10.บทที่ 6.docx
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 6 ความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพกับศาสนา(จิตวิญญาณ) Larson Dr. David หนึ่งในคณะนักวิจัยที่ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพกับศาสนาของ NIHR เจ้าของสมมติฐานที่ว่า คนที่ไปปฏิบัติศาสนกิจสม่ำเสมอจะมีสุขภาพที่ดีกว่าคนที่ไม่เคยไปปฏิบัติศาสนกิจเลย กล่าวถึงรูปแบบการรักษาที่มีประสิทธิภาพว่า “ ในวงการแพทย์ตอนนี้ ถ้าพูดถึงเรื่องสุขภาพต้องพูดให้ไกลเกินกว่าเรื่องทางกายภาพเพียงอย่างเดียวแล้ว เพราะสมดุลทางร่างกายต้องอาศัยจิตใจเป็นตัวขับเคลื่อนด้วย ” โดยคำว่าจิตใจที่ Larson หมายถึงนี้ก็คือ S pirituality หรือ จิตวิญญาณ นั่นเอง ได้มีการสำรวจโรงเรียนแพทย์จำนวน 70 แห่งในสหรัฐฯ ของ NIHR พบว่ามีการเพิ่มหลักสูตรที่เกี่ยวกับ spirituality เข้าไปในการเรียนการสอนแทบทุกแห่ง โดย Dr.Christina M. Puchalski ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แห่ง George Washington University School of Medicine and Health Sciences เห็นว่า แนวโน้มการศึกษาลักษณะเช่นนี้ควรได้รับการเผยแพร่เป็นวงกว้างในวงการสาธารณสุขเป็นอย่ายิ่ง นั่นเพราะความรู้สึกทางจิตวิญญาณไม่ได้มีประโยชน์ในแง่การสอนศาสนาเท่านั้น หากแต่มันยังมีผลต่อพฤติกรรมและสุขภาพของแต่ละคนอีกด้วย อีกทั้งในบทความวารสาร Health Education and Behavior ที่เขียนโดย Dr. Peter Gott เมื่อปี 1998 ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวเพิ่มขึ้น โดยเขาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในเหตุผลที่หน่วยงานทางการแพทย์ควรจะส่งเสริมและสนับสนุนการทำวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพกับศาสนาเพราะว่า คนที่นับถือศาสนามักจะมีสุขภาพและการตัดสินใจการดำเนินชีวิตที่ดี ศาสนามีส่วนร่วมในการช่วยส่งเสริมความรู้ให้คนเห็นคุณค่าในตัวเอง ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่น การมีศรัทธาด้านบวกจะช่วยให้ผู้ศรัทธาสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงขอ
อ่านต่อ
งชีวิตได้เป็นอย่างดี และการนับถือศาสนาสามารถก่อให้เกิดอารมณ์ทางบวกที่อยู่ในเกณฑ์ดีมีผลต่อร่างกาย ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน และหนังสือเล่มล่าสุดของ Levin ที่ชื่อ God, Faith, and Health ได้เขียนอธิบายว่า การปฏิบัติศาสนกิจส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรมมากมาย เช่น การหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ การบริหารร่างกายและจิตใจพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เป็นต้น Levin มองว่าการมีส่วนร่วมทางศาสนาจะสามารถป้องกันไม่ให้เจ็บป่วยและส่งเสริมสุขภาพมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้จะทำ ให้ศา สนิกชนมีมุมมองทางจิตวิทยาเชิงบวกเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของตัวเองมากขึ้นความศรัทธาในศาสนายังก่อให้เกิดความรู้สึกมีความหวังในชีวิตซึ่งเป็นเสมือนรูปแบบการเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพ อารมณ์ และจิตวิญญาณ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย (สำนักส่งเสริมสุขภาพตำบล. กระทรวงสาธารณสุข. 2554[ ออนไลน์ ]. เข้าถึงได้จาก : http:www.hph.moph.go.th / ?modules=Health Culture & action = View Health culture & id=3. สืบค้น 17 ธันวาคม 2258 ) ดังนั้นแนวคิดในการแก้ปัญหาทางสุขภาพไม่ให้สลับซับซ้อนนั้น จะแก้ไขปัญหานั้นด้วยกระบวนการที่มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพได้ต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุตามคำสอนทางพุทธศาสนา คือ “ อริยสัจ 4” อันประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค และการปฏิบัติอยู่ในชีวิตประจำวัน ด้วยการรักษาศีลในการดำรงชีวิต เนื่องจากศีลในทางพระพุทธศาสนานั้นเป็นกฎแห่งความประพฤติที่เป็นปกติของมนุษย์เรา เช่น การถือศีล 5 อันประกอบด้วย การละเว้นการเบียดเบียนและทำลายชีวิตต่าง ๆ ละเว้นจากการถือเอาของผู้อื่นที่เขาไม่ได้ให้ ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม (ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ไม่ใช่เฉพาะทางเพศสัมพันธ์เท่านั้น) ละเว้นจากการพูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดเพ้อ เจ้อ พูดส่อเสียด และ เว้นจากการหลงมัวเมาในพิษโทษภัยต่าง ๆ หากว่าเรายึดถือปฏิบัติศีล 5 ในการดำรงชีวิตแล้ว พฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพต่าง ๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นก็ไม่มีปัจจัยเสริม เมื่อไม่เกิดพฤติกรรมเสี่ยงตั้งแต่ต้น แม้ปัญหาที่เกิด ก็จะไม่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน ตามหลักการเหตุและผล ที่เรียกว่าวิบากกรรม อันเป็นผลของการกระทำนั้น ( ภวัต เลิศสุธน. ( 2555 ) พุทธศาสนากับการจัดการปัญหาสุขภาพที่สลับซับซ้อน. จุลสารสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ. [ ออนไลน์ ]. เข้าถึงได้จาก : http:www.stou.ac.th / Schools / Shs / booklet / book55-4 / culture.html. สืบค้น 17 ธันวาคม 2558.) แก่นแท้ของศาสนาคือ การละเว้นความชั่ว ทำแต่ความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส เบิกบาน บริสุทธิ์ไม่ขุ่นมัว และยอมรับในผลของการกระทำ หรือการจะปฏิบัติสิ่งใด ๆ นั้นย่อมส่งผลต่อผู้ปฏิบัติ จากผลสำรวจชี้ว่าไทยเป็นประเทศที่มีผู้คนเคร่งศาสนามากที่สุดในโลก สะท้อนศาสนามีอิทธิพลทุกมิติชีวิตของคนไทยโดยเฉพาะในวิถีชีวิตประจำวัน จากการสำรวจล่าสุด Gallup และ WI ได้สัมภาษณ์ชาวโลก 63,898 คน ใน 65 ประเทศ ความเชื่อและศรัทธาของคนไทยจึงเป็นองค์ธรรมสำคัญที่ทำให้คนมีหลักในการปฏิบัติ ในการดำเนินชีวิต ช่วยเหนี่ยวรั้งไม่ให้สู่ทางที่ผิด ไม่ให้ทำชั่ว ด้วยการยึดมั่นและตั้งใจที่ลด ละ เลิก กิเลส ทั้งกามและอัตตา การมีศาสนา เป็นที่พึ่งทางใจ จะทำให้เกิดความสงบ คลายทุกข์ได้ ถ้าปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือพระศาสดาของตน (สมณะ โพธ์ รักษ์. 2558 : 77 ) การปฏิบัติในศีล 5 ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 ที่ต่อจากพระวินัย 8 เล่มนั้น คือพระสูตร 1 ชื่อว่า “ พรหมชาลสูตร” ว่าด้วยเรื่อง “ศีล” ศีลเป็นเรื่องต้นเป็นหลักเกณฑ์ที่ผู้ศึกษาศาสนาพุทธต้องนำมาศึกษาและปฏิบัติ คือ จุลศีล มี 26 ข้อ มัชฌิม ศีล มี 10 ข้อ และมหาศีลมี 7 ข้อ ซึ่งจุลศีลเป็นศีลหลักปฏิบัติในส่วนตน ส่วน มัชฌิม ศีล คือนำมาขยายจุลศีล และมหาศีลเป็นศีลที่บ่งบอกลักษณะของศาสนาพุทธ ซึ่งจะต้องไม่มีการประพฤติอยู่ในชาวพุทธนั้นเด็ดขาด เพราะได้กล่าวถึงความไม่รู้ หรืออวิชชา ถือเป็นเดรัจฉานวิชา คือความไม่รู้ ถ้าได้ปฏิบัติจะนำพาสู่ความทุกข์ นี้คือเนื้อหาแห่งธรรมที่ปรากฏอยู่ใน “ศีล”ที่พระพุทธเจ้าทรงตักเตือนและสอนไว้ ดังนั้นอย่างน้อยสุด พุทธศาสนิกชนควรมีอย่างน้อยคือศีล 5 ยึดไว้ปฏิบัติในชีวิตประจำวันให้เป็นปกติ เพราะศีล 5 จะเป็นตัวมาขัดเกลาจิต จนเกิดสมาธิที่ตั้งมั่นแล้วจะทำให้เกิดปัญญา เป็นปัญญาที่รู้ชัดเจนในทุกข์โทษภัย แต่ปัญญาจะเกิดได้ต้องหมั่นปฏิบัติให้จริงอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ แต่เนื่องจากสังคมโลกปัจจุบันมีการมอมเมาให้เกิดแต่ความอยากและสนับสนุนการให้เบียดเบียนกันทำร้ายกัน โดยนำความเจ็บป่วยหรือความทุกข์ของมนุษย์มาทำธุรกิจหากินโดยอ้างว่าเพื่อช่วยเขา ดังนั้นเมื่อเจ็บป่วยและหาที่พึ่งไม่ได้สุดท้ายต้องหันมาที่ศาสนาเพราะเป็นสิ่งสุดท้ายสิ่งเดียวที่พึ่งได้ โดยนำมาปฏิบัติและพากเพียรปฏิบัติให้ได้จริง ก็สามารถพ้นจากทุกข์ได้ด้วยใจที่ยินดีอย่างผาสุก ในศีล 5 ที่ควรละเว้น ข้อแรกคือการไม่ฆ่า ไม่ทำร้ายสัตว์ เมตตาต่อกัน เอ็นดูต่อสัตว์โลก ทั้งปวง ข้อสอง การไม่ลักทรัพย์ หรืออยากได้ของคนอื่นที่เขาไม่เต็มใจให้ ข้อที่สาม ไม่ผิดลูกเมียใคร หรือไม่หมกมุ่นในเสพเมถุน ข้อสี่ การไม่พูดสิ่งที่เป็นโทษ ไม่มีประโยชน์ เช่น พูดส่อเสียด พูดเพ้อ เจ้อ พูดปด พูดคำหยาบ ข้อที่ห้า ไม่มัวเมาในอบายมุขที่หยาบ ๆ จนถึงไม่มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง หรือสัมผัสใด ๆ จนหลงว่าดีแล้วยึดว่าเป็นสุข ดั่งปรากฏในพระไตรปิฎก ว่าพระพุทธองค์ทรงปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดีในชีวิตปกติประจำวัน อันเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาในหมู่ชนสมัยนั้น ได้กล่าวสรรเสริญพระองค์ในเรื่องของศีล อย่างในพระไตรปิฎก เล่มที่ 9 “พรหมชาลสูตร” ข้อที่ 2 จุลศีลกล่าวว่า..... “ ดูกรภิกษุทั้งหลายก็เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคตจะพึงกล่าวด้วยประการใด ซึ่งมีประมาณน้อยยังต่ำนัก เป็นเพียงศีลนั้น เป็นไฉน” และ “ดูกรภิกษุทั้งหลายอีกอย่างหนึ่งเมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคตพึงกล่าวเช่นนี้ว่า พระ สมณ โคดมละเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความเมตตา มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง” ดังนั้นการปฏิบัติอยู่ในกรอบของศีล 5 จึงเป็นเรื่องปกติที่ทำได้ด้วยความพากเพียร ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมของคนหมู่มากเพื่อเกิดความสงบและสันติ เป็นการปฏิบัติธรรมได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องปลีกตัวไปทำคนเดียว อยู่กับสังคม อยู่กับผู้อื่น ทำกิจกรรมการงานร่วมกันเป็นปกติ ด้วยการคิด พูด ทำ ในปัจจุบัน ด้วยมรรคองค์ 8 ที่เป็นทางเดินสู่ทางพ้นทุกข์ได้ คือ มีความคิดเห็นที่ถูกตรง มีความคิดที่ไม่มีกิเลสครอบงำ มีวาจาที่ดีมีประโยชน์ มีการทำกิจกรรม ต่าง ๆ ที่ไม่ก่อทุกข์โทษภัยต่อตนเองและผู้อื่น มีอาชีพการงานที่ไม่สร้างความเดือดร้อนต่อสังคมและประเทศชาติ มีความเพียรที่จะทำสิ่งดี ๆ เพียรล้างความโลภ โกรธ หลงของตน มีสติระลึกรู้ตัวอยู่เสมอว่ากำลังทำอะไร รู้ดีชั่ว และเมื่อทำดี ได้ดี ก็จะทำดีไปเรื่อย ๆ จนมีสมาธิที่ตั้งมั่น และสะสมเป็นปัญญาที่แข็งแกร่ง เมื่อเจออุปสรรค หรือปัญหาใด ก็จะผ่านไปได้ด้วยใจที่ผาสุก ไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูกรมาภิกษุทั้งหลาย ภพ 3 ภพนี้ควรละ ควรศึกษาใน ไตรสิขา ภพ 3 เป็นไฉนคือ “กามภพ รูปภพ อรูปภพ” ภพ 3 ภพนี้ควรละ ไตรสิกขาเป็นไฉนคือ อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ควรศึกษาในไตรสิกขานี้ เมื่อนั้นภิกษุนี้เรากล่าวว่า ได้ตัดตัณหาขาดแล้ว คลายสังโยชน์ (กิเลสที่ผูกมัดจิตไว้กับทุกข์)ได้แล้ว ได้ทำที่สุดแห่งทุกข์เพราะละ “มานะ” (ถือดี) ได้โดยชอบฯ (พระไตรปิฎกเล่ม 22 “ ภวสูตร ข้อ 376 ) แสดงว่า ไตรสิกขาได้แก่ “ศีล สมาธิ ปัญญา” เป็นการปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์ “ศีล” คือ การละเว้น (เวรมณี) บาป เวร ภัย สิ่งที่ไม่ดี ความเดือดร้อน การเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น (ในศีลแต่ละข้อพระพุทธเจ้าจะระบุสิ่งที่ไม่ดี เป็นภัยต่าง ๆ แล้วตามด้วยเวรมณีแปลว่า การละเว้น) ในเบื้องต้นเป็นมรรค คือการปฏิบัติละเว้นสิ่งที่เป็นภัย ปฏิบัติจนสำเร็จ (บรรลุ) ก็จะเป็น “ผล” คือ พ้นภัย นอกนั้นแล้ว “พระพุทธเจ้า” ยังได้วางกำหนดเรื่องการถือศีลนั้นถ้าปฏิบัติแล้วจะต้องทำให้ถึงความเมตตา ซึ่งมีหลักการอยู่ร่วมในพระไตรปิฎกเล่ม 22 “สา ราณีย สูตร” ข้อ 282 คือ ให้ระลึกถึงกันด้วย 1. เมตตากายกรรม ( เมต ตัง กายกัมมัง ) 2. เมตตาวจีกรรม ( เมต ตัง วจีกัมมัง ) 3. เมตตามโนกรรม ( เมต ตัง มโนกัมมัง ) 4. แบ่งปันลาภแก่กันเป็นสาธารณโภคี ( ลาภธัม มิกา) 5. ศีลบริบูรณ์เสมอกัน ( สีลสามัญญ ตา) 6. ความเห็นอย่างอริยะเสมอกัน ( ทิฏฐิสามัญญ ตา) “สมาธิ” ที่เป็นมรรคคือ ความตั้งมั่นในการปฏิบัติ ละเว้นสิ่งที่เป็นภัย ปฏิบัติจนสำเร็จ (บรรลุ) เป็น “ผล” คือสงบจากภัยอย่างตั้งมั่นด้วยการปฏิบัติศีลพร้อมกาย วาจา ใจ ซึ่งทางกาย วาจาคือการคิด พูด ทำในปัจจุบันอยู่ ขณะเดียวกันทางใจคือ การชำระล้างความโลภ ความโกรธ ความหลงที่มีขึ้นในจิตใจออกไป เป็นการปฏิบัติศีลไปพร้อมกันครบพร้อมกาย วาจา ใจ เป็นการปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ เพื่อสู่มรรคองค์ 8 คือการได้สัมมาสมาธิ ที่เป็นสมาธิพุทธ ตามหลักธรรมคำสั่งสอนของ องค์พระสัมมา สัม พุทธเจ้า “ปัญญา” ที่เป็นมรรค คือ การพากเพียรปฏิบัติใช้ปัญญาล้างทุกข์ภัย ปฏิบัติจนสำเร็จ (บรรลุ) เป็น “ผล” คือ ทุกข์ลดหรือดับไปและมีปัญญารู้สภาพดับทุกข์ ว่าเป็นประโยชน์สุขสงบ อันเป็นปัญญาแท้ ปลอดภัยอย่างดีที่สุดและประเสริฐที่สุด (ใจเพชร กล้าจน. 2556 : 364) ความศรัทธาใน องค์ พระศาสดา พระพุทธเจ้าปฏิบัติตนอยู่ใน “ศีล” ดังนั้น มีศีล คือมีศาสนาพุทธ จุลศีล มัชฌิม ศีล และมหาศีล พระองค์ตรัสไว้ในในพรหมชาติสูตนั้น ใครปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ที่เป็นจริง จะเห็นผลของการปฏิบัติที่ดีจริงได้ จะเห็นว่าปัจจุบัน คนไทย 95 % เป็นพุทธศาสนิกชนและและปฏิบัติเป็นพุทธ มาม กะมาเป็นเวลายาวนาน เกือบ 800 ปี ได้เดินตามรอยบาทพระศาสดา เนื่องจากศรัทธาคำสั่งสอนของพระองค์ การมีความเชื่อและศรัทธาในศาสนาและนำมาปฏิบัตินั้น ซึ่งความศรัทธาที่เป็นความเชื่ออย่าง สัมมาทิฏฐิ คือ ศรัทธา 4 ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ “ประมวลธรรม” ป.อ.ป ยุตโต “ศรัทธา 4 ข้อ 178 คือ กัมม สัทธา (เชื่อมั่นว่ากรรมมีจริง) วิปากสัทธา (เชื่อมั่นว่าผลของกรรมมีจริง) กัมมัสสกตา สัทธา (เชื่อมั่นว่าสัตว์โลกมีกรรมเป็นของ ๆ ตน และตถาคต โพธิ สัทธา (เชื่อมั่นความรู้แจ้งของพระพุทธเจ้า) ดังนั้น ความเชื่อและศรัทธาเป็นองค์ธรรมสำคัญ ที่ทำให้คนมีหลักที่จะปฏิบัติและพยายามอยู่ในกรอบของคุณธรรม เช่น การยอมรับการปฏิบัติตนในศีล 5 เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อช่วยเหนี่ยวรั้งไม่ให้ยอมตามสิ่งชักจูงในทางที่ผิด ไม่ให้ทำชั่ว การมีศาสนาเป็นเสมือนร่องน้ำไหลประจำความคิด เมื่อได้รับรู้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งไม่เกินกำลังศรัทธาที่มีอยู่ กระแสความคิดก็จะแล่นไปตามเรื่องหรือแนวทางที่ศรัทธา ทำให้ไม่คิดไปทางอื่นหรือผิดศีลธรรม (พระ ธรรมปิฏก . 2539 ) ความศรัทธาต่อพระพุทธเจ้า จึงเชื่อในกฎแห่งการเวียนว่ายตายเกิด เชื่อกรรมและผลของกรรม (การกระทำ) พระไตรปิฎกเล่มที่ 22 ฐานสูตร ข้อ 57 พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฐานะ 5 ประการนี้ อันสตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิตพิจารณาเนือง ๆ 5 ประการเป็นไฉน คือสตรี บุรุษ คฤหัสถ์หรือบรรพชิต ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ 1 เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ 1 เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ 1 เราต้องพลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งสิ้น 1 เรามีกรรมเป็นของ ๆ ตน เราเป็นทายาทของกรรม เรามีกรรมเป็นกำเนิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย จักทำกรรมอันใดไว้ดีก็ตามชั่วก็ตาม เราจะเป็นผู้ได้รับผลของกรรมนั้นอย่างแน่นอน 1 ฯ” พระไตรปิฎกเล่ม 14 “ มหาจัต ตารีสกสูตร” ข้อ 257 พระพุทธเจ้า พบว่า ผลวิบากกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วนั้นมีอยู่(พระไตรปิฎกเล่ม 14 “ มหาจัต ตารีสกสูตร” ข้อ 257 ) พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวความที่กรรมอันเป็นไปด้วยสัญเจตนา ที่บุคคลทำแล้ว สะสมแล้วจะสิ้นสุดไป เพราะมิได้เสวยผล แต่กรรมนั้นแล จะให้ผล ในทิฏฐ ธรรมเทียว (ภพนี้) หรือในภพถัดไป หรือในภพอื่นสืบ ๆ ไป (พระไตรปิฎกเล่ม 37 ข้อ 1698 ) พระไตรปิฎกเล่มที่ 30 ข้อ 219 “กรรมชั่วอันบุคลทำด้วยตนเองแล้ว จักเศร้าหมองด้วยตนเอง กรรมชั่วอันบุคลไม่ทำด้วยตนเองแล้ว ย่อมบริสุทธิ์ด้วยตนเอง ความบริสุทธิ์ ความไม่บริสุทธิ์เฉพาะตน ผู้อื่นจะช่วยชำระผู้อื่นให้บริสุทธิ์หาได้ไม่” ความหมายของกรรมและวิบากกรรม “กรรม” คืออะไร ? “กรรม” คือ บทบาทหรืออาการแห่งกิริยาของคน ซึ่งเรียกเป็นภาษาไทยว่าการกระทำของคน อันมีได้เพียง 3 อย่าง ได้แก่ กายกรรม - วจีกรรม – มโนกรรม “กรรม” หรือ “การกระทำ” ที่เกิดขึ้นของ “เจ้าของชีวิต” ใด ๆ เมื่อทำลงไปด้วยเจตนาทุกกรรม ก็จะสั่งสมลงเป็น “ทรัพย์ของตน ๆ” ( กัมมัสส กะ) แต่ละบุคลในโลก และมีอำนาจบันดาล “ชีวิต” ของผู้นั้นๆ ไปตราบ “ปรินิพพาน” ทีเดียว เพราะ “กรรม” คือผู้บันดาล หรือคือ “พระเจ้า” และคือ “ซาตาน” แท้จริงที่สัมผัสได้และพิสูจน์ได้ดุจเดียวกับวิทยาศาสตร์ ทว่าลึกซึ้งเป็นนามธรรมยิ่งกว่า และ “กรรม” กับ “ผลของกรรม” ที่ได้สั่งสมมาทุก ๆ ชาติ (วิบาก) นี้ที่มีอำนาจทำให้ชีวะดำเนินไป ใครจะประสบกับดีหรือร้ายก็ล้วนเกิดเป็นไปตามความจริง ที่มาจาก “กรรม” หรือ “การกระทำ” ของตนเองทั้งสิ้น หากใครได้สั่งสม “กรรม” ไม่ว่าเชิงดีหรือเชิงชั่วนั้น ๆ มาจริง มีวิบาก (ผลแห่งกรรมมาก) ถ้า “กรรม” เชิงดีมากจนกระทั่งเป็นพลังหรือฤทธิ์พิเศษก็จะเป็น “บารมี” จริงของผู้นั้น ไม่ใช้เรื่องแปลกหรือเรื่องไม่จริง ซึ่งจะมีได้อย่างมากมาย แม้จะประหลาดพิสดารน่ามหัศจรรย์ปานใดก็เป็นเรื่องจริงสำหรับ “ผู้มีบุญบารมี” ถึงขั้นนั้นจริง ๆ (บุญก็เป็นพลังเสริมในเชิงบุญ บาปก็เป็นพลังเสริมในเชิงบาป) “อำนาจพิเศษ” ความนัยดังกล่าวนี้ที่มนุษย์นับถือว่าเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ต่าง ๆ หรือว่าเป็นอำนาจของ “พระเจ้า” หรือแม้แต่อำนาจของซาตาน ย่อมมีจริงเป็นจริงของผู้มี “บารมี” แห่ง “กรรมวิบาก” คนที่ไม่มี “ผลบุญ” (ผลของกรรมดี) ของตนจริง ก็ไม่สามารถมี “อำนาจพิเศษ” หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือไม่มีพระเจ้า ที่จะบันดาลอะไรได้ สำหรับผู้มี “ผลบาป” (ผลของกรรมชั่ว) ของตนจริง ก็จะมีซาตาน ผีร้าย (ความทุกข์ ความเลวร้ายในชีวิต) ที่จะดลบันดาลให้แม้เจ้าตัวจะไม่อยากได้ ก็จะได้จะเป็นไปตามฤทธิ์แรงแห่ง “ผลบาป” ของผู้นั้น ๆ ซึ่ง “กรรม” ยิ่งใหญ่และสำคัญด้วยเหตุว่า “กรรม” เป็นความสำคัญสำหรับชีวิตมาก “พระพุทธเจ้า” ทรงตรัสทั้ง 5 ไว้ว่า “ กัมมัสส โกมหิ – กัมม ทายาโท – กัมม โยนิ – กัมม พันธุ – กัมมปฏิสร โน (พระไตรปิฎกเล่มที่ 14 ข้อ 581) “ กัมมัสส โกมหิ” หรือคำตรง ๆ ว่า “ กัมมัสส กะ” นั้นมีความหมายเดียวกัน หมายความว่า “ กรรม” ใดใครทำก็เป็นทรัพย์ของตนทั้งหมด ไม่ว่า “กรรม” นั้นทำในที่ลับหรือในที่แจ้ง “กรรม” ไม่ว่าจะน้อยจะเล็กละอองธุลีขนาดไหน แม้แค่เกิดเป็น “ธาตุริเริ่มดำริ” ขึ้นในใจ ( อารัมภ ธาตุ) หากดำรินั้นพร้อมไปด้วย “เจตนา” ก็นับได้ทันทีว่า คือ “กรรม” สั่งสมเป็น “วิบาก” (ผลของกรรม) นับเป็น “มโนกรรม” แล้วที่เดียว อันเป็นทรัพย์หรือสมบัติแท้ของผู้นั้น ๆ (คำบาลีว่า “ กัมม ” ที่นำหน้าคำตรัสทั้ง 5 นั้น ก็คือ “กรรม” ที่คนไทยรู้จักนั้นเอง) ดังนั้น ณ ปัจจุบันจึงหมั่นกระทำแต่กรรมดี เพราะจะเป็นวิบากใหม่ที่ถูกเก็บสะสมไว้ก่อให้เกิดความสุขความเจริญ นั้นหมายถึง มาชำระกิเลสล้างวิบากเก่าและทำกรรมดีเป็น วิบากใหม่เพราะกุศลกรรมสามารถหยั่งอกุศลกรรมได้ เนื่องจากอกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลง อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น (พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 258) การเข้าใจเรื่อง “กรรม” จะทำให้ปฏิบัติ “ศีล” ได้ และถ้าไม่มีปัญญาแท้จะไม่มีศีลขั้นพ้นทุกข์ได้ ดังนั้นคนไม่มีปัญญาจะไม่มีศีลเพียงพอที่จะทำให้พ้นทุกข์ สรุปว่า ถ้าปฏิบัติศีลด้วยปัญญา (ศีล สมาธิ ปัญญา) อย่างตั้งมั่นจะรักษาโรคได้ “พระพุทธเจ้า” ได้ตรัสไว้ว่า “ ดูกรพราหมณ์ ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ปัญญาอันศีลชำระให้บริสุทธิ์ ศีลอันมีปัญญาในบุคคลใด ปัญญามีในบุคคลนั้น ปัญญามีในบุคคลใด ศีลมีในบุคคลนั้น ปัญญาเป็นของบุคคลผู้มีศีล ศีลเป็นของบุคคลผู้มีปัญญา” ดังนั้นคนมีศีลแท้จึงมีปัญญาแท้ ศีลที่แท้จริงต้องนำไปสู่ความพ้นทุกข์และความผาสุกได้ และเมื่อทำได้อย่างตั้งมั่นก็จะเป็นสมาธิ) (สมณะ โพธิ รักษ์. 2557 : 50-51) ตัวอย่างผลของกรรมในพระไตรปิฎก เหตุแห่งการอายุยืน - อายุสั้น (พระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 580-585) พระไตรปิฎกเล่ม 14 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 6 มัชฌิม นิกาย อุปริปัณณาสก์ [580] สุภ มาณพ โต เทพยย บุตร พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ปรากฏความเลวและความประณีต คือ มนุษย์ทั้งหลายย่อมปรากฏมีอายุสั้น อายุยืน มีโรคมาก มีโรคน้อย มีผิวพรรณทราม มีผิวพรรณงาม มีศักดาน้อย มีศักดามาก มีโภคะน้อย มีโภคะมาก เกิดในสกุลต่ำ เกิดในสกุลสูง ไร้ปัญญา มีปัญญา ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลวและความประณีตฯ [581] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้ ฯ ส. ข้าพระองค์ย่อมไม่ทราบเนื้อความโดยพิสดารของอุเทศ ที่พระโคดมผู้เจริญตรัสโดยย่อ มิได้จำแนกเนื้อความ โดยพิสดารนี้ได้ ขอพระโคดมผู้เจริญ ได้โปรดแสดงธรรม แก่ข้าพระองค์โดยประการที่ข้าพระองค์จะพึงทราบเนื้อความแห่งอุเทศนี้โดยพิสดารด้วยเถิด ฯ พ. ดูกรมาณพ ถ้าอย่างนั้นท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจะกล่าวต่อไป สุภ มาณพ โต เทยย บุตร ทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้วพระเจ้าข้าฯ [582] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาได้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนั้น หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดในภายหลัง จะเป็นคนมีอายุสั้น ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุสั้นนี้ คือ เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต ฯ [583] ดูกรมาณพ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาตราได้ มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่ เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนั้น หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใด ในภายหลัง จะเป็นคนมีอายุยืน ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่ ฯ [584] ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีปกติ เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาตรา เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้ อย่างนั้น หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใด ในภายหลัง จะเป็นคนมีโรคมาก ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคมากนี้คือ เป็นผู้มีปกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาตรา ฯ [585] ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีปกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรืศาตรา เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลก สวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลก สวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใด ๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโรคน้อย ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคน้อย คือ เป็นผู้ปกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดินหรือท่อนไม้ หรือศาตรา ฯ ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 32 ว่าด้วยบุพจริยาของพระองค์ [392] พระผู้มีพระภาคผู้เป็นนายกแห่งโลก แวดล้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ เป็นอันมาก ประทับนั่งอยู่ที่พื้นหินอัน เป็นรัมณีย สถาน โชติช่วงด้วยแก้วต่าง ๆ ในละแวกป่า อันมีกลิ่นหอมต่าง ๆ ใกล้สระอโนดาต ตรัสชี้แจ้งบุพกรรมทั้งหลายของพระองค์ ณที่ นั้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง กรรมที่เราเคยทำมาแล้วของเรา “ในกาลก่อนเราเป็นนายโคบาล ต้อนโคไปเลี้ยง เห็นแม่โคกำลังดื่มน้ำ ขุ่นมัว จึงห้ามมัน ด้วยวิบากนั้น ในภพหลังสุด (แม้) เราจะกระหายน้ำก็ไม่ได้ดื่มน้ำตามใจปรารถนา” “ในกาลก่อนเราเป็นเด็ก (ลูก) ของชาวประมงอยู่ในหมู่บ้าน เกวัฏฏ คาม เห็นคนทั้งหลายฆ่าปลาแล้วเกิดความโสมนัส ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ความทุกข์ศีรษะ (ปวดศีรษะ) ได้มีแก่เรา ในเมื่อเจ้าชายศากยะทั้งหลายถูกเบียดเบียน พระเจ้า วิฏฏภะ ฆ่าแล้ว” “เมื่อก่อนเราเป็นหมอรักษาโรค ได้ถ่ายยาให้เศรษฐีบุตร (ตาย) ด้วยวิบากกรรม โรคปัก ขันทิ กาพาธ (บิดท้องเสีย) จึงมีแก่เรา” “ในกาลนั้นเมื่อนักมวยกำลังชกกัน เราได้ทำร้ายบุตรของนักมวยปล้ำ ด้วยวิบากแห่งกรรม ความทุกข์ที่หลัง (ปวดหลัง) ได้มีแล้วแก่เรา” “ในกาลก่อน เราเป็นนายทหารราบ (เป็นแม่ทัพ) ฆ่าบุรุษเป็นอันมากด้วยหอก ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เราถูกไฟไหม้อย่างเผ็ดร้อน อยู่ในนรก ด้วยผลอันเหลือแห่งกรรมนั้น บัดนี้ไฟนั้นยังตามมาไหม้ผิวหนังเราที่เท้าของเราทั้งสิ้นอีก เพราะกรรมยังไม่พินาศไป” “เราชื่อโชติปาละ ได้กล่าวกับพระสุคตเจ้า พระนามว่า กัสส ปะในการนั้นว่า จะมี โพธิ มณฑลแต่ที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้นเราได้ประพฤติกรรมที่ทำได้ยากมาก (ทุกรกิริยา) ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ตลอด 6 ปี แต่นั้นจึงได้โพธิญาณ แต่เราก็มิได้บรรลุโพธิญาณอันสูงสุดด้วยหนทางนี้ (ทุกรกิริยา คือนั่งหลับตาทำสมาธิ นิ่ง หยุดคิด ทรมานตนเกินความพอดี) เราอันบุพกรรมตักเตือนแล้วจึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางที่ผิด” พระไตรปิฎกเล่มที่ 15 ข้อ 401 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงต้องตาย เพราะชีวิตมีความตายเป็นที่สุด สัตว์ทั้งหลายจักต้องไปตามกรรม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive