สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ปรากฏการณ์พลังความดีของในหลวง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข18 มีนาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

ปรากฏการณ์พลังความดีของในหลวง พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 18 ตุลาคม 2559 แรม 2 ค่ำเดือน 11 นร.ว.นบเรียนมาถึงทุกวันนี้ เราเริ่มเปิดเรียนเดือนกรกฎาคม 2557 จะเข้าปีที่ 3 แล้ว ถ้าครบ 5 ปีจะต้องจ่ายใบปัญญาบัตร ก็มีผู้ที่ใส่ใจรับฟังเรียนรู้ที่อาตมาเอามาเทศน์ก็พอได้ไม่ขี้เหร่นัก ไม่โหรงเหรง ในแต่ละคราวๆ การเรียนรู้ธรรมะ ทุกวันนี้ อาตมาเห็นความไม่ใส่ใจของมนุษยชาติทั่วโลกเลย ไม่ใส่ใจเรื่องของคุณธรรมความเป็นมนุษยชาติ กิเลสมันเจริญ เรื่องของมนุษยชาติเรื่องของสังคมเรื่องของประเทศ มีจิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าเป็นคำสัตย์จริง ที่จริงที่สุด แต่คนก็ไม่ค่อยใส่ใจศึกษา ได้แต่ท่องจำออกไปสอบไปเรียน แต่ไม่ซาบซึ้ง ไม่ชัดเจน ในความหมายที่ชัดเจนตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ อาตมาทำงานมา 46 ปีแล้ว ก็ยิ่งเห็นความสำคัญ ไม่ใช่ว่าเหนื่อยหน่ายท้อแท้ รู้สึกระอา ควรวางมือควรเลิกก็ไม่ แต่กลับยิ่งเห็นว่าจะทำอย่างไรจะประพฤติปฏิบัติอย่างไรมันถึงจะดีกว่านี้ ให้มนุษยชาติได้รับรู้เห็นถึงความสำคัญเอาใจใส่ หันมาเอาสิ่งนี้ อาตมารู้ตัวเองว่าเราไม่เก่ง พยายามทำงานมาตั้ง 46 ปีแล้ว ก็ไม่น้อยเลย เผยแพร่มีโทรทัศน์ถ่ายทอดออกไป สู่สังคมภายนอก ก็ไม่รู้สึกว่า เขาจะเห็นความสำคัญ ว่าน่าสนใจ จะหันกลับมาสนใจมากขึ้นอย่างมีรูปธรรม อย่างเห็นเลยว่า มีคนสนใจเข้ามาเยอะ ไม่ถึง แต่ในหลวงทรงเผยแพร่ โดยการกระทำของพระองค์ พระจริยวัตรของพระองค์เอง ท่านเผยแพร่ด้วยการกระทำ แต่อาตมาเผยแพร่ด้วยการพูด การบรรยายขยายความที่ละเอียดลึก แต่ไม่ค่อยได้ผล สู้พระโพธิสัตว์อย่างในหลวงไม่ได้ พูดด้วยความจริงว่าพระองค์เป็นโพธิสัตว์ อาตมาก็เป็นพระโพธิสัตว์แต่อาตมาทำงานสู้ท่านไม่ได้ ท่านทรงงานมา 70 ปี มีผลเลิศให้เห็น ให้คนด้ว

อ่านต่อ

ยศรัทธาได้เข้าใจในแนวลึกมากเลย อย่างเป็นธรรมะ เป็นคุณธรรม ที่คนรักบูชาในหลวงก็ด้วยคุณธรรมที่ท่านทรงประพฤติ คำสอนด้วยการประพฤติการกระทำ นั่นคือธรรมะที่พระองค์ประพฤติปฏิบัติด้วยพระจริยวัตรตลอดที่พระองค์ทรงมาตลอด 70 พรรษา เป็นธรรมะทั้งนั้น ธรรมะที่พระองค์ประพฤตินั้นเป็นของมนุษย์ธรรมดา และเป็นธรรมะหรือเป็นพฤติกรรมของสังคม ที่ควรจะต้องทำอย่างนั้น เช่น ท่านตรัสว่า ท่านเป็นนักบริหาร บริหารอยู่ในพระหน้าที่ของพระองค์ บริหารบ้านเมืองจริงๆ มีผลที่ยอดเยี่ยม ทำให้คนเข้าใจ ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยแต่ประเทศอื่นๆก็เข้าใจ นี่คือประชาธิปไตยอันยิ่งใหญ่ ประชาธิปไตยสองขา ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่ประชาธิปไตยเฉยๆ เป็นประชาธิปไตยขาเดียว เรื่องนี้อาตมาเห็นความลึกซึ้งมาก แต่ขยายความไม่ออก ไม่เก่ง ไม่สามารถขยายถึงความวิเศษ ของประชาธิปไตยที่ผู้บริหารมีจิตวิญญาณ นอกจากจะมีพฤติกรรมภายนอกได้อย่างมีจิตวิญญาณ เป็นหลัก มโนปุพพังคมาธัมมามโนเสฏฐามโนมยา บริหารด้วยพระจิตวิญญาณอย่างนั้น จึงเกิดผลออกมาอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นผู้บริหารที่เข้าใจชัดเจน แล้วเคารพนับถือชัดเจนมากอีกองค์หนึ่งคือ กษัตริย์จิกมี่ เคเซอร์ นัมเกล วังชุก กษัตริย์ภูฏาน พระองค์ทรงชัดเจนว่า การบริหารประเทศต้องเอาแบบนี้ อย่างที่ในหลวงของเราทำ แล้วทำก็ทรงประกาศตามพระราชดำรัสที่เราเอามาเปิดออกอากาศมาบริหารแบบคนจน ท่านตรัสถึงการบริหารประเทศด้วย เพราะมีรัฐมนตรีประเทศเกาหลีมาทูลถาม ว่าจะบริหารประเทศอย่างไร ท่านก็ตรัสตอบว่าให้บริหารแบบคนจน ชัดๆ ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แล้วท่านก็กลับขยายความว่าบริหารแบบก้าวหน้าที่เขามุ่งไปสู่ความร่ำรวย แต่พระองค์ท่านไม่ตรัสถึงคำว่าร่ำรวย ตรัสถึงคำว่าก้าวหน้านั้นเป็นการถอยหลัง และเป็นการถอยหลังอย่างน่ากลัวด้วย การก้าวหน้าแบบนั้นมันไม่ดี ซึ่งนักรัฐศาสตร์ นักวิชาการผู้รู้ปราชญ์ทั้งหลายในประเทศ ที่ทำหน้าที่บริหารเป็นข้าราชการ ข้าราชบริพารทั้งหลายแหล่ น่าจะซาบซึ้งอันนี้ แล้วได้เอาอันนี้มาขยายความ แล้วก็นำมาปฏิบัติ สนองพระราชดำรัส ศึกษาจริงให้เข้าใจชัดเจน ท่านพยายามตรัส 1 เศรษฐกิจพอเพียง 2 แบบคนจน 3 ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา 3 วลีนี้ ให้บริหารอย่างเศรษฐกิจพอเพียง ประพฤติแบบเศรษฐกิจพอเพียง บริหารแบบคนจน ประพฤติแบบคนจน บริหารกันอย่างขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ประพฤติอย่างขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ถ้าผู้ใดเข้าใจและกระทำได้ ประพฤติอย่างเป็นผู้ขาดทุนอยู่ในสังคม ผู้นั้นประพฤติอย่างผู้ขาดทุน ผู้นั้นถึงจุดหมาย ขาดทุนนั้นคือคนอย่างไร? - ขาดทุนนั้นคือคนที่ทำงานได้ค่าแรงงานน้อยกว่าควร -ทำงานลงไปแล้วเสร็จ ให้ผู้ที่ให้แก่คนที่จะได้รับประโยชน์ไป ให้เขาได้รับประโยชน์ได้มากกว่าที่เราเอาคืนมา นั่นคือขาดทุน -แล้วเราประพฤติอย่างนั้นเราก็อยู่ได้ด้วย คนฟังแล้วฟังยาก ฟังแล้วไม่ค่อยขึ้น นึกไม่ออกว่าจะอยู่อย่างไรถ้าเขาไม่ลึกซึ้งพอ แล้วเขาไม่รู้ว่าคนที่ขาดทุนนี้คืออย่างไร? เป็นความผิวเผินของเขา ว่าขนาดนี้เขาได้กำไรมากแล้ว เขากำไรมากแล้วเขายังไม่ค่อยพอเลย เขายังรู้สึกว่ามันยังไม่ค่อยพอ ด้วยจิตใจของเขา นี่คือจิตขี้โลภ จิตใจเห็นแก่ได้มากๆเห็นแก่ตัว มนุษยชาติเป็นอย่างนั้นมีลักษณะจิต อย่างนี้ เรียกเต็มๆว่า อภิชฌาวิสมโลภะ มีอัตตาพุ่งเพ่งไปข้างหน้า โดยที่ไม่มองเข้าหาตัวเอง มีความตะกละตะกรามด้วยความโลภ คนที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะ จริงๆ จนเข้าใจคุณสมบัติวิเศษ เป็นคนที่มีชีวิตขาดทุนได้ ลองมองย้อนเข้ามาหาตัวเองสิ ชาวอโศกทั้งหลาย ทุกวันนี้ในชีวิตของพวกเราแต่ละคนๆ เราทำงานใช่ไหม? ก็ทำงาน เราทำงานแล้วเรารับเอาสิ่งแลกเปลี่ยนคืนมาให้แก่ตัวเอง มากกว่าควรไหม? ก็ไม่ อาตมาก็เห็นอย่างนั้น พวกเราทำสำเร็จ พวกเราประพฤติปฏิบัติมีกรรมกริยา ทำการงานทุกวันก็ไม่ได้เกียจคร้าน วันเสาร์วันอาทิตย์ก็ไม่ได้หยุดเหมือนข้างนอก จริงๆแล้ว วันเสาร์วันอาทิตย์นั้นงานหนักด้วย แทนที่จะได้หยุดพักผ่อน แต่งานกลับมากกว่าวันธรรมดาด้วยซ้ำ ทำเสร็จเป็นรูปธรรมแล้วเป็นวัตถุ เป็นรูปร่างเลย ก็ไม่ถึงขนาดนั้น แต่เราก็มาสะพัดออกไป มันเป็นการสะพัดแรงงาน ไม่ได้อยู่ที่เอามามากเป็นรูปแล้วสะพัด แต่เป็นสิ่งที่เราควรจะได้เอามา แต่เราไม่เอา การที่เราไม่เอานั่นแหละ คือการสละออกไป ไม่โลภ เช่นยกตัวอย่างรูปธรรมชัดๆ เราไปทำงานค้าขาย เราทำอาหารขายอยู่ในตลาด อยู่อุทยานบุญนิยม เราขายในราคาตลาดมันควร 20 บาทหรือ 35 บาท ต่อชาม แต่เราเอาเพียง 15 บาท ชามละ 20 บาทอย่างสูง ข้างนอกนั้นบางที 50 บาทด้วย จำนวนที่เราไม่ได้เอาเท่าเขา นั่นแหละ คือการขาดทุน เป็นขั้นต้นง่ายๆ เป็นบุญนิยมคือ ค้าขายขาดทุน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ก็คือ 1. ต่ำกว่าราคาตลาด 2. เท่าทุน 3. ต่ำกว่าทุน 4. แจกฟรี ของเราก็ชัดเจนแนววิธีคิด เราขายต่ำกว่าราคาตลาด ก็เป็นหลักฐานบ่งบอก เห็นอยู่ การขายเท่าทุน ถ้าคิดไปอย่างละเอียดแล้ว เราขายต่ำกว่าทุนนะ ถ้าไปเอาในรูปของสามัญปกติ วันหนึ่งๆคนของเราไม่พอ ก็เลยออกไปทำงานที่อุทยานบุญนิยม โดยมีคนน้อย ทั้งที่ควรจะมีคนมากกว่านี้ ถ้ามีคนมากกว่านั้นจะขายได้ดีกว่านี้ แต่มันมีความจำกัดก็เลยได้เท่านั้น ถ้ามีคนมากพอแล้วช่วยกันบริหารช่วยกันทำ ช่วยกันดูแล ช่วยกันสร้างสรรค์ ให้เป็นร้านค้าที่ครบวงจร ตามที่ร้านเขาทำกันอย่างทางโลก ของเราทำการด้วยใจสมัครไม่ได้มีการตลาดการจัดการ ให้ครบพร้อม ให้เห็นแล้วน่าเข้ามาอุดหนุน กลับไม่ได้ไปเร่งรัดในจุดนั้น แต่รวมๆแล้วแม้แต่รูปธรรม เราขายต่ำกว่าราคาตลาด เราขายเท่าทุนนี้ แท้จริงแล้ว เราขายต่ำกว่าทุน เพราะร้านอย่างนี้ราคาค่าตัวคนทำงานตามธรรมดานั้นจะแพง เขาทำงานอยู่กับร้านเงินเดือนควรจะแพงกว่า แต่เราไม่ได้ตั้งราคาเลย เราก็ประมาณเอา อัตราเงินเดือนควรจะแพงกว่า แต่เราก็ทำขนาดนี้ ก็เลยให้ เป็นเหมือนเราให้ราคาของชาวบุญนิยม * แต่แท้จริงเราขาดทุนให้แก่ทางทุนนิยมอีกเยอะ*

ถ้าจะให้พูดตามภูมิรู้ของอาตมา ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่กว่าประเทศใดๆทั้งหมด เพราะผู้ที่เป็นแบบอย่างของประชาธิปไตยที่ดีที่เยี่ยม ชื่อพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศของเรานี้แหละ เป็นนักประชาธิปไตยเบอร์ 1 ของโลก ซึ่งมันมีคนไทย ที่ต้องการอำนาจ จนจะตีทิ้งในหลวงของเรา คนไทยมีทิฏฐิสามัญตา ยินดีกับการประพฤติปฏิบัติอย่างในหลวง รัชกาลที่ 9 ของเรา นี่แหละคือนักประชาธิปไตย ท่านบริหารท่านทรงงาน ท่านบอกเลยว่า ให้ทำอย่างไร เข้าหลักของศาสนาพุทธ เอาแบบวรรณะ 9 มาขยายได้อีก ๑. เลี้ยงง่าย (สุภระ) ๒. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) ๓. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) . . ๔. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ๕. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) ๖. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) ๗. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ๘. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ๙ ๙. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) . นี่คืออาริยะคือ the classes ไม่ใช่แบบ masses ชุมชนที่ไม่มีวรรณะ ๙ คืออวรรณะ ๖ ไทยเรามีแบบนี้ เป็นคนเลี้ยงง่าย บำรุงง่าย มักน้อย ทั้งที่ประเทศไทยจะโลภโมโทสันกว่านี้ได้ แต่ประเทศไทยแบ่งแจกกันได้ อลุ่มอล่วยกันได้ เห็นได้สังคมประเทศไทยตอนนี้ มีการแสดงน้ำใจสังคหะกันมากเลย เป็นผลสะท้อนของคุณธรรมของพระเจ้าอยู่หัว เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต คนพวกนี้ก็แสดงออกว่า ข้าพระพุทธเจ้ามีสิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวให้ไว้ กระจายออกไปเต็มไปหมด ตั้งแต่คนจนยันคนมีฐานะดีในสังคม เป็นการสะท้อนตอบ ว่าสมเด็จพ่อของเรา ตั้งแต่พระองค์ทรงพาบริหารจนเสด็จสวรรคต ประชาชนของท่านได้อะไรไปจากท่านหรือเปล่า ก็ได้ไปอย่างชัดเจนอย่างที่เห็น มีไหมประเทศไหนที่จะมีสิ่งดีๆอย่างนี้ เหตุการณ์อย่างนี้ อาตมาเองไม่เก่งทางรัฐศาสตร์ ประชาธิปไตย 2 ขาแบบของพระพุทธเจ้านี้ มีลักษณะของพหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก)เป็นลักษณะที่ใช้บอกยืนยันความเป็นประชาธิปไตย เป็นคุณธรรมรับใช้ปวงชน โลกานุกัมปายะ รับใช้ปวงชน มีมากหรือน้อยก็แล้วแต่ แต่คนไทยมี แสดงออกอยู่ ถึงเวลาวาระสำคัญก็แสดงออกมาอย่างขณะนี้ ประชาธิปไตยสองขานี้ยิ่งใหญ่ อาตมาว่า สมมุตินะ ประเทศที่มีประชาธิปไตยขาเดียว ผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีตายลง ถึงแก่อนิจกรรม ชาวประชากรของประเทศ จะเกิดผลสะท้อนตอบอย่างประเทศไทยไหม จะหาได้ไหม ในประเทศประชาธิปไตยขาเดียว จะหาได้ไหม ประชาธิปไตย 2 ขา ที่เขามีพระมหากษัตริย์กันในแต่ละประเทศ แม้แต่กษัตริย์เขาสิ้นพระชนม์ ในประเทศเขา ก็จะไม่เหมือนประธานาธิบดีถึงแก่อนิจกรรมหรอก ประเทศที่มีประชาธิปไตย 2 ขาเมื่อกษัตริย์สิ้นพระชนม์ กับประเทศที่มีประธานาธิบดีสิ้นชีพลง ประชาชนจะมีความรู้สึกต่อเบอร์ 1 ของประเทศเขาไม่เหมือนกัน นี่คือประชาธิปไตยสองขา กับประชาธิปไตยขาเดียวมีความต่างกันอย่างนี้ โดยเฉพาะผู้นำประเทศที่เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรมอย่างเช่นในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรานี้ จะมีตัวอย่างให้ดูในสังคมโลกกี่ประเทศ ฝรั่งถึงมองบอกว่า คนไทยนี้เป็นอะไรของมัน มันร้องไห้กันทั้งบ้านทั้งเมืองได้อย่างไรร้องไห้กันอย่างไม่ได้เสแสร้ง ในประเทศประชาธิปไตยขาเดียว ความลึกซึ้งของจิตใจที่เทิดทูนบูชา จะไม่มี จิตใจที่รักเทิดทูนบูชาในคุณงามความดี จะไม่มี เขาจะไม่รู้จักจิตใจตัวนี้ อาตมาได้ยกตัวอย่างไปแล้ว ในประเทศประชาธิปไตยขาเดียว เบอร์ 1 ของประเทศเขาสิ้นชีพในขณะอยู่ในวาระเลย จะไม่เหมือนอย่างเรา ของเรา ความรู้สึกของประชากรในประเทศจะไม่รู้สึกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นฝรั่งบางคนถึงอุทานว่า คนไทยมันเป็นอย่างไร มันเป็นอะไร นั่นแหละคือการแสดงออกให้เห็นว่าเขาไม่มีจิตตัวนี้ เขาไม่รู้จัก เขานึกไม่ออก ว่าเป็นได้ถึงอย่างนี้หรือ จะมีปฏิภาณดูออกว่าเคารพเทิดทูนบูชาเป็นอย่างไร เขาจะนึกไม่ออก เขาจะได้แต่เดาๆไม่ซาบซึ้ง ส่วนฝรั่งคนที่ร้องไห้ด้วยเขามีจิตตัวนี้แล้ว การสร้างสรรค์ทางจิตวิญญาณ ในหลวงของเราได้ทรงพระจริยวัตร ปลูกฝัง พฤติกรรมพฤตินัย ที่คนรับได้ ออกมาจากพระทัยของพระองค์ จนตลอดพระชนม์ชีพมา เป็นสิ่งที่ชัดเจนมีมาก จนกระทั่งปฏิเสธไม่ได้ อาตมาว่า มีใครไปแอบ เห็นไหมว่า ฝ่ายแดงเขาร้องไห้กันบ้างไหม อยากรู้เหมือนกัน เอาความคิดเปิดดูกันบ้างไหม กิเลสมันอาจแสดงตัว แต่ลึกๆเขายอมรับว่าคนนี้มีธรรมะมีปัญญาญาณ แต่ฝ่ายแดงที่ดีใจเลย ช่างศีรษะมันเถอะ พวกฝ่ายแดงที่เป็นเช่นนั้นน่ะนะ สิ่งนี้เป็นเรื่องของความจริงทางจิตวิญญาณ คิดไม่ถึงว่าตัวเองจะเกิดความรู้สึกเช่นนี้ เหตุการณ์เช่นนี้เกิด เขานึกไม่ออกว่าจะเกิด สะทกสะท้าน ร้องไห้ โดยที่นึกไม่ถึงเลย ว่าเราจะได้ osmosis สิ่งประเสริฐของท่านไว้ขนาดนี้เชียวหรือ เขาจะไม่รู้ตัว แต่พอมีเหตุการณ์เช่นนี้ เราก็ร้องไห้เหมือนกันก็จะมี จะรู้ตัวว่า ตนเองเป็นคนไทย ได้รับพลังแห่งคุณค่าอันประเสริฐของในหลวงซับเข้าไปไว้โดยไม่รู้ตัวเท่าไหร่ พอมาถึงเหตการณ์นี้ถึงได้รู้ตัวเองว่า เราก็รักสิ่งที่ถูกต้องดีงามเป็นเหมือน คนที่ไม่มีปัญญารับสิ่งดีงามนี้กันนี้ได้ก็มีอยู่ในใจ ไม่มีน้ำหนักไม่มีความรู้สึกอะไรก็ธรรมดา นี่เป็นธรรมะเป็นการตรวจระดับคุณค่าคุณธรรม มนุษย์ที่มีจิตใจเปิดรับคุณค่าคุณธรรมแล้วก็เข้าไปประทับใจ ประทับไว้ในใจทีละเล็กทีละน้อย แล้วก็สั่งสมลงไป จนกระทั่งถึงเวลาวาระเหตุการณ์สำคัญ ก็แสดง เอฟเฟคของความจริงอันนั้นออกมา ที่ร้องไห้มีหลายคนก็ไม่คิดว่าตนเองจะร้องไห้ก็มีเยอะนะ คือไม่รู้ตัวเองหรอก ไม่คิดว่าตัวเองจะร้องไห้ คนที่พ่อแม่เสียชีวิตไม่ร้องไห้ก็มีเยอะ แต่ในหลวงสิ้นพระชนม์กลับร้องไห้ มีไหม เห็นไหมว่ามันต่างกัน โดยสัจจะเป็นเช่นนั้น พวกนักตะแบงก็จะบอกว่ามันเอาอย่างกัน มันเป็นค่านิยมหมู่ พากันไป หมู่เขาร้องไห้ก็ร้องไห้ตามก็พูดได้ แต่ธรรมดาสามัญใครจะมาร้องไห้เล่น คนเราไม่มีใครอยากร้องไห้ให้คนอื่นเห็นหรอก นอกจากพวกดารานักแสดง ยิ่งเหตการณ์นี้ร้องอย่างจริงใจ ไม่ละอาย เปิดเผยเลย อาตมาว่าอาตมาเข้าใจเรื่องจิตวิญญาณลึกๆนี้ เป็นสุดยอดการสั่งสมคุณค่าคุณธรรมอันประเสริฐวิเศษ โดยปฏิภาณของคนธรรมดาก็พอรู้ว่าอะไรดีอยู่ อะไรไม่ดี อะไรประเสริฐ อะไรไม่ประเสริฐ อย่างเช่นในหลวง ท่านทรงพระจริยวัตรของพระองค์ คนก็อ่านออก ว่าท่านทรงงาน พระจริยวัตรทั้งหมดแสดงมาถึง 70 ปี ท่านไม่พูดมากแต่ท่านทำ คนรับพระจริยวัตรท่านได้

591018_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปรากฏการณ์พลังความดีของในหลวง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน