สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอนสิริมหามายาที่เป็นคุณวิเศษเป็นอจินไตย.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอนสิริมหามายาที่เป็นคุณวิเศษเป็นอจินไตย เข้ามาสู่ สิริมหามายาที่เป็นคุณวิเศษเป็นอจินไตย สิริมหามายานั้นเป็นคุณวิเศษเป็นอจินไตย ไม่ได้ถึงตัวตนบุคคลเราเขา แต่หมายถึงความเป็นนามธรรม เป็นโอปปาติกะสัตว์ ที่อยู่ในสัมมาทิฏฐิ 10 อยู่ในข้อที่ 9 โอปปาติกะ พระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 257 อาตมามีความรู้ถึงสาธยายแยกแยะให้ฟัง อาการของจิตที่เป็นสัตว์โอปปาติกะ เรารู้ กายอย่างนี้เป็นมาร กายอย่างนี้เป็นเทวดา กายอย่างนี้เป็นพรหม ประกอบด้วยรูปนามอย่างนี้เป็นมาร มารคือผีคือซาตานคือตัวร้าย เทวดาคือสามารถควบคุม ไม่สามารถควบคุมก็คือเทวดาโลกีย์ก็ไปเสพสุขเสพทุกข์ มาเป็นโลกุตระเป็นอุบัติเทพ เป็นเทวดาที่รู้จักธรรมะ 2 เแล้วลดเหตุที่ไปหลงโลกีย์เป็นสุขเป็นทุกข์ก็อุบัติก็เกิดใหม่ เป็นเทพที่ดี เป็นเทพที่เจริญ เขาเรียกว่าเป็นพระพรหม แจกเป็นพรหม16 ชั้น ก็ไปอธิบายเป็นแสงไปหมดเลย แสงเล็กแสงใหญ่แสงน้อยแสงมาก แสงยิ่งใหญ่อะไรเขา จนแสงเป็นลำ อธิบายเป็นภาษาวัตถุหมด เราก็ตัดทิ้ง ไม่ต้องไปพูดถึง พูดถึงนามธรรม สิริมหามายา ผู้ใดที่ยังไม่มีสัมมาทิฏฐิจะเข้าใจสภาวะที่เป็น สิริมหามายาที่ว่านี้ไม่ได้ ผู้จะรู้ได้ต้องมีประธานคือธาตุรู้ แล้วเข้าไปรู้รูป เมื่อมีการกระทบแล้วก็ทำความเกิด เรียกว่าเป็นผู้เป็นแม่ ทำความเกิดทางนามธรรม ทางจิตวิญญาณ ผู้จะทำความเกิดเป็นแม่หรือมารดา ต้องมีความฉลาด ฉลาดแบบโลกุตระ ฉลาดแบบอเทวนิยม สามารถที่จะเปลี่ยนจิตให้เป็นจิตโลกุตระได้ สามัญปกติก็เป็นจิตของคนในโลกโลกียะ ธรรมดาปุถุชนที่จิตยังเป็นสุขเป็นทุกข์วนเวียนอยู่ในโลก เปลี่ยนเป็นจิตโลกุตระคือรู้จักจิตที่เป็นสุขเป็นทุกข์และออกจากจิตที่มันจะสุขจะทุกข์ เป็นจิตชนิดอื่นเป็นจิตของคนต่างด่าว ดาวดวงนี้นี้คนโลกนี้ไม่มีความรู
อ่านต่อ
้ที่จะออกจากโลกนี้ไป เขาจะอยู่กับสุขกับทุกข์ ส่วนพระพุทธเจ้าตรัสรู้นี้เป็นดาวดวงใหม่เป็นคนต่างดาว ที่ออกจากความสุขความทุกข์ ไม่ให้มีความสุขความทุกข์เลย พระอรหันต์ก็คือคนหมดสุขหมดทุกข์ เริ่มต้นสุขกับของหยาบ สุขที่ไปได้ทรัพย์สินเงินทองก็เป็นสุข บรรดาวัตถุอะไรอื่นๆ แม้แต่ได้บุคคลก็เป็นความสุข ก็รู้ทันหมด เราก็ลดเหตุในจิตที่ไปยึดติดจนเป็นความสุขความทุกข์เหล่านี้ ให้จิตเป็นโอปปาติกะสัตว์ ลดได้เรื่อยๆ จนหมดภายนอก จนสัมผัสกับภายนอกดินน้ำไฟลมพืชพรรณธัญญาหารกับสัตว์ จนกระทั่งสัมผัสกับคน ก็ไม่มีสุขไม่มีทุกข์เลย จิตที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขเลยเป็นปัญญาเป็นอัญญธาตุ ของคนในโลกดาวดวงใหม่ เป็นต่างดาว ดาวดวงที่เป็นโลกุตระ ดาวที่เป็นปรโลก ที่เป็นโลกใหม่โลกอื่น เราทำจิตให้เป็นเช่นนั้นได้จริง โดยมีวิธีการเรียนรู้ แล้วก็ปฏิบัติให้ดับตัวโง่ ตัวเหตุ ที่มันไม่รู้เท่าทัน จนมันฉลาดแบบปัญญา ไม่ใช่ฉลาดเฉโก เฉกาหรือเฉกตา ฉลาดอย่างโลกที่หมุนวนในโลก โลกลูกเก่านี่ ฉลาดอยู่ในสุขทุกข์แบบโลก สามารถออกไปจากโลกนี้เป็นความฉลาดที่แตกต่างไปเป็นดาวดวงใหม่ต่างดาว ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ สร้างคนดาวดวงใหม่ โลกลูกใหม่ เป็นคนจิตใจใหม่ ค่อยๆออกมา จากดาว เป็นสกิทา อนาคา อรหันต์ ก็เป็นคนโลกใหม่เต็มตัวเลย แต่การเกิดของคนที่อยู่ดาวดวงใหม่ สามารถคุมดาวดวงเก่าได้ โลกที่เป็นโลกียะอรหันต์นี้คุมได้เลย สามารถที่จะจัดการ เชื้อโรคที่เป็นโลกีย์ เชื้อโรคที่จะอยากได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เป็นนามธรรมขั้นอรูปก็ตาม ก็ไม่สามารถเข้ามาในจิตของพระอรหันต์ได้ หรือคนดาวดวงใหม่นี้ได้เลย เพราะฉะนั้นจึงยังอยู่ในโลกนี้ หรือควบคุมโลกนี้ ที่พูดนี้ก็ไม่ได้ออกจากโลกนี้ไปไหน ผู้ที่เป็นอาริยะจนถึงอรหันต์ก็ยังอยู่ในโลกนี้ จนกระทั่งเป็นมนุษย์ต่างดาวสำเร็จสูงสุดและก็อยู่ในโลกลูกนี้ จึงช่วยคนโลกนี้ เป็นพระโสดาบันก็เริ่มช่วยคนอื่นบ้าง เท่าที่ตัวเองมีอาริยทรัพย์ สกิทาคามีก็มีมากขึ้น อนาคามีก็มีมากขึ้น อรหันต์ก็มีมากขึ้น ตัวเองไม่ต้องมีทรัพย์อะไรอีกแล้ว ให้คนอื่นมาเป็นอย่างที่เราเป็น ให้โลกุตระทรัพย์แทนหมดเลย เอาโลกุตระทรัพย์มาแจก คนที่มีดวงตาปัญญา คนที่รู้จักคุณค่าของทรัพย์ที่เป็นโลกุตระ จึงมาเอาก็มีฉันทะ เป็นมูลกา ต้นเค้า แล้วก็จะมาเข้าคอร์สนี้ เข้าคอร์สนี้ อาตมาหรือพวกเรา ท่านเพาะพุทธ ใครต่อใครที่เป็นครูรองลงจากอาตมาก็ช่วยสอน ให้คนที่มีฉันทะที่มานี้ ให้เปลี่ยนแปลงใจเรียกว่า มนสิการ ให้ทำใจในใจ ให้มีจิตใจเป็นคนดาวดวงใหม่ เป็นโลกลูกใหม่เป็นคนในโลกดาวดวงใหม่เป็นโลกุตระ โดยวิธีที่จะทำได้ จะต้องมีผัสสะเป็นสมุทัย หากไม่มีผัสสะเป็นสมุทัยไม่มีทางจะทำได้ ตามพหรมชาลสูตร เล่ม 9 ข้อ87 [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ พวกนั่งหลับตานั้นออกนอกรีตไปไกลไม่มีทางปฏิบัติให้บรรลุธรรม เอาพระสูตรไหนๆมาอธิบายก็ตามนี้ เช่นมหาจัตตารีสกสูตร เป็นต้น แม้แต่อานาปานสติสูตรก็เช่นกัน ไม่มีการไปนั่งหลับตา ต้องมาทำฌานแบบลืมตา ฌานของพุทธ สมาธิของพุทธเป็นแบบลืมตาอยู่ในขณะทำงานเลี้ยงชีพทำสัมมาอาชีพ ทำกรรมการงานกัมมันตะ ในขณะพูดจา อยู่ในขณะนึกคิด ไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ ไม่ได้ไปหาที่ว่าง ไปหาที่ทำสมาธิ ทำฌาน จะต้องปลีกจากเวลาโอกาส ไม่ต้องเลยอยู่ในนี้เลยทันที เป็นฌานสมาธิอยู่ในอิริยาบถเดียวกันกับทุกคน ไม่เสียงานการ ไม่เสียการเลี้ยงชีพ ไม่เสียการงานทุกอย่าง เข้าใจแล้วทำได้ตลอดเวลา นี่คือศาสนาพุทธ ทำได้แล้วก็เกิดใหม่เป็นตัวใหม่ อยู่ในโลกเก่าอยู่กับหมู่คนเก่าๆ แต่เป็นคนหมดโทษภัย เป็นคนมีแต่คุณค่าประโยชน์ สุดยอดคนแล้ว ถ้าทำสำเร็จหมด หากไม่หมด เป็นอนาคาฯก็ดีมากแล้ว สกิทาคามีก็ดีมาก โสดาบันก็เริ่มเข้าเป็นคนโลกใหม่ มาตามลำดับ ใครยังไม่มีจิตเข้ากระแสเป็นโสดาบัน โสดาบันแปลว่าจิตเข้ากระแส ก็ยังเป็นปุถุชนพวกนี้มีโทษภัย เป็นคนที่เป็นศัตรูกับสังคมต่อมวลมนุษย์ทุกคน เบาแรงมากน้อยแล้วแต่ ก็ยังเป็นโทษอยู่ทั้งนั้น เป็นอรหันต์จึงรับประกันได้ว่าไม่มีโทษมีภัยอยู่ในโลกนี้ อนาคามีก็เกือบจะหมดภัยหมดโทษ สกิทาคามีก็ลดความเป็นโทษภัยไปพอสมควร โสดาบันก็ลดความเป็นโทษภัยลงไปตามลำดับ นี่เป็นวิชชาความรู้ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ศึกษาเรื่องมนุษย์และสังคมมนุษยชาติและเอาวิชานี้มาสอน พระพุทธเจ้าทุกพระองค์อุบัติขึ้นมาในโลก รู้ตัวว่าเป็นพระพุทธเจ้าก็เลิกเลยงานทางโลกอื่นๆ ทั้งที่ทำได้เก่งนะ จะไปแย่งชิงลาภยศสรรเสริญโลกียสุข อย่าว่าแต่พระพุทธเจ้าเลยอาตมาก็ยังเลิกมาแล้ว ถ้าอาตมาอยู่นี่ RS แกรมมี่ ไม่ได้เกิดหรอก อาตมากำลังตั้งสำนักงานหัวใจสีชมพูตอนนั้น แล้วเอาหมดเลยนะ ทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ ไม่ใช่ส่วนใดส่วนหนึ่งเพราะอาตมาชอบสื่อสาร เอาหมดเลย ทั้งศิลปะทุกด้าน แต่เสร็จแล้วมันก็ไม่แล้วเพราะว่าอาตมาอยู่ในปางนี้ หน้าที่นั้นมันลิงลมอมข้าวพองอาตมาเลยอยู่กับโลก 12 ปี เรียนจบทำงานกับโลก 12 ปี ไปหลงกับโลกเขา นักษัตรหนึ่งเสียเวลา เมื่อรู้ตัวแล้วก็ไม่เอาแล้วตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ ก็ยังทำงานอยู่ เพราะงานนี้เป็นงานที่ดีที่สุด ใครไม่เชื่อมีไหม ดีที่สุดงานนี้ ไม่มีงานใดดีเท่า จริงมาช่วยกันมาศึกษาเป็นครูน้อย อาตมาจะเป็นครูใหญ่ ไม่มีใครตั้งอาตมาตั้งเอง ครูน้อยครูใหญ่นี่แหละ คือมารดาที่สอนโลกอยู่ มารดาคือสิริมหา มารดานี่แหละคือผู้ที่กำลังเล่นกลอยู่กับมนุษย์ ให้รู้จักการเกิดดับเหมือนเล่นกลคือการเกิดการดับ นี่คือสิริมหามายา คุณรู้ไหมว่าอาตมาเกิดหรือดับ กำลังทำนี่ทำเกิดหรือทำดับ ทำทั้งสองอย่างเลย เห็นไหม? แล้ว 2 อย่างนี้คืออะไร 2 อย่างนี้คือ ให้หายสุขหายทุกข์ แต่ยังตัดทิ้งพยัญชนะไม่ได้จึงเรียก ผู้มีปรมังสุขัง คืออะไร? ปรมังสุขังคือ ยิ่งกว่าสุข แปลว่าสุขอย่างยิ่งไม่ได้ พระศาสนาพุทธนั้นไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ปรมังสุขังคือ ยิ่งกว่าสุข อยู่เหนือสุขเหนือทุกข์ แล้วคุณผู้อยู่เหนือสุขเหนือทุกข์ คุณรู้จักสภาวะจริงของตัวเองไหมว่า จิตของคุณนี้อยู่เหนือสุขเหนือทุกข์ได้แล้ว คือจิตของคุณไม่เป็นสุข จิตของคุณไม่มีอาการสุขอาการทุกข์ คุณทำได้ไหม อาตมาว่า ชาวอโศกทำได้ แต่ยังไม่ถาวร ยังไม่ “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” เท่านั้นแหละ ใช่ไหม ถ้าคุณฟังอย่างที่อาตมาพูด ก็ตรองตามตรวจสอบตามอาการจิตของเรา ตามอาตมาตามที่เข้าใจ ว่าใช่ ทำได้อยู่บ้าง แต่บอกว่าทำไม่ได้อย่างขั้น “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง”ก็ใช่ เพราะฉะนั้นก็ทำจนกระทั่งมัน “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” ให้ได้ คุณก็เป็นอรหันต์ถาวร ซึ่งอาตมาขออภัยนะ อาตมาอวดตัวอวดตนจนหมดเนื้อหมดตัวแล้ว เพราะอาตมาทำได้เอามาจากของจริง ไม่มีในตำราไหนหรอก เป็นความรู้ของอาตมาเอง โวหารของอาตมาเอง เรียบเรียงของอาตมาเอง ที่เอามาพูดนี้ ไม่ได้เอามาจากอรรถกถาจารย์หรือคนไหนพูด อาตมาไม่ค่อยไปอ่านด้วย ที่พูดนี้เป็นของตนเองหมด อรรถกถาจารย์อาตมาไม่ค่อยไปอ่าน อ่านแต่พระไตรปิฎก แล้วก็เอามาใช้อยู่ทุกวันนี้เป็นหลัก ก็คือพระไตรปิฎก อาตมาก็ได้พระไตรปิฎกนี้เป็นสิ่งอ้างอิง อาตมาถึงได้รอดตัว หากไม่มีพระไตรปิฎกอ้างอิงอาตมาตายอย่างฝุ่นเลย ไม่ใช่ตายอย่างเขียดนะ ทำงานได้อยู่ทุกวันนี้เพราะมีพระไตรปิฎก เสร็จแล้วก็เห็นใจศาสนา สงสารศาสนาที่ไม่กระเตื้อง อาตมาได้นำเอาคำสอนมาอธิบายขยายใหม่ มาเผยแพร่ให้มันถูกต้อง แต่ก็ไม่ค่อยจะเปลี่ยนแปลงกัน ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ก็ดีขึ้นบ้าง ตอนนี้ก็พยายามตรวจสอบกัน พยายามตั้งใจทำ อย่างน้อยก็ดีที่จะจัดการพวกเงินทอน ตอนนี้ก็เอาเข้าแล้ว จีวรปลิวออกนอกประเทศหายไป ไปหลบอยู่ที่ไหนบ้าง ก็เป็นเรื่องที่ดีมากเลยในยุคนี้ ทำไปเถอะ ขอให้ทำกันอย่างจริง ทำกันอย่างยุคพระเจ้าอโศกมหาราชกันหน่อยเถอะุ ไม่ต้องถึงกับฆ่า อย่างพระเจ้าอโศกมหาราชฆ่าทิ้งเลย โอ้โห แต่ยุคนี้จัดการเลย อาตมากล้าพูดว่าปาราชิกกันมาก โดยเฉพาะปาราชิกเรื่องเงิน ทุจริตแค่ 5 มาสก ก็ปาราชิกแล้ว น่าจะเป็น 300 บาทสำหรับ 5 มาสก ในยุคนี้ ทุจริตเงินเกิน 300 บาทก็ถือว่าปาราชิกแล้ว จะเหลือไหมนี่ พระทั้งหลาย เหลือพระที่ยากจน พระที่ไม่มีใครไปทำทานด้วย พระที่ไม่มีใครไปบริจาคเงินด้วยก็รอดตัว นอกนั้นก็ไม่เหลือ เช่น เอาเงินมาติดกัณฑ์เทศน์ก็เอาไปใช้ของตัวเอง อันนี้ก็ปาราชิกแล้ว เขาให้เอามาทำงานศาสนา อาตมานี่ขอยืนยัน คนเอาเงินมาบริจาคกับอาตมา หลายคนบอกว่า “แล้วแต่ท่าน” แล้วแต่อาตมาใช้ตามอัธยาศัยส่วนตัว บอกอย่างนี้ด้วย อาตมาก็ไม่เอา ไม่ใช้เป็นส่วนตัว ใครเอาเงินมาบริจาคอาตมา คุณจะบอกว่าใช้เฉพาะตัวไม่ใช่งานศาสนาก็เข้าใจ แต่อาตมาก็เอามาไว้ซื้อข้าวน้ำกินเองอยากได้ของใช้ส่วนตัว อยากไปเที่ยวก็ใช้เงินพวกนี้ไป บำเรอตน อาตมาไม่ทำ อาตมาเคยพูดไปแล้ว แม้จะเจ็บป่วยแล้วก็ต้องใช้เงินเพื่อที่เขาบริจาค ใช้เงินก้อนนั้นเพื่อรักษาตัวก็จะไม่ทำ ญาติโยมที่เห็นอาตมาป่วย ก็หาเงินส่วนตัวมารักษาอาตมาหรือใครไม่อยากรักษาก็ปล่อยให้อาตมาตาย อาตมาไม่มีอาหารกินไม่มีข้าวกินเลย คุณก็หามาสิของคุณ โดยที่คุณมีสิทธิ์มีส่วนก็หามาโดยสุจริต เอามาทำให้อาตมากินได้ อาตมาถึงกิน ปรปฏิพัทธาเมชีวิกา ชีวิตเราเนื่องด้วยผู้อื่นให้คนอื่นเลี้ยงไว้ อาตมาทำงานหากจะต้องใช้เงินคนอื่นเขาก็ช่วยส่งเสริมเท่านั้น ส่วนตัวไม่เอามาเป็นอันขาด เด็ดขาดเลย อาตมาตั้งปณิธานไว้อย่างนี้ แล้วทำได้ด้วย อาตมาขอยืนยันว่าอาตมาทำได้จนทุกวันนี้ แล้วอาตมาก็ให้นักบวชของพวกเรา สมณะของพวกเราก็ประพฤติอย่างนี้ ไม่เอาเงินไปใช้ส่วนตัวอย่างนี้ สมณะนักบวช แม้แต่สิกขมาตุของพวกเรา จึงเป็นสมณะเป็นสิกขมาตุที่บริสุทธิ์สะอาด เรื่องเงินทองสมบัติที่เขาวุ่นวายกันอยู่ในสังคมศาสนาพุทธ แต่ของชาวอโศกเรา โอ้โห ไม่ต้องมาตรวจสอบ หรือจะมาตรวจสอบได้ก็ยินดีอย่างยิ่งเลย เพราะเราทำถูกต้องตามธรรมวินัยของผู้พระพุทธเจ้า เป๊ะเลย เขาก็บอกกันว่าในยุคนี้เป็นพระไม่มีเงินไม่มีทองอยู่ได้อย่างไร ไปไหนมาไหนก็ต้องใช้เงินทั้งนั้น เราก็เป็นพระในยุคนี้ไม่เห็นจะใช้เงินอย่างที่เขาโวยวาย ก็ไปไหนมาไหนได้ องค์นี้เหาะไปต่างประเทศโน่น อาตมา ใครอยากให้ไปต่างประเทศก็ไม่ไป มันเมื่อย ตั้งแต่ไหนแต่ไร อาตมาพูดภาษาไทยบรรยายภาษาไทยก็ยังเมื่อยแล้ว แล้วหากไม่รู้เรื่องภาษาเขา อาตมาจะไปทำไม เมื่อยก็เมื่อย เดินทางเสียเงินเสียทอง เสียเวลา เสียแรงงานต่างๆ ไม่คุ้ม อาตมาไม่ไป ใครอยากจะฟังธรรมะอาตมา เป็นคนต่างชาติต่างภาษาก็ต้องมาหัดฟังภาษาไทย อาตมาไม่มีล่ามแปล ฟังเอง แปลเอง หาล่ามเอง อาตมาพูดแต่ภาษาไทย ไม่พูดภาษาอื่น สรุปเข้าสู่สิริมหามายา มันเป็นเรื่องของนามธรรม ที่ยากจะเข้าใจ เหมือนนักมายากล ประเด็นที่ว่า จะทำให้เกิดหรือทำให้ตาย จริงๆแล้วอาตมานี่ตายแล้ว แต่อาตมายังเป็นๆ ยังไม่ยอมตาย (คนว่ากิเลสตาย)ใช่ อาตมากิเลสตายแล้วแต่อาตมายังไม่ยอมตาย เหมือนกับคนตอแหลพูดตลบแตลง ไหนว่าตายแล้วดับแล้ว พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ มารก็มาอาราธนาให้ท่านตายได้แล้ว บอกว่าตรัสรู้แล้วก็ควรจะตายได้แล้ว จะยังเกิดอยู่ทำไม พระพุทธเจ้าก็บอกว่าไม่ได้หรอกมาร เราต้องอยู่ให้มนุษย์เขารับรู้ธรรมะที่เราตรัสรู้ให้ได้เสียก่อน ตราบใดที่ยังไม่ได้เผยแพร่ให้คนรับรู้จนกระทั่งเอาไปเผยแพร่ เอาไปบอกไปจำแนกแจกจ่าย และปรับวาทะกับศาสนาเดียรถีย์ กับผู้อื่นที่เขาไม่รู้เรื่อง ให้รู้เรื่องได้เสียก่อน ถึงขั้นปล่อยมือได้เราถึงจะตาย มาร ท่านก็ตรัสกับมารอย่างนี้ เพราะฉะนั้นคำว่าการเกิดการตาย จึงลึกซึ้งมาก จะใช้คำว่ามีกับไม่มีก็ได้ พระพุทธเจ้าก็ตรัส พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ (43) [43] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก(โลกสมุทัย)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก นตฺถิตา สา น โหติฯ) เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก(โลกนิโรธ)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก อตฺถิตา สา น โหติฯ) มีคือโลกสมุทัย ไม่มีคือโลกนิโรธ โลกคือความวน ยังมีสมุทัย ยังมีเหตุให้วนเวียน เมื่อดับเหตุได้ก็เป็นโลกของความดับคือนิโรธ โลกที่ไม่มีความวนเวียน พระอรหันต์มีนิโรธแต่ว่าลืมตาสัมผัสทำประโยชน์แก่โลก ผู้ที่มีนิโรธคือต้องมี ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ผู้ที่มีจิตนิโรธวิมุติหลุดพ้นเป็นอุเบกขาฐาน มีฐานจิตเป็นอุเบกขาแล้วสมบูรณ์แบบ จิตผ่องใสปภัสรา ทำงานอยู่ กัมมัญญา แคล่วคล่องว่องไว เป็นกายกัมมัญญตา เวทนาก็คล่อง สัญญาก็คล่อง สังขารก็คล่องทำงานอยู่ปุ๊บปั๊บๆ เล่นกลตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายอยู่นี่เห็นไหม เหมือนเอานกพิราบมาให้คุณดูแล้วก็หายไป เหมือนกับคนหายตัว นักเล่นกล หายตัวได้มีก็ได้ เอาตัวใส่กล่องเอามีดแทงไม่ถูกหายตัวไปได้ เขาตัดทั้งตัวเลยนะตอนแสดงมายากล ตัดแยกออก แล้วเอามาต่อกันได้อีก เหมือนกับตายได้ แล้วก็เกิดได้อีกเหมือนกัน เล่นกล เกิดตายตายเกิด จึงเป็นนักมายากลอย่างสิริมหามากเลย พูดไปพูดมานี้พอรู้เรื่องกันนะ เป็นเรื่องอจินไตยที่รู้ได้ยากเอามาขยายความ มันเป็นคุณวิเศษ ทำให้เกิดทำให้ตาย ทำความเกิดให้แก่จิตของตนที่เป็นโลกุตระ เป็นสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติจนกระทั่งเกิดสัมมาปฏิเวธโดยการเอามาทำตามลำดับ วิธีทำก็คือเรียนรู้ให้สัมมาทิฏฐิที่พระพุทธเจ้าสอนตาม ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับสัมผัสเข้าของ สัมผัสกับสัตว์แล้วทำใจอย่างไร ปฏิบัติอย่างไร ก็อาศัยธรรมะพระพุทธเจ้า มาเรียนรู้ให้สัมมาทิฏฐิแล้วก็มาปฏิบัติ เมื่อสัมผัสกับสัตว์แล้ว สัตว์เขาก็เกิดของเขา อยู่กับวิบากของเขา เราอย่าไปเกี่ยวข้องกับเขา อย่าไปทำวิบากร่วมกับเขา ไม่ทำร้ายเขา ไปฆ่าเขามันก็เป็นวิบาก ไปแตะต้องตัวเขาก็เป็นวิบากแล้ว ต่างคนก็ต่างอยู่ ช่วยกันได้ก็ช่วย สรุปแล้ว หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับข้าวของที่ไม่ใช่ของของเรา ถ้าเป็นของๆเราๆมีสิทธิ์ที่จะสร้างขึ้นมาเอง ไม่ใช่ของๆเราอย่าไปอยากได้มา ของจะเป็นดินน้ำไฟลมจะเป็นพืชพรรณธัญญาหาร แม้แต่มนุษย์ ในยุคทาสก็ตาม ไม่ใช่ทาสของเราไม่ใช่คนของเรา ไม่ใช่ของๆเรา อย่าว่าแต่ทาสเลย แม้แต่ไม่ใช่ภรรยาสามีของเรา แม้แต่ที่สุด ไม่ต้องยึดถือเป็นลูกของเรา พ่อของเราแม่ของเรา แต่รู้ มีคาราโว มีความเคารพกัน มีความรักกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ทะเลาะวิวาทกัน มีความสามัคคีกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน อยู่ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าไปทุกมุมเลย เมื่ออาศัยคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วก็ปฏิบัติประพฤติก็สั่งสมเป็นนิสัย สัยหรือสยนี้แปลว่าตัวตน อาศัยไปทำให้เกิดก่อน แล้วก็เป็นนิสัยจนกระทั่งเป็นวิสัย วิสัยคือสิ่งที่เป็นไปได้อย่างแน่น ถาวร อย่างเป็นไปได้เอง วิสัย การประพฤติปฏิบัติก็เป็นอย่างนี้ ตนเองจะสุดยอดเป็น วิ หรือเป็น นิ มาตามลำดับ นิคืออะไร สยะคืออะไร นิ คือ พยายามทำตนเรียนรู้กิเลส แล้วก็ นิ เอามันออก คือ ปฏินิสรณะ สรณะแปลว่าการกระทำสงคราม กิเลสมันเป็นศัตรูตัวร้ายที่จะรบกับมัน มันไม่ค่อยออกหรอก เราเป็นนักรบ คนเกิดมามีสรณะมีการรบเป็นที่พึ่ง ต้องรบอะไร รบกับกิเลสตัวเอง เกิดมามีชีวิต ถ้ารู้ว่าตัวเองเกิดมาเป็นคนแล้ว แล้วก็เรียนรู้ลดกิเลสรบกับกิเลส ฆ่ากิเลสให้ตายให้ได้ นี่คืองานที่ยิ่งใหญ่ ทีนี้ คนไม่รู้จัก เกิดมาแล้วเอาอะไรเป็นที่พึ่ง ก็เอากิเลสเป็นที่พึ่ง แทนที่จะรบ จะจัดการมัน มันก็สั่งบงการเราเลย ตกลงสรณะของคนคืออะไร คือกิเลส เป็นอย่างนั้นจริงๆไม่ได้ใส่ความนะ เพราะฉะนั้นพยัญชนะที่พูดนี้ไม่ได้พูดอย่างโมเมเล่นลิ้น ตลกฮานะ แต่เป็นเรื่องจริงเป็นเรื่องสัจจะ เอามาอธิบายเป็นสาระ เป็นเนื้อแท้ เพราะฉะนั้นวันแม่วันนี้เราก็ต้องเรียนรู้ ฟังอาตมาเทศน์นี้ เท่ากับ อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาสอนพวกคุณ เป็นแม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระโมคคัลลานะเป็นแม่นม พระสารีบุตรเป็นแม่เลี้ยง แล้วท่านก็มาสอนแม่ ภิกษุทุกองค์ก็เป็นแม่ ที่จะไปให้เกิดทางจิตวิญญาณแก่คนทั้งหลายต่อ โดยทำตนให้เป็นโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ แล้วเอาความรู้โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ไปก่อเกิดลูก ให้เป็นลูกที่มีคุณธรรมเป็นอาริยธรรม โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ไปเรื่อยๆ จึงเกิดการสืบทอดสร้างแม่ไปเรื่อยๆ สร้างความเกิดไปเรื่อยๆ อย่าให้ขาดสาย เพราะฉะนั้นแม่นี้จะเป็นแม่ที่ให้เกิดอาริยธรรม ความเกิดที่ยิ่งใหญ่ของสิริมหามายาคืออาริยธรรม แล้วทุกคนมาเข้าคอร์สที่จะเรียนรู้ วิชาความรู้ในการที่จะ ให้เกิดลูกที่เป็นอาริยะชนทั้งนั้น เพราะฉะนั้นทำตนให้เป็นแม่จริงๆให้ได้ แม่ที่มีคุณธรรมที่เป็นอาริยธรรม แล้วลูกที่เราจะไปให้เกิดต่อๆ เพื่อสืบทอดธรรมะพระพุทธเจ้า สืบทอดศาสนาพระพุทธเจ้าได้ ก็ต้องเป็นเชื้อโลกุตรธรรม เชื้ออาริยธรรม ในยุคนี้มันหมดแล้วอาริยธรรม โลกุตรธรรม มันเหลือแต่โลกียธรรม เดรัจฉานวิชชา ความรู้นอกรีตปนเปเยอะแยะ ที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ วิชารัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เรียนแล้วก็ได้ด็อกเตอร์มา แต่วิชาที่อาตมาพูดอย่างนี้เขาไม่รู้เรื่อง เชื่อไหมว่าอาตมาพูดกับคนที่เป็นดอกเตอร์ทางศาสนา พูดกับเขาไม่รู้เรื่อง จริง พวกคุณจะรู้เรื่องกว่าเขา พวกคุณเป็นลูกมีเชื้อของพุทธธรรม มีเชื้อทางพุทธศาสนา มีเชื้อของพระพุทธเจ้า ศาสนาจึงจะสืบทอดต่อไป สมณะเพาะพุทธ...สรุป ดร.สมภาร พรหมทา ว่า ในพระไตรปิฎกไม่มีคำว่านั่งหลับตาปฏิบัติเลย สรุปเป็นบทกวีดังนี้…. เกิดตาย-ตายเกิดประเสริฐสุด เป็นแม่พุทธพริ้งเพริศประเสริฐศรี สร้างสิริมหามายาเอื้ออารี ล้นหลามความไม่มีได้เกิดมา 610812_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก คอร์สสอนความเป็นแม่ผู้สืบเชื้ออาริยธรรม