได้พูดหมด เผื่อว่าตัวเองจะบกพร่องไว้ด้วย เราเผื่อว่าที่เรารู้ อาจไม่ใช่ก็ได้ ความรู้อาตมามี 100 แต่เอามาใช้ 80 อาตมาไม่เสีย เขาอาจเข้าใจว่า อาตมามีแค่นั้น ก็ไม่เป็นไร อาตมาเต็มใจให้เขารู้ว่า มีน้อยกว่าที่มีจริง อาตมาไม่เสีย แต่ถ้าอาตมามี 100 แต่แสดง 110 อาจดูใหญ่โก้แต่ไม่จริง ไปทำทำไม คนมักอวดเกินจริง คนอวดตัวเองเกินจริง ไม่ได้มีความฉลาดอยู่ที่ไหนเลย แต่อวดต่ำกว่าจริง เราไม่บอกหมดเท่านั้นเอง ไม่บอกตรง แต่ที่บอกนี้ คือจริงทั้งนั้น แต่เราไม่บอกทั้งหมดของตนเอง ไม่ได้โกหก เรามี100 เราบอก 80 เช่นฉันสวย 80 แต่จริงๆสวย 100 แต่เขาที่สวย 80 แต่ไปเอาของคนอื่นมาแปะ ว่าฉันสวย 100 พวกเราทำได้ตรงตาม วรรณะ 9 ของพระพุทธเจ้า มิจฉากัมมันตะของพระพุทธเจ้า อย่าไปเอาตามหลักการของทุนนิยม เป็นหลักการที่นายทุนกำหนด มันผิด ให้มาเอาหลักการของบุญนิยม คือขาดทุนๆ แต่หลักการทุนนิยมคือ กำไรๆๆๆมันจะขาดทุน ต้องมาขาดทุนนี่แหละจะกำไร (ในหลวงตรัสไว้) สัมมากัมมันตะ ชาวอโศกเราก็ทำได้ดี แม้แต่ไข่ลม คนอื่นเขาเอามายัดเยียดเราก็ยังไม่กินเลย บริสุทธิ์ในศีลข้อ 1 และ 2 ก็ทำได้ดี ส่วนราคะก็ยังได้ 60-70 % นะ จากพ้นมิจฉากัมมันตะ ก็ไปหา การพ้นมิจฉาวาจา ชาวอโศกโกหกน้อย พูดหยาบก็ไม่ค่อยมี ถ้าไปบอกว่า ส่อเสียดอย่างหยาบก็ไม่ค่อยมีหรอก ส่อเสียดอย่างโพธิรักษ์ ก็ไปกระทบคนอื่น แต่ความจริงแล้วอาตมายังพูดกระทบ น้อยไปด้วยซ้ำ แต่พวกเรา ก็ไม่ได้ขี้ตามช้าง ก็ดี การพูดและเล็ม เลียบเคียงเรี่ยไร พวกเราไม่มี พวกที่แอบไปทำ พวกเราก็ปรามกัน แต่องค์รวมไม่มีแล้ว จะไปหว่านล้อม ให้มาบริจาค หรือไปทำเล่ห์คารมโวหาร แบบขายตรง ประเล้าประโลมให้เขาซื้อ แล้วดูดเงิน พวกนี้พวกเราไม่ทำได้ แม้แต่วาจา 4 มีตัวเพ้อเจ้อ คำว่าเพ้อเจ้อ นี้มีนัยลึก คำใดที่พูดไปแล้ว คนฟังไม่รู้เรื่องคือเพ้อเจ้อ ถ้าอาตมาพูดไปในธรรมะร้อย แต่คนฟังรับไม่ได้เลย ก็เพ้อเจ้อ แต่ถ้าคนรับได้ 60 - 70 % ขึ้นไป ถือว่าไม่เพ้อเจ้อ ถ้าได้ต่ำกว่า 50% ก็คือยุคยากไร้ เด็ดดอกหญ้าแซมผม ก็พอได้ ยุคใกล้กลียุคขนาดนี้ ก็ได้ขนาดนี้
600101_วิถีอาริยธรรม รับปีใหม่ 2560 สันติอโศก