ต้องเป็นคนมีจิตอาริยะจึงจะอยู่กับหมู่ชาวอโศกอย่างเป็นสุข.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.79 KB
วันที่แก้ไข24 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

ต้องเป็นคนมีจิตอาริยะจึงจะอยู่กับหมู่ชาวอโศกอย่างเป็นสุข _สู่แดนธรรม . กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพครับ วันนี้ผมขอลางานพ่อครูหนึ่งวัน ไปงาน 33 ปีศิษย์เก่าศีรษะอโศก และผมขอเสนอประเด็นหนึ่ง ตอนที่พ่อท่านเคยพูดว่า ต่อไปประเทศไทยจะเป็นมหาอำนาจในฝ่ายพระคุณ แสดงออกโดยความเมตตากรุณา มีความเอ็นดู และพ่อท่านก็มักตอกย้ำถึงองค์ธรรมอันครอบคลุมศีลข้อที่ ๑ มีความเมตตา มีความเอ็นดูและหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวง ผมก็นึกอยากรู้จักว่า สภาวะความเอ็นดูนั้น มาจากคำว่าอะไร ปรากฏว่า มาจากคำว่า ทยา และทยาปันนะ ครับ ทยา แปลว่า เอ็นดู เห็นอกเห็นใจ ส่วนทยาปันนะคือ การบรรลุเข้าถึงการมีเมตตากรุณา ซึ่งดูไปแล้ว คำว่า ไทย, คนไทย ก็น่าจะมาจากคำว่า ทยะ หรือ ทยา ที่มีการบรรลุเข้าถึงความเมตตากรุณาปรานี นี่เอง ซึ่งสภาวะนี้ย่อมมีความลึกซึ้งต่อผู้อื่นยิ่งกว่าคำว่า ไท ที่เป็นอิสระไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของใครเสียอีก พ่อท่านเห็นด้วยไหมครับ พ่อครูว่า… ทยา อันนี้เป็นรากศัพท์ของความเอ็นดู เข้าถึงความเอ็นดู อันนี้เป็นรากศัพท์ที่มันเป็นชื่อ ทยา หรือ ไท ประเทศไทย ท ย เมืองไทยจึงเป็นพวกทยา จิตวิญญาณเป็นผู้มีความเอ็นดู ทยาปันนะบรรลุความเอ็นดู จิตเข้าถึงคำนี้ วิจัยเรื่องนี้เข้าท่าดีมากทีเดียว เห็นด้วย เคยเทศน์ด้วยเนื้อหาด้วยภาษาเรื่องนี้ไปมากแล้วตรงกันชีวิตไม่มีอะไรดีไปกว่า อยู่เป็นคนที่มีชีวิตเพิ่มพูนการเสียสละเป็นอาการสุดท้ายของชีวิตนอกนั้นเราก็อยู่กับมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีมีญาติธรรม พึ่งเกิดพึ่งแก่พึ่งเจ็บพึ่งตายกันได้จริงๆ แล้วเราก็เป็นคนดีที่เขาไม่ได้เป็นหมาหัวเน่าอยู่ในหมู่กลุ่ม เราก็เป็นคนดีอยู่ในนี้ได้ นี่คือสุดยอดแล้วในชีวิตคนเรา หมดเรื่องทุกข์ อาตมาว่าไม่น่าจะทุกข์ นอกจากว่ามันโง่ คนที่อยู่ในสังคมของชาวอ

อ่านต่อ

โศก อาการที่คนอื่นเขาทำให้ทุกข์ มันน้อย น้อยจนแทบจะไม่มีนอกจากเราเองยึดติดมาก เรียกร้องมาก บำเรอตนเองมาก แล้วตนเองก็ทุกข์เพราะว่าตนเองโง่อยู่ตรงนี้อยู่ในนี้ เพราะฉะนั้น คนจะมาอยู่ในสังคมของชาวอโศกได้ มันไม่ใช่ธรรมดาอริยบุคคลเท่านั้น คุณคนหนึ่งถ้าเริ่มมาอยู่ได้คุณก็เริ่มเป็นอารยบุคคลแล้วถ้าอยู่ไม่ได้คุณก็ทุกข์ คุณมีตัวขัดแย้งกับหมู่ไม่เป็นอาริยะ ถ้าจิตเป็นอริยชน มันก็ขัดน้อยหรือจนกระทั่งไม่ขัด นอกจากไม่ขัดก็อยู่ด้วยกัน สนับสนุนเป็นสามัญญตา มีแต่พากันเจริญๆเป็นสุข นี่คือสังคมสงบสุขสุดยอด ความเสียสละ มันเป็นความลึกซึ้งสูงสุด เพิ่มพูนความเสียสละเป็นตัวสุดท้ายจากที่อาตมาเรียบเรียงพยัญชนะ 1. อิสระ 2. สบาย 3. สงบ 4. อบอุ่น 5. อิ่มเอม 6. เกษมใส 7. ใจเกื้อกูล 8. เพิ่มพูนการเสียสละ พยายามเอาภาษามาร้อยเรียงให้มันคล้องกันเป็นร่าย มาสัมพันธ์สัมผัสกันจำง่าย เป็นร่ายเป็นคำสัมผัส ซึ่งเป็นคุณสมบัติของการเป็นอยู่สุข ผู้ใดได้คุณธรรม 8 ตัวนี้ ได้กันบ้างไหม เอ้อ..ขานรับเนอะว่า ได้… เข้าใจความหมายของ 8 ตัวนี้ว่ามีความหมายอย่างไรแล้วเราก็มีสภาวะธรรมอยู่ด้วย มันเป็นจริงเราปฏิบัติธรรมมีผลสำเร็จอย่างนี้ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วสุดท้ายก็อยู่ได้คนเดียว นั่งสบายสงบแล้วก็ค่อยๆซึมหลับนิ่ง ผ่านวันไปด้วยความหยุดนิ่งไม่สดชื่น ไม่เบิกบาน กายกรรมวจีกรรมมโนกรรมก็ไม่กระปรี้กระเปร่าแววไว.. แต่ของเราคล่องแคล่ว เราไม่พัก เราไม่เพียร ถึงเวลาควรพักก็พัก ถึงเวลาเพียรก็เพียร แต่ละวันแต่ละวัน อาตมาอ้าวเช้าแล้วหรอ ก็ตื่นก็ทำงานไป ถึงเวลานอนแล้วหรอ ก็นอน วันๆเราก็อยู่กับการกระทำอยู่กับกิจที่ควรทำไป โดยเฉพาะกรรมหรือกิจที่ควรกระทำตลอดเวลาแต่ละวันๆ เราไม่ได้ทำชั่ว เราทำแต่ดีตามสมมติโลกและปรมัตถ์หรือโลกุตรธรรม จิตเราแต่ละวันๆเราก็ไม่ได้ทุกข์ สุขก็ไม่ได้เสพ นี่ยิ่งเป็นโลกุตระ ทุกข์ก็ไม่ทุกข์อยู่อย่างนี้เข้าใจอาการของทุกข์จริงๆมันไม่มีอยู่กับหมู่ สุขเราก็ไม่ได้ไปติดไปยึดอะไร 660623 ธรรมะพ่อครูไม่เหมือนใครตรงที่...คนทำตามบรรลุได้จริง พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน