เรื่องผี เรื่องจิตวิญญาณ เรื่องเทวดา เรื่องมนุสโส.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข22 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

เรื่องผี เรื่องจิตวิญญาณ เรื่องเทวดา เรื่องมนุสโส พ่อครูว่า… ทีนี้มาเข้าเรื่องผี เรื่องจิตวิญญาณ เรื่องผี เรื่องเทวดา เรื่องมนุสโส ฟังดีๆ จิตผี ภาษาไทย ผี ภาษาบาลีเป็นเรื่องของมาร เปรต สัตว์นรก อวินิปาตะ อะไรพวกนี้ต่างๆนาๆ พวกที่ตกลึกจนไม่รู้จะลึกยังไง อวินิปาตะ ตกลงไปในที่ต่ำ ในที่เสื่อม ในที่โง่ จิตของเรานี่แหละ มันเป็นอย่างนี้ อยู่ในตัวเรา ยังอวิชชา ยังเป็นจิตผี จิตตกต่ำ จิตไม่เจริญ การเจริญของจิตนั้น ขั้นที่ 1 เขาเจริญแบบโลกีย์ มันมีความเจริญอยู่ 3 ประการ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ 1. สมมุติเทพ เทพหรือเทวดา แปลว่า จิตเจริญ 2. อุปปัตติเทพ 3. วิสุทธิเทพ เป็นเทวดา 3 ประการ สมมุติเทพ คือ โลกีย์ อุปปัตติเทพกับวิสุทธิเทพ เป็นโลกุตระ จิตเจริญแบบโลกุตระ มาวิเคราะห์วิจัยเรื่องสมมุติเทพ เทวดาโง่ สมมุติโลกีย์นี่เทวดาโง่ เทวดายังไม่เจริญ เทวดาคือจิตของคน จิตในปัจจุบันนี่แหละ จิต 1.ฆ่าสัตว์ คนฆ่าสัตว์นี่ก็จิตไม่เจริญแล้ว สัตว์เดรัจฉาน สัตว์อะไรก็แล้วแต่ สัตว์ใหญ่ สัตว์เล็ก ไม่เจริญ ไม่ใช่มนุษย์ เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นพวกตกต่ำ เป็นพวกสัตว์นรก อวินิปาตะ 2.ยังลักทรัพย์ ยังเอาของที่ไม่ใช่ของเรามาเป็นของเรา เป็นทุจริต ยังเป็นสัตว์นรก ทุจริตมากโกงมาก อย่าว่าแต่โกงเลย เอาเปรียบเอารัดมากก็ยังเป็นสัตว์อยู่ ยังไม่ใช่เทวดาเจริญ ยังเป็นสัตว์ 3.ยิ่งไปติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อย่างไปหลงละเมอเพ้อพกกับสิ่งเหล่านั้นแล้วหลงว่าเป็นเทวดา หลงว่าเจริญ หลงว่าได้เสพรส สวย มายา เสพสวยสมใจสุข ทุกข์ ยิ่งสุขหนักทุกข์หนัก โง่หนัก ปรุงแต่งหนัก ลึกเข้าไปหนัก โง่เข้าไปหนัก ปรุงมาเสพ ปรุงมาหลอกคน ดีไม่ดีปรุงมาขายอีก หลอกมาให้คนซื้อ เอาของเล็กๆน้อยๆมาหลอกโฆษณาใช้จิตวิทยา ราคาได้แพงอีก ยกเป็นของไฮโซอะไ

อ่านต่อ

รไปอีก พวกนี้พวกมิลักขะ พวกคนเถื่อนคนไม่เจริญ ไม่ใช่อริยกะ เป็นคนเถื่อนแท้ เพราะฉะนั้นในศีล 3 ข้อนี้ ศีลข้อ 4 วาจา เพราะฉะนั้น 3 ข้อเป็นอย่างไร คุณก็พูดอย่างนั้นเป็นวาจา เพราะจิตของคุณ ข้อ 4 เพราะมัวเมาโมหะหนัก จิตที่โง่ที่หลงหนักก็พูดอย่างนั้นเพราะทำอยู่ 3 ข้อนี้ ถ้ายังฆ่าสัตว์ก็ไม่ใช่จิตมนุษย์แล้ว ไม่ใช่ผู้ที่จิตสูงแล้ว ยังฆ่าคน ยิ่งไม่ใช่มนุษย์หนักเข้าไปอีก ยิ่งสร้างอาวุธฆ่าคน ยิ่งคนเถื่อน มิลักขะหนักเข้าไปอีก เพราะฉะนั้น ใน มิจฉาวณิชชา 5 อย่าง 1.การค้าขายอาวุธ (สัตถวณิชชา) 2.การค้าขายสัตว์มีชีวิต (สัตตวณิชชา) 3.การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา) 4.การค้าขายสิ่งมอมเมา (มัชชวณิชชา) 5.การค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ (วีสวณิชชา) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 177)

5 อย่างนี่ถ้าเข้าใจจริงแล้วเลิกเลย เป็นมนุษย์แต่คนที่ยังค้าขาย 5 อย่างอยู่นี้ยังเป็นเดรัจฉาน ยังเป็นสัตว์ สัตว์ต่ำสัตว์ตกนรกลึก ยิ่งมากหนักเท่าไหร่ ยิ่งฆ่าสัตว์ แล้วสร้างอาวุธฆ่าคนด้วยยิ่งบาปหนัก ยิ่งอวิชชาเป็นคนเถื่อนแล้ว ไม่ใช่คนเจริญ ไกลความเป็นมนุษย์มาก แล้วหลงว่าตนเป็นเทวดา จะเป็นจตุมหาราช จะเป็นเจ้าโลก มีอำนาจบาตรใหญ่ ทุกวันนี้ที่ศาสนาเทวนิยมเขาไม่รู้เรื่องเลย แต่พอฟังออกว่าด่ากูนี่หว่า ดีไม่ดีเขาจะถือสาเอา อาตมาเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดความจริงให้ฟัง พูดความจริงระหว่างพวกเรา อาตมาโชคดีที่พูดภาษาฝรั่งไม่ได้ก็เลยไม่มีคนต่างประเทศมาเข้าใจแล้วก็ไม่มีใครแปลบรรยายธรรมะที่อาตมาพูดด้วย นี่เป็นกุศลของอาตมา ถ้าไม่อย่างนั้นคนแปลออกไป นั่นมันด่ากูนี่หว่า อาตมาเจอแน่ได้เรื่องแน่ เพราะอาตมาวิเคราะห์วิจารณ์ไปจนกระทั่งถึงพระเจ้า ถึงศาสดาเทวนิยมที่พากันอวิชชา ต้องพูดขออภัยหน่อย แล้วมันเป็นความจริงที่ต้องขออภัย ด้วยมารยาท มารยาทผู้ดีก็ต้องขออภัยเขาเพราะไปตำหนิเขาหนัก เพราะเขายกย่องเชิดชูบูชากัน เพราะเขาเข้าใจเช่นนั้นจริง เขาทำอย่างนั้นจริง ซึ่งมันก็ต้องพูดกัน จะว่าเป็นการข่ม เป็นการตำหนิก็ถูก เป็นนิคคัณหะ หลักธรรมของพระพุทธเจ้า ศีล 5 เป็นศีลที่ทำให้เกิดเป็นมนุษย์ คนที่มีคุณธรรมศีล 5 จริงจิตเจริญ เอาศีลมาอธิบาย อาตมาอธิบายธรรมะชั้นสูงนะ เอาศีลมาอธิบายก่อน ในศีลนี่แหละเป็นอภิธรรมที่ลึกซึ้ง จะขออธิบายดังต่อไปนี้ ศีลข้อที่ 1 ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะวางศาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ อธิบายแค่นี้แหละ เดี๋ยวจะขยายความ 1. ละการฆ่าสัตว์ คุณยังฆ่าสัตว์อยู่ คุณยังเป็นผี ยังเป็นสัตว์ชั้นต่ำ คนที่ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เอาสัตว์มาค้ามาขายมาเลี้ยงเอ็นดู เอามารักมาชังก็เป็นกรรมวิบากอยุ่แล้ว สัตว์เขาก็อยู่ไปตามประสาเขา ตามวิบากของเขา เรามีวิบากมาเยอะไม่ว่ากับสัตว์หรือกับคน แม้แต่สัตว์เดรัจฉานต่างๆ คุณก็กินเขามาหนัก ฆ่าเขามาหนัก เลิกซะบ้างเถอะชาตินี้ ฟังอาตมาหน่อย เลิกเสียได้ คุณจะได้ตัดบ่วงกรรม ตัดกรรมบ้าง ไม่กินเนื้อสัตว์ เทวนิยมเขาไม่รู้เรื่องของกรรมวิบาก การไม่กินเนื้อสัตว์ เขาก็นึกแค่เป็นการกินเพื่อสุขภาพหรือเพื่อแฟชั่น เขาไม่เข้าใจเรื่องกรรมวิบากที่ซับซ้อนลึกซึ้งมากที่สุดเลย อาตมาขอซ้ำ เคยพูดอธิบายหลายทีแล้วใน ชีวกสูตร ซึ่งเป็น บาป 5 ประการ บาป 5 ประการนี้ที่เกี่ยวกับสัตว์ 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตุง (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อกปฺปิเยน อสฺสาเทติ อิมินา ปญฺจเมน ฐาเนน พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60

เริ่มต้นตั้งแต่ที่ สัญจิจจะ ปานังชีวิตา โวโรเปตุง สัญจิจจะหมายความว่า จิตมีสัญญา สัญญาที่มีทิศทางจะไปแล้ว ไปเกี่ยวกับปาณาชีวิตัง ไปเกี่ยวกับชีวิตจิตวิญญาณของสัตว์ โวโรเปตุง ไปในทางมุ่งร้าย ถึงขั้นจะไปฆ่า เริ่มต้นมุ่งร้ายแล้ว ผู้ที่ สัญญาของคุณเริ่มต้นมีทิศทาง ในชีวกสูตร ข้อที่ 1 เป็นบาปเป็นอันมาก ผู้กล่าวชื่อสัตว์แล้วมี สัญจิจจะ ปานังชีวิตา โวโรเปตุง ท่านเพี้ยนไปแปลว่าจิตที่เจาะจงบุคคล จริงๆแล้ว ปานังชีวิตาไม่ใช่หมายความตื้นๆแค่เจาะจงบุคคล แต่เจาะจงต่อชีวิตไปมุ่งร้ายต่อปานะ จิตวิญญาณของชีวิต จิตวิญญาณ จิตมีทิศทาง กล่าวชื่อสัตว์โดยมีจิตตัวนี้เป็นจิตเริ่มต้น บาปเป็นอันมากข้อที่ 1 แล้ว ฟังให้ดีมันละเอียดมากนะที่พูดนี้ สัญจิจจะ กล่าวชื่อสัตว์เท่านั้นบาปแล้ว แล้วสัญจิจจะ คุณมีจิตมุ่ง คุณมีจิตเจาะจง คุณมีจิตมีทิศทางไปอะไร 2. ไปจับมันมา แค่กล่าวชื่อนั้นบาปแล้วที่มีสัญจิจจะ ปานังชีวิตา โวโรเปตุง นี่แหละจิตมุ่ง จิตเฉพาะเรื่องนี้ เรื่องเลวร้ายนี้ ไปแปลเบี้ยวบาลีว่า เฉพาะบุคคล เพราะฉะนั้นท่านให้ละเว้นถ้าเผื่อว่าบริสุทธิ์โดยส่วน 3 คือ 1.สัตว์เดี๋ยวฆ่ามาก็เห็นอยู่หลัดๆก็ยังกินไม่ได้ 2.ได้ข่าวว่าสัตว์นี้มันตายเพราะคนฆ่ามาขายฆ่ามาให้ กินไม่ได้ ได้ข่าวสัตว์ที่มีคนฆ่า เฉพาะบุคคลฆ่ามัน คือมันปนเปกันได้ข่าวว่างั้น 3.สงสัยสัตว์ที่ไม่ใช่สัตว์ที่มันเป็นเนื้อบังสกุล เป็นเนื้อเดนสัตว์กินหรือเปล่า หรือว่าเป็นอุทิสสมังสะ ก็คือ สัตว์มีสัญจิจจะ มีจิตมุ่งที่จะทำร้ายปานะ ชีวิต โวโรเปตุงคือ ไปทำร้าย คราวนี้ตายด้วยมีจิตมุ่งอย่างนี้หรือป่าว ข้อ 1 กล่าวชื่อสัตว์เท่านั้น ข้อ 2 ไปจับมันมา ข้อที่ 3 บอกให้ฆ่า สั่งฆ่า บาปมาเป็นลำดับมากขึ้นๆ ข้อที่ 4 ฆ่าสัตว์ให้ตาย บาป บาปหนัก บาปซ้ำ บาปซ้อน บาปเป็นอันมาก เป็นลำดับๆ ข้อที่ 5 เอาไปทำอาหารถวายภิกษุสาวกพระพุทธเจ้ากับพระพุทธเจ้าก็ห้าม แล้วมันจะบาปไม่รับประทานหัวยังไง เห็นไหมว่าบาปเอาเนื้อสัตว์มาถวายพระภิกษุ ถวายพระพุทธเจ้า บาปหนักมาก ไม่ใช่อาตมาพูดเอง พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจน แต่คนเข้าใจไม่ถึงธรรม ถ้าใครเข้าใจอย่างนี้ ใครจะไปฉันเนื้อสัตว์ ใครจะไปกินเนื้อสัตว์ มันเป็นวิบากกันและกัน เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่รู้มันก็ยังโง่ ยังเป็นผี เป็นสัตว์นรก มันก็ยังบาป ยังตกนรกเพราะแม้แต่กิน แล้วไปแก้ตัวว่าพระพุทธเจ้าสอนว่ากิน สักแต่ว่าอาหาร ไม่ได้กินเนื้อสัตว์ทั้งๆที่เอาชิ้นเนื้อกินใส่ปาก มันเป็นการเลี่ยงบาลี ท่านไม่ได้แปลว่าสักแต่ว่ากินอาหารเพื่ออย่างนั้น ท่านไม่ให้กินเพื่อไปติดรส ไม่ให้กินเพื่อมัวเมา แล้วไปบอกว่ากินเนื้อสัตว์นี่ไม่ติดรส ไม่มัวเมา ขี้หมาแหนะ มันคนละระดับที่พิจารณาที่บอกประเด็นว่า แม้คุณไม่กินเนื้อสัตว์ กินมังสวิรัติ แต่คุณยังกินมัวเมา ยังติดรสอยู่ให้คุณปัจจเวกขณ์ ไม่ให้กินมัวเมา กินเพื่อเชิดชูหลงอะไร แล้วยังมาตีขลุมมาแปลว่า กินเนื้อสัตว์ไปเถอะ แล้วเอามาแก้ มันคนละขั้นตอนกันเลย มันคนละระดับกันเลย จิตยังหยาบแล้วมาตีความพวกนี้ แล้วให้ตัวเองทำหยาบๆบาปๆอยู่ แล้วก็อ้างอิงไปใหญ่ ว่าสมัยพระพุทธเจ้า พระเทวทัตยังขอให้ฉันมังสวิรัติ พระพุทธเจ้าไม่ตั้ง หาว่าพระพุทธเจ้ายังฉันเนื้อสัตว์ ถ้าพระพุทธเจ้ายังฉันเนื้อสัตว์อยู่แล้ว เทวทัตจะกล้าออกกฎมาให้สาวกเลิกฉันเนื้อสัตว์ได้อย่างไร แค่นี้ก็ชัดเจนอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าก็ไม่ออกเพราะท่านเจาะช่องให้ ไม่เช่นนั้นจะบีบคั้นเกินไป _สู่แดนธรรม…มีกรณีบางกรณีเปิดช่องให้ภิกษุบางรูป พ่อครูว่า…ท่านบอกว่าผีเข้าอย่างนั้นผีเข้า ก็คือจิตวิญญาณต่ำ เป็นผีห่าซาตาน ผีดุ มันจะเอาตาย มันจะกินเนื้อสัตว์จะไปแย่งออกจากปากมันได้ยังไง มนุษย์มันเป็นอย่างนั้นเหมือนพวกติดยา ไปแย่งมัน มันฆ่าตายเลย ทำเป็นเล่นไปเถอะ _สู่แดนธรรม...ทีนี้มาเรื่องเมตตาสัตว์ พ่อครูว่า…ไม่ฆ่าสัตว์ เว้นการฆ่า เมตตาสัตว์ วางอาวุธ วางศาสตรา อาวุธที่ฆ่าสัตว์เดรัจฉานไม่เท่าไรแต่อาวุธที่ฆ่าสัตว์คน ฆ่าสัตว์เดรัจฉานไม่เท่าไรเขาวางไหม พระพุทธเจ้าท่านละเว้นกล่าวถึงคนคือท่านตรัสอย่างผู้ดีว่า คนคือสัตว์ใหญ่ สัตว์ที่ไม่ควรฆ่า ถ้าคุณไม่ฆ่าสัตว์อื่นๆแล้ว คุณไม่ฆ่าหรอกคน มันบาปหนักกว่าฆ่าสัตว์เดรัจฉาน ยิ่งไปฆ่าพ่อฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ฆ่าพระพุทธเจ้ายิ่งมีอัตราบาปหนักขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่มีปัญญารู้แม้กระทั่งเรื่องสัตว์ เรื่องคน แล้วก็สร้างอาวุธฆ่าคน นี่คือผีขโมด ผีโหดร้าย ผีมิลักขะ ผีคนเถื่อน คนป่า คนไม่เจริญ เทวนิยมไม่รู้เรื่องนี้น่าสงสารเขา สอนเขาไม่ได้ แก้ไขไม่ได้เพราะมันสุดวิสัย คนพวกนั้นไม่มีภูมิปัญญา ไม่มีภูมิพอจะรู้ ไม่มีบารมีพอจะมารู้ศาสนาพุทธ เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาผู้ดี เป็นศาสนาชั้นสูง classic ชั้นสูงสุด เพราะฉะนั้น ถ้าศาสนาพุทธทุกวันนี้ไม่เสื่อม ศาสนาพุทธที่เข้าใจโลกุตระอย่างที่อาตมาอธิบาย ถ้าสงฆ์ส่วนใหญ่อธิบายธรรมะเป็นสัมมาทิฏฐิอย่างที่อาตมาอธิบาย เมืองไทยจะเป็นตัวอย่างโลกคงจะเจริญมาก นำพาโลก โลกจะยกย่องเชิดชู แต่เอาเถอะสักวันหนึ่งผู้ที่มีภูมิปฏิภาณปัญญาของเทวะนิยมจะเห็น จะเห็นยอดสุดยอดของมนุษยชาติ แม้แต่เรื่องเกี่ยวกับสัตว์ เกี่ยวกับคนเท่านั้น จิตใจเขาก็สุดยอดประเสริฐแล้ว ไม่ฆ่าสัตว์ วางศาสตรา ไม่สร้างอาวุธฆ่าคน มีความละอาย รู้ว่าเป็นเรื่องน่าละอายจริงๆเลย คุณแสดงความโกรธออกมาก็น่าละอาย แต่คนไม่มีหิริ ไม่มีความละอายก็แสดงความโกรธเฉย ทำไมอย่างนี้ก็ต้องโกรธสิ ถ้าไม่โกรธก็ไม่ใช่คนแล้ว อย่างนี้คุณเป็นสัตว์นรก ถ้าคุณเป็นมนุสโส ผู้ที่มีจิตสูง คุณไม่ผีเข้าอย่างนั้นหรอก โกรธนั้นผีเข้าแล้ว แม้แต่คุณไม่ใช่โกรธ รักชอบเสพ เป็นผีแปลงตัวจากทุกข์เป็นสุข คุณวิปลาส เป็นคนยังวิปลาสในข้อที่เห็นทุกข์เป็นสุข คุณวิปลาส เห็นทุกข์เป็นสุข วิปลาส 4 มี 1. เห็นความไม่เที่ยงว่าเที่ยง 2. ไม่มีตัวตนเป็นตน 3. เห็นทุกข์เป็นสุข 4. เห็นไม่งามว่างาม ไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น ไปแปลคำว่างามมันยาก สุภะอสุภะไปหลงว่ามันเป็นสุภะ เพราะฉะนั้น พวกเรามาเรียนถึงขั้นปรินิพพานแม้แต่การมีปานังชีวิตตาก็ไม่น่าเป็นแล้ว เพราะฉะนั้นจึงทำตนให้เป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน เลิกเป็นดินน้ำไฟลม ไม่มีเชื้อชีวิตปานังชีวิตตังก็ไม่มี อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผู้ที่วางอาวุธ วางศาสตรา มีใจละอาย เอ็นดู ไม่ทำลายสัตว์ ไม่ทำลายมนุษย์ มีใจเมตตากรุณาเอ็นดู จริงๆแล้วอาตมาเองก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น ยังมองพวกที่ยังสร้างอาวุธฆ่าคน ยังไม่เอ็นดูเขา ใจยังไม่เอ็นดูเขา มองว่ามันร้าย มันเอ็นดูไม่ไหว เอ็นดูไม่ลง อาตมาเห็นคนสร้างอาวุธ มันยังทำไม่ได้ มันยังเห็นไม่ได้ จิตยังไม่ถึงขั้นอย่างพระพุทธเจ้าท่าน แต่สังเวสนะ _สู่แดนธรรม...แล้วพ่อท่านสงสารเขาไหมครับ เอ็นดู มาจากกรุณา สงสาร พ่อครูว่า… กรุณาคือการกระทำ กระทำให้เขาเลิกจากบาป ให้เขาเลิกจากไปหลงสุขหลงทุกข์ แค่ดีแค่ชั่วเทวนิยมเขาก็สอน ให้เลิกชั่ว ประพฤติดี แต่มาเลิกสุขหรือเลิกทุกข์นี่แหละ เพราะมันพูดกันรู้ง่าย เลิกทุกข์มันรู้ง่าย แต่เลิกสุข เลิกทำไมวะ มันยากกว่า แต่พวกเราเข้าใจแล้ว สุขกับทุกข์มันมายาหลอกเรา เพราะฉะนั้นผู้ที่มีจิต ไม่มีกิเลสแล้ว จิตสะอาดบริสุทธิ์แล้วเรียกว่า อุเบกขา ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุกัมมัญญา จิตพระอรหันต์เป็นจิตอย่างนั้น จิตไม่มีกิเลสก็สะอาดบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นไม่มีสุขไม่มีทุกข์ อาการของจิตไม่สุขไม่ทุกข์ที่เป็นอรหันต์ กับอาการไม่สุขไม่ทุกข์ของเดียรถีย์ก็ทำได้เหมือนกัน จิตไม่สุขไม่ทุกข์ เขากดข่มทำหลอกตัวเอง ทำจนกระทั่งตัวเองไม่สุขไม่ทุกข์ เพราะการกดข่ม เพราะการหลอกตัวเองไว้ เช่น พวกลืมตาใช้สติ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป มันเป็นสามัญลักษณ์ อย่าไปติดใจปล่อยวาง ใครจะเป็นยังไงช่างหัวมัน เราจะเป็นยังไงช่างหัวเรา มันก็โง่เอาอะไรมาประเล้าประโลมใจไปเฉยๆ ยังไม่ได้เจาะลึกเข้าไปถึงอาการของจิต อาการ ลิงคะ นิมิต อุเทศ ไม่ได้เจาะเข้าไปถึงจิตพวกนี้ และไม่ได้แยกแยะกิเลสที่เป็ยเหตุใหญ่ เหตุแห่งทุกข์เหตุแห่งสุข ให้รู้อาการของกิเลสนั้น เลิกกิเลสนั้น จิตจึงจะไม่สุขไม่ทุกข์อย่างแบบสัมมาทิฏฐิด้วยปัญญาแล้วเลิก ไม่ใช่ไปเที่ยวกดข่ม วิขัมภนะกับปัสสัทธิ วิขัมภนะก็กดข่มเป็นสมถะได้ ปัสสัทธิ เห็นจริงเห็นจังแล้วก็ระงับ ปัสสัมภยัง เป็นการระงับเป็นการสงบ ไม่ใช่ไปวิขัมภนะแล้วสมถะกันอยู่ เป็นปัสสัมภยัง หรือ วิปัสสนา เห็นอย่างยิ่ง เห็นด้วยการเกิดปัญญาญาน ในขณะที่มีตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส เปิดรู้ มีกายมีจิต การพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม นี่เป็นโลกุตระสมบูรณ์แบบ เมื่อคุณมีศีล ข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ คุณก็พิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนาจิตในจิต ธรรมในธรรมเกี่ยวกับสัตว์ แล้วคุณเกิดเวทนาอย่างไร กระทบแล้วคุณก็อยากกินเนื้อสัตว์ กระทบแล้วคุณก็ไม่ได้วิจัยวิจารเวทนา ความรู้สึก แยกกิเลสไม่ออก ไม่รู้บาป ไม่รู้บุญที่เกี่ยวกับสัตว์ ไม่ละอายเลย ไม่เอ็นดู ไม่กรุณา ไม่หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ คำว่า หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ อาตมาอธิบายหลายทีแล้วว่า ทุกเซลล์ทุกจุติที่มันเป็นชีวะขึ้นมาแล้ว จิตนี้เริ่มจุติจากพืชมาเป็นสัตว์แล้ว อัตภาพของจิตตัวนี้อาจจะไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในอนาคตก็ได้ คุณไปทำร้ายเขาทำไม อาตมาเทศน์ไปกี่ทีแล้วจำได้ไหม นี่คือหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ อาตมามีจิตหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่อย่างนี้ ปล่อยเขาเซลล์ที่เป็นจิตนิยามแล้ว พืชนี่แหละกินเข้าไปสิ ไม่มีวิบาก ไม่ก่อบาปก่อเวร เพราะฉะนั้น ศาสนาเทวนิยมทั้งหลายแหล่อธิบายเขายากมาก มันไม่มีภูมิที่จะรับ ไม่มีภูมิที่จะรู้เรื่อง อิสลามเขาก็ดี เริ่มดีขึ้นมาจุดหนึ่งคือเขาไม่กินหมู ได้อย่างเดียว ละเว้นไม่กินสัตว์อย่างเดียว หมู ก็เริ่มแล้วนะ ส่วนคริสต์เขาก็มีลัทธินิกายไม่กินเนื้อสัตว์ อาตมาไม่อยากจะพูดต่อไปว่า อาตมามีเพื่อนอิสลาม ไปนั่งกับเขากินก๋วยเตี๋ยวหมู เฮ้ย…อย่าพูด ก็เพื่อนกันกับอาตมาเป็นอิสลามตั้งหลายคน เรียนด้วยกันมา ไปนั่งกินข้าวด้วยกัน ก็เป็นที่รู้กัน เราก็ไม่พูดก็กินไป ขออภัยที่เอามาเปิดโปง เป็นเรื่องจริง ก็ดีเป็นจิตกุศลอย่างหนึ่งให้ละเว้นเนื้อสัตว์นะแต่ขอหมูอย่างเดียว ไม่รู้เหตุผลอะไร แต่ก็ไม่กินเนื้อหมู _สู่แดนธรรม…ไม่กินหมู แล้วก็ไม่กินสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ พ่อครูว่า… เขาก็เริ่มดี เขาไม่กินเนื้อสัตว์อยู่บ้าง ไม่กินหมู ส่วนคริสต์ก็มีนิกายที่เขาไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่อยากเรียกนิกาย เรียกพวกลัทธิ สมณะเดินดิน… พวกเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส (Seventh-day Adventism) พ่อครูว่า… ก็ดี ก็เริ่มไม่กิน หลายเผ่าหลายหมู่อยู่ 660621 ศีลที่เป็นกุศลย่อมยังความเป็นอรหันต์โดยลำดับ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน