สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน แยกเคหสิตะกับเนกขัมมะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข19 พฤศจิกายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน แยกเคหสิตะกับเนกขัมมะ _ขอให้พ่อครูอธิบายการปฏิบัติ ที่ใช้แยกเคหสิตะกับเนกขัมมะ เพื่อเป็นรั้วล้อมให้ปฏิบัติให้ถูก พ่อครูว่า...หากไม่รู้แล้วแยกแยะไม่ถูก แทนที่จะล้อมรั้วเป็นโรงตีไก่ก็กลายเป็นโรงชนวัว อย่างนี้เป็นต้น ดี ถามมาดี ตั้งใจฟังดีๆ สำคัญนะ เคหสิตะเวทนากับเนกขัมมะสิตเวทนา การปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าคือปฏิบัติที่ตัวเวทนาเป็นหลัก ต้องรู้จัก อาการ ลิงค นิมิตอุเทส ของความเป็นเวทนา เวทนาต่างจากสัญญา สังขาร วิญญาณอย่างไร เวทนา สัญญา สังขารก็คือ หมู่หมวดของเจตสิก รวมแล้วก็เรียกว่าวิญญาณ วิญญาณแยกเป็นเวทนา สัญญา สังขาร ก็พิจารณาเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า ต้องรู้เวทนาเป็นสำคัญ เป็นหลักสูตรเลย เวทนา 108 เดี๋ยวนี้ไม่ได้ปฏิบัติธรรม ไม่ได้เรียนธรรมะของศาสนาพุทธ ไม่ได้ใส่ใจศึกษาเวทนา 108 มันลืมเพี้ยนไปไกล บอกว่าเป็นกรรมฐานการปฏิบัติธรรม ก็ไปเพ่ง ดินน้ำไฟลม มี 40 กสิณ มันคือการปฏิบัติธรรมที่มีกรรมฐาน ฐานแห่งการปฏิบัติคือเพ่งกสิณ จดจ่อ จดจ้อง เป็นมิจฉาทิฐิผิดเพี้ยนไปไกลจากศาสนาพุทธเลย ที่รู้กัน และการปฏิบัติไม่ว่าสำนักไหน ปฏิบัติให้จิตเป็น เอกัคคตาจิต เป็นสมาธิ ให้จิตใจมีความเป็นยอดเป็นเอก อย่างอัคคะ ยอดเยี่ยมเป็นหนึ่งเลย เอกัคคตาก็คือคำนาม ทำอย่างไร ก็คือ นี่แหละ โพธิปักขิยธรรม 37 เริ่มต้นด้วยสติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 แล้วจะเกิดผล จิตเอกัคคตา ตัวสำคัญที่จะปฏิบัติคือเวทนา แล้วพระพุทธเจ้าแตกเวทนาเป็น 108 ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พรหมชาลสูตร ก็มีพระพุทธเจ้าบอกไว้ว่า ล. 9 ข.87 [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ ๕ ประการ เขาเหล่านั

อ่านต่อ

้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ สมาธินั้นเขาเข้าใจผิดว่าต้องไปนั่งหลับตา ไม่งั้นไม่เป็นสมาธิ แต่มันได้เป็นสมาธินอกรีต หลุดไปจากศาสนาพุทธแล้ว อาตมาก็พยายามดึงขึ้นมา กระชากขึ้นมา ซึ่งก็เป็นเรื่องหนักหนา เขาไม่พยายามพิจารณาตามไม่ยอมแก้ไข เห็นแล้วก็น่าสงสาร อะไรกัน หลงผิดจนกระทั่งเตือนก็ไม่รู้ไม่ฟัง อาตมามันไม่มีเครดิต ผู้รู้ทั้งหลายแหล่ในสังคมศาสนา ปางนี้มันจะต้องเป็นเช่นนี้ พิสูจน์ผู้มีปัญญา ผู้ที่แสวงหามีปัญญาจึงจะรู้ที่อาตมาพูด ว่านี่คือสัมมาทิฏฐิ ที่เรียนกันอยู่ยึดถือกันอยู่ในนี้มันผิด เป็นมิจฉา พูดมันชัดๆอย่างนี้ไปนั่งหลับตาสมาธินั้นผิดหมด ไม่ใช่ทางของศาสนาพุทธเลย แล้วยิ่งในมหาจัตตารีสกสูตร ยิ่งชัดเลย ท่านตรัสไว้ชัดว่า ภิกษุทั้งหลาย เราจะบอกจะพูดบรรยายสมาธิที่เป็นอาริยะ สมาธิของพุทธนั้นเกิดจากมรรคทั้ง 7 องค์ มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน สัมมาวายามะ สัมมาสติเป็นผู้ช่วย เป็นอัศวินซ้ายขวา เป็นหวังเฉาหม่าฮั่น ถ้าหากสัมมาทิฏฐิเป็นประธานที่มิจฉาก็ออกนอกทางหมด ทิฏฐิ 10 ที่เป็นสัมมาคือ 1. ทำทาน 2. วิธีปฏิบัติ คือยิฏฐัง 3. ทำแล้วเกิดผลอะไร เป็นหุตัง ต้องปฏิบัติตามข้อนี้เข้าใจจึงจะรู้จักความเป็นโลก โลกปัจจุบันโลกโลกีย์ กับโลกที่เดินทางต่อไป เรียกว่าโลกหน้า ก็ต้องเข้าใจว่า โลกนี้(อยังโลโก) โลกหน้า(ปรโลก) เป็นอย่างไร แล้วปฏิบัติ สุกตทุกฏานังกัมมานังผลังวิปาโก ทำให้ทุกฏังเป็นสุกตัง ทำให้เป็นสิ่งที่ดี สั่งสมเป็นวิบาก เป็นผลวิบาก หากเข้าใจอย่างนี้ไม่ถูกปฏิบัติกรรมฐานก็ไม่ถูก การปฏิบัติกรรมฐาน 40 นั้นเป็นเรื่องนอกรีตศาสนาพุทธ ไปทำตามวิสุทธิมรรคของพุทธโฆษาจารย์ ก็เป็นเรื่องที่ผิดไปหมด ประเทศไทยปฏิบัติตามวิสุทธิมรรคของพุทธโฆษาจารย์ซึ่งเป็นเทวนิยม แต่ก็มีคำบัญญัติของพระพุทธเจ้าอยู่เยอะ แต่อธิบายองค์รวมแล้วเป็นเทวนิยมไม่เข้ากระแส โลกุตรธรรม นี่คือเครื่องมือที่บอกว่าศาสนาพุทธเสื่อม เขาเรียนรู้จนได้เปรียญ 9 ประโยค เรียนวิสุทธิมรรค มีภาษาบัญญัติ แต่อธิบายไปเป็นเทวนิยม ไม่ใช่โลกุตตระ อาตมาพูดอย่างอวดใหญ่โต สถาบันเขาก็มี บางคนก็ไปเป็นนายพล เป็นสายอนุศาสนาจารย์ อยู่ในกระทรวงเต็มไปหมดเยอะแยะ เป็นอาจารย์เป็นศาสตราจารย์ ก็เรียนจบเปรียญ ก็เลยเผยแพร่ความผิดกันไปหมด ขออภัย อธิบายวิชาการสาธยายความรู้ศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าพูดวิชาการความถูกความผิดที่แท้จริง เขาผิดจริงก็พูด ไม่ใช่ความอวดดีอะไรเป็นความเห็นของอาตมา อาตมาแสดงธรรม แสดงสัจธรรม ผิดก็ว่าผิด ถูกก็ว่าถูก คนฟังแล้วหาว่าเพ่งโทษดูถูก ก็ขอยืนยันว่าอาตาพูดถูก ไปหาว่าอาตมาว่า ก็ว่าความสุขความผิดให้ฟังแล้วให้พิจารณา ถ้าพูดแล้วไม่ถูกต้อง ก็ไปแก้ไขให้ถูกต้อง ถ้าพูดผิดก็มาต่อว่ายืนยันกับอาตมาได้ ทุกวันนี้อาตมาสาธยายธรรมมาเข้าปีที่ 48 แล้ว ผ่านมรสุมที่เขามาเล่นงานอาตมา อาตมาก็อธิบายธรรมะเฉย ไม่เห็นมีใครจะกล้าท้วงเพราะอาตมายืนยันพระไตรปิฎก ถ้ามันสงสัยเข้าตรงไหนเอามาเปิดดู ชี้กัน จะเอาตรงไหน อาตมามั่นใจว่าไม่ได้พูดผิด เพราะฉะนั้น อาตมาก็ขอยืนยันว่าที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกว่า สัมมาทิฏฐิมี 10 ข้อนั้น ข้อที่10 อาตมาพูด 1 2 3 แล้วขอผ่าน 4 5 6 7 8 9 ไปคลอดที่ 10 เลย 10.สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) สยังอภิญญา คือรองจากสยัมภู(เป็นเจ้าของธรรมะเองเลย) แต่สยังอภิญญา คือมีความรู้ของตนข้ามภพชาติมา แม้ชาตินี้ไม่มีครูบาอาจารย์ท่านก็รู้เอง เช่นอาตมาเกิดมาชาตินี้ไม่มีครูบาอาจารย์ เขาก็หาว่าอวดดีบอกว่าตรัสรู้เองหรืออย่างไร ก็ความรู้เองไม่มีสองขั้น สยังอภิญญากับสยัมภู อาตมาบอกว่าตัวเองไม่ใช่พระพุทธเจ้า มีแต่ความรู้แบบสยังอภิญญาก็เป็นพระโพธิสัตว์ สยัมภูเป็นความรู้ระดับพระพุทธเจ้า แต่คนภูมิไม่ถึงก็ตู่ท้วง อาตมาอวดดี ถูกต้องด้วย แต่คุณนี่แหละเห็นไม่ดีไม่ถูกต้อง อาตมาไม่ได้ว่าใครนะ ไม่ได้ข่มใครนะ อธิบายธรรมะ อาตมาก็มายืนยันว่า อาตมานี่แหละตรงตามพระพุทธเจ้าตรัสว่าโลกนี้โลกหน้าเป็นอย่างนี้นะ แล้วมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นผู้มีความรู้เอง เพราะท่านมีสยังอภิญญาจึงยืนยันตัวเองได้ คนที่ไม่มีภูมิปัญญาก็หาว่าอวดดี ว่าตัวเองรู้เองได้อย่างไร ก็รู้อย่างสยังอภิญญาไง มีตรัสไว้ในไตรปิฎกก็มี ก็ยืนยันอย่างนี้ จะมาตัดหัวอาตมา ถ้าจะมาหายไป ก็แล้วไป แต่ถ้ายังไม่เป็นอย่างนั้น ก็มีเสียงพูดได้อยู่ ก็จะพูดอย่างนี้ เพราะพูดความจริงไม่พูดจาไม่จริง พูดไม่เป็นความไม่จริง พูดเป็นแต่ความจริง พูดความไม่จริงไม่เป็น นี่อาตมา ผู้ที่รู้สึกว่าอาตมาอวดดี อวดตัว เขามีความรู้สึกอย่างไร อาตมาพูดไม่ถูกต้อง เป็นคำที่ผิดเชิงตำหนิดูถูก อวดดี อวดตัว แม้จะถูกต้อง ก็อวดตัวอีก อวดดี กับอวดตัวต่างกันก็คือ อวดดีคือ พูดความดี เอาดีมาอวด อาตมาก็อวดดี เอาดีมาแสดง เอามาบรรยายประกาศสื่อให้คนอื่นรู้ แสดงดี โชว์ดี อวดดี ประกาศดี บรรยายดี อวดตัวนั้นเป็นคนมีอัตตา เอาตัวเองมาอวด ถ้าตัวเองเป็นคนดีเป็นคนถูกต้อง แล้วอวดก็ควรอวด สองอัตตานี่เป็นกิเลส คุณถูกต้องก็ตาม แต่คุณอยากอวดตัวว่าเก่งว่าดีว่ารู้เป็นสาเฐยจิต คนนี้ก็กิเลสอ้วนหน้า ปุถุ เขาก็มีกิเลส อ้วนขึ้นหนาขึ้นใหญ่ขึ้น เขาก็เป็นปุถุชน แต่อาตมาเป็นอาริยชน ทุกวันนี้อาตมาพูดภาษาธรรมะ ไม่ได้เกรงใจพูดตรงไปหมดแล้วไม่ได้มีตัวตนด้วย พูดว่าอันนี้เป็นอันนี้ โป้งๆๆๆ เลย ให้มองว่าอาตมาอวดดีอวดตัวตน คนนั้นเป็นคนเพ่งโทษอาตมาคือเพ่งผิด คุณดูถูกอาตมาสิ คุณดูให้ถูก ถ้าดูไม่ถูกอาตมาก็เพ่งโทษ อาสตมาเป็นใคร พูดถูก หรีอผิด ก็ที่จริงถูก แต่คุณเข้าใจผิดไปหมด เอาไปตรวจสอบในพระไตรปิฎกเลย อาตมาพูดตรงสิ่งใดเห็นว่าผิดก็พูดมาสิ สิ่งใดถูกก็ว่าถูก

ทีนี้ ถามมา เนกขัมมสิตเวนนาเป็นเวทนา เป็นมโนปวิจาร18 เคหสิตเวทนา18 เนกขัมมสิตเวทนา หากไม่มีความรู้เรื่องนี้ สอนบรรยายอย่างไรมันก็ไม่ถึงจุดสำคัญ คนจะบรรลุธรรมศาสนาพุทธ ต้องรู้จักธรรมะที่เรียกว่า เคหสิตเวทนา ต้องรู้จัก เนกขัมสิตเวทนา หากจิตตนเเป็นเคหสิตเวทนา คุณต้องเปลี่ยนให้เป็นเนกขัมมะ คนปุถุชนก็คือมีกิเลสเป็นธรรมดาสามัญ ก็ต้องทำกิเลสออก เรียกว่าเนกขัมมะให้ได้ ทำได้ คุณก็นั่นแหละ เรื่องธรรมะของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า ทุกตัว ทุกสภาวะธรรม และทำให้กิเลสลดลงออกไป ให้กามพยาบาทลดลงได้ ทำอย่างรู้ด้วย ไม่ใช่งมคลำ ยิ่งไปหลับตาเทศนานั้นไม่มีทางรู้ จะต้องเปิดทวาร มีวิจัยให้รู้จักธรรมะ 2 เวทนา 2 ทำให้เวทนาเทียม ล้างเหตุที่ทำให้เกิดกิเลสมาปรุงแต่งเป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นไม่สุขไม่ทุกข์ ล้างให้หมด ทำสำเร็จ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 จะต้องรู้จักกรรมของตัวเอง สุกตทุกฏานังกัมมานังผลังวิปาโก ต้องรู้ในขณะมีความคิด พูด ทำ และอาชีพ มีธรรมวิจัย แยกตัวติดกับกิเลสออกให้ได้ แล้วกำจัดแต่กิเลส การไปนั่งสมาธินั้น เป็นการกำจัดแบบมั่ว มีแต่ให้เป็นหนึ่ง จุดๆๆ ไม่ใช่ของพุทธเลย เขาไม่เชื่อถืออาตมา ก็เลยเป็นอาจารย์ทางศาสนาไม่ได้ ไม่มีตำแหน่งอะไร ไม่ต้องพูดถึงศาสนาจารย์ ไม่มีหรอก คำว่าศาสนาจารย์ ใช้เรียกอาจารย์ทางศาสนา เรียกศาสนาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาอื่นๆก็ตาม เรียกศาสนาจารย์ ถ้าระบุว่าศาสนาจารย์ทางศาสนาพุทธ เป็นต้น จิตมีพฤติ มีวิจาร อ่านวิจารให้ได้ ว่ามีจิตปรุงแต่งด้วยกาม ด้วยพยาบาท หรืออัพยกฤต คุณแยกไม่ออก อัพยกฤต ต้องแยกให้ออก ว่าเป็นจิตใจส่วนลึก จิตสุขเป็นอาการของโลกียะทุกข์ ก็เป็นอาการโลกียะ ความสุขนั้นไม่ต้องเรียน มันเป็นของเท็จ เกิดอาการในจิตใครก็แล้วแต่ เป็นไปในทางกามโลกีย์ ได้รับยศสรรเสริญสุข ก็สุขเป็นของเก๊ทั้งนั้น ได้ลาภแล้วมีสุข คนใดมีความสุขก็นั่นแหละมีความทุกข์ สุขกับทุกข์เป็นเหรียญสองด้าน มีสุขเมื่อไหร่ ทุกข์ก็มีเมื่อนั้น จิตของคุณไม่มีสุขเมื่อไหร่ ถ้าคุณรู้จักเหตุที่ทำให้เกิดมีสุข คุณดับเหตุได้ ถ้าไม่ดับเหตุมันเกิดทุกข์ เพราะสุขนั้นคือทุกข์คือสุข ถ้าคุณดับเหตุแห่งทุกข์ได้ สุขก็หมดไป ไม่ต้องทำอะไรกับสุข เพราะความสุขมันเป็นของเก๊ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป พระอรหันต์ทุกองค์จะพูดเช่นนี้ ศาสนาพุทธไม่ไปวุ่นวายกับความสุข ใครงมโข่งกับความผิด ก็ยังต้องวนเวียนต่อไป คนที่ยังต้องแสวงหาสุขก็งงต่อไป ไม่ต้องไปแสวงหาสุขหรอก ผู้ที่เข้าใจดี ความสุขนั้นไม่มี มีแต่รู้ความจริงตามความเป็นจริงว่าสิ่งนี้คือสิ่งนี้ มันยากมันลำบากฝืนๆ ทนได้ยากทนได้ลำบากก็เรียกว่าทุกข์ ไฟมันร้อนมาที่ผิวหนังมาแตะผิวหนัง เราก็รู้ หรือทางปากมันเผ็ดเกินก็ทุกข์ มีความเผ็ดแสบร้อน เค็มไป หวานไปก็ทุกข์ เหม็นไป ดำไป แรงไป สัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง ทุกข์เกินไปรับไม่ไหวไม่พอเหมาะ รับไหวก็สุข ดีไม่ดีชอบแรงๆด้วย พวก masochism หรือที่แรงนี้คนอื่นโดน เราชอบดู พวก sadism แต่ถ้ามันชอบให้ข้านี้แหละเจ็บดีก็ masochism พวกชอบรุนแรง พวกชอบดูมวย ชอบดูคนเขาตีกันก็พวก sadism สงสัยเป็นกามนิตวาสิฏฐีไปอีกล้านชาติ จะต้องไปเป็นคู่อีกนาน ก็จะรักกัน มีอะไรไป คุณก็คือตัวต่อเผ่าพันธุ์ เป็นตัวสืบพันธุ์ อยู่ต่อไป ไม่มีจบสิ้น อธิบายสัจธรรมโดยให้ภาษามันชัด ใครไม่มีสิ่งเหล่านี้ไม่ต้องแล้ว มันก็จบ ไม่ต้องมีอะไรเกิดอีก จบชาติ เคหสิตะคือจิตเจตสิก ที่เกิดทางตาหูจมูกลิ้นกาย กระทบแล้วก็เป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นไม่สุขไม่ทุกข์ เจตสิกทุกข์ กายิกทุกข์ ก็ตาม หรือแยกละเอียด เป็นเวทนา 5 สุข ทุกข์ โทมนัส โสมนัส กับอุเบกขา หรือเป็นทางเข้าบ้าน ก่อความสุขทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ลักษณะ 3 อย่าง ก็เกิดสามอย่างนี้ได้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เกิดอย่างนี้ได้ 3 อย่าง เป็นเวทนา 18 แล้วคุณก็สามารถแยกว่าอันนี้เป็นกิเลส เคหสิตะ แล้วทำให้กิเลสออก ก็เป็นเนกขัมมะ การศึกษาของพระพุทธเจ้าจึงรู้ว่า จิตมีเคหสิตะแล้วแยกแยะ เอากามออกพยาบาทออก เหลือวิหิงสา เป็นรูปราคะ อรูปราคะต่อไป เป็นวิภวตัณหา ก็ค่อยๆกำจัดไปอีก ตามลำดับ ทำเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย ไปตามลำดับ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาเข้าไปในภวังค์ในภพเลย ไม่ได้ศึกษาฝึกฝนแต่กายภายนอก มันไม่ใช่การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าเลย ต้องทำกิเลสกามดับไป ให้ภายในดับจนหมด เหลือรูปภพ อรูปภพคุณก็ยังลืมตา หู จมูก ลิ้น กายอยู่ภายนอก แต่ไม่มีกิเลสกาม ภายนอกทำอะไรเราไม่ได้แล้ว เป็นอนาคามี กระทบแล้วก็เกิดกิเลส มีแต่รูปราคะ มานะอุทธัจจะ อวิชชา ก็อ่านกิเลสในภูมิอนาคามีต่อไป ไม่ได้หลับตาเลย มีผัสสะธรรมดา การปฏิบัติธรรมให้ถ่องแท้ก็เลยไม่เป็นขั้นตอน แต่ศาสนาพุทธสอนปฏิบัตินั่งสมาธิเอาเลย ไม่เป็นลำดับ เป็นสิ่งที่ผิดเพี้ยนจากคำสอนจากพระพุทธเจ้า กรรมฐานพุทธต้องเน้น เป็นพัฒนาหลักและต้องทำให้เป็น เนกขัมสิตเวทนา ผู้ใดก็ตามปฏิบัติเช่นนี้ได้ เป็นผู้แสวงหาโมกขธรรม นี่คือหัวใจศาสนาเลย ขอย้ำ เคหสิตะกับเนกขัมมะ เพราะผู้ใดไม่เน้นตรงนี้ ไม่ปฏิบัติตรงนี้ ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้ผล 601112_เอื้อไออุ่น ชาวดอยรายปลายฟ้า และแพทย์วิถีธรรม

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน