เพลง ภูฟ้าผาน้ำ.docx
เนื้อหาในไฟล์
เพลง ภูฟ้าผาน้ำ ยากจะตาย หากเราปั้นทรายให้เป็นแผ่นทอง เก็บเอาฟ้ามารวมกันปั้นกองก่อภูเขาเป็นโขดหิน หรือยิ่งปั้นผาน้ำให้ยืนค้ำอยู่คู่ธานินทร์ นั้นไม่ได้ยินว่าเป็นไปได้ ใช่ง่ายดาย หากเอาน้ำลายปั้นเป็นบ้านเมือง ก็คงหลงตามด้วยความหมดเปลืองเฟื่องฟูหรูจนไม่ไหว เหมือนปั้นลมแล้วหวัง ให้เป็นเสาตั้งหยั่งลงไป นั้นแน่ว่าใครหวังไป เปล่าดาย เหมือนโลกของเหล่าผู้รู้ ปั้นภูมิดูสูงส่ง ชวนหลงเป็นของง่าย ความรู้มอมเมาจิต เกิดเป็นพิษมากมาย ปรัชญาหลากหลาย คล้ายกัน ปั้นภูฟ้า ปั้นผาน้ำ ผลนั้นเป็นเช่นใด ปั้นภูมิสูงมา ค้ากันเข้าไป ไล่กันทึ้ง จึงบิดผัน ขายค่าความคิดสูง จึ่งจูงโลกสู่ประลัยกัลป์ เพราะไม่ปั้นคุณธรรมให้คน ปั้นภูฟ้า ปั้นผาน้ำ ผลนั้นเป็นเช่นใด ปั้นเพียงรู้ ไม่ปั้นธรรมใส่ใจ โลกจึงถึงดีแค่ฝัน หลงแต่ความรู้ไซร้ จึ่งพาให้สุดโต่งดึงดัน นั้นแหละ ปัญญานิยม ล่มเมือง. เพลง“ภูฟ้าผาน้ำ”นี้ เป็นเพลงที่อาตมาแต่งเพราะมีแรงบันดาลใจในขณะเดินบิณฑบาต อยู่ในเมืองนครปฐม เช้าวันที่ ๒๒ ก.พ. ๒๕๓๑ ก็คิดแต่งขึ้นจำไปทั้งเนื้อทั้งทำนองพร้อมกัน มันทำท่าจะจำไม่ไหวก็เลยควักกระดาษกับปากกาที่มีอยู่ในกระเป๋าอังสะออกมาวางบนฝาบาตร แล้วก็แต่งไปบันทึกไป รับบาตรไป จนเสร็จในขณะบิณฑบาตเช้านั้นนั่นเอง กลับถึงพุทธสถานก็นำขึ้นมาอ่านทวนเกลาทั้งเนื้อและทำนองอีกทีก็เป็นเรียบร้อย ส่งโน้ตเนื้อให้“ปราจีณ ทรงเผ่า”ช่วยแยกเสียงประสานให้ที แต่ปราจีณจะติดงานมากหรือคิดอย่างไรไม่ทราบได้ เอาไปให้“เรืองยศ พิมพ์ทอง”แยกเสียงประสาน เมื่ออัดเสียงก็ให้“สุเทพ วงศ์กำแหง”ขับร้อง ในเวอร์ชั่นแรก เสร็จเมื่อ ๑ มิ.ย. ๒๕๓๑ ลงในอัลบั้ม“ความลับของฟ้า” วางตลาดเมื่อ มิ.ย. ๒๕๓๑ ในเนื้อหาของเพลงนี้ก็สื่อถึงนักศึกษา-นักคิด-นัก
อ่านต่อ
จินตนาการ ตลอดถึงผู้ทำงานทั้งหลาย ไม่ว่าการบริหาร การเมือง ธุรกิจ วิชาการ หากมีแต่คิดเพ้อฝัน ให้เห็นถึง “การหลงอยู่แค่ความรู้”หรือ“ตรรกะ”อันพริ้งเพริศเลิศ เลอฝันหวาน ชวนใจยิ่ง มันก็เพ้อฝันปั้นแต่งสารพัด ได้ ทั้งนั้น แต่“ความคิด”มันเกินจริง มันเป็นไปไม่ได้ถมไป สวยหรู ฝันหวานเฟื่องฟุ้งไป ไพเราะยิ่งใหญ่ได้ แต่ใน ทางปฏิบัติจริงมันไม่สามารถทำให้เกิดให้เป็นได้เลย มีมากมาย “จะปั้นทรายให้เป็นแผ่นทอง ...เอาฟ้ามาก่อเป็นภูเขา ...ปั้นน้ำให้เป็นแผ่นผาค้ำแผ่นดิน” ก็เท่ากับฝันเพ้อ ว่า “...เอาน้ำลายปั้นเป็นบ้านเมือง เอาความรู้ที่ขายได้ ความรู้ที่คนหลงยกย่องนับถือในโวหารคารมการแสดงอวด ว่าจะเป็นจริง ...ปั้นลมโดยหวังให้เป็นเสาค้ำอะไรต่ออะไรไว้ ...มันจึงเหมือนเหล่าผู้รู้มากมาย ที่เอาแต่“หลงความรู้” แล้วก็“เชื่อว่าความรู้ของตนเลิศลอยวิเศษ” แล้วก็ขาย“ความรู้” พึ่ง“ความรู้”อันลึกล้ำของตนนั้นแหละเลี้ยงชีพได้ เพราะคน“เอาแต่เชื่อความรู้-เชื่อปรัชญา”มีมากมายในโลก พระพุทธเจ้าทรงสอนมรรคผลที่เกิดที่เป็นได้ เป็นนามธรรมที่ลึกล้ำ เป็นโลกุตระ และยอกย้อน แย้งโลกียะ ทวนกระแสโลกียะ ดูเหมือนมันสุดโต่ง เห็นตามได้ยาก(ทุทฺทส) รู้ตามได้ยาก(ทุรนุโพธ) เกินจะเชื่อได้ง่ายๆ แต่“ความรู้”ของพระพุทธเจ้านี้ล้วนสามารถปฏิบัติได้จริงๆ สำเร็จเป็นจริง แม้เป็นโลกุตระ เป็นคนละขั้วกับชาวโลกเลยจริงๆ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ยืนยันชัดเจนว่า หากตราบใดมีผู้ สัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ โลกไม่ว่างจาก“อรหันต์” ประเทศไทย ณ ปัจจุบันนี้ มีความจริงนี้กำลังเกิดอยู่ยืนยันความจริงแท้ มีให้เห็นเป็นปรากฏการณ์จริง โปรดศึกษากันดีๆเทอญ. “สมณะโพธิรักษ์”(๓ ม.ค. ๒๕๖๐)