ภาคผนวก ซ.docx

โฟลเดอร์word
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์5.19 MB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

ภาคผนวก ซ คู่มือ การแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม เพื่อการพึ่งตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง คู่มือ การแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม เพื่อการพึ่งตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง องค์ความรู้การแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมได้รับการพัฒนาขึ้น เพื่อสร้างสุขภาวะ และ ช่วยลดหรือแก้ปัญหา 1 . ปริมาณผู้ป่วย ชนิดและความรุนแรงของความเจ็บป่วยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น 2. ค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาความเจ็บป่วยเพิ่มมากขึ้น 3 . ประชาชนมีศักยภาพในการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพด้วยตนเองน้อยลง การบริหารจัดการองค์ความรู้และการดำเนินการที่มีอยู่ในระบบปกติ ช่วยลดปัญหาได้เพียงบางส่วน วิเคราะห์สังเคราะห์องค์ความรู้โดยใช้แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการสร้างสุขภาวะตามหลักพุทธศาสนา การสร้างสุขภาวะตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง หลักการพัฒนาสุขภาวะตามหลักวิทยาศาสตร์สุขภาพแผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก และการแพทย์พื้นบ้าน ทฤษฎีสสารและพลังงาน และทฤษฎีขั้วตรงกันข้ามเชิงสุขภาพ (นิตยาภรณ์ สุระสาย. 2559 : 1 - 40 ) สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรค/อาการเจ็บป่วย ตามหลักแพทย์วิถีธรรมเกิดจาก 5 ประการใหญ่ ๆ ได้แก่ 1 . ความร้อนเย็นไม่สมดุลด้านวัตถุ 2 . ทำบาป/อกุศลกรรม 3 . การไม่บำเพ็ญบุญกุศล 4 . ความกลัว/ความใจร้อน/ความกังวล/ความเศร้าหมอง 5 . การคบมิตรที่ไม่ดี การอยู่ในสังคมและสิ่งแวดล้อมไม่ดี สาเหตุความเจ็บป่วย 9 ข้อย่อย 1. อารมณ์เป็นพ ิษ เช่น ความเครียด ความเร่งรีบ/เร่งรัด/ เร่งร้อน ความกลัว ความวิตก กังวล ความไม่โปร่ง ไม่โล่ง ไม่สบายใจ ความไม่พอใจ ความมุ่งร้าย อาฆาต พยาบาท ความโลภ โกรธ หลง ยึดเกิน เอาแต่ใจตัวเอง เป็นต้น 2. อาหารเป็นพิษและไม่สมดุล พิษจากอาหาร เช่น พิษจากอาหารมีสารพิษสารเคมี อาหาร มีส่วนปร

อ่านต่อ

ะกอบของเนื้อสัตว์มากเกินไป อาหารปรุงรสจัดเกินไป สัดส่วนและชนิดของอาหารไม่สมดุล ไม่รู้เทคนิคการปรุงอาหาร พิษจากของเสียและความร้อนจากขบวนการย่อยและเผาผลาญอาหาร ไม่รู้เทคนิคในการรับประทานอาหารสุขภาพอย่างสมดุลและผาสุก และไม่รู้วิธีปฏิบัติในการลดละล้างความอยากในจิตต่ออาหารที่เป็นพิษอย่างถูกตรง 3. พิษจากการไม่ออกกำลังกาย หรือการออกกำลังกายและอิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง 4. พิษจากมลพิษต่าง ๆ ในโลกเพิ่มมากขึ้น เช่น มิตรสหายที่ไม่ดี อุณหภูมิบรรยากาศโลกที่ร้อนขึ้น ควันพิษ และสารพิษต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อม เป็นต้น 5. พิษจากการสัมผัสเครื่องยนต์ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องไฟฟ้ามากเกินความสมดุล 6. ไม่พึ่งตน ด้วยวิธีที่ประหยัดเรียบง่าย ในการลดความรุนแรงของพิษหรือระบายพิษออกจากร่างกาย 7. การเพียรการพักที่ไม่พอดี 8. บาปอกุศลและความกังวล จะทำให้ความเสื่อมรุนแรงยิ่งขึ้นมีโรคมากและอายุสั้น บุญกุศลและความไร้กังวล จะทำให้แข็งแรงอายุยืน ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ความสั่งสมบาป นำทุกข์มาให้” ( ขุ.ขุ.25/ 30), “ผู้ผิดศีลย่อมตกนรก(เดือดเนื้อร้อนใจ)” ( องฺ.สตฺตก.23/ 130), “การไม่ทำบาป นำสุขมาให้ ( ขุ.ขุ.25/ 59), “ความสั่งสมบุญ นำสุขมาให้” ( ขุ.ขุ.25/ 30), “เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันหวังได้ , เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นอันหวังได้” ( ม.มู.12/ 64) , “ทุกข์ย่อมไม่ตกถึงผู้หมดกังวล”( สํ.ส.15/ 122) 9. การบูรณาการองค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพ ส่วนใหญ่ ณ ปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ คือ ไม่สามารถ กลุ่มอาการเจ็บป่วย ตามหลักแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม 5 กลุ่มอาการ 1. กลุ่มอาการของภาวะร่างกายร้อนเกิน (ยุคนี้ 80% มักจะร้อนเกิน ซึ่งมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากความเครียด อาหารรสจัด อาหารเนื้อสัตว์ อาหารมีสารพิษ การสัมผัสเครื่องยนต์/เครื่องไฟฟ้า/ เครื่อง อิเล็กทรอนิกส์ โลกร้อนขึ้น และมลพิษต่างๆ เป็นต้น ) อาการหลัก (อาการที่ถูกต้อง) เมื่อกระทบอากาศร้อน อาหารหรือสมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนแล้วรู้สึกไม่สบายไม่เบากายไม่มีกำลัง (อ่อนเพลียหนักตัว) เมื่อกระทบอากาศเย็น อาหารหรือสมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นแล้วรู้สึกสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง อาการเด่น (อาการที่มักเป็นในลำดับแรกเมื่อกระทบสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนเกิน แต่อาจเป็นสภาพไม่สมดุลร้อนเย็นแบบอื่น ได้) ปากคอแห้ง กระหายน้ำ ดื่มน้ำแล้วรู้สึกสดชื่น ปวด บวม แดง ร้อน ตึง แข็ง มึน ชา แผลพุพอง ผื่น คัน ปัสสาวะเข้มปริมาณน้อย อุจจาระแข็ง กำลังตก อ่อนเพลีย หนักตัว ชีพจรเต้นแรง เส้นเลือดขยายตัว กรณีเป็นภาวะร้อนเกิน แก้ไขด้วยการใช้สิ่งที่มีฤทธิ์เย็นลดหรืองดสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อน เท่าที่รู้สึก สุขสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง 2. กลุ่มอาการของภาวะร่างกายเย็นเกิน (ยุคนี้ 5% มักจะเย็นเกิน ซึ่งมีสาเหตุตรงกันข้ามกับภาวะร้อนเกิน) อาการหลัก (อาการที่ถูกต้อง) เมื่อกระทบอากาศเย็น อาหารหรือสมุนไพรฤทธิ์หรือสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นแล้วรู้สึกไม่สบายไม่เบากายไม่มีกำลัง (หนักตัวอ่อนเพลีย) เมื่อกระทบอากาศร้อน อาหารหรือสมุนไพรหรือสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนแล้วรู้สึกสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง อาการเด่น (อาการที่มักเป็นในลำดับแรกเมื่อกระทบสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นเกิน แต่อาจเป็นสภาพไม่สมดุลร้อนเย็นแบบอื่นได้) ปากคอชุ่ม ไม่กระหายน้ำ รสของน้ำจืดผิดปกติ ปวด เหี่ยว ซีด เย็น ตึง แข็ง มึน ชา ท้องอืด หัวตื้อ มือเย็น เท้าเย็น หนาวสั่น ปัสสาวะใสปริมาณมาก อุจจาระเหลว กำลังตก อ่อนเพลีย หนักตัว ชีพจรเต้นเบา เส้นเลือดหดตัว กรณีเป็นภาวะเย็นเกิน แก้ไขด้วยการใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อน ลดหรืองดสิ่งที่มีฤทธิ์เย็น เท่าที่รู้สึกสุขสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง 3. กลุ่มอาการของภาวะร่างกายร้อนเกินและเย็นเกิน เกิดขึ้นพร้อมกัน (ร้อนเย็นพันกัน) 15 % ของคนยุคนี้ มักจะมีทั้งภาวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน อาการหลัก (อาการที่ถูกต้อง) กระทบสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนอย่างเดียวก็รู้สึกไม่สบายไม่เบากายไม่มีกำลัง (หนักตัวอ่อนเพลีย) กระทบสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นอย่างเดียวก็รู้สึกไม่สบายไม่เบากายไม่มีกำลัง (หนักตัวอ่อนเพลีย) แต่เมื่อกระทบทั้งสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนและเย็นผสมกันแล้วรู้สึกสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง อาการเด่น (อาการที่มักเป็นในลำดับแรกเมื่อกระทบสิ่งที่ทำให้เกิดภาวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน แต่อาจเป็นสภาพไม่สมดุลร้อนเย็นแบบอื่นได้) ไข้สูง (เป็นร้อน) แต่หนาวสั่น (เป็นเย็น) ปวดศีรษะ (เป็นร้อน) ร่วมกับท้องอืด(เป็นเย็น) ตัวร้อน (เป็นร้อน)ร่ วมกับมือเท้าเย็น (เป็นเย็น) เป็นต้น กรณีเป็นภาวะร้อนเย็นพันกัน แก้ไขด้วยการใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนและเย็นผสมกัน เท่าที่รู้สึกสุขสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง 4. กลุ่มอาการของภาวะร่างกายที่มีสาเหตุเกิดจากร่างกายร้อนหรือร้อนเย็นพันกันเกินตีกลับเป็นอาการเย็นเกิน (เย็นหลอก) เมื่อใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนแก้ อาการจะยิ่งแย่ไปกว่าเดิม แต่พอใช้สิ่งที่มีฤทธิ์เย็นกลับรู้สึกสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง ก็ให้ใช้สิ่งที่มีฤทธิ์เย็น เพราะต้นเหตุเกิดจากร้อน ถ้าใช้ร้อนเย็นผสมกันแล้วรู้สึกสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง ก็ให้ใช้ร้อนเย็นผสมกัน แสดงว่าต้นเหตุเกิดจากร้อนเย็นพันกัน 5. กลุ่มอาการของภาวะร่ายกายที่มีสาเหตุเกิดจากร่างกายเย็นหรือร้อนเย็นพันกันเกินตีกลับเป็นอาการร้อนเกิน (ร้อนหลอก) เมื่อใช้สิ่งที่มีฤทธิ์เย็นแก้ อาการจะยิ่งแย่ไปกว่าเดิม แต่พอใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนกลับรู้สึกสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง ก็ให้ใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อน เพราะต้นเหตุเกิดจากเย็น ถ้าใช้ร้อนเย็นผสมกันแล้วรู้สึกสบายเบากายมีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง ก็ให้ใช้ร้อนเย็นผสมกัน แสดงว่าต้นเหตุเกิดจากร้อนเย็นพันกัน อาการเจ็บป่วยแก้ไขได้ด้วยการปรับสมดุลร้อนเย็น ใช้เทคนิค 9 ข้อ (ยา 9เม็ด) ตามหลักแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม ดังนี้ 1 . การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุลร้อนเย็น 2 . การกัวซาหรือขูดซาหรือขูดพิษหรือขูดลม (การขูดระบายพิษทางผิวหนัง) 3 . การสวนล้างพิษออกจากลำไส้ใหญ่ด้วยสมุนไพรที่ถูกสมดุลร้อนเย็น (ดีท็อกซ์) 4 . การแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายในน้ำสมุนไพร ตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย 5 . การพอก ทา หยอด ประคบ อบ อาบ เช็ด ด้วยสมุนไพร ตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย 6 . การออกกำลังกาย กดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหาร ที่ถูกต้อง 7 . การรับประทานอาหารปรับสมดุล ตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย 8 . ใช้ธรรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญกุศล ทำจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่ดี 9 . รู้เพียร รู้พักให้พอดี เทคนิค 9 ข้อ (ยา 9เม็ด) ตามหลักแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม ยาเม็ดที่ 1. การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล กลไกการทำให้สุขภาพดี ก็คือเมื่อรับประทานสมุนไพรที่สมดุลร้อนเย็นกับชีวิต สัญญาของชีวิตจะดูดดึงสารและพลังงานของสมุนไพรดังกล่าว ไปดับพิษร้อนเย็นไม่สมดุลและหล่อเลี้ยงชีวิต ทำให้ชีวิตมีพลังมากขึ้นจากการที่สารและพลังของสมุนไพรที่สมดุลร้อนเย็นไปหล่อเลี้ยงชีวิต และจากการที่ไม่ต้องเสียพลังขับพิษที่ดับได้แล้ว เมื่อชีวิตมีพลังมากขึ้น สัญญาของชีวิตจึงสามารถผลักดันพิษร้อนเย็นที่ไม่สมดุลที่ยังตกค้างอยู่ออกจากร่างกายได้ดียิ่งขึ้น ทำให้โรคภัยไข้เจ็บลดน้อยลง แข็งแรง และอายุยืน กรณีที่มีภาวะร้อนเกิน ดื่มน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นหรือคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ วิธีทำ 1. การเก็บสมุนไพร ฤทธิ์เย็น ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น จะเป็นช่วงที่ได้พลังงานของสมุนไพรได้มากที่สุด เช่น ใบย่านางเขียว 5-20ใบ ใบเตย 1-3ใบ บัวบก ครึ่ง-1กำมือ หญ้าปักกิ่ง 1-5ต้น ใบอ่อมแซบ (เบญจรงค์) ครึ่ง-1กำมือ ผักบุ้ง ครึ่ง-1กำมือ ใบเสลดพังพอน ครึ่ง-1กำมือ หยวกกล้วย ครึ่ง-1คืบ และว่านกาบหอย 3-5ใบ เป็นต้น จะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันก็ได้ 2. นำสมุนไพรที่ได้มาล้างให้สะอาด 3. วิธีการทำให้ได้น้ำจากใบสมุนไพรทำได้ 4 วิธี 3.1 ขยี้ด้วยมือเปล่า ตำในครก ควรแยกออกจากครกตำน้ำพริก เพราะจะมีความเผ็ด ของพริกติดอยู่ 3.2 ปั่นโดยเครื่องปั่น หั่นสมุนไพรให้ขนาดเล็กลง ปั่น 10 วินาที แล้วหยุด ปั่นใหม่ ไม่ควรปั่นนาน เพราะจะเสียพลังงานของสมุนไพร 3.3 เคี้ยวใบสด ในกรณีที่ไม่มีอุปกรณ์อื่น 3.4 ผสมน้ำเปล่า 1 - 3 แก้ว กรองผ่านกระชอนหรือผ้าบาง เตรียมสมุนไพร ล้างให้สะอาด หั่นสำหรับการปั่น คั้นน้ำด้วยการขยี้ คั้นน้ำด้วยการโขลก คั้นน้ำด้วยการปั่น กรองด้วยกระชอน กรองด้วยผ้าขาวบาง พร้อมดื่ม ที่มา : คู ่มือ ประกอบบรรยายแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม. ( 2559 : 11 ) 4. เอาน้ำที่ได้มาดื่ม ครั้งละประมาณ ครึ่ง-1แก้ว วันล ะ 1- 3 ครั้ง ก่อนอาหารหรือตอนท้องว่างหรือดื่มแทนน้ำตอนที่รู้สึกกระหายน้ำ ปริมาณการดื่มและความเข้มข้นของสมุนไพรอาจมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ ตามความรู้สึกสุขสบายเบากายมีกำลัง ***ไม่แนะนำให้ดื่มน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นแบบเข้มข้น อาจจะทำให้ท้องอืดได้ กรณีมีภาวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกันให้กดน้ำร้อนใส่น้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น หรือนำไปต้ม หรือนำสมุนไพรฤทธิ์ร้อนมาผสมก่อนดื่มก็ได้ เช่น น้ำต้มขมิ้น/ขิง/ข่า/ตะไคร้/กระเพรา/โหระพา/กระชาย/มะตูม เป็นต้น กรณีมีภาวะเย็นเกิน ดื่มสมุนไพรฤทธิ์ร้อน ปริมาณเหมาะสมเฉลี่ยประมาณ 1-3 ข้อนิ้วมือ อาจปรับปริมาณตามความรู้สึกสุขสบายเบากายมีกำลังของแต่ละคน ยาเม็ดที่ 2 การกัวซา ใช้อุปกรณ์เรียบง่าย เช่น ช้อน ชาม เหรียญ ไม้หรือวัสดุขอบเรียบต่าง ๆ ที่มา : คู่มือประกอบบรรยายแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม. ( 2559 : 14) ขูดในบริเวณที่รู้สึกไม่สบายหรือใช้งานมาก ซึ่งบริเวณที่ถอนพิษจากร่างกายได้ดี คือ หลัง แขน และขา โดยขูดออกตามปลายมือปลายเท้าเป็นหลัก ที่มา : คู่มือประกอบบรรยายแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม. ( 2559 : 14) สามารถขูดได้ด้วยตัวเองหรือมีผู้อื่นขูดให้ ซึ่งขูดได้ทั้งที่ผิวหนังตรง ๆ หรือจะขูดผ่านเสื้อผ้าก็ได้ โดยขูดจุดละประมาณ 10 - 50 ครั้ง อาจขูดมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้และควรลงน้ำหนักไม่เบาหรือไม่แรงเกินไป แต่ให้แรงพอทนได้เท่าที่ผู้ถูกขูดรู้สึกสุขสบาย เบากาย มีกำลัง กรณีที่มีภาวะร้อนเกินใช้น้ำมันกัวซาฤทธิ์เย็น น้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นหรือน้ำเปล่า อย่างใดอย่างหนึ่งทาบนผิวหนังก่อนขูดซา แต่ถ้ามีภาวะเย็นเกินก็ทาด้วยสมุนไพรฤทธิ์ร้อน แต่ถ้าภาวะทั้งร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกันควรใช้สมุนไพรทั้งร้อนและเย็นผสม (การขูดซาแม้ไม่มีสมุนไพรใด ๆทาก็สามารถขูดซาได้เลยก็ช่วยถอนพิษได้) จุดที่ห้ามขูดคือ จุดที่เป็นแผล ฝี หนอง สิว จุดที่ขูดแล้วรู้สึกไม่สบาย อวัยวะเนื้อเยื่ออ่อนนิ่ม เช่น นัยย์ตา อวัยวะเพศ เป็นต้น อาการพิษสะสม (ดูที่สีผิว) สีชมพูหรือสีแดงเรื่อ ๆ แสดงว่า ดี ยาเม็ดที่ 3 การสวนล้างพิษออกจากลำไส้ใหญ่ ด้วยสมุนไพรที่ถูกกัน (ดีท็อกซ์) กรณีภาวะร้อนเกิน ควรใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็นสดขยี้กับน้ำเปล่าแล้วกรองผ่านกระชอนนำน้ำที่ได้ไปทำดีท้อกซ์ กรณีภาวะเย็นเกิน ควรใช้สมุนไพรฤทธิ์ร้อนสดขยี้กับน้ำเปล่าแล้วกรองผ่านกระชอนนำน้ำที่ได้ไปทำดีท้อกซ์หรือนำสมุนไพรฤทธิ์ร้อนต้มในน้ำเปล่า ให้เดือดประมาณ 5 - 10 นาที แล้วผสมน้ำธรรมดาให้อุ่นนำน้ำที่ได้ไปทำดีท้อกซ์ กรณีภาวะร้อนและเย็นเกินขึ้นพร้อมกัน ควรใช้สมุนไพรฤทธิ์ร้อนและเย็นสดขยี้กับน้ำเปล่าหรือนำสมุนไพรฤทธิ์ร้อนและเย็นต้มในน้ำเปล่า ให้เดือดประมาณ 5 - 10 นาที แล้วผสมน้ำธรรมดาให้อุ่นนำน้ำที่ได้ไปทำดีท้อกซ์การทำชุดดีท็อกใช้เอง จะใช้ขวดน้ำสะอาดมาตัดก้นแล้วร้อยเชือกเป็นปม 2 ข้าง เป็นที่ห้อย ซึ่งควรเลือกขวดที่ฝาพอดีกับสายที่ซื้อมาจะสะดวกในการใช้งาน นำสายดีท็อกที่ล็อกสายไว้มาหมุนกับขวดให้แน่นแล้วใส่น้ำสมุนไพร 500-1 , 500 ซี.ซี. (½- 1½ ลิตร) จึงเปิดล็อกให้น้ำวิ่งตามสายเพื่อไล่อากาศออกแล้วล็อกสายอีกครั้ง จากนั้นนำเจลหรือวาสลีนหรือน้ำมันพืชหรือว่านหางจระเข้ทาที่ปลายสายสวนประมาณ 1 ซม. เพื่อหล่อลื่นหรือใช้ปลายสายสวนจุ่มในน้ำก็ได้ต่อจากนั้นค่อยๆสอดปลายสายสวนเข้าไปที่รูทวารหนักลึกประมาณเท่ากับนิ้วมือเรา (ประมาณ 3-5 นิ้วฟุต) โดยควรยกหรือแขวนขวดสูงจากทวารประมาณ 2 ศอก แล้วปลดล็อกสายให้น้ำสมุนไพรค่อย ๆ ไหลเข้าไปในลำไส้ใหญ่ของเรา ที่มา : คู่มือประกอบบรรยายแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม. ( 2559 : 17 ) โดยปล่อยน้ำเข้าไปเท่าที่ร่างกายเรารู้สึกทนได้โดยไม่ยากไม่ลำบากเกินไปแล้วใช้มือนวดคลึงที่ท้อง กลั้นไว้ประมาณ 10 - 20 นาที หรือไม่ถึงก็ได้ คือ เมื่อทนได้ยากลำบากก็ให้ล็อกสายแล้วถอกออกจากทวารหนักแล้วไปถ่ายออก สำหรับผู้ป่วยที่อาการหนักอาจทำดีทอกซ์วันละ 1 - 2 ครั้ง จะมากหรือน้อยกว่านี้ตามสภาพของร่างกาย คือ ควรทำเท่าที่รู้สึกสุขสบาย ส่วนคนทั่วไปทำได้เฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 - 3 ครั้ง หรือตามสภาพร่างกาย คือ ทำเท่าที่รู้สึกสุขสบาย ยาเม็ดที่ 4 การแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายในน้ำสมุนไพร กรณีภาวะร้อนเกิน ควรใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น เช่น ใบย่านาง ใบเตย ใบมะขาม ใบส้มป่อย ใบรางจืด หยวก กาบ หรือใบกล้วย หรือสมุนไพรฤทธิ์เย็นอื่น ๆ ที่หาได้ในท้องถิ่น อย่างใดอย่ างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ½ - 1 กำมือ กรณีภาวะเย็นเกิน ควรใช้สมุนไพรฤทธิ์ร้อน เช่น ขมิ้น ขิง ข่า ตะไคร้ กรณีภาวะร้อนและเย็นเกิดขึ้นพร้อมกัน ควรใส่สมุนไพรฤทธิ์ร้อนและเย็นผสมกัน ซึ่งใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันโดยใช้วิธีประมาณเอาเท่าที่จะรู้สึกสบายผสมน้ำธรรมดาให้อุ่นแค่พอรู้สึกสบาย จากนั้นแช่มือแช่เท้าแค่พอท่วมข้อมือข้อเท้าประมาณ 3 นาที แล้วยกขึ้นจากน้ำอุ่น 1 นาที ทำซ้ำจนครบ 3 รอบ ถ้าใช้น้ำอุ่นแล้วรู้สึกไม่สบาย ให้ใช้น้ำธรรมดาหรือน้ำเย็นหรืออาจใช้น้ำเปล่าหรือผสมสมุนไพรสด สำหรับคนเจ็บป่วยทำวันละประมาณ 1 - 3 ครั้ง สำหรับคนแข็งแรงทั่วไป ทำเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 - 3 ครั้ง หรือทำเมื่อรู้สึกไม่สบาย ระยะเวลาที่พอดีโดยเฉลี่ยควรแช่ คือ ประมาณ 3 นาที พัก 1 นาที ทำ 3 รอบ อาจใช้เวลาน้อยหรือมากกว่านั้นก็ได้เท่าที่รู้สึกสุขสบายเบากายมีกำลังเป็นจุดที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อชีวิต กรณีไม่ถูกกับน้ำอุ่น คือเมื่อสัมผัสน้ำอุ่นแล้วรู้สึกไม่สบาย แต่ถูกกับการแช่ด้วยน้ำธรรมดาหรือน้ำเย็นมาก ก็ใช้หลักแช่ในระยะเวลาที่รู้สึกสุขสบายเบา ที่มา : คู่มือประกอบบรรยายแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม. ( 2559 : 19 ) ยาเม็ดที่ 5 การพอก ทา หยอด ประคบ อบ อาบ เช็ดด้วยสมุนไพรตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย การพอก กรณีมีภาวะร้อนเกิน ควรใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น เช่น ใบย่างนาง ใบเตย ใบบัวบก ใบรางจืด ใบมะขา ม หยวก กาบ หรือใบกล้วย ผักบุ้ง วุ้นของใบว่านหางจระเข้ หรือสมุนไพรฤทธิ์เย็นอื่น ๆ ที่หาได้ในท้องถิ่น อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันก็ได้ นำมาหั่นหรือโคลกให้แตกพอประมาณหรือจะใช้กากสมุนไพรฤทธิ์เย็นที่เหลือจากการทำน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น แล้วผสมกับดินสอพอง ผงถ่าน (ถ่านที่ใช้ก่อไฟโขลกหรือบดแล้วกรองเอาส่วนที่ละเอียดมาใช้) แล้วเติมน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นสด น้ำสกัดสมุนไพรฤทธิ์เย็น น้ำเปล่า หรือน้ำปัสสาวะ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันก็ได้ คลุกให้เข้ากันพอเหลวจึงนำมาพอกบริเวณที่มีอาการไม่สบาย นอกจากนี้ยังสามารถใช้น้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นสดคลุกกับปูนเคี้ยวหมากหรือแป้งฝุ่นมาพอก ก็ได้ หรือใช้ดินคลุกกับน้ำให้เหลวเหมือนตมมาพอกก็ได้ ที่มา : คู่มือประกอบบรรยายแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม. ( 2559 : 20 ) หรือผสมสมุนไพรรสฝาด เช่น เปลือกมังคุด เปลือกแค น้ำยางต้นกล้วย พอกบริเวณที่มีฝีหนอง ตุ่มน้ำใสหรือขุ่นที่ผิวหนัง น้ำกัดเท้า หรือมีน้ำเหลือไหลซึมที่ผิวหนัง เพื่อดูดซับน้ำหนองทำให้แผลแห้งขึ้นการทาและหยอด ใช้น้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นสดหรือน้ำสกัดสมุนไพรฤทธิ์เย็นหรือน้ำปัสสาวะมาทาและหยอดบริเวณที่มีอาการไม่สบายก็ได้ การประคบและอบ ใช้กากสมุนไพรฤทธิ์เย็นที่เหลือจากการทำน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นหรือสมุนไพรฤทธิ์เย็นสดมาหั่นหรือโคลกพอแตกแล้วห่อด้วยผ้ามาประคบบริเวณที่มีอาการไม่สบาย ส่วนการอบจะนำสมุนไพรฤทธิ์เย็นมาต้มในหม้อหุ่งข้าวหรือกะทะไฟฟ้าหรือหม้อต้มตั้งบนเตาถ่านก็ได้ แล้วนำเก้าอี้มาวางคร่อมตรงกลางและใช้ผ้ามาห่มตัวให้มิดชิดจะห่มให้ถึงคอหรือทั้งตัวก็ได้ หรือจะใช้ผ้าคลุมซุ่มไก่แล้วเข้าไปอบก็ได้ และควรใช้ผ้าชุบน้ำพันรอบศีรษะเพื่อลดอาการวิงเวียน ซึ่งจะอบ 3 รอบ รอบละประมาณ 5 - 15 นาที เท่าที่แต่ละท่านรู้สึกสบาย การเช็ดตัวและอาบ ใช้น้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นสดหรือน้ำสกัดสมุนไพรฤทธิ์เย็นหรือน้ำเปล่ามาหรือน้ำต้มสมุนไพรฤทธิ์เย็นผสมน้ำให้อุ่นมาเช็ดหรืออาบก็ได้ กรณีภาวะเย็นเกิน ควรใช้สมุนไพรฤทธิ์ร้อนเช่น ขมิ้น ขิง ข่า ตะไคร้ ยาเม็ดที่ 6 การออกกำลังกาย กดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหาร ที่ถูกต้อง การกดจุดลมปราณ โยคะ ดัดตัว กายบริหาร ทำให้เส้นลมปราณทลุทะลวงดี ซึ่งจุดลมปราณเป็นบริเวณที่สัญญาของชีวิตดูดดึงเอาพลังงานที่สมดุลร้อนเย็นเป็นประโยชน์ทั้งในและนอกตัวมาเลี้ยงชีวิตมากที่สุด และผลักดันเอาพลังงาน ที่มา : คู่มือประกอบบรรยายแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม. ( 2559 : 21) ยาเม็ดที่ 7 การรับประทานอาหารปรับสมดุลร่างกาย กลไกการทำให้สุขภาพดี ก็คือเมื่อรับประทานอาหารที่สมดุลร้อนเย็นกับชีวิต สัญญาของชีวิตจะดูดดึงสารและพลังงานของอาหารดังกล่าว ไปดับพิษร้อนเย็นไม่สมดุลและหล่อเลี้ยงชีวิตทำให้ชีวิตมีพลังมากขึ้นจากการที่สารและพลังของอาหารที่สมดุลร้อนเย็นไปหล่อเลี้ยงชีวิต และจากการที่ไม่ต้องเสียพลังขับพิษที่ดับได้แล้ว เมื่อชีวิตมีพลังมากขึ้น สัญญาของชีวิตจึงสามารถผลักดันพิษร้อนเย็นที่ไม่สมดุลที่ยังตกค้างอยู่ออกจากร่างกายได้ดียิ่งขึ้น ทำให้โรคภัยไข้เจ็บลดน้อยลง แข็งแรง และอายุยืน วิธีปฏิบัติคือ ควรรับประทานอาหารไร้สารพิษดีที่สุด หรือลดพิษจากเคมีให้ได้มากที่สุดด้วยวิธีต่างๆ การแพทย์วิถีธรรมใช้การลดพิษจากเคมี ด้วยการด้วยน้ำซาวข้าว หรือถ่าน 1-5 ก้อนขนาดครึ่ง-1 กำมือ หรือเกลือ 1-3 ช้อนแกง ผสมกับน้ำซาวข้าวหรือน้ำเปล่า 5-10 ลิตร แช่พืชผักผลไม้หรือธัญพืชประมาณ 10-20 นาทีขึ้นไป ลดหรืองดเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใช้โปรตีนจากถั่วแทน (สำหรับผู้ที่ยังไม่สามารถงดเนื้อสัตว์ได้ ควรลดหรืองดเนื้อสัตว์ใหญ่ หันมารับประทานสัตว์เล็กแทน จนเหลือรับประทานปลา และไข่ เป็นลำดับ) เพิ่มการรับประทานผัก ผลไม้ที่ไม่หวานจัด ปรุงรสไม่จัดจนเกินไป สำหรับองค์ประกอบของสภาพร่างกาย อากาศ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยโดยรวม ในปัจจุบัน ควรปรุงรส อยู่ในระดับประมาณ 10-30 % ของที่เคยปรุงโดยทั่วไป คือ รับประทานเกลือประมาณ 1 ช้อนชา/คน/วัน, น้ำตาล ไม่เกิน 5 ช้อนชา/คน/วัน, พริก(พริกชี้ฟ้า) ไม่เกิน 1-3 เม็ด/คน/วัน และน้ำมันพืช 1-4 ช้อนชา/คน/สัปดาห์ โดยสามารถปรับลดหรือเพิ่มตามสภาพร่างกาย ณ เวลานั้น เท่าที่รู้สึกสุขสบายเบากายมีกำลัง ใช้เกลือปรุงอาหารเป็นหลักดีที่สุด ถ้าต้องการใส่ เครื่องปรุงอื่น ๆ เช่น ซีอิ้ว เต้าเจี้ยว กะปิ น้ำปลา ปลาร้า เป็นต้น ควรใส่เพียงเล็กน้อย กรณีชีวิตมี ภาวะร้อนเกิน และอากาศร้อน ควรใช้ไฟกลางนานแค่พอสุก ไม่ควรอุ่นซ้ำแล้วซ้ำอีก ในการปรุงอาหาร/หุงต้มข้าวหรือถั่ว ส่วนกรณีชีวิตมี ภาวะเย็นเกิน และอากาศหนาวเย็น ควรใช้ไฟแรง ตั้งไฟนาน อุ่นซ้ำแล้วซ้ำอีกได้ ในการปรุงอาหาร/หุงต้มข้าวหรือถั่ว เพราะความแรงของไฟมีผลต่อคุณสมบัติของอาหาร ใช้ไฟแรงมากขึ้นอาหารก็มีฤทธิ์ร้อนมากขึ้นไปตามลำดับ ควรปรับใช้ความแรงของไฟในสัดส่วนที่ผู้รับประทานรู้สึกสุขสบายเบากายมีกำลัง การใช้ฟืนหรือถ่านในการปรุงอาหารจะทำให้อาหารอยู่ในสภาพที่ชีวิตสามารถนำไปใช้สังเคราะห์เป็นพลังชีวิตได้สูงสุด รองลงมาคือแก๊ส รองลงมาคือหม้อหุงข้าวไฟฟ้า กระทะไฟฟ้า เครื่องปิ้งย่างไฟฟ้า แย่ที่สุดคือไมโครเวฟหรือเครื่องมือที่มีพลังคลื่นแม่เหล็กที่แรงเกิน เพราะมีคลื่นแม่เหล็กที่แรงเกินทำให้อาหารอยู่ในสภาพที่เป็นพิษต่อพลังชีวิต จึงไม่ควรใช้หรืออาจใช้เมื่อมีความจำเป็นในบางครั้ง ฝึกรับประทานอาหารตามลำดับ กรณีที่มีภาวะร้อนเกิน มีเทคนิคการรับประทานอาหารตามลำดับ ดังต่อไปนี้ ลำดับที่ 1 ดื่มน้ำสมุนไพรปรับสมดุล เช่น น้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า น้ำคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ เป็นต้น ที่มา : คู่มือประกอบบรรยายแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม. ( 2559 : 25) ลำดับที่ 2 รับประทานผลไม้ฤทธิ์เย็น เช่น กล้วยน้ำว้า แก้วมังกร กระท้อน สับปะรด ส้มโอ ชมพู่ มังคุด แตงโม แตงไทย แคนตาลูป มะม่วงดิบ มะขามดิบ มะละกอดิบ มะละกอห่าม พุทรา เป็นต้น ควรงดหรือลดผลไม้ฤทธิ์ร้อน เช่น ทุเรียน ขนุนสุก มะม่วงสุก ลูกยอ ลิ้นจี่ เงาะ ลำไย มะไฟ มะเฟือง มะปราง มะตูม กล้วยไข่ กล้วยหอม กล้วยเล็บมือนาง ส้มเขียวหวาน สละ องุ่น ฝรั่ง น้อยหน่า กระทกรก (เสาวรส) ละมุด ระกำ (ร้อนเล็กน้อย) มะละกอสุก (ร้อนเล็กน้อย) มะขามหวานสุก (ร้อนเล็กน้อย) ผลไม้ทุกชนิดที่ผ่านความร้อน เช่น การอบ นึ่ง ปิ้ง ย่าง ต้ม หรือตากแห้ง เป็นต้น ที่มา : คู่มือประกอบบรรยายแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม. ( 2559 : 25) ลำดับที่ 3 รับประทานผักฤทธิ์เย็นสด เช่น อ่อมแซบ (เบญจรงค์) ผักบุ้ง แตง กวางตุ้ง ผักกาดขาว ผักกาดหอม (สลัด) ถั่วงอก สายบัว บัวบก มะเขือ ฮว่านง็อก ใบมะยม เป็นต้น ควรงดหรือลดผักฤทธิ์ร้อน ได้แก่ ผักรสเผ็ด กลิ่นฉุน เครื่องเทศทุกชนิด เช่น พริก ขิง ตะไคร้ ข่า (ข่าแก่ร้อนมาก) พริกไทย (ร้อนมาก) กุยช่าย (ผักแป้น ร้อนมาก) ขมิ้น โหระพา เป็นต้น และพืชที่ไม่มีรสเผ็ดแต่มีฤทธิ์ร้อน เช่น ชะอม คะน้า กะหล่ำปลี แครอท บีทรูท(ผักกาดฝรั่งหรือผักกาดแดง) ถั่วฝักยาว ถั่วพู สะตอ ลูกเนียง ลูกตำลึง กระเฉด กระถิน โสมจีน โสมเกาหลี แปะตำปึง (ร้อนเล็กน้อย) ผักกาดเขียวปลี ใบยอ ผักโขม ใบปอ ผักแขยง ยอดเสารส ฟักทองแก่ หน่อไม้ เม็ดบัว สาหร่าย ไข่น้ำ รากบัว เป็นต้น ที่มา : คู่มือประกอบบรรยายแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม. ( 2559 : 2 5) ลำดับที่ 4 รับประทานข้าวจ้าวพร้อมกับข้าว โดยรับประทานข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือเป็นปกติก็ยิ่งดี ควรงดหรือลดคาร์โบไฮเดรทที่มีฤทธิ์ร้อนมาก เช่น เผือก มัน ข้าวนิล ข้าวเหนียว ข้าวสาลี โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรทที่มีฤทธิ์ร้อนมากแต่ขาดวิตามิน เช่น ขนมปัง ขนมกรุบกรอบ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

word1.ปก.docx
19 พฤษภาคม 2565
wordภาคผนวก.docx
6 กันยายน 2564
word01 ปก พริ้วลมบุญ.docx
15 พฤศจิกายน 2563