จิตวิญญาณเทวดา จิตวิญญาณผี สมมุติเทพ อุปปัติเทพ วิสุทธิเทพ.docx
เนื้อหาในไฟล์
จิตวิญญาณเทวดา จิตวิญญาณผี สมมุติเทพ อุปปัติเทพ วิสุทธิเทพ พ่อครูว่า... สมมุติเทพคือคนยังหลงเลอะอยู่กับโลกียะ ยังวนเวียนอยู่ในบาปเวร ในทุกข์สุข เป็นเทวดาขี้เก๊ เทวดาไม่จริง เทวดาโลกียะ ต่อให้เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง คุณก็จะต้องเวียนวนอยู่ในนรกสวรรค์ ยังกินเนื้อสัตว์ ยังฆ่าสัตว์ ศาสนาที่เขาไม่ฆ่าสัตว์เลยมีไหม ศาสนาอื่น ไม่นะ ศาสนาพุทธนี่ข้อ 1 เลย ศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ มีฮินดู ฮินดูที่เคร่งๆเป็นศาสนาเก่า เป็นต้นตอของศาสนาพุทธนี่แหละ เพราะฉะนั้นเริ่มต้นที่เก่ยวกับสัตว์ สมมุติเทพเป็นเทวดา เทวดาหมายถึงจิตสูง แต่จิตสูงในความหมายของเทวดานั่นคือเทวะ แปลว่า 2 เขายังแยกไม่ออกว่า 2 นี่คือ ถ้าเทวดายังติดสุข เทวดาจตุ เทวดาดาวดึงส์ เทวดายามา อะไรเหล่านี้น่ะ เทวดายังมีสวรรค์ ก็เป็นเทวดาสมมุติ ยังไม่รู้เรื่อง ถ้าจะเป็นเทวดาก็ขอเป็นเทวดาสวรรค์ เป็นสวรรค์อุปาทาน เป็นจตุมหาราชก็อุปทานแล้วเลวร้ายด้วยเพราะจะต้องสร้างอำนาจให้ยิ่งใหญ่ เป็นเจ้าโลกทั้ง 4 ทิศ จตุคือสี่ มหาราชยิ่งใหญ่มาก ถ้าได้มาดังใจเป็นดาวดึงส์ เป็นเมืองสวรรค์ที่สมใจ เป็นอาการที่ 33 ตวติงสะ ซึ่งเป็นอาการเก๊ไม่มีจริง คนมีแค่อาการ 32 เพราะฉะนั้นอาการอีกหนึ่ง เก๊ สมมุติเอาแล้วก็นึกว่าเป็นจริงแล้วคนก็เป็นจริง นั่นแหละผีหลอก เป็นเทวดาหลอกคุณ ผีแท้ๆ หนักกว่าผีปอบ ผีกระสืออีก ผีกระสือนี้เลือกกินลำไส้เลยนะ ชอบกินเครื่องใน ผีเปรต เปตู ผู้ตกต่ำ เปตะ ผู้โง่ ผู้ตกต่ำ เดรัจฉาน พวกขวางทางนิพพาน ยังไม่เจริญ อวินิปาตะ พวกขี้กลัวจะทำดี พวกขี้กลัวที่จะเป็นโลกุตระ พวกขี้กลัวจะมาเป็นชาวอโศก เป็นพวกอสูรทั้งนั้น อสุรกาย นอกจากอสูรกายขี้กลัวแล้วยังขี้โง่ด้วยโง่น่ะ ไม่รู้จักสิ่งที่ควรใกล้แล้วก็ไม่มาใกล้ แย่เลย เพราะฉะนั้นคนที่ยังไม่รู้จักความเป็นมน
อ่านต่อ
ุสโส ยังหลงเทวดาหลงผีอยู่ ถ้าชั่วก็ว่าเป็นผี ถ้าดีก็ว่าเทวดาแค่นั้นเอง เข้าใจง่ายๆตื้นๆแต่เป็นโลกียะ ก็ดีไปขั้นหนึ่ง ไม่ทำชั่ว ไม่เป็นสัตว์นรก ไม่เป็นผี แต่ก็เป็นผีฆ่าแกงคนอยู่ทุกวันนี้ เทวนิยมเขาไม่รู้เรื่อง แต่พุทธรู้เรื่องแล้ววางศาสตรา วางอาวุธแล้วมีแต่เอ็นดูกรุณา หวังดีเอ็นดูสัตว์ หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ นี่คือสัจธรรมที่ยิ่งใหญ่ เมืองไทยจะเป็นตัวอย่างที่มีคุณธรรมอันคลาสสิคอันนี้ เป็นโลกุตระธรรม ศีลข้อ 1 นี่แหละ แต่ทุกวันนี้เขาไม่เข้าใจแล้ว ปฏิบัติศีลอะไร ไปเรียนไปบวชให้ได้เปรียญแล้วมีตำแหน่งใหญ่โตอยู่ในวงการศาสนา เป็นเจ้าคุณ เป็นอนุศาสนาจารย์เลี้ยงชีวิตไปชาติหนึ่งๆ ก็เป็นโลกีย์อยู่อย่างนั้นไม่ได้โลกุตระ ผู้ที่ออกมาบวชก็เพราะว่ารู้เวทนาในเวทนาที่เป็นมโนปวิจาร 18 เรียนรู้ทุกข์ ออกจากทุกข์ตั้งแต่กาม ปฏิฆะ แล้วรู้ว่าทำจางคลายได้ แต่เขาแค่กดข่ม ระงับง่ายๆตื้นๆ เผินๆไม่ได้รู้ถึงขั้นปัญญา ญาณ แล้วละเลิกจิตเจตสิก ถึงขั้นมีมโนปวิจาร เรียนรู้สุขทุกข์ เนกขัมมะคือออกจากสุข ออกจากทุกข์ ท่านไปบอกว่าออกจากกาม ก็กามนั่นแหละมันใคร่อยาก อยากได้สมใจก็สุข ไม่สมใจก็ทุกข์ “ใคร่อยาก”เป็นเหตุของสุขทุกข์ออก ได้เนกขัมมะข้อแรก ออกจากสุขทุกข์ ตั้งแต่เริ่มต้นกาม ออกจากกามก็ไม่ได้เรียนรู้จริง ไม่ได้มาปฏิบัติจริง พวกเรามีบารมีเรียนมา ยังมีคนที่เพิ่งเริ่มต้นที่ติดตามฟังอาตมาอย่างน้อยไม่มีอคติ แต่ก็ถูกเถรสมาคมไปครอบงำไว้ว่าโพธิรักษ์ไม่ใช่ศาสนาพุทธ เป็นพวกทำลายศาสนาพุทธ อย่าไปฟังอย่าไปนับถือ ก็ถูกเขาครอบงำง่ายๆก็ไปเชื่อเขา ก็ไม่ได้ฟังธรรมอาตมาหรือฟังก็เพ่งโทษ ไม่มีความยินดี ไม่มีความพอใจที่จะฟัง แต่ถ้าคุณฟังด้วยฉันทะ ฟังแล้วมนสิการไป ทำใจในใจตามที่อาตมาแนะนำโดยมีผัสสะเป็นปัจจัยเป็นสมุทัย มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง แล้วคุณก็ปฏิบัติเป็นสมาธิได้ สติคุณก็จะใหญ่ขึ้น ปัญญาคุณก็จะอยู่เหนือ คุณมีแก่นวิมุติ สุดท้ายคุณก็เป็นอรหันต์ เป็นอมตะ ก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ นี่คือมูลสูตร เป็นรากเหง้าของสัจจธรรม 10 หลัก คำสอนพระพุทธเจ้านี่หลักเกณฑ์ต่างๆที่ได้อธิบายแล้วฟังดีๆพวกเราจะเข้าใจ อาตมาขยายความให้เข้าใจดีๆ พูดทวนพูดซ้ำ ได้ใหม่ขึ้นมาอีก พวกเราจะได้อนิสงฆ์ 5 ประการในการฟังธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นี่เขาเอาของมหาบัวมาพูดมาเผยแพร่เหมือนของมหาบัวเอง มีการไปออกอากาศอยู่โดยไม่บอกว่าของพระพุทธเจ้านะ บอกว่าของมหาบัว พวกเราฟังธรรมแล้วเข้าใจก็จะได้ปฏิบัติประพฤติจริงๆ พวกคุณเป็นคนเจริญ เป็นอริยบุคคลจริงๆที่อาตมาพูดอย่างนี้ ไม่ใช่มายกย่องป้อยอยอเล่นๆ มันเป็นคนรู้จักสัจจะ เป็นผู้มีปฏิภาณปัญญาชัดเจน ชีวิตนีเนอะแต่ก่อนก็ไปหลงบ้าๆบอๆอยู่ทางโน้น อย่างญาดาคนนี้ก็เป็นไฮโซ ไปหมดทุกวงการ เสร็จแล้วก็มาอยู่อย่างนี้ ผมเผ้าก็ไม่ย้อมแล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อนแล้วก็ หงอกได้ที่ไหน ย้อมเจ้าซะเลย เดี๋ยวนี้ก็ไม่หัวซาแล้ว ผมจะหงอกก็ช่างผม มันก็เป็นไปตามธรรมของมัน ผู้ที่ได้เข้าใจทิศทางความเป็นจริงของชีวิต เลิกไปหลงเทวดา เลิกไปหลงเป็นผี มาเป็นมนุสโส คนที่ยังไม่มีศีล 5 ยังไม่ใช่มนุสโสยังไม่ใช่คนเจริญ ยังไม่ใช่อริยกะ อย่างพวกสร้างอาวุธฆ่าคน ฆ่าอะไรอยู่สร้างสิ่งที่มอมเมา ยังงมงายอยู่ในเรื่องของสัตว์เป็น สิ่งที่เป็นพิษ สิ่งที่ปรุงแต่งมอมเมากัน เห็นแล้วอาตมาก็ว่ายากจริงๆ อย่างรายการโทรทัศน์นี่ชวนกันปรุงแต่งไปกิน “ชีพจรลงพุง” Eater อาตมาแปลว่าจอมแดก แสวงหากิน มันอร่อย มันสุดยอด มันมัวเมา มอมเมาสุดยอด หลงรูปรสสัมผัส ศีลข้อ 3 ไม่เคยรู้สึก ไม่เคยสังวร แม้แต่บวชเป็นพระเป็นเจ้าแล้ว “อาหารวันนี้อร่อยโยม” ตายๆๆๆ ไม่ได้เข้าใจ ไม่ได้รู้เรื่อง บวชมามันน่าละอาย ไม่มีความละอายเลยแม้แต่เรื่องรสอาหาร นี่ก็วิจารณ์ให้ฟังถึงเรื่องสัจธรรมต่างๆ ก็เป็นการตำหนิ พูดให้รู้เรื่อง ให้สังวร ให้ระวัง พูดให้เนกขัมมะ เป็นฆราวาสก็เนกขัมมะได้ ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ละกาม ละปฏิฆะ ละกิเลสไป เพราะฉะนั้น ผู้ที่ อุปปัติเทพคือเทพที่รู้จักการเกิดของจิต โอปปาติกะโยนิ อุปปัติเทพ จิตเรามีกิเลสและเราก็รู้จักกิเลส จนกระทั่งสามารถเห็นชัดเจนว่ากิเลสนี้น่าละอาย กิเลสนี้น่ากลัว หิริโอตตัปปะ ศรัทธา ปัญญาเจริญเข้าที่เลย ก็ลดละ ลดละมา พยายามพากเพียรแม้จะเห็นว่ากิเลสมันยังยึด ยังติด มันยังมีอาลัยอาวรณ์ ก็ลดลงๆ จนกระทั่งจิตของคุณเป็นกลาง อย่างอาตมานี้ พยายามดึงความอร่อยขึ้นมา กินอาหารก็พยายามบอกปรุงมาเลยสุดฝีมือ ละเว้นเผ็ดอย่างเดียว เขาก็พยายาม เอ๊..ทำไมปรุงรสมายังไม่เห็นอร่อยสักที ใครจะปรุงรสอาหาร อร่อยๆให้อาตมาลองดูเลยจะให้รางวัล อย่างว่าล่ะปรุงมา อย่างว่าล่ะเดี๋ยวจะโดนเซ็นเซอร์ ก็เลยไม่ค่อยได้กินที่ปรุงมา ลองดู อย่าให้มันเป็นพิษเป็นภัยมาให้อาตมาฉัน ระวังเครื่องปรุงแต่งข้างนอก อาตมาว่าเดี๋ยวอาตมาจะภูมิคุ้มกันแย่พอดี ไม่เห็นจะมีอะไรเลย มันก็ไม่มีปัญหาหรอก มันก็มีธาตุสารอาหารที่สมบูรณ์แบบตามโภชนาการก็ใช้ได้ มันก็ใช้ได้ทุกอย่าง มันมีหมดแหละจะว่าไปแล้ว _สู่แดนธรรม… ถ้าอาหารรสอร่อยแล้วจะมีผลดีกับพ่อท่านอย่างไรครับ พ่อครูว่า..มันก็จะกินได้ไม่ทรมาน อาตมากินข้าวบางที 2 ชั่วโมง กว่าจะจบ กว่าจะพอได้ปริมาณ มันไม่ถูกรสอะไรล่อเลย มันก็กินยากไง มันค่อยๆกินให้ได้ปริมาณพอเลี้ยงขันธ์ มันไม่อร่อยเลย มันไม่มีรสอร่อย รสอร่อยมันตายไปจากจิตอาตมา อันนี้อาตมาพูดแล้วก็เหมือนคนดัดจริต เล่นลิ้นทำโก้ อาตมารู้เวทนาของอาตมามันมากเกินไป มันเวอร์ มันเลยเถิด มันควรจะต้องมาเข้าใจ เห็นเขาอร่อยก็อนุโลมกับเขาบ้าง แต่เราไม่ติดแล้วล่ะ ทำอย่างไรก็ไม่ติดแล้ว แต่เขาก็ว่าเขาปรุงมาเต็มที่นะรสอร่อยของเขา แต่อาตมามันทิ้งหมดเลยรสอร่อยของใครก็ทิ้ง อาตมาก็เลยยังไม่เห็นมีอร่อยสักที _สู่แดนธรรม…อย่างว่าพ่อท่านฆ่าผีหมดแล้ว ผีที่เป็นอารมณ์ พ่อครูว่า… ใช่ มันไม่ผี เทวดาก็ไม่มี จริงๆอาตมาไม่เป็นทั้งเทวดาหรือผี อาตมาเป็นวิสุทธิเทพ เป็นจิตที่วิสุทธิ อาตมาพูดง่ายกับพวกเรา แต่กับคนอื่นเขาจะหาว่าหลงตัวหลงตนเป็นวิสุทธิเทพ วิสุทธิเทพ คือ ผู้ที่บริสุทธิ์แล้ว สะอาดบริสุทธิ์หมดทุกอย่าง ไม่มีแม้สุขทุกข์ ไม่มีแม้บาปบุญ วิสุทธิเทพก็คืออรหันต์นั่นแหละ อาตมาก็เป็นอรหันต์จริงๆไม่ได้พูดเล่น ทุกวันนี้อาตมาก็สบาย ไม่ได้มานั่งมังกุ ไม่ได้เหนียมเขิน พูดด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์ พูดธรรมะทุกอย่างสะดวก เพราะไม่ได้ปิดบังอะไรเลย _สู่แดนธรรม..ถ้าอย่างนั้นมันคงมีผีหลอกชนิดที่ละเอียดลออมากอยู่ พ่อครูว่า… จะให้ผีแปลงตัวเป็นเทวดามาหลอกอาตมาไง ใครจะทำผีเป็นเทวดามาหลอกอาตมาได้บ้าง ก็ลองดูสิ _สู่แดนธรรม…ผีที่หลอกแบบที่รู้ได้ยากที่สุดก็คือวิสุทธิเทพปลอม อรหันต์ปลอม อันนี้ถือว่าเป็นผีชั้นสูงได้ไหมครับพ่อท่าน พ่อครูว่า… มันคงไม่ได้หรอก ก็ไม่รู้ล่ะ ก็ลองดูสิ วิสุทธิเทพไม่มีปลอม ปลอมอยู่คุณจะไปเรียกว่าวิสุทธิได้อย่างไร วิสุทธิมันไม่ปลอมแล้ววิสุทธิ เอาพยัญชนะมาเบี้ยวบาลี คุณเอาเก๊ไปใส่วิสุทธิเขาได้อย่างไร อาตมาจึงแยกอรหันต์เก๊ได้ ถึงได้พูดถึงได้บอก ว่าเก๊ เพราะฉะนั้นการฉันมื้อเดียว มีคนค้นพระไตรปิฎกมาให้ รวมพระสูตร ภิกษุฉันมื้อเดียว 1.จุลศีล(เล่มที่ 9 ข้อที่ 1) 2.วิตถตสูตร (อุโบสถ ๘ ประการ ) (เล่มที่ 13 ข้อ132) 3.กีฏาคิริสูตร คุณของการฉันอาหารน้อย(เล่มที่ 13 ข้อ 222) 4.กกจูปมสูตร ประโยชน์ของการฉันอาหารมื้อเดียว(เล่มที่ 12 ข้อ 263) 5.อุโปสถสูตร (เล่ม 20 ข้อ 510 ) 6.ภเวสิสูตร (เล่ม 22 ข้อ 180 ) 7.พระภัททาลิฉันอาหารหนเดียวไม่ได้ (เล่ม 13 ข้อ 161) (บอกว่าพระพุทธเจ้าให้ฉันมื้อเดียว พระภัททาลิไม่เห็นด้วยที่ทรงบัญญัติให้ฉัน 1 มื้อ ต่อมาได้ยอมรับ) พ่อครูว่า…ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าให้ฉันมื้อเดียวมีพระสูตรต่างๆที่ได้อ่านไปแล้ว แม้แต่ในจุลศีลก็มีอยู่ชัดๆ แต่เขาบอกว่าไม่มีพระพุทธเจ้าบอกให้ฉันมื้อเดียวมีที่ไหน แม้แต่ศัพท์ที่เขาว่าให้ฉันแต่ที่นั่งแห่งเดียว เขาก็แปลกันก็ยังไม่รู้ ฉันมื้อเดียวนี่ก็เหลือแหล่แล้วชีวิต อาตมานี่ทรมานฉันวันๆหนึ่งกว่า 2 ชั่วโมงกว่าจะเสร็จ มันไม่อร่อยก็เลยฉันไปได้บ้างแต่ก็พยายาม อาตมามันมากไป อาตมาบำเพ็ญมาก จนกระทั่งกลายเป็นยังยากที่จะดึงกลับคืนมา สัญญาณมันดึงกลับคืนยาก ในจุลศีลก็มีบอกว่าฉันมื้อเดียว สมณโคดมฉันหนเดียว ไม่ฉันในยามวิกาล ฉันหนเดียวอยู่ในจุลศีล ข้อ 1 พระไตรปิฎกเล่ม 9 เพราะฉะนั้น จิตที่เป็นผีหรือเป็นเทวดา ถ้าเข้าใจเทวดาสมมุติแล้วลดความเป็นเทวดาสมมุติ ไม่ไปหลงเป็นจตุมหาราช ดาวดึงส์ ยามา นิมาณรดีอะไรพวกนี้ สวรรค์ก็คือแดนหรือภพของคนที่ยังอวิชชา ยังไม่เข้าใจว่าต้องเลิกสวรรค์นี่แหละคุณจึงจะเลิกนรก เขาก็ไปสอนกันแต่ให้เลิกนรกหรือเลิกทุกข์แล้วเขาก็ไม่เข้าใจว่า เรื่องสุขเรื่องทุกข์เป็นสิ่งเดียวกัน มันก็เลยไม่มีทางสำเร็จ ไม่มีทางจะหลุดพ้นอะไรได้ พวกเราเรียนดีๆเทวะแยกให้ออก มันแยกไม่ได้ 2 อย่างนี้ สุขกับทุกข์ หรือแม้แต่กายเรื่องภายนอกภายในก็แยกไม่ได้ เรียกว่าเทวะแปลว่า 2 เพราะฉะนั้นจะมาแยก 2 ได้ต้องเข้าใจว่าอาการ 2 อยู่ใน 1 สุขเป็นหนึ่งหรือทุกข์เป็นหนึ่ง แต่สุขทุกข์มันอยู่ด้วยกัน เผลอไม่ได้ เผลอปั๊บมันเป็นมายาหลอกเลย ต้องสิริมหามายา ผู้ใดทำจิตให้เป็นสิริมหามายาได้ เท่ากับผู้นั้นเป็นสิทธิธัตถะ สิริมหามายาก็เป็นสิทธัตถะ ทำจิตตัวเองให้เกิดเป็นสิทธัตถะ สิทธัตถะคือผู้ที่เลิกกิเลสตัณหาได้หมดสำเร็จแล้ว เป็นผู้สำเร็จในสิทธัตถะในเรื่องของกิเลส ไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นคุณจะมาเป็นสิริมหามายานี่ คุณจะอยู่กับสุขกับทุกข์ คุณจะอยู่กับโลกเขานี่อย่างอนุโลมปฏิโลม ได้เหมือนเล่นกล แต่ไม่เล่นกลหลอกคุณมีอยู่จริง คุณอนุโลมกับเขาได้ อย่างอาตมาอนุโลมกินอร่อย อาตมาว่าอาตมาไม่ติด เพราะเป็นสิริมหามายา มีสิทธัตถะอยู่กับตัวแล้ว สิทธัตถะคือผู้ที่สำเร็จแล้วในการทำกิเลสตัณหาออกหมด นี่แปลภาษาให้ฟังไทยๆง่ายๆ _สู่แดนธรรม . ..แปลว่าผู้มีความสำเร็จในประโยชน์อยู่ พ่อครูว่า…ก็ได้ เป็นผู้ที่หมดแล้วเรื่องกิเลสตัณหาของท่าน เป็นผู้ที่สำเร็จหมดแล้ว ผู้สำเร็จประโยชน์อะไร ในคนเรามีประโยชน์อย่างยิ่งอะไร คุณไปล่าลาภ ได้ลาภเยอะเป็นประโยชน์ โอ้..คุณจะหลงอยู่อีกนาน อีกกี่ชาติไม่รู้ น่าสงสารคนที่มาบวชเป็นภิกษุ ได้ลาภมาโดยการครอบงำเขา ขออภัยนะพูดชัดๆหลอกให้เขามาทำทานบริจาค หลอกให้เขามาบริจาค รวยลาภยศเละเลย มหาบัวนี้ยังดีอยู่อย่าง หลอกให้เขามาทำทาน แต่ไม่เอามาไว้เป็นของตัว แต่เอาไปฝากไว้ในคลังของประเทศเป็นดอลลาร์บ้าง เป็นทองคำบ้างเต็มประเทศ มหาบัวติดไปเป็นตัวกูของกู สมบัติของประเทศ ข้าเป็นคนหาเข้าคลังนะ มหาบัวไม่อยู่หรอก เป็นจิ้งจกตุ๊กแกเฝ้าทรัพย์ เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ภาคภูมิใจมากแล้วได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขเพราะทำงานอันนี้ จนกระทั่งสถาบันหลักเชื่อมโยงเลย ซึ่งมองในโลกียะก็ดูดี แต่มองในโลกุตระแล้วเนี่ย มหาบัวก็บอกว่าหลงกระทั่งเป็นอรหันต์ เพราะโลกียะพวกนี้ครอบงำจิตตัวเองว่าตัวเองทำสำเร็จยิ่งใหญ่ แล้วไปหลงหลับตาแล้วปึ้งบรรลุ แล้วจำวันที่เวลาบรรลุได้ด้วยนะ ซึ่งมันเป็นเดียรถีย์แท้ๆเป็นเรื่องของโลกโลกีย์ ขอย้ำอีกทีว่า หยุด อวิชชาเป็นผี อย่าไปหลงผีเป็นเทวดา หยุด ไปหลงนั่งหลับตานั่นน่ะไปเมืองผี แล้วไปหลงว่าเป็นเทวดาเหมือนอย่างมหาบัวหลงแล้วก็นั่งหลับตาเป็นเดียรถีย์ทั้งนั้น แล้วจะหลงเช่นนี้ก็เป็นตัวอย่างกันอยู่นี่ ขออภัยอาตมาวิพากษ์วิจารณ์หนัก ก็เอาก็วิพากษ์วิจารณ์มานานแล้วไม่อยากให้เป็น อาตมาสงสารก็เห็นอยู่ว่าตกอยู่ในวัฎสงสาร จมอยู่ในมิจฉาทิฏฐิและอวิชชาอยู่ ใครจะกล้ามาว่ามหาบัวอย่างนี้บ้าง ว่าออกอากาศถ่ายทอดไปทั่วโลก ขอบคุณมหาบัวที่อาตมาบังอาจไปหยิบมาเป็นตัวอย่างในการใช้อธิบายธรรมะ เพราะพฤติกรรมปรากฏการณ์จริงอยู่ในสังคม อาตมาไม่ได้พูดลอยลม พูดมีเหตุปัจจัยจริงอ้างอิงได้ เพราะอันนั้นมันผิด ไม่ได้ชังมหาบัว อาตมาสงสารมหาบัว ไม่ได้ข่มคุณเพื่อจะยกตัวเอง อาตมาไม่ต้องยกตัวเองเลย เพราะยกอย่างไร เขาก็ไม่ขึ้นให้หรอก สัจธรรมเท่านั้นถ้าคุณเห็นสัจจธรรมที่อาตมา คุณจะเข้าใจ สมณะเดินดิน…ผี มีพระสูตรอธิบายให้เห็นว่าสิ่งที่พ่อครูพูดนี้สัมพันธ์กับสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เรื่องสังวาสสูตร พูดถึงเรื่องผัวผีเมียผีอยู่ด้วยกัน เดี๋ยวนี้เขาใช้คำว่าสามี สามีในโลกนี้ยังฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ดื่มสุราเมรัย เป็นคนทุศีล มีบาปทำ มีใจอันมลทิน มีความตระหนี่ครอบงำ มีข้อสุดท้ายแถมด้วยว่า ด่าและบริภาษสมณพราหมณ์ อันนี้คือผัวผี ความจริงตัวเองเป็นคนฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ อันนี้ก็แย่อยู่แล้ว ยังด่าว่าสมณะพราหมณ์ เห็นว่าเป็นผีทิฏฐินี่น่ากลัวมากเลย ส่วนผัวผีเมียผีก็เหมือนกัน ภรรยาเขาก็ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ประพฤติผิดในกาม ด่าบริภาษสมณะพราหมณ์ นี่ถ้าอยู่ด้วยกันผัวก็ผีเมียก็ผีก็เรียกบ้านผีสิง บางทีได้ยินเสียงตูมตามตูมตามก็ให้ได้รู้ว่า มีผีสิงอยู่ ที่พ่อครูมาสอนนี่ตรงในพระไตรปิฎก ในพระไตรปิฎกก็ระบุไว้อย่างนี้แหละ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ถ้าเป็นผัวก็ผัวผี ถ้าเป็นเมียก็เมียผี แถมอีกว่า ตัวเองทำผิดยังไม่พอ ยังด่าบริภาษสมณพราหมณ์อีก ทำบาปอยู่แล้วยังไปด่าบริภาษให้ซ้ำบาปลงไปอีก พ่อครูว่า… อาตมาพูดศีลข้อที่ 1 พูดอยู่แค่นี้แต่ที่จริงอาตมาสอนอภิธรรม ผู้ปฏิบัติศีลเรียนรู้เรื่องศีลและปฏิบัติศีลได้ผลเรียกว่า อานิสงส์ของศีล 10 ประการ ในกิมัตถิยสูตรข้อที่ 1 การได้ อานิสงส์ 10 ของศีล กุสลานิ สีลานิ อนุปุพเพนะ อรหัตตายะ ปูเรนตีติ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมยังอรหัตผลให้บริบูรณ์ไปตามลำดับ 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) . 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) . . 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) . 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208)
พ่อครูว่า…พระพุทธเจ้าอธิบายว่าศีลมีอานิสงส์ถึงจิต อานิสสงส์ของการปฏิบัติศีลไม่ใช่ได้แค่กายกับวาจา คุณเลิกได้คุณจะไม่เดือดร้อนเนื้อร้อนใจ อวิปฏิสาร คุณจะเห็นสัตว์เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นจริง ไม่เอามาค้าขาย มาหลอก มาล่อ มาปรุงแต่งกินกันเข้าไป มอมเมากันเข้าไปจนกลายเป็นโรค เป็นภัย เป็นพิษ เห็นโทษภัยในสิ่งเหล่านี้ ต่อมาผู้ที่มีอานิสงส์ได้ก็จะมีปามุชชะมีความยินดี เราหลุดพ้นไม่ละเมิด จิตก็จะพัฒนานี่เรียกว่า เป็นอานิสงส์ของศีล สัมมัปทาน 4 สติปัฏฐาน 4 ในการปฏิบัติศีล เอาข้อเกี่ยวกับสัตว์นี่แหละ คุณก็เอามาระวังกาย เวทนา จิตธรรมที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ เกี่ยวข้องกับเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์คุณจะเอามาทำอะไรถ้าไม่เอามากิน เอามาพิจารณาละเลิก เลิกได้ไม่เดือดร้อน ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่เกี่ยวกับสัตว์ ไม่ต้องมารักมาชัง มาค้ามาขาย ผู้ที่เลิกมาได้แล้วจิตไม่เดือดร้อนเป็นอานิสงส์ศีลข้อที่ 1 จิตยินดีสูงส่งขึ้นไปเป็นปิติอิ่มเอมใจ เกิดความสงบปัสสัทธิ สงบเพราะกิเลสของคุณลด ไม่ใช่สงบเพราะไปสะกดจิต ไม่ใช่ไปนั่งสมถะ ไม่ใช่หนีจากของจากคน..ไม่ใช่ มันมีสุข 2 อย่าง สุขอย่างที่กิเลสลด นี่คืออุปปัติเทพไปถึงวิสุทธิเทพ ไม่ใช่สุขที่ไปเสพสุข เสพทุกข์ อยู่แบบสมมติเทพ ไม่ใช่ สุขที่ลดลำดับเหตุแห่งทุกข์หมด วิสุทธิก็หมดสุขหมดทุกข์เลย อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเมื่อปัสสัทธิ เมื่อสงบแล้วจิตจึงตกผลึกจิตสะอาดแบบนี้นะแบบกิเลสลดนะ สมาธิเป็นประมุขของจิต เป็นประมุขเพราะจิตตั้งมั่น เป็นสมาธิโตเป็นเจโตปริยญาณ 16 รู้จักกิเลส ราคะ โทสะ โมหะแล้วทำให้กิเลสลด เป็นสมาหิตตัง เป็นวิมุตติ อวิมุตติ จึงเป็นจิตตั้งมั่นที่เป็นโลกุตระ ไม่ใช่จิตตั้งมั่นแบบเดียรถีย์ ดาบสทั้งหลายแหล่ที่ยังไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่ เป็นจิตตั้งมั่นที่เป็นสมาหิโต เกิดรู้มีเจโตปริยญาณ 16 เลย นี่เป็นสมาธิของพระพุทธเจ้า ยถาภูตญาณทัสสนะ รู้รอบรู้ถ้วน รู้ยิ่งในความจริง นิพพิทาก็เกิด วิราคะก็เกิด สุดท้ายวิมุตติญาณทัสสนะ นี่คืออานิสงส์ 10 ประการของการปฏิบัติศีล เพราะฉะนั้นใครที่ปฏิบัติสอนกันอยู่ ควบคุมกายวาจาที่ผิด ถ้าจะทำสมาธิก็ไปหลับตาทำ ศีลก็ควบคุมกายวาจา เขาอธิบายกันอย่างนี้มันตรงกับคำสอนพระพุทธเจ้าตรงไหนล่ะ อนุสาสนีปาฏิหารย์ เห็นไหมว่ามันเพี้ยนผิดกันไปไกล ไปแยกศีลกับสมาธิของพระพุทธเจ้าออกจากกัน ผิด ศีลทำให้เกิดสมาธิก็ชัดเจนอยู่ในอานิสงส์ 10 ประการ สมาธิเกิดจากการปฏิบัติศีล ข้อ 6 นะ สมาธิ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการนั่งสะกดจิต ขอย้ำอีกตีหัวเข้าบ้านอีก นั่งหลับตาเลิกได้แล้ว มันผิด มันเดียรถีย์ มันเสื่อมหนักจริงๆศาสนาพุทธ อาตมาไม่รู้จะทำอย่างไร _สู่แดนธรรม...แสดงว่าลำดับขั้นทั้ง 10 ข้อเป็นเหตุเป็นผลส่งกันมาเรื่อยๆ พ่อครูว่า… สมาธิเกิดจากการปฏิบัติธรรมอย่างสัมมาทิฏฐิ อย่างนี้ต่างหากที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ เพราะฉะนั้นยิ่งพูดก็ยิ่งเห็นความเสื่อม อาตมาก็ต้องพูดไปปากเปียกปากแฉะ คนที่ไม่รู้ก็ไปค้านแย้งกับคำสอนอาจารย์ของเขา เขาก็หาว่าอาตมาเป็นอะไร มันน่าสงสารเขาไม่รู้จริงๆ ไม่ได้โกรธเคืองอะไร สมณะเดินดิน... สรุปจบ มีผู้แยกไว้ว่าศีลต้องไปที่สันติอโศก สมาธิต้องไปที่ธรรมกาย และปัญญาต้องไปที่สวนโมกข์ซึ่งมันไม่ถูกต้อง ศีล สมาธิ ปัญญา ต้องไปด้วยกัน 660621 ศีลที่เป็นกุศลย่อมยังความเป็นอรหันต์โดยลำดับ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก