สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน บทพิสูจน์สัจธรรมของพระพุทธเจ้า.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข25 สิงหาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน บทพิสูจน์สัจธรรมของพระพุทธเจ้า _เกือบตาย.. นมัสการท่านครับจะขอถามพ่อครูสักเรื่องหนึ่งครับเราเป็นผู้ถือศีลปฎิบัติธรรมเราไม่กินสัตว์และไม่ฆ่าสัตว์แล้วอย่างเมื่อเราจะกินข้าวมีข้าวกล้องกับข้าวขาวแล้วเราชาวอโศกจะกินข้าวอะไรที่มีประโยชน์กับมีแต่กากที่ไม่มีประโยชน์ครับ ต่อไปถ้ามีคนจะให้สีข้าวสารขาวผมจะ ปฏิเสธ ผมจะทำเช่นนี้ได้มั้ยครับ พ่อครูว่า...เอา ถ้าสีให้เขาได้ก็สีไปเถอะ ข้าวขาวก็มีคาร์โบไฮเดรตมีแป้งมีวิตามิน อยู่ทั้งนั้นแหละ เป็นแต่เพียงว่ามันไม่มีมาก ถ้าเผลอว่าไปสี สิ่งที่หุ้มข้าวสารอยู่ มันก็วิตามินลดลง ไม่ใช่หมายความว่าข้าวขาวข้าวสาร มันจะไม่มีสารอาหารเลย คนกินข้าวขาวมีสัก 90 เปอร์เซ็นต์กระมัง คนกินข้าวกล้องคงมีสัก 10 เปอร์เซ็นต์ ก็เห็นใจเขาหน่อยเถอะ เฮี๊ยบกับเรื่องธรรมะสัจธรรม จัดเกินไป มันอยู่กับโลกเขาไม่ดีหรอก เราก็ต้องอยู่กับชาวโลกเขา ชาวอโศกมีชีวิตอยู่กับโลกของเรา เอียงโต่งมาทางธรรมะนี้มากมาทางโลกุตระนี้มาก ทางโลกเขาน่าสงสาร เขาไม่รู้ แล้วเขาไม่เข้าใจกรรมวิบากไม่เชื่อกรรมวิบาก แม้ไม่เชื่อกรรมวิบาก แต่เขาไม่รู้จักเวทนา เขาไม่รู้จักความรู้สึก เขางมงายอยู่แต่กับความสุข มันเกิดอารมณ์ทุกข์ เขาก็ว่ากันไปตามทุกข์หยาบจัดจ้าน ทำไม่ดีไม่งามก็ทำไปคืองมงายอยู่กับอารมณ์ อารมณ์นี่มันมีกิเลสตัณหา มันก็บงการเราอยู่กับอารมณ์ ใครเจ้าอารมณ์นี้นะ ยิ่งเรามาปฏิบัติธรรมแล้วจะอยู่ด้วยยากมาก พวกเจ้าอารมณ์ จะอยู่กับคนที่เขาไม่ได้ปฏิบัติธรรมมันก็ยากทั้งนั้นสำหรับคนเจ้าอารมณ์ อยู่กับใครก็ยาก คนที่มาเข้าใจเวทนา เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกแล้ว แล้วก็ทำให้กิเลสมันออกจางคลายไป โดยไม่ใช่เป็นนั่งสะกดจิต การตั้งสะกดจิตก็สามารถสะกดอารมณ์ได้เหมือนกัน พวกนักสะกดจิตเขาก

อ่านต่อ

็ รู้สึกว่าอารมณ์มันเกิดกิริยาไม่ดี เขาก็ชำนาญในการกดข่ม เขาก็กดอารมณ์ไว้ ไอ้กดอารมณ์ตัวเองแล้ว กดพฤติกรรมทางกายวาจามันมีอยู่ทุกคนเกิดมาในสัญชาตญาณ ใครก็เคยระมัดระวังกายวาจาของเรามันเป็นธรรมดาธรรมชาติ มากหรือน้อยเท่านั้น ถ้าไปนั่งสะกดจิตมันจะกดข่มได้เก่งขึ้น ชำนาญมากขึ้นสะกดได้มากขึ้นก็เป็นประโยชน์อยู่บ้าง ที่ไม่แสดงอารมณ์ออกมาตามธรรมชาติ แต่ไม่ได้ล้างกิเลส ศาสนาพุทธนั้นล้างกิเลส รู้จักกิเลสที่มันเกิดพร้อมกับอารมณ์ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ พระพุทธเจ้าให้เรียนตัวสังกัปปะ แยกให้ฟังเป็น 7 แล้วจัดการกับสังกัปปะ 7 จิตสัมผัส แล้วเกิดภาวะรูป จะมีธรรมะสองเป็นอิตถีภาวะ กับ ปุริสภาวะ ปรุงแต่งกันอยู่ เราก็พยายามแยก อิตถีภาวะ หรือ ไอ้ตัวที่มันเป็นตัวการดีดดิ้น อิตถีภาวะก็เป็นสภาพรูปนามปรุงแต่งกันอยู่ นามหรือกิเลสที่เป็นตัวเหตุ ตัณหา แยกตัวนั้นให้ได้แล้วกำจัด เมื่อกำจัดได้ อิตถีภาวะก็หายไป กำจัดกิเลสตัวเหตุสำคัญ อิตถีภาวะหายไปเหลือแต่ปุริสภาวะเป็นธรรมะหนึ่ง เมื่อมันปรุงแต่งเป็นเวทนา 2 อารมณ์เก๊ สุขหรือทุกข์ กับอารมณ์ที่รู้ความจริงตามความเป็นจริง สัมผัสกับอะไรก็แล้วแต่ ก็เกิดสภาพเวทนา 2 เพราะฉะนั้นจึงกำจัดเวทนา 1 ได้ ก็ทำให้เป็นเวทนาเดียว ผู้กำจัดเหตุหรือกิเลสที่มันทำให้เกิดเวทนาเก๊นี้ได้ตลอดกาล เป็นพระอรหันต์ กำจัดได้ตลอดกาล เมื่อสัมผัสก็มีแต่เวทนาแท้ตลอดกาล เป็นปุริสภาวะ เป็นผู้หญิงก็เป็นปุริสภาวะ เป็นผู้ชายก็เป็น ปุริสภาวะ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงผู้ชายก็เป็นอรหันต์ได้ภิกษุภิกษุณีก็เป็นอรหันต์ได้เป็นปุริสสภาวะ ปุริสภาวะคืออารมณ์ของ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา อาตมาประกาศตัวว่าเป็นพระอรหันต์ไม่ได้พูดเล่นทั้งที่รู้ว่าเมืองไทยถ้ามีใครมาประกาศอรหันต์ เขาให้กากบาทกระดูกไขว้เลย ไม่มีใครกล้ามาประกาศอรหันต์หรอกในโลก ถ้าใครบอกว่ามีใครกล้าประกาศอรหันต์ ถ้าได้ยินพระโพธิรักษ์ประกาศ ก็นี่ไง ใคร ไม่มีใครกล้าประกาศอรหันต์ก็นี่ไง นี่คนนะ ไม่ใช่ช้างม้าวัวควายนะ เขาบอกว่าไม่มีใครแล้วก็นี่ไง แต่เขาได้รับการศึกษาได้รับการ กรอกหูมา จนกระทั่งผู้ที่มีคนนับถือกันทั่วประเทศว่าเป็นปราชญ์ทางศาสนา มาได้ยินการประกาศอย่างที่อาตมาประกาศ ถึงกับขนาดต่อต้าน ใช้คำพูด ต้านออกมาว่า คนที่ประกาศตัวว่าเป็นอาริยะนั่นแหละไม่ใช่อาริยะ พูดขึ้นมาดื้อๆนี่แหละ ในพระไตรปิฎกมีพระอริยะประกาศอรหันต์เยอะแยะ บอกว่าตนเป็นอรหันต์เยอะแยะ ท่านก็เป็นผู้ที่ศึกษาอ่านพระไตรปิฎกมาเยอะ แล้วพูดชื่อนี้แสดงว่าท่านจำไม่ได้เชียวหรือ อ่านมาก็มี แล้วมาบอกว่า ประกาศไม่ได้ ด้วยความคิด คิดว่าจะต้านจะว่า เอาล่ะตรงๆว่าอาตมานี่แหละ ว่านี่คนบ้าคนนอกรีต นอกธรรมะ บ้าเกินทฤษฎีพระพุทธเจ้าเกินความจริง เกินความถูกต้องด้วย มันไม่ถูกต้องหรืออย่างที่พูดนี้ มันเกินความถูกต้อง มันเกินไป จะด้วยอารมณ์ใดก็ตาม แต่เชื่อว่าถ้าท่านตั้งสติจริงๆท่านก็จะรู้ตัวว่าท่านกล่าวผิดพลาดไป เพราะท่านก็ได้ศึกษามามาก นี่ก็ขออภัยที่พูดพาดพิงสัจจะ ในยุคนี้เป็นยุคที่น่าสงสารอย่างมากเลย ในความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะในวงการศาสนาพุทธน่าสงสารมาก เพราะว่าศาสนาพุทธทุกวันนี้ ที่เป็นกันอยู่และก็ประพฤติกันอยู่ในวงการ เรียกว่าวงการธรรมะหรือวงการศาสนาพุทธ ก็ได้ประพฤติปฏิบัติกันอยู่แต่ กาก เศษ ของสิ่งที่ไม่ใช่พุทธ ไม่ใช่กากเศษของพุทธด้วยนะ เช่น ไปนั่งหลับตา ไปเดินหนอย่างหนอ มันไม่ใช่วิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้า วิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้านั้น ท่านก็ได้ตรัสไว้ชัดเจนว่าให้ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8 แล้วท่านก็บอกว่าการปฏิบัติตามหลักมรรคมีองค์ 8 นี่แหละ เป็นทางเดียว เอเสวมัคโค นัตถัญโญ เป็นทางเดียวไม่มีทางอื่น คนก็มาบอกว่าจะไปเชียงใหม่ไปได้หลายทาง อย่างนี้เป็นต้น ไปทางเครื่องบินไปทางรถ ไปทางรถจักรยาน คนเราเกิดมามันไม่มีความสำคัญอะไรมากมายเลยในเรื่องของทรัพย์สินเงินทองบ้านช่องเรือนชาน อะไรต่างๆนานา มันไม่สำคัญ มันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปยึดมั่นถือมั่นว่าจะต้องเป็นเราเป็นของเรา ในชาวอโศกหรือในบ้านราชฯหรือที่ไหนก็แล้วแต่ เราไม่ได้สำคัญมั่นหมายในบ้านช่องเรือนชานที่นาว่าเป็นเราเป็นของเรา ใครจะมายึดถือ เกิดมันพังไป มีคนมาเอาไปก็จะไม่เดือดเนื้อร้อนใจเหมือนกับคนภายนอก ทรัพย์สินเงินทองมันสูญเสียไปก็จะไม่เดือดร้อนเหมือนคนข้างนอก แม้แต่เราจะไปกอบโกย ไปสะสมไปหามามากๆ สะสมให้เป็นของตนมากๆไม่พอ ที่สะสมไว้ เอาไปลงทุนไปออกดอก ใส่กิจการนั้นนี้ ที่ได้เงินปันผลได้ดอกเบี้ยมาก ก็จะทำให้งอกเงยเพิ่ม ไม่รู้เขาจะตะกละไปถึงไหน ทุกวันนี้คนที่รวยๆ ก็ไม่เห็นจะถึงร้อยปีก็ตาย ตายจากไปบางทีเกิดปัญหามาก ยิ่งยิงกัน คนที่สะสมไว้ให้คนทีหลังแย่งกันฆ่ากันด้วย ถ้าคนไหนสักคน ตายไปแล้วไม่มีสมบัติให้เขาแย่งกันฆ่ากัน กับคนที่มีสมบัติแล้วตายแล้วทำให้เขาฆ่ากันแย่งกัน อะไรมันดูดีกว่ากัน สมณะฟ้าไทว่า...คนที่ตายแล้วทำให้คนไม่แย่งกันเป็นอิสระเสรีมีความสงบสุข พ่อครูว่า...ประเด็นต่างๆที่ได้พูดไปนี้ มันเป็นแง่ที่จะฉลาดรู้ว่า จะไปทำเป็นพฤติกรรมทำคนให้เป็นคนที่จะเกิดปัญหา เกิดความยุ่งยาก ไปสะสมความรู้ ตายแล้วก็จะยุ่งยาก แย่งกัน เพราะฉะนั้นชาวอโศกปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า พวกเรามีสมบัติน้อยจนถึงขั้น ไม่มีสมบัติ มีบ้างติดตัว พวกเราที่อยู่ในเป็นสมาชิก บ้านราชฯเอาอย่างนี้ อาตมาจะถาม คนบ้านราชฯ ใครมีเงินเป็นสมบัติในตัวตอนนี้ ไม่ถึง 1,000 บาทยกมือขึ้น … เอาอย่างนี้เลย อย่าว่าแต่ติดตัวเลย แม้แต่ในแบงค์ มีเงินรวมแล้วไม่ถึง 1,000 มีกี่คน อย่างพวกเรานี่ เป็นฆราวาสมีบ้าง แต่นักบวชเรานี่ไม่มี นักบวชเราสามารถที่จะปฏิบัติประพฤติได้ แม้แต่สิกขมาตุของเรา นับถือศีล 10 ก็ไม่มีเงินไม่มีทอง ฝากแบงค์ไว้หรือฝากที่ไหนไว้เป็นของตัวของตนเลยบวชมา 30 40 ปีไม่มีเงินมีทองเลยก็ไม่เห็นจะเหี่ยวเฉา หรือว่าผอมแห้งแรงน้อย ไม่เห็นหมดเรี่ยวหมดแรง ก็เห็นว่าแข็งแรงสันทัดคน ไม่อ้วนไปไม่ผอมไปนี่แหละดีมากเลย ปราดเปรียวทำงานได้ดี อาตมาประสบผลสำเร็จในการพามาปฏิบัติธรรม ที่สำคัญคืออาตมาเองมั่นใจว่าจิตใจอยากจะสึกกันไหมสิกขมาตุ...หรือว่าสึกไม่ไหวแล้ว แก่แล้ว แล้วไม่สึกนี่ผาสุกไหม?...เป็นอยู่ผาสุก ตายยิ่งไม่ต้องห่วงเลย ตายแล้ว พวกเราก็ช่วยกันเผาแน่ไม่ปล่อยให้เหม็นเน่าอยู่อย่างนี้หรอก เด็ดขาด สบายมากเลย เป็นใจที่วางใจได้ มีชีวิตที่เหลืออยู่ขนาดนี้ ไม่ต้องเอาใครถามขวัญรักก็ได้ อายุ 75 ปี รู้สึกกังวลไหม อยู่ได้จะตายหรือจะเจ็บป่วย ก็มาตั้งแต่เป็นสาวเป็นแส้ มาตั้งแต่อายุเท่าไหร่ 34 ปี ตอนนี้ก็ 75 แล้ว ตั้ง 41 ปีแล้ว ก็เป็นอยู่ผาสุก พออายุแก่แล้ว ไม่ต้องห่วงลูกเต้าไม่มี ไม่ต้องกังวลเลย บ้านช่องเขาก็มีฐานะเป็นไปได้แต่ไม่เห็นจะไป ก็อยู่กันมาตั้ง 41 ปีแล้ว คนอื่นๆก็เยอะแยะ พวกเราชาวอโศก อาตมาพาปฏิบัติธรรม พิสูจน์ธรรมพระพุทธเจ้าได้จริงๆว่าเราพึ่งพาธรรมะ เป็นธรรมะที่เราได้ เราไม่ได้พึ่งพากองเงิน ชีวิตนี้ต้องหากองเงินไว้ แก่แล้วจะอยู่อย่างไรไม่มีกองเงินพึ่งหรือต้องพึ่งพาคนไหน แต่นี่ไม่ต้องเห็นพึ่งพาคนอื่น พึ่งพาหมู่กลุ่มนี่แหละ มันเป็นสังคมเป็นวัฒนธรรม พึ่งพฤติกรรมสังคม พึ่งพฤติบทของสังคม สังคมเรามีบทบาทตรงนี้เราก็อยู่ที่นี่พึ่งพฤติบทของสังคม เราก็พึ่งอันนี้ ไว้ใจบทบาทของชาวอโศกก็มีพฤติบทอย่างนี้เราก็พึ่งอันนี้ ไม่มีใครจะหมายว่า อยู่ไปนี่พึ่งคนนี้ พึ่งคนนั้น อาตมาคิดชื่อไม่ทัน จำชื่อไม่ค่อยได้ อาตมาคิดว่าพวกเรานี่คงไม่คิดอย่างนั้น อยู่ในนี้ พึ่งพฤติบทของคน อยู่ในบ้านราชฯก็พึ่งพฤติบทของชาวบ้านราชฯ สมณะฟ้าไทว่า...ขนาดคิดพึ่งพ่อครูก็ไม่คิด พ่อครูว่า...อันนี้ละเอียด จะพึ่งผมคือจะได้ฟังธรรมชีวิตจะได้สาระอันนี้ พึ่งอันนี้ ถ้าสำหรับผมนะ 610824_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เข้าถึงความสงบแบบพุทธอันลึกซึ้ง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน