บทที่ 2.docx
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัญหาความเมื่อยล้า ระดับความเมื่อยล้า และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเมื่อยล้าของคนงานทำเสื่อกก กรณีศึกษา ศูนย์ศิลป์เสื่อบางสระเก้า อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ซึ่งสามารถนำเสนอเป็นกรอบในการศึกษาได้ดังนี้ การกำหนดกรอบการศึกษาได้ใช้ทฤษฎีและแนวคิด 3 ประการ ได้แก่ แนวคิดเกี่ยวกับสรีรศาสตร์ แนวคิดหลักการของ การย ศาสตร์ และแนวคิดเกี่ยวกับความล้าจากการทำงาน แนวคิดและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในการศึกษา สามารถรวบรวมและจัดหมวดหมู่ออกเป็นหัวข้อได้ 5 ประการ และงานวิจัยในประเทศและต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ 1. ระบบกล้ามเนื้อ 2. หลักการของ การย ศาสตร์ 3. ความหมายและประเภทของความเมื่อยล้า 4. ลักษณะท่าทางการทำเสื่อกก 5. บริบทของศูนย์ศิลป์เสื่อบางสระเก้า 6. สรุปองค์ความรู้จากการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 8. กรอบแนวคิดของการวิจัย ระบบกล้ามเนื้อ ระบบกล้ามเนื้อเป็นระบบที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อเป็นก้อนเส้นใย (F iber) ที่ยืดและหดได้ กล้ามเนื้อมีประมาณครึ่งหนึ่งของน้ำหนักตัว ซึ่งทำงานร่วมกับกระดูก เอ็น ข้อต่อ และระบบประสาททำให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้ตามต้องการ และยังทำให้มีการเคลื่อนไหวของอวัยวะภายในด้วย อีกหน้าที่หนึ่งของกล้ามเนื้อ คือเป็นที่เก็บสะสมโปรตีน หน้าที่สำคัญของกล้ามเนื้อ คือ ช่วยทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของร่างกาย ช่วยในการหายใจ และการ ไหลเวียนของเลือด กล้ามเนื้อ มีคุณสมบัติ ในการยืดหยุ่น (E lasticity) คือ หยุ่นตัวได้เมื่อมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น และยืดตัวออกเมื่อน้ำหนักลดลง นอกจากนั้นยังมีการตึงตัว (T one) เตรียมพร้อมที่จะทำงานไ
อ่านต่อ
ด้ และมีอาการเมื่อยล้า (F atigue) เมื่อทำงานมากเกินกำลัง ชนิดของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่ 1. กล้ามเนื้อลาย หรือ กล้ามเนื้อโครงร่าง (Striated muscle หรือ Skeletal muscle) เป็นกล้ามเนื้อที่ติดกับกระดูกและข้อต่อ ช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหว มีจุดเกาะต้น เรียกว่า Origin และ จุดเกาะปลาย เรียกว่า Insertion จุดเกาะทั้งสองส่วนมากจะมีลักษณะเป็นเอ็น (Tendon or ligament) ซึ่งจะเกาะกับกระดูกโดยตรงหรือไม่ก็ได้ มีเส้นใยกล้ามเนื้อ (Muscle fiber) รวมกันอยู่เป็นจำนวน มาก สามารถหดและคลายตัวได้ เป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ภายใต้การควบคุมของจิตใจ (Voluntary muscle) เช่น กล้ามเนื้อ แขน ขา ลำตัว เป็นต้น 2. กล้ามเนื้อเรียบ ( Nonstriated muscle หรือ smooth muscle) เป็นกล้ามเนื้อที่ มีลักษณะเรียบไม่มีลาย เป็นส่วนของอวัยวะภายใน เช่น ผนังกระเพาะอาหาร ลำไส้ เป็นต้น การทำงาน อยู่นอกเหนือการควบคุมของจิตใจ (Involuntary Muscle) 3. กล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac muscle) เป็นกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน พบได้ที่หัวใจเท่านั้น การทำงานอยู่ภายใต้การควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติ อยู่นอกเหนือการควบคุมของจิตใจ ภาพที่ 1 กล้ามเนื้อส่วนลำตัว ด้านหน้า ที่มา ( Keith L. Moore and Arthur F. Dalley II . 1999 : 28 ) ภาพที่ 2 กล้ามเนื้อส่วนลำตัว ด้านหลัง ที่มา ( Keith L. Moore and Arthur F. Dalley II . 1999 : 29 ) กล้ามเนื้อใบหน้า กล้ามเนื้อใบหน้าเป็นส่วนที่อยู่ใต้ผิวหนัง (Subcutaneous tissue) ด้านหนึ่งเกาะกับกระดูก หน้า อีกด้านหนึ่งติดกับผิวหนังของใบหน้า ทำหน้าที่แสดงความรู้สึกบนใบหน้า เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธ และแสดงอาการทางสีหน้า เช่น ยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ เป็นกล้ามเนื้อที่บ่งบอกถึงบุคลิกภาพของแต่ละ คนได้เป็นอย่างดี ส่วนของกล้ามเนื้อที่ใช้แสดงความรู้สึกออกทางใบหน้า (Muscle of facial expression) ที่สำคัญ ได้แก่ Frontalis อยู่ที่หน้าผาก ทำหน้าที่ ยักคิ้วขึ้นลง ทำหน้าผากให้ย่น Nasalis อยู่ที่จมูก ทำหน้าที่ หุบปากจมูก เวลาดมกลิ่น Corrugator อยู่บริเวณคิ้วและเหนือคิ้ว ทำหน้าที่ ขมวดคิ้ว แสดงอาการครุ่นคิด Orbiculalis occuli อยู่รอบดวงตา ทำหน้าที่ ปิดตา หรือหลับตา Zygomaticus major เกาะอยู่บริเวณโหนกแก้ม และบริเวณปากด้านบน ท้าหน้าที่ยกปาก Orbicularis oris อยู่บริเวณรอบปาก ทำหน้าที่ หุบปาก ทำริมฝีปากให้ยื่น Risorius อยู่ถัดออกมาทางด้านข้างของปาก เห็นได้เวลาแสยะยิ้ม กล้ามเนื้อคอ กล้ามเนื้อคอ (Muscle of the neck) มีส่วนสำคัญในการเคลื่อนไหวของคอ ประกอบด้วย 3 มัด ได้แก่ 1. Sternomastoid หรือ Sternocleidomastoideus เป็นกล้ามเนื้อที่ใหญ่ที่สุดของคอ เกาะพาดจากกระดูกหน้าอก กับกระดูกไหปลาร้าไปยังด้านนอกของกระดูก Mastoid และกระดูกท้ายทอย ทำ หน้าที่เอียงคอ หันและหมุนคอ 2. Splenius capitis เป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ด้านข้างข องคอ มีจุดเกาะเริ่มจากกระดูกสัน หลัง ส่วนลำ ตัว ( T horacic spine) อันที่ 3 และ 4 ไปยั งจุดเกาะปลายที่กระดูกท้ายทอย ทำหน้าที่ ยืดคอ เอียงคอและเงยหน้า 3. Semispinalis capitis เป็นกล้ามเนื้ อที่อยู่ด้านหน้าของคอ จุดเกาะ เริ่มจากกระดูกสันหลังส่วนคอ ( C ervical spine) อันที่ 4 และ 5 ไปยั งจุดเกาะปลายที่กระดูกท้ายทอย ช่วยเสริมการ ยืดคอ เอียงคอและเงยหน้า กล้ามเนื้อลำตัว กล้ามเนื้อส่วนลำ ตัว (Muscle of the trunk) แบ่งเป็นกล้ามเนื้อส่วนลำ ตัวด้านหน้า และด้านหลัง ดังนี้ 1. กล้ามเนื้อส่วนลำ ตัวด้านหน้า ส่วนที่ เห็นเด่นชัด และมัดใหญ่ มีดังนี้ 1.1 Pectoralis minor เป็นกล้ามเนื้อรูปสามเหลี่ยมแบนเล็กอยู่ภายใต้กล้ามเนื้อ Pectoralis major เกาะจากผิวนอกของกระดูกซี่โครงซี่ที่ 3 –5 ไปยัง Coracoid process ของ กระดูกสะบัก ท้าหน้าที่ดึงหัวไหล่ไปทางด้านหน้าและลงล่าง และช่วยรับน้ำ หนักตัวขณะที่ยืนเอามือยัน 1.2 Pectoralis major เป็นกล้ามเนื้อทรวงอกมัดใหญ่ รูปร่างคล้ายพัด คลุมอยู่บน อกและทับอยู่บนกล้ามเนื้อ Pectoralis minor และเป็นกล้ามเนื้อที่เกาะจากแนวกลางของกระดูก หน้าอกไปยังกระดูกต้นแขน เป็นก ล้ามเนื้อที่แสดง ลักษณะเพศชายได้ชัดเจน คือมีลักษณะอกผาย ไหล่ผึ่ง ทำ หน้าที่หุบ งอ หมุนต้นแขนเข้าด้านใน ช่วยในการผลัก ขว้าง ปีนป่าย การหายใจเข้า รั้งแขนให้มาทางด้านหน้าทำ ให้ไหล่คงรูปอยู่กับที่ 1.3 Rectus abdominis เป็นกล้ามเนื้อหน้าท้องมีลักษณะแถบยาว เป็นปล้อง ๆ เมื่อออกแรงเกร็ง มีจุดเกาะต้นจากกระดูกหัวเหน่า (Pubic bone) ทอดขึ้นบนและค่อย ๆ กว้างขึ้น ไปเกาะที่ปลายผิวหน้าของกระดูก Xiphoid และกระดูกซี่โครงที่ 5, 6, 7 ทำ หน้าที่เกร็งช่องท้องเวลายกของหนัก ช่วยในการขับถ่ายและคลอดบุตร 1.4 Oblique externus หรือ External oblique เป็นกล้ามเนื้อลำ ตัวด้านข้าง ตั้งต้นจากกระดูกที่ 4 -12 ทอดเฉียงจากบนมาล่าง ยึดเกาะที่ Iliac crest ของกระดูกเชิงกราน ทำ หน้าที่เหมือนกับกล้ามเนื้อ Rectus abdominis 1.5 Serratus anterior เป็นกล้ามเนื้อด้านในของรักแร้ อยู่ทางด้านข้างของอก มีรูปร่างเป็นแฉก ๆ ยึดติดกับกระดูกซี่โครงทางด้านหน้าไปยังกระดูกสะบัก ท้าหน้าที่ยึดดึง กระดูกสะบักให้อยู่กับที่และช่วย 2. กล้ามเนื้อส่วนลำ ตัวด้านหลัง มีกล้ามเนื้อที่สำ คัญดังนี้ 2.1 Trapezius เป็นกล้ามเนื้อรูปสามเหลี่ยม คลุมบริเวณคอด้านหลัง ลงมาถึง แผ่น หลัง โดยยึดเกาะจากแนวกลางของแผ่นหลังส่วนบน ไปเกาะที่กระดูกไหปลาร้าทั้งซ้ายและขวา ทำ หน้าที่รั้งกระดูกสะบักมาข้างหลัง กล้ามเนื้อส่วนบนเมื่อหดตัวไหล่จะยกขึ้น ส่วนกลางหดตัวจะดึงสะบัก 2 ข้างเข้ามาหากัน ส่วนล่างหดตัวจะทำใ ห้ไหล่ถูกดึงลง 2.2 Latissimus dorsi เป็นกล้ามเนื้อรูปสามเหลี่ยมแบนกว้าง คลุมอยู่ตอนล่างของแผ่นหลังและบั้นเอว ทอดผ่านไปมุมล่างของกระดูกสะบัก ทำหน้าที่ดึงแขนเข้าชิดลำ ตัว ดึงแขนลงมาข้างล่างด้านหลัง และหมุนแขนเข้าด้านใน กล้ามเนื้อนี้ใช้มากในการปีนป่าย ว่ายน้ำ และ ตอนทำ กรรเชียงเรือ กล้ามเนื้อส่วนนี้ จะหดตัวทันทีในขณะที่จาม กล้ามเนื้อส่วนหัวไหล่และแขน กล้ามเนื้อส่วนหัวไหล่และแขน (Muscle of the upper limb) ที่ช่วยในการทำ งาน ของหัวไหล่และแขนที่สำ คัญ คือ 1. กล้ามเนื้อส่วนหัวไหล่ 1.1 Deltoid เป็นกล้ามเนื้อคลายขนนกหลาย ๆ อันมารวมกันเป็นมัดใหญ่หนา รูปสามเหลี่ยมจุดเกาะอยู่ที่ไหปลาร้า และกระดูกสะบัก แล้วไปเกาะที่ตอนกลางของกระดูกต้นแขน ทำ หน้าที่ยกไหล่และยกต้นแขน เป็นส่วนที่บ่งบอกลักษณะเพศชายได้อย่างชัดเจน 1.2 Supraspinatus เริ่มเกาะจากกระดูกสะบักไปยังกระดูกต้นแขน ทำ หน้าที่ช่วย กล้ามเนื้อ Deltoid ในการยก หรือกางแขน 1.3 Infraspinatus เริ่มเกาะจากกระดูกสะบักไปยังกระดูกต้นแขน ทำ หน้าที่หมุนต้นแขนออกด้านนอก และดึงแขนไปด้านหลัง 1.4 Teres minor และ Teres major ส่วนนี้ เกาะที่กระดูกสะบัก แล้วมาเกาะที่กระดูกต้นแขน โดย Teres minor ทำ หน้าที่หมุนแขนออกด้านนอก Teres major ทำ หน้าที่หมุนแขนเข้าด้านใน 1.5 Subscapularis มีจุดเกาะที่กระดูกสะบักและกระดูกต้นแขน ทำ หน้าที่หมุนต้นแขนเข้าด้านใน 2. กล้ามเนื้อแขนส่วนต้น ที่สำ คัญได้แก่ 2.1 Biceps brachii เป็นกล้ามเนื้อด้านหน้าของต้นแขน มีที่เกาะส่วนบนแยก ออก 2 ทาง คือ เกาะจาก Coracoid process และ Supraglenoid tubercle ไปยัง Tuberosity ของกระดูกปลายแขนท่อนนอก (Radius) ทำหน้าที่งอต้นแขน ปลายแขน สามารถ หมุนแขนเข้าและดึงออก 2.2 Brachialis เป็นกล้ามเนื้อต้นแขนที่อยู่ตรงกลางค่อนมาด้านล่าง เกาะจาก กระดูกต้นแขนไปยัง Tuberosity ของกระดูกปลายแขนท่อนใน (Ulna) ทำ หน้าที่งอข้อศอก 2.3 Coracobrachialis เกาะจาก Coracoid process ของกระดูกสะบักไปยัง กึ่งกลางของกระดูกต้นแขน ทำ หน้าที่งอต้นแขน 2.4 Triceps brachii เป็นกล้ามเนื้อด้านหลังของต้นแขน ส่วน ปลายบน แยก ออก 3 ทาง เกาะกระดูกสะบัก 1 ที่ และอีก 2 ทางเกาะที่กระดูกต้นแขน มีจุดเกาะ ที่ก ระดูกปลายแขนท่อนใน (Ulna) กล้ามเนื้อมัดนี้จะทำ หน้าที่ตรงกันข้ามกับกล้ามเนื้อ Biceps brachii คือ ทำ หน้าที่เหยียดปลายแขน 3. กล้ามเนื้อส่วนปลายแขน 3.1 Brachioradialis เป็นกล้ามเนื้อด้านนอกของปลายแขน มีจุดเกาะต้นที่ ตอนล่างของกระดูกแขน ไปเกาะที่ด้านนอกของกระดูกปลายแขนท่อนนอก (Radius) ทำ หน้าที่งอปลายแขน 3.2 Flexor carpi radialis เป็น กล้ามเนื้อที่อยู่ด้านหน้าของปลายแขน มีจุดเกาะที่ กระดูกต้นแขน แล้วมาเกาะที่กระดูกฝ่ามือชิ้นที่ 2 และ 3 ทำ หน้าที่งอข้อมือและกางมือ 3.3 Palmaris longus เป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ทางด้านหน้าของแขน จุดเกาะเริ่มจากกระดูกต้นแขนไปยังกระดูกปลายแขน แล้วกลายเป็นเอ็น (Tendon) ไปเกาะที่ฝ่ามือทำ หน้าที่ งอข้อมือ 3.4 Flexor carpi ulnaris เป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ทางด้านหลังของกระดูกปลายแขน ท่อนใน (Ulna) ผ่านมาที่ข้อมือ ทำ หน้าที่งอข้อมือ 3.5 Extensor carpi radialis longus เป็นกล้ามเนื้อที่มีจุดเกาะต้นจากกระดูกต้นแขน แล้วไปเกาะที่กระดูกฝ่ามือทางด้านหลัง ทำ หน้าที่กางและเหยียดข้อมือ 3.6 Extensor digitorum เป็นกล้ามเนื้อที่มีจุดเกาะต้นจากกระดูกต้นแขน และมีปลายเป็นเอ็น 4 เส้น ไปเกาะยังกระดูกนิ้วมือทั้ง 4 นิ้ว ทำ หน้าที่เหยียดนิ้วมือและข้อมือ 4. กล้ามเนื้อส่วนมือและนิ้ว กล้ามเนื้อส่วนมือและนิ้วมือ เป็นกล้ามเนื้อขนาดเล็กและสั้น ส่วนมากจะเป็นเอ็นของกล้ามเนื้อ ซึ่งติดต่อมาจากแขนท่อนล่าง ทำ หน้าที่ช่วยในการงอและเหยียดมือและข้อมือ รวมทั้งช่วยให้นิ้วหัวแม่มือสามารถเคลื่อนไปแตะนิ้วอื่นๆ ได้ จึงเรียกว่า Opposition กล้ามเนื้อใน กลุ่มนี้ มีที่สำ คัญ ได้แก่ 4.1 Thenar eminence เป็นกล้ามเนื้อหัวแม่มือเกาะที่ฝ่ามือ โดยเฉพาะที่ใต้ ฐานหัวแม่มือจะเห็นเป็นเนินชัดเจน ทำ หน้าที่งอนิ้วหัวแม่มือ 4.2 Hypothenar eminence เป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ใต้นิ้วก้อย มีรอยนูนเด่นชัด ทำ หน้าที่งอนิ้วก้อย 4.3 Dorsal interosseus เป็นกล้ามเนื้อที่กระดูกฝ่ามือชิ้นที่ 1 และ ชิ้นที่ 2 ทอด มา เกาะที่นิ้วหัวแม่มือ ทำ หน้าที่กางนิ้วชี้และหมุนหัวแม่มือ 4.4 Abductor pollicis เกาะอยู่ที่ฐานของนิ้วหัวแม่มือ ทำ หน้าที่งอนิ้วหัวแม่มือ กล้ามเนื้อส่วนสะโพกและขา กล้ามเนื้อส่วนสะโพกและขา (Muscle of the lower limb) ที่สำ คัญ ดังนี้ 1. กล้ามเนื้อส่วนสะโพกและก้นกบ 1.1 Gluteus maximus เป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ส่วน หน้า สุ ดของส่วนสะโพก มีจุดเกาะที่ Ilium และ Sacrum ของกระดูกเชิงกราน แล้วไปเกาะยังกระดูกต้นขา ทำ หน้าที่เหยียดขา กางต้นขา หมุนต้นขาไปทางด้านข้าง 1.2 Tensor fasciae latae เป็นกล้ามเนื้อทางด้านข้างของสะโพก เกาะอยู ่ที่ส่วนหน้าของกระดูกเชิงกราน ทำ หน้าที่กางและหมุนขาเข้าด้านใน 2. กล้ามเนื้อส่วนโคนขา กล้ามเนื้อส่วนนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ตามตำ แหน่งหน้าที่ และ ส่วน ประสาทที่มาเลี้ยง ด้านหลังของต้นขา เรียกว่า Flexor surface เป็นที่อยู่ของกล้ามเนื้อกลุ่มเอ็นหลังต้นขาด้านล่าง (Hamstring group) อีกกลุ่มหนึ่งคือ กล้ามเนื้อกลุ่มดึงข้อ (Adductor group) และยังมีกล้ามเนื้อ กลุ่มด้านหน้าของต้นขา (Anterior group) กล้ามเนื้อส่วนโคนขามัดที่สำ คัญ มีดังนี้ 2.1 Biceps femoris เป็นกล้ามเนื้อในกล้ามเนื้อกลุ่มเอ็นหลังต้นขาด้านล่าง จุด เกาะเริ่มจากกระดูก Ischium และกระดูกต้นขา เกาะ ไปยังส่วนหัวของกระดูกปลายขาท่อนเล็ก (Fibula) ทำ หน้าที่เหยียดต้นขาและงอเข่า 2.2 Rectus femoris เป็นกล้ามเนื้อในกลุ่มด้านหน้าของต้นขา (Anterior group ) ขนาด มัดใหญ่อยู่ทางด้านหน้าของต้นขา จุดเกาะเริ่มจากกระดูก llium ไปยังกระดูกปลายขาท่อนใหญ่ (Tibia) ทำ หน้าที่งอต้นขาและเหยียดปลายขา 2.3 Satorius เป็นกล้ามเนื้อในกลุ่มด้านหน้าของต้นขา มีลักษณะยาวแบนพาด เฉียงบนโคนขา จุดเกาะเริ่มจาก Iliac spine ไปยังส่วนบนของกระดูกปลายขาท่อนใหญ่ (Tibia) ทำ หน้าที่งอต้นขา และปลายขา 3. กล้ามเนื้อส่วนปลายขา กล้ามเนื้อส่วนปลายขาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 3.1 กลุ่มด้านหน้าของปลายขา (Anterior compartment) 3. 2 กลุ่มด้านข้างของปลายขา (Lateral compartment) และ 3 .3 กลุ่มด้านหลังของปลายขา (Posterior compartment) กล้ามเนื้อส่วนปลายขาที่สำ คัญ ได้แก่ 3. 3.1 Tibialis anticus เป็นกล้ามเนื้อในกลุ่มด้านหน้าของปลายขา เกาะจาก ด้านข้างของกระดูกปลายขาท่อนใหญ่ (Tibia) และจากพัง ผืดซึ่งยึดระหว่างกระดูกปลายขาท่อนใหญ่และท่อนเล็ก เกาะที่กระดูกฝ่าเท้ า ทำ หน้าที่กระด ู กข้อเท้า และบิดข้อเท้ าเข้าด้านใน 3. 3.2 Gastrocnemius เป็นกล้ามเนื้อในกลุ่มด้านหลังของปลายขา เป็นกล้ามเนื้อ น่องเกาะจากส่วนปลายของกระดูกต้นขาทั้งสองด้าน ส่วนปลายกลายเป็นเอ็นเกาะที่กระดูกส่วนเท ้ า ( Achillis tendon) ทำ หน้าที่งอหลังเท้า เหยียดนิ้วเท้า ถีบฝ่าเท ้ าลงและช่วยงอเข้า 3. 3.3 Soleus เป็นกล้ามเนื้อใหญ่ รูปร่างคล้ายปลาอยู่ใน Gastrocnemius ทำ หน้าที่งอฝ่า เท้า หลักการของ การย ศาสตร์ ความเป็นมาของ การย ศาสตร์ จากยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม อยู่ในช่วงระยะเวลา กว่า 200 ปี ได้มีการพัฒนาจากการลองผิดลองถูกใน การ ประดิษฐ์ เครื่องมือ ต่ างๆ สำหรับใช้ในการทำกิจกรรม เพื่อการดำรงชีวิตของคน กระทั่ง กลาย มา เป็นเครื่องจักร ต่างๆ โดยไ ด้มี ปรับปรุงให้ทันยุค สมัย และสอดคล้อง กับความต้องการในการใช้งาน ปัจจุบันสังคมได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างและพัฒนาเครื่องจักร และเครื่องอำนวยความสะดวกมากขึ้น จึงได้เริ่มมีการกำหนดมาตรการทางกฎหมายมาใช้ในการควบคุม เพื่อลดความเสียหายอันอาจจะเกิดขึ้นจากการทำงาน โดยเริ่มมีการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเวชศาสตร์ อุตสาหกรรม มีการเปิด การเรียนการ สอนในโรงเรียนแพทย์ ส่วนเรื่องอาชีวอนามัย มีการเปิดสอนในโรงเรียนสาธารณสุข และการปรับปรุงสภาพแวดล้อม ในสถานประกอบการ มีการพัฒนากระบวนการผลิตแบบจำนวนมาก ทำให้เกิดการเรียนรู้เรื่องเวลา และการเคลื่อนไหวในการทำงานของมนุษย์ขึ้น โดย ในปี พ.ศ.2424 F.W. Taylor ขณะเมื่อทำงานที่ Midvale Steel Co. เขาได้พยายามใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ (Scientific approach) เพื่อที่จะคำนวณเวลาที่ใช้ในการทำงานของคน แทนที่จะ คาดคะเนโดย วิธีสามัญสำนึกแบบที่เคยปฏิบัติ ต่อมา ในปี พ.ศ.2454 F.B. Gilbreth ได้พิจารณาเห็นถึงความผูกพันกันระหว่างตัวแปรแต่ละตัวในการทำงานของคน เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และการเคลื่อนไหวของ คนงาน มี ผล ต่อ ปริมาณการผลิต (Productivity) เป็นอันมาก ประกอบกับ ผล การศึกษาของนักวิจัยคนอื่นๆ ที่แสดงถึงความสำคัญของมนุษย์ต่อการทำงาน ได้ปรากฏขึ้นระหว่างสงครามโลกและหลังสงครามโลก ระยะต่อมาได้มีการจัดประชุมทางวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของสิ่งแวดล้อมในการทำงาน ที่มี ผล ต่อสมรรถภาพของคน และภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 วิธีการวิจัยแผนใหม่ได้เกิดขึ้น เมื่อพบว่าขีดความสามารถของคนงานถูกจำกัดโดยสมรรถนะของเครื่องมืออุปกรณ์ที่ซับซ้อน เช่น เครื่องบิน เรดาร์ อุปกรณ์เหล่านี้ควรทำงานได้ดีภายใต้ขีดจำกัดของ มนุษย์ ก่อให้เกิด หลักการย ศาสตร์ที่นำมาใช้แวดวงอุตสาหกรรมถึงปัจจุบันนี้ การย ศาสตร์ เป็นเรื่องการศึกษาสภาพการทำงานที่มีความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปฏิบัติงานและสิ่งแวดล้อม สภาพแวดล้อม สถานที่ทำงาน ต้องถูกออกแบบให้สะดวกต่อผู้ปฏิบัติงานในแต่ละลักษณะ ของงาน เพื่อป้องกัน การเกิดปัญหาที่เกิดระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ของชิ้น การย ศาสตร์ จึงเป็นแขนงวิชาที่มีเนื้อหาสาระครอบคลุมกว้างขวาง โดยได้รวมเนื้อหาวิชาหลาย ๆ สาขาที่เกี่ยวกับสภาพการ ทำงาน และ การ มีสุขภาพอนามัยดี รวมถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น แสงสว่าง เสียงดัง อุณหภูมิ ความสั่นสะเทือน และ การออกแบบ อุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งประยุกต์มาจากหลายศาสตร์ ได้แก่ ชีววิทยา จิตวิทยา กายวิภาคศาสตร์ และสรีรวิทยา เพื่อขจัดสิ่งที่อาจเป็นสาเหตุทำให้ ผู้ปฏิบัติงานได้รับบาดเจ็บ หรือเกิดอาการ ปวดเมื่อย เป็นโรคที่เกิดจากการทำงาน (รัตนา ภรณ์ อมร รัตน ไพจิตร และสุดธิดา กรุงไกรวงศ์. 2544 : 1-3 ) ตัวอย่างเช่น การบาดเจ็บและการเจ็บป่วยที่มี สาเหตุมาจากการทำงานซ้ำซากจำเจ หรือเป็นลักษณะงานที่มีการออกแบบไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อม ตามตารางที่ 1 ตารางที่ 1 การแสดงลักษณะการบาดเจ็บ อาการ และสาเหตุที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ การบาดเจ็บ อาการ สาเหตุ Bursits : เกิดการอักเสบของ Bursa (ล ักษณะคล้ายถุง) ระหว่างผิวหนังกับ กระดูก หรือกระดูก กับเส้นเอ็น เกิด ที่หัวเข่า ( B eat knee ) ที่ข้อศอก ( Beat elbow ) ที่หัวไหล่ F rozen shoulder ปวด บวม ตรงตำแหน่งที่ บาดเจ็บ จาก คุกเข่า จาก แรงกดที่ข้อศอก จาก การเคลื่อนไหวไหล่ซ้ำ ๆ Carpal tunnel syndrome : มีแรงกด เส้นประสาทที่ผ่าข้อมือ ชา ปวด และห มดความรู้สึกบริเวณ นิ้ว หัวแม่มือ โดย เฉพาะอย่างยิ่งเวลากลางคืน บิ ดข้อมือซ้ำ ๆ ใช้เครื่องมือที่มีแรงสั่นสะเทือน เกิดปลอกเอ็นอักเสบ Tenosynovitis Cellulitis : ติดเชื้อโรค บน ฝ่ามือ มี แผลถลอกซ้ำ ๆ เรียก B eat hand ปวด บวม บริเวณฝ่ามือ การใช้เครื่องมือ เช่น ค้อน และพลั่ว เกร็งจากการ ขัดถู Epicondylitis : อักเสบเส้นเอ็นบริเวณที่เชื่อมต่อกับ กระดูก หาก เกิดที่ข้อศอกเรียก ว่า T ennis elbow ปวด บวม อักเสบ ทำงานซ้ำซากจำเจ จากการใช้แรงงานหนัก เช่น งา นช่างไม้ งานปูน งานก่ออิฐ และจากการยกของหนัก Ganglion : เกิด cyst ที่ข้อต่อ ปลอกเอ็น บริเวณหลังมือ หรือข้อมือ เกิดถุง Cyst แข็ง เล็กและบวมกลม การเคลื่อนไหวมือซ้ำ ๆ Osteo -arthritis : การเสื่อมของข้อต่อ จากการมีแผลเป็น และการงอกของกระดูก แข็งทื่อ และปวดที่กระดูกบริเวณสันหลัง คอ และข้อต่อต่าง ๆ ทำงานที่ต้องออกแรงมากเกินกำลัง เป็นระยะเวลานาน Tendonitis ( เอ็นอักเสบ) : อักเสบบริเวณกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นมาบรรจบเชื่อมต่อ ปวด บวม แดงบริเวณมือข้อมือ ปลายแขน ใช้มือไม่ถนัด เคลื่อนไหวซ้ำซากจำเจ ตารางที่ 1 (ต่อ) การบาดเจ็บ อาการ สาเหตุ Tenosynovitis : อักเสบเส้นเอ็นและปลอกเอ็น ปวด บวม และเจ็บปวด อย่างมาก การเคลื่อนไหวซ้ำซากจำเจ Tension neck or shoulder : อักเสบกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นที่คอ ปวดบริเวณคอ และไหล่ ฝืน เกร็ง อิริยาบถท่าทางเป็นเวลานาน Trigger finger : อักเสบ เส้นเอ็น ปลอกเอ็นของนิ้วมือ เคลื่อนไหวนิ้วมือไม่คล่อง อาจมีหรือไม่มีอาการปวดก็ได้ เคลื่อนไหวซ้ำซากจำเจ หยิบจับเครื่องมือแน่นเกร็งมือเป็นเวลานาน การทำงานซ้ำซากจำเจ เป็นสาเหตุทำให้ บาดเจ็บ มีผลต่อ ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก การเกร็งของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการทำงานซ้ำซากจำเจ ( Repetitive Strain Infuries หรือ RSI) สามารถทำให้ ทุพพลภาพได้อย่างถาวร คนงานอาจรู้สึกเจ็บปวดและปวดเมื่อยใ นช่วงหลังเลิกงาน แต่ในระยะ ยาวอาจเกิด เจ็บป่วยอย่างรุนแรง และเกิดผลกระทบต่อกล้ามเนื้อจนอักเสบ ทำให้ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการรักษา และยังสูญเสียโอกาสในการทำรายได้ รัตนา ภรณ์ อมร รัตน ไพจิตร และสุดธิดา กรุงไกรวงศ์ (2544 : 8-23 ) กล่าวว่า ปัจจัยที่ควรคำนึงถึงตาม หลักการย ศาสตร์ ได้แก่ ก. หน่วยที่ทำงาน หน่วยที่ทำงาน หมายถึง สถานที่ให้พนักงาน ปฏิบัติงาน เป็นประจำในช่วงเวลาหนึ่งๆ ในแต่ละวัน การออกแบบหน่วยที่ทำงาน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดโรค จากการทำงาน สถานที่ทำงานจึง ควรได้รับการการออกแบบ อย่างมีมาตรฐาน เพื่อให้พนักงาน ไม่ได้รับการบาดเจ็บจากการใช้สถานที่นั้น สามารถ ปฏิบัติงานได้ด้วยความสะดวก ราบรื่น มีประสิทธิผลในชิ้นงานที่ผลิต ด้วยอ ิริยาบถท่าทางการทำงานที่ เหมาะกับลักษณะงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เนื่องจากอิริยาบถท่าทางการทำงานที่ไม่สะดวกสบาย สามารถก่อให้เกิดปัญหา ได้แก่ อาการปวดหลัง การเกร็งของกล้ามเนื้อ การไหลเวียนของโลหิตที่บริเวณขา อิริยาบถที่มีความสัมพันธ์กับอวัยวะต่างๆ ที่ควรให้ความสำคัญ มีดังนี้ 1 . ความสูงของศีรษะ เผื่อพื้นที่ ว่าง ให้ มากพอสำหรับพนักงานที่ มีส่วน สูง มาก ที่สุด ควรจัดวางหน้าปัดจอแสดงภาพให้อยู่ในระดับเดียวกันกับระดับสายตา หรือต่ำกว่า เนื่องจากปกติคน ทั่วไปจะมองในลักษณะ ต่ำลง เล็กน้อย 2. ความสูงของไหล่ ควรจัดวางอุปกรณ์ควบคุม ให้อยู่ในระหว่าง ช่วงไหล่ถึง เอว หล ี กเล ี่ ยงการจัดวางสิ่งของ อยู่เหนือ ระดับไหล่ 3. ระยะวงแขน ควรจัดวางสิ่งของในระยะวงแขนที่ หยิบง่ายที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการเอื้อม สุด แขน จัดวาง ให้เหมาะ กับ งาน ที่ทำ สิ่งของไหนใช้งานบ่อย ให้วางอยู่ใกล้ตัวด้านหน้าของลำตัวผู้ใช้งาน 4. ความสูงของข้อศอก ควรปรับระดับความ สูงของพื้นหน้างาน อยู่ในระดับเดียวกับความสูงของข้อศอกหรือต่ำ กว่า เล็กน้อย สิ่งของที่จะต้องยกเคลื่อนย้าย วางให้ อยู่ในระดับความสูงระหว่างมือและไหล่ 5. ความยาวของขา ควรปรับระดับความสูงของเก้าอี้ให้เหมาะสมกับความยาว ขา ของ ผู้ปฏิบัติงาน และ กับ ความสูงของพื้นหน้างาน มีพื้นที่ว่าง สามารถยืดขาได้ ควรจัดให้มีที่วางพักเท้าซึ่ง สามารถปรับ ระดับ ได้เพื่อขาจะได้ไม่ห้อย และสามารถเปลี่ยนแปลงอิริยาบถได้ง่าย 6. ขนาดของมือ ควรให้ด้ามจั บของเครื่องมือกระชับเหมาะกับขนาดมือทั้งใหญ่สุดและเล็กสุด มีการวางผังงานและออกแบบเครื่องมือ สำหรับผู้ปฏิบัติงานที่ถนัด ทั้งมือขวาแ ละมือซ้าย ควร สำรอง เก้าอี้นั่งใน สถานที่ทำงาน ถึงแม้ ปกติขณะทำงานต้องยืนก็ตาม การ ได้นั่งพักและเปลี่ยนอิริยาบถท่ าทางของร่างกายเป็นระยะๆ จะช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นจากการยืนทำงานเป็นเวลานาน ควรขจัดแสงจ้าและการเกิดเงาในขณะทำงาน จัดให้มีแสงสว่าง มองเห็นชิ้นงานได้ชัดเจน ข. การออกแบบงานนั่งและเก้าอี้นั่งทำงาน การนั่งตลอดทั้งวัน เป็นอิริยาบถ ที่ไม่ดีต่อร่างกาย โดยเฉพาะส่วนของหลัง ควรมีการทำงานที่สลับกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย แต่ การจัดให้มีเก้าอี้นั่งที่ด ีก็เป็นสิ่งจำเป็นในการนั่งทำงานโดยคำนึงถึงการขยับช่วงขาได้อย่างสบาย มีข้อแนะนำตาม หลัก การย ศาสตร์สำหรับงานนั่งทำงาน ได้แก่ 1. ควรสามารถเอื้อม หยิบชิ้นงานได้ทั่วถึง โดยไม่ต้องเอื้อมสุดแขน หรือบิดเอี้ยวตัว 2. อิริยาบถท่านั่งที่ดี หมายถึง นั่งอยู่ทางด้านหน้าของเนื้องาน และใกล้กับเนื้องาน 3. ออกแบบเก้าอี้นั่งและโต๊ะ ทำงาน เพื่อให้พื้นหน้างานอยู่ร ะดับความสูงประมาณข้อศอก 4. ส่วนของหลัง ควรอยู่ในแนวต ร
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive