เพลง แสงธรรมต้องทอบวร.docx
เนื้อหาในไฟล์
เพลง แสงธรรมต้องทอบวร
• เพ่งมองผ่านเมฆเฉกใจให้ช้ำ คล้ำดำซ้ำเป็นเห็นปานขวานผ่า ความคิดเคยเฉยเชือนก็เตือนตามมา แม้เพียรเพ่งแพงแรงพาผองธรรมก้าวมาหน้าแนวแล้วเล่า • ก็ยังช่างเย็นเช่นยาค่าไร้ หรือคนไซร้ซานเขลาคลานคุกเข่า ยอมซบจนซ้อนจนใต้ตมซมเซา มิเงยหน้าเลย เคยเนาฉันใดก็เยาว์เยี่ยงเดิม..โธ่เอ๋ย • ฟ้าดินผินเพลินเผินพลอย เมินไม่คอยเอื้ออวยช่วยใด..ไยเฉย หรือธรรมต่ำศักดิ์นักจึงปึ่งเลย คนเอ๋ย..ควรครวญใคร่ก่อน • ผิว์เป็นเช่นใด ไม่ควรด่วนท้อ แข็งพอขอเพียงมิพาลเพี้ยนผ่อน ยังยิ่งยง ยั้งยืนหยัดทนอาทร (๑)แสงธรรมต้องทอบวร มิจางจิตถอนเทิดธรรมสู้ทน (๒)แสงธรรมต้องทอบวร มิจางจิตถอนเทิดธรรมเถิดเทอญ. เพลง“แสงธรรมต้องทอบวร”นี้ เดิมตั้งชื่อเพลงว่า “ขันติต้องไม่จาง” แต่พอใช้แล้ว คำว่า“ขันติต้องไม่จาง”นี้รู้สึกว่ายังไม่ดีเท่าที่ควร จึงตั้งใหม่ว่า“แสงธรมต้องทอบวร” ซึ่งเดิมเป็นเพลงที่แต่งไว้ตั้งแต่ ๓ ม.ค. ๒๕๐๖ ชื่อเพลง“จันทร์หม่น” เป็นเพลงรักๆใคร่ๆเพลงที่จัดอยู่ในโหมด“ราคะ”ตามที่นิยมกันในสังคมนั่นแหละ แล้วนำมาใส่เนื้อใหม่เป็นเพลง“แสงธรมต้องทอบวร”นี้เสร็จเมื่อ ๑ พ.ย. ๒๕๒๗ อัดเสียงครั้งแรกเริ่ม ๓๐ เม.ย.๒๕๒๙ เสร็จ ๗ พ.ค.๒๕๒๙(๑๔.๐๐ น.) สุพจน์ สอนเจริญ แยกเสียงประสาน จินตนา สุขสถิตย์ ขับร้อง ลงแผ่นลองเพลย์ และอัลบั้มชุด“ขวัญ”ออกวางตลาด มิ.ย. ๒๕๒๙ ซึ่งอาตมาประพันธ์ขึ้นเมื่อได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ แล้ว เป็นเพลงที่ ๒ หลังจากเพลงแรก“ตะวันทอฟ้า” สาระของ เพลงก็เป็นการรำพี้รำพันถึงความยากลำบากแสนเข็ญยิ่ง เหลือเกินในการทำงานศาสนา ยิ่งเป็นการกอบกู้“พรหมจรรย์” ได้แก่ ธรรมกับวินัยของพุทธศาสนาในยุคนี้ สำหรับ“วินัย” นั้นในกลุ่ม“บวรอโศก”เรานั้นอาตมาได้กอบกู้ได้แล้วทั้ง “วินัย”(๒๒๗)ทั้ง
อ่านต่อ
“ศีล”(จุลศีล-มัชฌิมศีล-มหาศีล)แล้ว โดยเฉพาะ กอบกู้“โลกุตรธรรม”ที่มันได้จมงมหายเลือนลางจางไปจนหา “เนื้อจริงของธรรม”(สัจจสารธรรม)ไม่ได้แล้ว ในวงการศาสนาพุทธ ขออภัยจริงๆที่ต้องกล่าวเช่นนี้ มันเป็นสิ่งที่เป็นเช่นนั้นจริง อาตมาเลี่ยงความจริงไม่ได้ และจะให้กล่าวอ้อมค้อมหรือยืดยาดต่อไปอีกอาตมาก็เห็นจริงจากใจว่า มันอ้อมค้อมมันยืดยาดกันมานานจนเน่าเฟะกันอย่างที่เห็นที่เป็นกันอยู่ จึงตัดสินใจ เป็นไรก็เป็นกัน ก็ต้องน้อมรับทุกทัณฑ์ถ้าพลันจะเกิด เนื้อเพลงของ“แสงทองต้องทอบวร”นี้ ตั้งแต่วรรคแรกจนถึงสุดท้ายก็เป็น“ภาษากวี”หรือ“คำความ”ซ่อนซ้อน “ความคำ”หนักไปทางเล่น“สัมผัส”จัดจ้านทั้งสัมผัสอักษร-สัมผัสพยัญชนะ-สัมผัสสระ-สัมผัสสำเนียงคีตะ-สัมผัสคำวาทิตะ-สัมผัสคำจริง-สัมผัสความแฝง-สัมผัสความนัย-ในความ”เอาไว้ชนิดที่เกรงใจคณะใหญ่ทางศาสนาทางสังคมส่วนใหญ่อย่างยิ่งในช่วงพ.ศ. ๒๕๒๗ นั้น เพราะตัวเราก็เท่านี้ เหมือนหนูบังอาจร้องยวนกวนราชสีอะไรปานนั้น แต่“ทุกคำ”ล้วนเกิดแทน“คำทุกข์”ที่แท้ใน“ใจที่จริง” ก็สุดที่จะระบายออกมาเป็น“จริงที่ใจ”ทั้งสิ้น ก็“สิ้นทั้งใจ-ใจทั้งสิ้น”จึงเป็นภาวะ“ปรากฏการณ์จริง”ขึ้นในโลกยุคนี้ ด้วยประการฉะนี้ สรุปแล้วแม้จะแสนเข็ญลำบากลำบนทุกข์ทนหม่นไหม้ปานใดเราก็สู้ทนจนร่างแหลกเป็นผงผุยกันถึงที่สุด หากจะต้องสิ้นกายสิ้นใจลงเป็นผุยผง ก็มั่นคงมอบใจกายเพื่อชาติ-ศาสนา-กษัตริย์สุดจิตสุดวิญญาณประมาณนี้แล.
• สมณะโพธิรักษ์ (๑๐ พ.ย. ๖๐) *[หลังปก“เราคิดอะไร”ฉบับ ๓๒๙ ธ.ค. ๖๐ ครั้งที่ ๘๖]