09 บท 5_200461_เอม.docx
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษา เชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง ( Cross - S ectional Analytic S tudies ) เพื่อการเปรียบเทียบ พฤติกรรมการจัด การตนเองภาวะสุขภาพ และค่า eGFR ของการรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ( CKD ) ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนการจัดการตนเองโดย กลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน และ แพทย์ วิถีธรรม ร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้ป่วย CKD เลือกผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์เข้าเป็นกลุ่มตัวอย่าง ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่เข้าเงื่อนไขกลุ่มที่ใช้แพทย์ วิถีธรรม ร่วมกับแผนปัจจุบันทั้งหมด 38 คน ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบที่รักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน คัดเลือกโดยวิธีเปรียบเทียบปัจจัยต่างๆ เป็นรายคู่ ( Matched Pair ) กับกลุ่มที่ใช้ร่วมกันสองแนวทาง ได้แก่ ระยะการเป็นโรคไต เพศ และช่วงอายุ จำนวน 38 คน รวมกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาทั้งสองกลุ่มเป็นจำนวน 76 คน เครื่องมือการวิจัย มีลักษณะเป็น แบบสอบถาม ประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้ ( 1 ) ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย ( 2 ) แบบสอบ ถาม พฤติกรรมการจัดการตนเอง และ 3 ) แบบสอบถามภาวะสุขภาพ เครื่องมือแบบสอบถาม ส่วนที่ 2 - 3 ผ่านการทดสอบความตรงด้านเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และทดสอบคำนวณค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา ( Index of Item Objective Conclusion : IOC ) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามภาวะสุขภาพผู้ป่วย CKD แบบประเมินพฤติกรรมการจัดการตนเอง มีค่าอยู่ระหว่าง 0 . 70 ถึง 1 . 00 และหา ค่าความเที่ยงในการใช้เครื่องมือโดยวิธี Cronbanch Alpha ’ s coefficient ของแบบสอบถาม ส่วนที่ 2 คือ ภาวะสุขภาพด้านกายและสังคมเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเองมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0 . 76 ส่วนภาวะสุขภาพด้านใ
อ่านต่อ
จใช้เครื่องมือแบบประเมินและแบบคัดกรองด้านสุขภาพจิตสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาลชุมชน (คลินิกโรคเรื้อรัง) ฉบับปรับปรุง ประกอบด้วยแบบประเมินความเครียด ( ST - 5 ) มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0 . 47 ที่ระดับนัยสำคัญ 0 . 01 และส่วนที่ 3 แบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเอง มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0 . 89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ร้อยละค่า เฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุดและค่าสูงสุด และ วิเคราะห์ การเปรียบเทียบด้วยสถิติ Independent Sample t - test ซึ่งมีสรุปผลการวิจัย การอภิปรายผลและข้อเสนอแนะของการวิจัย ดังรายละเอียดต่อไปนี้ สรุปผลการวิจัย 1 . ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง 1 . 1 กลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน ลักษณะกลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบั นส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 60 . 53 มีอายุเฉลี่ยช่วง 61 - 70 ปี ร้อยละ 50 . 00 ปี มีสถานภาพคู่ ร้อยละ 73 . 68 การศึ กษาสูงสุดอยู่ในระดับประถมศึกษา ร้อยละ 92 . 11 อาชีพเกษตร ร้อยละ 34 . 2 รายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 5,000 ร้อยละ 84 . 21 ชำระค่าร ักษาโดยสิทธิบัตรสุขภาพถ้วนหน้า ร้อยละ 100 . 00 ค่าใช้จ่ายพอเพียง ในการรักษา ร้อยละ 92 . 11 ไม่ได้กู้ยืม เงินเพื่อใช้ในการรักษา ร้อยละ 92 . 11 โรคร่วมก่อนศึกษาเป็นโรคความดัน ร้อยละ 38 . 55 โรคร่วมหลังศึกษาเป็นโรคความดัน ร้อยละ 50 . 77 น้ำหนักก่อนศึกษาเฉลี่ย 61 . 84 กก. ( SD = 14 . 46 ) น้ำหนักหลังศึกษาเฉลี่ย 60 . 85 กก. ( SD = 13 . 66 ) น้ำหนักเพิ่มขึ้น ร้อยละ 55 . 26 ดัชนีมวลกาย ( BMI ) ก่อนศึกษา อยู่ระดับ ปกติ ( 18 . 50 - 22 . 99 ) ร้อยละ 28 . 95 หลังศึกษาอยู่ระดับอ้วนระดับที่ 1 (25.00-29.99) ร้อยละ 34 . 21 ระยะเวลาการ เจ็บป่วยด้วยโรคไตเรื้อรัง 3 - 4 ปี ร้อยละ 36 . 84 ก่อนทำการศึกษา ป่วยเป็นโรคไตระยะที่ 2 จำนวน 21 คน ร้อยละ 57 . 89 หลังการศึกษาเป็นโรคไตระยะที่ 3 จำนวน 20 คน ร้อยละ 52 . 63 ก่อนศึกษาค่า อัตราการกรองของไต ( eGFR ) อยู่ในระยะ 2 ( 60 - 89 %) ร้อยละ 55 . 26 หลังศึกษาค่า อัตราการกรองของไต ( eGFR ) อยู่ในระยะ 3 ( 30 - 59 %) ร้อยละ 55 . 63 การทำงานของไต ( BUN ) ก่อนศึกษา ระดับ อยู่ในระดับปกติ ( 5 - 23 mg %) ร้อยละ 76 . 32 หลัง ศึกษาระดับอยู่ในระดับปกติ ( 5 - 23 mg %) ร้อยละ 52 . 63 การทำงานของไต ( Cr ) ก่อนศึกษาระดับอยู่ในระดับปกติ ( 0 . 5 - 1 . 12 mg ./ dl .) ร้อยละ 73 . 68 หลังศึกษา การทำงานของไต ( Cr ) อยู่ในระดับปกติ ( 0 . 5 - 1 . 12 mg ./ dl . ) ร้อยละ 55 . 26 ความดันโลหิต ก่อนศึกษาระดับอยู่ในระดับ ปกติค่อนไปข้างสูง ( SBP 130 - 139, DBP 85 - 89 ) ร้อยละ 44 . 74 หลังศึกษาอยู่ในระดับ ปกติค่อนไปข้างสูง ( SBP 130 - 139, DBP 85 - 89 ) ร้อยละ 44 . 74 ก่อนศึกษาระดับน้ำตาลในเลือด ( FBS ) อยู่ในระดับ ปกติ ( 70 - 126 mg ./ dl .) ร้อยละ 52 . 63 หลัง ศึกษาระดับน้ำตาลในเลือด ( FBS ) อยู่ในระดับ ปกติ ( 70 - 126 mg ./ dl .) ร้อยละ 52 . 63 ก่อนศึกษาระดับน้ำตาลสะสมในเลือด ( HbA1c ) อยู่ในระดับ สูง ( > 6 . 5 %) ร้อยละ 28 . 95 หลัง ศึกษาระดับน้ำตาลสะสมในเลือด ( HbA1c ) อยู่ในระดับ สูง ( > 6 . 5 % ) ร้อยละ 44 . 74 ก่อนศึกษาระดับไขมัน Cholesterol อยู่ในระดับ ปกติ ( 100 - 200mg ./ dl .) 63 . 16 หลังศึกษาระดับไขมัน Cholesterol อยู่ในระดับ ปกติ ( 100 - 200 mg ./ dl .) และระดับสูง (มากกว่า 200 mg ./ dl .) ร้อยละ 50 . 00 ก่อนศึกษาระดับไขมัน Triglyceride อยู่ในระดับ ปกติ( 35 - 160 mg ./ dl .) ร้อยละ 60 . 53 หลังศึกษาระดับไขมัน Triglyceride อยู่ในระดับ ปกติ ( 35 - 160 mg ./ dl .) ร้อยละ 63 . 16 ก่อนศึกษาระดับไขมัน HDL อยู่ในระดับ ปกติ ( 35 - 70 mg ./ dl .) ร้อยละ 81 . 58 หลังศึกษาระดับไขมัน HDL อยู่ในระดับ ปกติ ( 35 - 70 mg ./ dl .) ร้อยละ 78 . 95 และ ระดับไขมัน LDL ก่อนศึกษา อยู่ในระดับ ปกติ (น้อยกว่า 150 mg ./ dl .) ร้อยละ 94 . 74 หลังศึกษาระดับไขมัน LDL อยู่ในระดับ ปกติ ( น้อยกว่า 150 mg ./ dl .) ร้อยละ 92 . 11 1 . 2 กลุ่มที่รักษาโดย แพทย์ วิถีธรรม ร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน ลักษณะกลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่รักษาโดย แพทย์ วิถีธรรม ร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 78 . 90 มีอายุเฉลี่ยช่วง 61 - 70 ปี ร้อยละ 55 . 26 ปี มีสถานภาพคู่ ร้อยละ 73 . 68 การศึ กษาสูงสุดอยู่ในระดับประถมศึกษา ร้อยละ 84 . 2 1 อาชีพเกษตร ร้อยละ 44 . 74 รายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 5,000 ร้อยละ 94 . 74 ได้ชำระค่าร ักษาโดยสิทธิบัตรสุขภาพถ้วนหน้า ร้อยละ 92 . 11 มีค่าใช ้จ่ายพอเพียงในการรักษา ร้อยละ 94 . 74 ไม่ได้กู้ยืม เงินเพื่อใช้ในการรักษา ร้อยละ 100 . 00 โรคร่วมก่อนศึกษาเป็นโรคความดัน ร้อยละ 43 . 08 โรคร่ว มหลังศึกษาเป็นโรคความดัน ร้อยละ 40 . 00 น้ำหนักก่อนศึกษาเฉลี่ย 59 . 80 กก. ( SD = 12 . 12 ) น้ำหนักหลังศึกษาเฉลี่ย 58 . 48 กก. ( SD = 12 . 7 6 ) น้ำหนัก ลดลง ร้อยละ 68 . 42 น้ำหนักก่อนศึกษาเฉลี่ย 61 . 84 กก. ( SD = 14 . 46 ) น้ำหนักหลังศึกษาเฉลี่ย 60 . 85 กก. ( SD = 13 . 66 ) น้ำหนักเพิ่มขึ้น ร้อยละ 55 . 26 ดัชนีมวลกาย ( BMI ) ก่อนศึกษาอยู่ระดับปกติ ( 18 . 50 - 22 . 99 ) ร้อยละ 28 . 95 หลังศึกษาอยู่ระดับปกติ (18.50-22.99) ร้อยละ 42 . 11 ระยะเวลา การเจ็บป่วยด้วยโรคไตเรื้อรัง 3 - 4 ปี ร้อยละ 52 . 63 ก่อนทำการศึกษาป่วยเป็นโรคไตระยะที่ 2 จำนวน 21 คน ร้อยละ 5 7 . 89 หลังการศึกษาเป็นโรคไตระยะที่ 3 จำนวน 20 คน ร้อยละ 36 . 84 ก่อนศึกษาค่า อัตราการกรองของไต ( eGFR ) อยู่ในระยะ 2 ( 60 - 89 %) ร้อยละ 57 . 89 หลังศึกษาค่า อัตราการกรองของไต ( eGFR ) อยู่ในระยะ 3 ( 30 - 59 %) ร้อยละ 39 . 47 การทำงานของไต ( BUN ) ก่อนศึกษาระดับอยู่ในระดับปกติ ( 5 - 23 mg %) ร้อยละ 65 . 79 หลังศึกษาระดับอยู่ในระดับปกติ ( 5 - 23 mg %) ร้อยละ 73 . 68 การทำงานของไต ( Cr ) ก่อนศึกษาระดับอยู่ในระดับปกติ ( 0 . 5 - 1 . 12 mg ./ dl .) ร้อยละ 78 . 95 หลังศึกษา การทำงานของไต ( Cr ) อยู่ในระดับปกติ ( 5 - 23 mg ./ dl .) ร้อยละ 86 . 84 ความดันโลหิต ก่อนศึกษาระดับอยู่ในระดับ ปกติค่อนไปข้างสูง ( SBP 130 - 139, DBP 85 - 89 ) ร้อยละ 42 . 11 หลังศึกษาอยู่ในระดับ ควรจะเป็น ( SBP < 120, DBP<80 ) ร้อยละ 42 . 11 ก่อนศึกษาระดับน้ำตาลในเลือด ( FBS ) อยู่ในระดับ ต่ำ ( <70 mg ./ dl .) ร้อยละ 44 . 74 หลังศึกษาระดับน้ำตาลในเลือด ( FBS ) อยู่ในระดับ ปกติ ( 70 - 126 mg ./ dl .) ร้อยละ 52 . 63 ก่อนศึกษาระดับน้ำตาลสะสมในเลือด ( HbA1c ) อยู่ในระดับ สูง ( > 6 . 5 %) ร้อยละ 28 . 95 หลังศึกษาระดับน้ำตาลสะสมในเลือด ( HbA1c ) อยู่ในระดับ สูง( > 6 . 5 %) ร้อยละ 36 . 84 ก่อนศึกษาระดับไขมัน Cholesterol อยู่ในระดับ ปกติ ( 100 - 200 mg ./ dl .) 63 . 16 หลังศึกษาระดับไขมัน Cholesterol อยู่ในระดับ ปกติ ( 100 - 200 mg ./ dl .) ร้อยละ 78 . 95 ก่อนศึกษาระดับไขมัน Triglyceride อยู่ในระดับ ปกติ ( 35 - 160 mg ./ dl .) ร้อยละ 55 . 26 หลังศึกษาระดับไขมัน Triglyceride อยู่ในระดับ ปกติ ( 35 - 160 mg ./ dl .) ร้อยละ 84 . 21 ก่อนศึกษาระดับไขมัน HDL อยู่ในระดับ ปกติ ( 35 - 70 mg ./ dl .) ร้อยละ 71 . 05 หลังศึกษาระดับไขมัน HDL อยู่ในระดับ ปกติ ( 35 - 70 mg ./ dl .) ร้อยละ 84 . 21 และระดับไขมัน LDL ก่อนศึกษาอยู่ในระดับ ปกติ (น้อยกว่า 150 mg ./ dl .) ร้อยละ 94 . 74 หลังศึกษาระดับไขมัน LDL อยู่ในระดับ ปกติ (น้อยกว่า 150 mg ./ dl .) ร้อยละ 94 . 74 2 . ผลการเปรียบเทียบ พฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วย CKD กลุ่มใช้แนวทาง แพทย์ วิถีธรรม ร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน มี คะแนน พฤติกรรมการจัดการตนเองอยู่ในระดับสูง ( 140 . 24± 12 . 05 ) กว่ากลุ่มที่ใช้แนวทาง แพทย์แผนปัจจุบัน ( 109 . 71± 11 . 22 ) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0 . 0 5 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1 และ 3 3 . ผลการเปรียบเทียบ ภาวะสุขภาพของผู้ป่วย CKD กลุ่มใช้แนวทาง แพทย์ วิถีธรรม ร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน มี คะแนน ภาวะสุขภาพอยู่ในระดับสูง ( 140 . 24±12 . 05 ) กว่ากลุ่มที่ใช้แนวทาง แพทย์แผนปัจจุบัน ( 109 . 71±11 . 22 ) และ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0 . 0 5 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 2 และ 3 4 . ผล การเปรียบเทียบ อัตรากรองของไต ( eGFR ) ก่อนทำการศึกษา ระหว่างกลุ่มผู้ป่วยที่รักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับแพทย์ วิถีธรรม มี กลุ่มผู้ป่วยที่รักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน มีค่า เฉลี่ย ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0 . 05 หลังการ ศึกษา มี ค่า เฉลี่ย แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0 . 05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 4 อภิปรายผลการวิจัย จากการศึกษาวิจัย เรื่อง การประยุกต์ใช้หลักการแพทย์ วิถีธรรม ร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน สำหรับการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไต เรื้อรัง ( CKD ) จังหวัดกาฬสินธุ์ สามารถอภิปรายผลการวิจัย ได้ดังนี้ 1 . พฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วย CKD ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังกลุ่มใช้แนวทาง แพทย์ วิถีธรรม ร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน มีพฤติกรรมการจัดการตนเองอยู่ในระดับสูงกว่ากลุ่มที่ใช้แนวทาง แพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1 และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระหว่างกลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันกับกลุ่มที่รักษาโดย แพทย์ วิถีธรรม ร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน มีคะแนน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0 . 0 5 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 3 สามารถอภิปรายได้ว่า เนื่องจากกลุ่ม ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่รักษาโดย แพทย์ วิถีธรรม ร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน ได้รับการจัดกิจกรรมการให้ความรู้และฝึกทักษะทางด้าน การจัดการดูแลสุขภาพตนเอง โดยทีมวิทยากร เจ้าหน้าที่สาธารณะสุขและจิตอาสาการแพทย์ วิถีธรรม ภายใต้เครือข่าย รพ.สต. ต่างๆ ในจังหวัดกา ฬสินธุ์ ที่ได้นำหลักการแพทย์ วิถีธรรม ไปประยุกต์ใช้ร่วมกับแนวทางแพทย์แผนปัจจุบัน โดยมี การบรรยาย สาธิต แลกเปลี่ยนประสบการณ์ จากตัวแบบที่เป็นบุคคลจริง การบรรยายสาธิตจากสื่อวีดีทัศน์ และ มีการฝึกให้ปฏิบัติจริงร่วมกับวิทยากรผ่านค่ายคลินิกฟื้นฟูไตด้วยการแพทย์ วิถีธรรม 3 วัน 2 คืน เพื่อให้ผู้ป่วยมั่นใจและมีประสบการณ์ว่าตนเองสามารถนำกลับไปปฏิบัติที่บ้านตนเองได้จริง นอกจากนั้นยังมีการติดตามผล ให้คำปรึกษา แนะนำ เมื่อผู้ป่วยนำไปปฏิบัติแล้วเกิดข้อสงสัยหรือมีปัญหาอุปสรรค โดยเฉพาะด้านอาหารสุขภาพที่เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ซึ่งมีโอกาสได้ศึกษาตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การเตรียม การปรุงให้มีรส ชาติ ที่เหมาะสมกับภาวะร่างกาย จนถึงการรับประทานให้ถูกต้อง ซึ่งองค์ประกอบ โดยรวมเหล่านี้มีส่วน ช่วย ให้ผู้ป่วยกลุ่มใช้แนวทาง แพทย์ วิถีธรรม ร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน มีพฤติกรรม การจัดการตนเองอยู่ในระดับสูงกว่ากลุ่มที่ใช้แนวทาง แพทย์แผนปัจจุบัน สอดคล้องกับ การศึกษาของ เคอติน และ แมพ ( Curtin and Mapes . 2001 : 385 ) เกี่ยวกับแนวทางยุทธศาสตร์การดูแลสุขภาพในระยะยาวของผู้ป่วยที่ได้รับกา รฟอกไต พบว่า การจัดการตนเองส่งผลให้ผู้ป่วยมีความพยายามในการปฏิบัติกิจกรรมการดูแลตนเอง และรับผิดชอบในการดูแลสุขภาพของตนเองร่วมกับทีมสุขภาพ เพื่อลดภาวะแทรกซ้อน ควบคุมอาหาร ลดการใช้ยา ลดผลกระทบของโรคต่อการดำเนินชีวิตรวมทั้งสอดคล้องกับ การศึกษาของอาราทร หล้าคำมูล และคณะ ( 2557 : 41 ) ได้ นำวิธีการดูแลสุขภาพตนเองด้วย ลักการแพทย์ วิถีธรรม มาประยุกต์ใช้กับแนวทางแพทย์แผนปัจจุบัน ส่งผลให้ภายหลังการทดลองกลุ่มทดลอ งมีพฤติกรรมการดูแลตนเอง สูงกว่าก่อนที่นำวิธี การดูแลตนเองด้วยหลักการแพทย์ วิถีธรรม มาพัฒนาพฤติกรรมการดูแลตน เอง เป็นผลให้พฤติกรรมการดูแลตนเองสูงกว่าก่อนท ดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ . 01 สอดคล้องกับงานวิจัยของ สุรดา โพธิ์ทอง ( 2554 : 74 ) ได้ศึกษาพฤติกรรมการจัดการตนเองในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจากเบาหวานเรื่องผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองและตัวชี้วัดทางคลินิกของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจากเบาหวาน มีพฤติกรรมการจัดการตนเอง ได้แก่ พฤติกรรมการควบคุมอาหาร พฤติกรรมการออกกำลังกาย พฤติกรรมการใช้ยา และภาวะสุขภาพด้านร่างกายโดยใช้ตัวชี้วัดทางคลินิกของกลุ่มทดลอง ภายหลังได้รับโปรแกรมการจัด การตนเองดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0 . 05 สอดคล้องกับการศึกษาของ แสงระวี มณีศรี ( 2553 : 1 ) เรื่องปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังพบ ว่า การดูแลรักษาที่เหมาะสมในผู้ป่วยกลุ่มนี้คือการชะลอการเสื่อมของไต ไม่ให้ดำเนินการสู่ระยะสุดท้ายอย่างรวดเร็ว ช่วยลดความรุนแรงของโรค และภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตโดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งขึ้นอยู่กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเองทั้งสิ้น ดังนั้นกลยุทธ์ที่เหมาะสมจะนำมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง คือการจัดการตนเอง ( Self - M anagement ) ด้วยการพัฒนากิจกรรมหรือโปรแกรม ที่เหมาะสม โดยปัจจัยการรับรู้ความสามารถในการควบคุมหรือการรักษาค วามเจ็บป่วย มีความสัมพันธ์ สูงสุด ( r = . 558, p< 0 . 0 1 ) และสอดคล้องกับ การศึกษาของ โจ และคนอื่น ๆ ( Joa o , et al . 2014 : 2126 ) ได้ศึกษาผลของการออกกำลังกายต่อการป้องกันการอักเสบในผู้ป่วย CKD ด้วยการวิจัยเชิงทดลองเปรียบเทียบสองกลุ่ม แล้วติดตามผลเลือด ในช่วง 6 เดือน พบว่า กลุ่มที่มี การออกกำลัง กาย ค่าผลเลือด ของ เม็ดเลือดขาวประเภทต่างๆ มีค่าสูงขึ้นและดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบที่ไม่ได้ออกกำลังกาย ดังนั้นการออกกำลังกายจึงมีส่วนลดการอักเสบของในผู้ป่วย CKD ได้นอกจากนั้นยังลดภาวะเสี่ยงการเป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจได้เช่นกัน 2 . ภาวะสุขภาพของผู้ป่วย CKD ผู้ป่วย CKD กลุ่มใช้แนวทาง แพทย์ วิถีธรรม ร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน มีภาวะสุขภาพ โดยรวม และรายด้าน อยู่ในระดับ สูง กว่ากลุ่มที่ใช้แนวทาง แพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 2 และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนภาวะสุขภาพของผู้ป่วย CKD ระหว่างกลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันกับกลุ่มที่รักษาโดย แพทย์ วิถีธรรม ร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน มีคะแนน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0 . 0 5 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 4 สามารถอภิปรายได้ว่า เนื่องด้วยกลุ่มใช้แนวทาง แพทย์ วิถีธรรม ร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน ที่ผ่านค่ายคลินิกฟื้นฟูไตด้วยการแพทย์ วิถีธรรม จะ ไม่ได้ ได้รับการฝึกอบรม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ด้านการดูแลสุขภาพกายของตนเองเท่านั้น แต่ยังได้รับองค์ความรู้ในการดูแล ด้านจิตใจด้วยเทคนิกข้อที่ 8 คือ ใช้ธรรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญ เพิ่มพูนใจไร้กังวล โดยใจเพชร กล้าจน ( 2553 : 84 ) กล่าวว่า จิตใจมีผล อย่างมากต่อการเกิดความสุขหรือความทุกข์ควรฝึกลด ละ เลิกและหลีกเลี่ยง อารมณ์ที่ทำลายสุขภาพ/อารมณ์ที่เป็นพิษ ได้แก่ ความเครียดความ เร่งรีบ/เร่งรัด/ เร่งร้อน ความกลัว ความวิตกกังวล ความไม่โปร่ง ไม่โล่ง ไม่สบายใจ ความไม่พอใจความมุ่ง ร้าย อาฆาต พยาบาท ความโลภ โกรธ หลง ยึดเกิน เอาแต่ใจตัวเอง เป็นต้น การทำใจไม่กลัวตาย ไม่กลัวโรค ไม่เร่งผล ไม่กังวล ทำให้ความเจ็บป่วยทุเลาได้เร็ว ในทางตรงกันข้าม การกลัวตาย กลัวโรค เร่งผล กังวล ทำให้ความเจ็บป่วยรุนแรงยิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และข้อที่ 9 คือ รู้พักรู้เพียรให้พอดี การเพียรพอดีพักพอดี จะทำให้พลังชีวิตเต็ม การเพียรน้อย/เกินพักมากเกิน พลังชีวิตก็ตก ทำให้เสียสุขภาพ การเพียรมากเกิน/พักน้อยเกิน พลังชีวิตก็ตก ทำให้เสียสุขภาพ ดังนั้น กิจกรรมทุกอย่างที่เป็นกุศลจึงควรรู้เพียรรู้พักให้พอดี ด้วยอิทธิบาท 4 จึงจะทำให้เกิดสุขภาพดีที่สุด สภาพร่างกายของแต่ละคนจะมีการแปรปรวนตลอดเวลาตามเหตุปัจจัยทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ดังนั้น ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการดูแลสุขภาพจึงต้องปรับสมดุลตลอดเวลาตามสภาพร่างกาย ณ ปัจจุบันนั้นๆ ให้อยู่ในสภาพสบาย เบากาย มีกำลังที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ใจเพชร กล้าจน. 2553 : 8 5 ) ประกอบกับมีจิตอาสาซึ่งเดิมเป็นผู้ป่วย CKD ซึ่งมีทั้งผู้ที่หายป่วยจากโรค CKD ในระยะสุดท้ายและระยะอื่น ๆ ที่ สามารถ ปฏิบัติแล้วมีร่างกายและจิตใจดีขึ้นมาเป็น แม่แบบ เป็นพี่เลี้ยง สนับสนุนให้ผู้ป่วยรายใหม่มีความตั้งใจ และเชื่อมั่นในการดูแลร่างกายด้วยตนเอง หลักจากผู้ที่มีสุขภาพดีขึ้นโดยส่วนใหญ่จะมีจิตใจเป็นจิตอาสาค่อยช่วยเหลือผู้ป่วยรายใหม่ไปเรื่อย ๆ จึงทำให้ผู้ป่วย CKD กลุ่ม กลุ่มที่รักษาโดย แพทย์ วิถีธรรม ร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน มีระดับภาวะสุขภาพ ทั้ง กาย ใจ และสังคมสูงกว่า กลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งมีเพียงภาวะสุขภาพ ด้านสังคมด้านเดียวที่อยู่ในระดับสูง เนื่องด้วย กลุ่มผู้ป่วย CKD ในระยะ ก่อนฟอกไต โดยส่วนใหญ่ยัง สามารถประกอบกิจกรรมในชีวิตประจำได้เป็นปกติ จึงส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายในการปฏิบัติหน้าที่การงานทั้งส่วนตัวและกับสังคม ในระดับไม่มากนัก ซึ่งระดับคะแนนภาวะสุขภาพด้านกายเกือบอยู่ในระดับสูง จึงมีเพียงปัญหาด้านจิตใจ ที่ผู้ป่วยมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคประจำตัว เป็นผลให้ปัญหาด้านจิตใจ อยู่ในระดับปานกลางในกลุ่มใช้แนวทาง แพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับ การศึกษาของ รวีวรรณ พงศ์พุฒิพัชร ( 2555 : ง ) เรื่องปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังก่อนบำบัดทดแทนไต พบว่า ปัจจัยด้าน เพศ อายุ อัตราการกรองของไต ปัจจัยด้าน ภาวะการ ทำหน้าที่ ทางกาย และปัจจัยด้านการรับรู้ภาวะสุขภาพโดยรวมไม่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิต โดยมีเพียงปัจจัยเดียวที่มีผลคือ ปัจจัยด้านภาวะซึมเศร้า แต่ในการศึกษาครั้งนี้ไม่พบว่าผู้ป่วย CKD ทั้งสองกลุ่มมีภาวะซึมเศร้า นอกจากนั้น สอดคล้องกับ การศึกษาของ ใจเพชร กล้าจน ( 2558 : 362 ) ได้รวบรวมข้อมูล สุขภาวะของผู้ใช้การแพทย์ วิถีธรรม ในผู้ป่วยกลุ่มโรคไตทั้งภาวะไตอักเสบเรื้อรัง และภาวะไตวายเฉียบพลันทั้งผู้ที่ได้รับการฟอกไตไม่ได้ฟอกไต จำนวนทั้งหมด 49 คน พบว่า ร้อยละ 69 . 39 มีภาวะสุขภาพดีขึ้น ร้อยละ 24 . 49 หายจากอาการป่วย และ ร้อยละ 6 . 12 ไม่มีผล ตามลำดับ นอกจากนั้นยังส่งผลดีต่อภาวะสุขภาพใน ผู้ป่วยกลุ่มโรคอื่น ๆ สอดคล้องกับ การศึกษาของ นิตยาภร สุระสาย ( 2558 : 1 67 - 170 ) เรื่อง ผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์ทางเลือก วิถีธรรม เพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ต่อพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพและสุขภาวะของผู้ต้องขังหญิง เรือนจำกลางนครพนมอำเภอเมือง จังหวัดนครพนม พบว่ากลุ่มทดลอง ที่ได้รับ โปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์ทางเลือก วิถีธรรม เพื่อการ พึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง มีสุขภาวะทาง กายจากการตรวจสุขภาพและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ คือ ดัชนีมวลกาย ระดับความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ระดับไตรกลีเซอไรด์ใน เลือด เปลี่ยนแปลงเข้าหาเกณฑ์ปกติ ดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพ และดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ รวมทั้งยังส่งผลดีต่อ สุขภาวะทางจิตใจ และอารมณ์ โดย กลุ่มทดลองก่อนได้รับโปรแกรมมีจิตใจ อารมณ์ รู้สึกสูญเสีย สิ้นหวัง ท้อแท้ มีอาการแสดงอารมณ์ก้าวร้าวรุนแรง ทำร้ายตนเอง ทำร้ายผู้อื่น เบื่อ เซ็ง เศร้า หงุดหงิด ว้าวุ่นใจ โกรธ และโมโหง่ายเมื่อไม่ได้ดังใจ หลังได้รับโปรแกรมกลุ่มทดลอง สามารถ ปรับจิตใจ และ อารมณ์ ยอมรับ ให้อภัย คลายความโกรธ สามารถประคองอารมณ์ของตนเองได้ ใจเย็นลง ความเครียดลดลง เลิกพฤติกรรมก้าวร้าว วางใจเป็น ไม่กังวล ไม่ฟุ้งซ่าน เปิดใจรับฟังความเห็นผู้อื่นสุข ส่วน ด้านภาวะทางสังคม พบว่า ผู้ต้องขัง ขาดทักษะชีวิต เห็นผิดเป็นชอบ นำไปสู่การลงมือทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย หลังได้รับโปรแกรมกลุ่มทดลองมีแนวทางในการดำเนินชีวิตใหม่เมื่อพ้นโทษ มีแนวคิดที่จะนำความรู้เรื่องการแพทย์ วิถีธรรม ไปใช้ และถ่ายทอดให้กับคนอื่น ๆ ในสังคม และสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (ปัญญา) พบว่า กลุ่มทดลองก่อนได้รับโปรแกรมส่วนใหญ่มีภาวะวิกฤตในสุขภาวะทางจิต วิญญาณ (ปัญญา) ใช้ชีวิตอยู่ในความประมาท โลภ หลง นำพาชีวิตไปสู่เส้น ทางแห่งทุกข์ หลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลอง ได้ฟังการบรรยายธรรมะ ได้ท่องบททบทวนธรรม ได้เห็นต้นแบบตัวอย่างของการคิดดี พูดดี ทำดี จากวิทยากรจิตอาสาแพทย์ วิถีธรรม ได้เรียนรู้แนว ทางการใช้ชีวิตพอเพียง เรียบง่าย พึ่งตนเองได้ โดยใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลัก ได้ใคร่ครวญชีวิต มองเห็น ความเป็นไปได้ในการใช้ชีวิตต่อไปเมื่อได้ กลับบ้าน ได้เรียนรู้เรื่องกรรม เข้าใจเรื่องกรรม และผลของกรรม สามารถ ยอมรับ ปล่อยวาง เข้าใจ วิถีแห่งพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ตั้งใจใช้หลักธรรมนำชีวิตให้ก้าวเดินต่อไป รู้จัก ให้อภัยตนเอง และผู้อื่น ปล่อยวางเรื่องราว ที่เกิดขึ้นในอดีต มีความมั่นใจ ในการปฏิบัติตาม คำสอนในศาสนา ว่าจะนำพาไปสู่ความผาสุกในชีวิต มีความเชื่อว่า ทำดีไ ด้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว นอกจากนี้ กลุ่มทดลองมีใจตั้งมั่นที่จะทำความดี เป็นคนดีของสังคม มีความคิดด้านบวกที่เห็นว่าตนเองสามารถเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นจากการทำงานจิตอาสา เกิดความซาบซึ้งในคุณค่าของการเป็นผู้ให้ และเสียสละแบ่งปัน 3 . การอภิปราย ผลของ พฤติกรรมการจัดการตนเอง ต่อ ภาวะสุขภาพด้วย ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ 3 . 1 น้ำหนัก และค่า ดัชนีมวลกาย ( BMI ) เนื่องด้วยอาหารตามหลักการแพทย์ วิถีธรรม เป็นอาหารที่ไม่มี ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ได้จาก สัตว์ เน้น การรับประทาน พืชผักผลไม้ และธัญพืชหลากหลาย ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงซึ่งเน้นเกลือเป็นหลักใ ช้ปริมาณแค่ 30 % จากที่เคยปรุงปกติและมีไขมันต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับ หลักการทาน อาหารในการดูแลสุขภาพ ของต่างประเทศ ที่เรียกว่า L ow - Fat Plant B ased D iet โดยเฉพาะในกลุ่ม คนที่ทานอาหาร ที่ไม่มีผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ได้จากสัตว์ โดยทั่วไปจะ เรียกคนกลุ่มนี้ ว่า V egan ดังนั้นผลการศึกษาครั้งนี้จึงมีความสอดคล้องกับผลการศึกษาทางด้านสุขภาพในกลุ่ม L ow - Fat Plant B ased D iet และ กลุ่ม V egan โดยผลของการเปลี่ยนแปลง ของ น้ำหนัก และค่าดัชนีมวลกาย ( BMI ) ในการศึกษาครั้งนี้ พบว่า กลุ่มที่รักษา โดย แพทย์ วิถีธรรม ร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน มีค่าเฉลี่ยน้ำหนักลดลง จาก 59 . 80±12 . 12 เป็น 58 . 48±12 . 76 ส่วนใหญ่ มีค่า BMI อยู่ในช่วงปกติ (18.50-22.99 ) ร้อยละ 42 . 11 ซึ่งลดลงกว่า กลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน โดย มีค่าเฉลี่ยน้ำหนักลดลง จาก 61 . 84 ± 14 . 46 เป็น 60 . 85 ± 13 . 66 ซึ่งส่วนใหญ่ม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive