สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน สรภัญญะคืออะไรกันแน่.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข25 สิงหาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน สรภัญญะคืออะไรกันแน่ พูดถึงเรื่อง สวดมนต์ อาตมาก็สะดุดๆ เรื่องวงการศาสนามีการสวดมนต์กัน ขอพูดด้วยใจจริง ศาสนาพุทธ ไม่มีการสวดทำนอง ไม่มีการสวดแล้วใส่ทำนอง อย่างชาวอโศกสวดไม่ได้มีทำนอง ไม่ได้ใส่ทำนอง พาหุงสะหัส สะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง เรียกว่า สวดสรภัญญะ คำว่า สรภัญญะ อาตมาแจกแจงไว้ไม่รู้กี่หน้า สะ คืออะไร ระ คืออะไร ภัญญะ คืออะไร แล้วเอามาอ้างอิงประกอบกับที่พระพุทธเจ้าท่าน หนึ่งท่านห้าม สองท่านอนุญาต สองนัยยะ สิ่งที่ท่านอนุญาตนี้ พุทธเจ้าท่านอนุญาตสรภัญญะ ท่านห้ามการสวดที่มีทำนอง หรือห้ามการสวดที่ลากเสียงอันยาว สระ นี่ก็คือ สระ สระท่านก็กำกับเอาไว้ สระมันมีสองนัย หนึ่งรัสสระ อีกอันทีฆสระ สระสั้น อะ อิ อุ ส่วน ทีฆสระคือ อา อี โอ เป็นต้น ทีฆสระคือเสียงยาวแล้ว ท่านก็สวด นาโม….ผิดทั้งทำนองและลากยาว หากนามัวก็ผิดทำนองอีก ถ้านะโมะ ก็รัสสระ ภควโต เป็นสรภัญญะ แต่ถ้า นะโมมตัสสสะ ภะคะวะโตตตต หรือรัสสะก็สั้น น้า โม ตัดดด สะ มันไม่ใช่แล้วมันลากยาว มันเป็นรัสสระที่ลากยาวหรือ ทีฆสระที่ลากยาว อาตมาอยู่ในยุคพระพุทธเจ้าไม่เคยสวดอย่างที่เป็นแบบนี้ ที่เขาสวดกันไม่ใช่อย่างชาวอโศก ชาวอโศกอาตมาพาสวดอย่างสรภัญญะคือ นะโมตัสสะภะคะวะโตอะระหะโตสัมมาสัมพุทธัสสะ มันเป็นแบบสรภัญญะที่ถูกต้อง มีรัสสระกับทีฆสระที่ถูกต้อง หากไม่เข้าใจก็จะลากเสียงอันยาวและใส่ทำนอง ทำไมพระพุทธเจ้าไม่ให้ทำเช่นนั้น ที่ไม่ให้ทำแบบนั้นเพราะว่า 1. มันผิดภาษา มันออกนอกกรอบของกำหนดที่มันถูกต้อง 2. โทษของการลากเสียงยาวหรือการใส่ทำนองก็มีห้าข้อ พระไตรปิฎก เล่มที่ 7 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 7 จุลวรรค ภาค 2 เรื่องสวดพระธรรมด้วยทำนอง [20] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้าย

อ่านต่อ

เพลงขับ ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ เหมือนพวกเราขับ ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ... ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายข่าวว่า ... จริงหรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ มีโทษ 5 ประการนี้ คือ:- 1. ตนยินดีในเสียงนั้น 2. คนอื่นก็ยินดีในเสียงนั้น 3. ชาวบ้านติเตียน 4. สมาธิของผู้พอใจการทำเสียงย่อมเสียไป 5. ภิกษุชั้นหลังจะถือเป็นเยี่ยงอย่าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษ 5 ประการนี้แล ของภิกษุผู้สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับรูปใดสวด ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ เดี๋ยวนี้เอามาแต่งเป็นแรพเป็นแหล่ ขออภัย แม้แต่เอาเป็นรัฐพิธี ก็สวดส่งแต่งกันออกนอกไป เป็นรูปแบบวิธีการอาตมาว่ามันไปกันใหญ่ ไม่ได้รู้สึกรู้สาว่าพระพุทธเจ้าสอนในพระวินัยเลย มันเสื่อมเพราะสิ่งเหล่านี้ มันไม่ได้ประโยชน์ ที่อาตมาพูดนี้ขออภัยเหมือนดูถูกตีทิ้ง อาตมาว่าทุกวันนี้ไม่ต้องสวดหรอก เครื่องมือมันบันทึกไว้แล้วไม่ต้องใช้สมองจำ อาศัยตรงนี้ก็ไม่สูญหายไปแล้ว สมัยพระพุทธเจ้าต้องรักษาไว้ในความจำจะไม่ได้สูญหาย สมัยนี้มันไม่ต้องแล้ว จะเก็บไว้ไม่ให้สูญหาย ใส่ฮาร์ดดิส เดี๋ยวนี้มีที่เก็บเยอะแยะ คุณภาพก็ดีขึ้นเยอะ การที่จะจำธรรมบทของพระพุทธเจ้าไว้ดี เดี๋ยวนี้เขาบันทึกไว้เยอะแล้วกดดูใน google ก็ได้ กดเมื่อไหร่ก็เยอะแยะ เดี๋ยวนี้สะดวกมากไม่ต้องกลัวว่าจะหายไป ไม่หาย ถึงวันนี้พูดได้เลยว่าไม่หาย ยุคโน้นจะต้องท่องจำไว้ มันมีรายละเอียดของการท่องบทมนต์หรือธรรมบท อาตมาติดอยู่อันหนึ่ง พระพุทธเจ้าถือว่าวินัยเป็นอาบัติคือสวดตั้งแต่ 2 คนเป็นต้นไป ในมุสาวาทวรรค ข้อที่ 4 ที่ลงปาติโมกข์ ทุก 15 วันของพระภิกษุ มุสาวาทวรรคข้อที่ 4 ว่าอย่าเอามาสวดพร้อมกันตั้งแต่ 2 คนเป็นต้องไปกับอนุปสัมบัน กับฆราวาส ไม่เข้าใจเจตนารมย์ของพระพุทธเจ้า ที่สวดสองคนพร้อมกันขึ้นไป มันกลายเป็นพวกนักร้อง ควาอี้ choir มันกลายเป็นการแสดงเป็นอบายมุข แล้วก็ถือว่านี่คือได้แสดง จนเดี๋ยวนี้ก็คือได้แสดง สวดเป็นหมู่ สามคนสี่คน ถือว่าสี่คนขึ้นไปถือว่าครบองค์สงฆ์ จนธรรมกายก็เกณฑ์มาให้สวดกันเป็นล้านคน เป็นอาบัติข้อนี้ คิดดูสิพระพุทธเจ้าออกพระวินัยว่าเป็นอาบัติ แต่เขาไม่ได้รู้ว่าเป็นอาบัติก็ไม่ปลง ถือว่าเป็นพระ ปกตัตตะ คือไม่ปกติ ก็มีอาบัติข้อนี้ มุสาวาทวรรคข้อที่ 4 โดยเจตนารมณ์ของพุทธเจ้าไม่ให้ทำเพราะมันจะกลายเป็นการสวดหากินนักร้อง ควาอี้ ขออภัย พูดเดี๋ยวหาว่าเขาเป็น ควาย แต่อาตมามีสำเนียงพูดว่า choir นะ มันหมายถึงนักร้องหมู่ที่ประสานเสียงกัน สวดพร้อมกันเป็นการแสดง เป็นการแสดงของนักร้อง พวกนักร้องหมู่ ซ้อมกันดีๆ เพื่อเอาไปอวดทั้งนั้น ท่านก็กันเอาไว้ ไม่อยากให้พวกเราเป็นนักแสดงเป็นดาราแล้วเอาไปหากินนี่เป็นตัวร้ายที่สุดแล้วก็ทำกันไหม ทำกันทุกระดับเลยตั้งแต่สวด ในวงย่อย จนถึงวงราชพิธี รัฐพิธี นี่แหละสวด ควาอี้ นี่แหละ choir แล้วก็บอกว่าได้ทำงานแล้ว งานสรภัญญะคือให้สวดคนเดียว คือมากล่าวคำกล่าว สรภัญญะคือ มากล่าวคำกล่าวโดยไม่ให้ใส่ทำนองคือ สาธยายธรรมด้วยภาษาที่กำหนดด้วย รัสสระ ทีฆสระ พระพุทธเจ้าท่านเคยชมพระรูปหนึ่ง ว่าเป็นคนกล่าวได้ไพเราะ ในพระไตรปิฎกเล่ม 5 ข้อ 408 ถึง 423 พระพุทธเจ้าชม ชื่อว่าพระโสณกุฏิกัณณะ ท่านให้มากล่าวให้ฟังเป็นสรภัญญะ เป็นคำกล่าว ท่านก็กล่าวตั้งยาว ข้อ 408 ถึง 423 ท่านก็กล่าว แต่ภาษาไทยใช้คำว่าสวด พระโสณะ ขอสวดพระสูตรต่างๆให้ฟังเป็น สรภัญญะ คือกล่าวสรภัญญะ แต่ภาษาไทยแปลว่าสวดสรภัญญะ ในพระสูตรต่างๆ ก็มีแค่นั้น สระสั้นกับยาว พระพุทธเจ้าทรงว่ามีวาจาไพเราะ เพราะพริ้ง อันไม่มีโทษ ทำให้เข้าใจดี รู้ความได้แจ่มชัด ประเด็นคำว่ารู้ความได้แจ่มชัด นี่แหละ ถ้าไม่ใส่ทำนองกับการใส่ทำนองอันไหนจะรู้ความได้แจ่มชัดกว่ากัน ก็ต้องการไม่ใส่ทำนองจะรู้ความได้ชัดกว่ากัน ใช้ รัสสระกับทีฆสระให้ถูก พระพุทธเจ้าก็ชมว่าเป็นถ้อยคำไพเราะ แล้วพระโสณะ เป็นเอตทัคคะในการกล่าวถ้อยคำอันไพเราะ นี่เขาก็พยายามติดตามคนมาให้ดู มีตั้งแต่ข้อ 480 423 เล่ม 5 ที่อาตมากล่าวคำนี้ เพราะทุกวันนี้พูดกันไม่เป็นภาษาคนแล้ว มันพูดกันเป็นทำนอง พูดกันเยอะ ออกเสียงยาวเกินกว่า ทีฆสระ ที่อาตมาพูดไปนี้ ก็ให้รู้เรื่องก็เป็นคำไพเราะดี เข้าใจดีชัดเจน ดี บางคำอาจเน้นยาวนิดนึง ก็ต้องดูเจตนารมย์ คำนี้ยาวไปนิดนึงก็ไม่ได้เกินอะไรนักหนาก็รู้จักเจตนารมณ์ ไม่ได้เจตนาให้เกิดการไพเราะ ที่ให้มีความพิสดารใส่เข้าไปแทนที่จะพูด มีแต่สรภัญญะ อาตมาอ่านในเล่ม 7 ข้อ 20-21 ในพระวินัย อาตมาไม่ได้หยิบเล่มมา เรื่องการสวดสรภัญญะ [21] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายรังเกียจในการสวดสรภัญญะ จึงกราบ ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สวดเป็น ทำนองสรภัญญะได้ ฯ [๒๑] เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู สรภฺเ กุกฺกุจฺจายนฺติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถ อาโรเจสุ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว สรภฺนฺติ ฯ

พ่อครูว่า...ในพระบาลีไม่มีคำว่าทำนองเลย นี่แหละคือการแปลด้วยอัตโนมัติ ที่เราเองเข้าใจแล้วก็ทำให้ภาษาพระไตรปิฎกผิดออกไปจากสัจธรรม โดยเฉพาะพระวินัย พระวินัยต้องชัดเจนคมแม่น ไม่อย่างนั้นก็ต้องไปด้วยกันพระวินัยและพระธรรมมันก็ผิดก็ต้องเสื่อม เพราะฉะนั้นผู้แปลมีความซื่อบื้อ พาซื่อก็ต้องสวดทำนอง สรภัญญะท่านอนุโลมให้ใส่ทำนอง คุณเข้าใจไปเองขออภัยอาตมาอยู่ในยุคพระพุทธเจ้าไม่เห็นมีเลยขึ้นมาพูดเอาเอง พูดอย่างนี้ยอมรับ อาตมาเปิดเผยทุกอย่างหมดแล้ว อาตมาจะอมพะนำไปทำไม?610824_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เข้าถึงความสงบแบบพุทธอันลึกซึ้ง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน