วิมุติอยู่ไหนในศาสนาพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
วิมุติอยู่ไหนในศาสนาพุทธ พ่อครูว่า... ใช่ มิจฉาอุเบกขา พูดไปพวกเราก็เข้าใจเพิ่มขึ้นไกลและลึกขึ้น นึกถึงพุทธศาสนาที่มันเกิดอยู่ในปัจจุบันนี้แล้ว อาตมาก็เห็นวงการศาสนาพุทธที่มันเป็นอยู่ จนกระทั่งเกิด นี่ใหม่ๆ เกิดกรณี มหา9 ประโยค กับมหา 7 ประโยค เป็นละครลิเกสลับฉากของสังคมชาวพุทธ ตลกสิ้นดี มันตลกมากเลย ทั้งคู่นะ ต่างคนต่างพยายามทำปริญญาเอกกันนะ ทั้งคู่ แต่ว่ามหาสมปองจะทำเปรียญ 9 ประโยคหรือเปล่า แต่มหาไพรวัลย์นั้นจบเปรียญ 9 แล้ว แล้วกำลังทำปริญญาเอก มหาสมปองกำลังทำปริญญาเอก แต่ไม่รู้ว่าจะจบประโยค 9 ไหม นั่นแหละก็มีความรู้มีการเรียนตามระบบของโลกเขา แต่เสร็จแล้วก็เป็นตัวตลกของศาสนา แล้วก็นึกว่าตัวเองเป็นตัวเด่น เป็นตัวตลกนะ มันก็น่าสังเวชใจ น่าสมเพช น่าสงสารจริงๆ ก็มันก็เป็นจริงในเรื่องของสังคมมนุษยชาติ แม้แต่พุทธศาสนา ก็ไม่ละเว้นที่จะต้องเกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไป นอกจากกฎไตรลักษณ์ไม่ได้เหมือนกันศาสนาพุทธ แต่มันอยู่ที่ว่าใครจะเอาที่ได้เนื้อหาสาระแก่นแท้ของศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมูลสูตรแก่นคือวิมุติ วิมุติคือแก่น มันก็เป็นพยัญชนะนะ แล้วทำอย่างไรจะได้วิมุติ วิมุติคืออะไร แก่นคืออะไร พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ในพระสูตรอื่นอีก ท่านตรัสว่า คนศึกษาธรรมะก็เพราะว่าต้องการแสวงหาแก่น เสร็จแล้วก็ไปได้งมงายอยู่แค่ สะเก็ด นึกว่าได้แก่นแล้ว ไปหลงสะเก็ดเป็นแก่น บางคนก็ลึกเข้าไปได้ถึงเปลือก เข้าไปจากสะเก็ด ไปถึงเปลือกไม้ ก็นึกว่าเปลือกไม้เป็นแก่น งมงายอยู่กับเปลือก บางคนก็ลึกไปถึงเนื้อกระพี้ นึกว่าเป็นแก่น งมงายอยู่กับเนื้อกระพี้ ส่วนแก่นนั้นคือวิมุติ ก็ไม่ได้แก่น จริงๆแล้วอย่าไปว่าสมัยนี้ยุคนี้ถึงกระพี้หรือเนื้อมันเลยที่ท่านหมายถึงเอาปัญญา กระพี้หรือเนื้อคือปัญญา แก่นคือวิมุติ กระพี้หร
อ่านต่อ
ือเนื้อคือปัญญา เปลือกคือสมาธิ ก็ไม่ได้ทั้งนั้น สะเก็ดคือศีล ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ ก็ไม่ได้ เขาได้อะไร ได้ใบ ได้ดอก ได้ผล ใบดอกผลของต้นไม้ คืออะไร ลาภ สักการะ เสียงสรรเสริญ นี่ ศาสนาเขาได้อยู่แค่นี้ ทุกวันนี้ศาสนามี ใบและผล ใบและดอกและผล มีแต่ลาภสักการะเสียงสรรเสริญ นี่คือสิ่งที่เขาได้ อ่านจากสูตรนี้เลย อุปมาพรหมจรรย์นี้กับแก่นไม้ มหาสาโรปมสูตร ล.12 ข้อ 347 เขาบวชอย่างนั้นแล้วยังลาภสักการะ และความสรรเสริญให้บังเกิดขึ้น. เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยมด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น. เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญ อันนั้น เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นว่า เรามีลาภสักการะและความสรรเสริญ ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ ไม่ปรากฏ มีศักดาน้อย. เขาย่อมมัวเมา ถึงความประมาท เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น เมื่อเป็นผู้ประมาทแล้ว ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นอยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือก ละเลยสะเก็ดไปเสีย ตัดเอากิ่งและใบถือไป สำคัญว่าแก่น. บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาผู้นั้นแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษผู้เจริญนี้ ไม่รู้จักแก่นไม้ ไม่รู้จักกระพี้ ไม่รู้จักเปลือกไม่รู้จักสะเก็ด ไม่รู้จักกิ่งและใบ จริงอย่างนั้น บุรุษผู้เจริญนี้ มีความต้องการแก่นไม้แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่ มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่นละเลยกระพี้ ละเลยเปลือก ละเลยสะเก็ดไปเสีย ตัดเอากิ่งและใบถือไป สำคัญว่าแก่นและกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา ฉันใด กุลบุตรบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีศรัทธา ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยคิดว่า เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปยาส ท่วมทับแล้ว ถูกความทุกข์ท่วมทับแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า ไฉนหนอ ความกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้จะพึงปรากฏ. เขาบวชอย่างนั้นแล้ว ยังลาภสักการะและความสรรเสริญให้บังเกิดขึ้น.เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยม ด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญอันนั้น เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญอันนั้น เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นว่า เรามีลาภสักการะและความสรรเสริญ ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ ไม่ปรากฏ [หรือมีคนรู้จักน้อย] มีศักดาน้อย เขาย่อมมัวเมา ถึงความประมาทเพราะลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น เมื่อเป็นผู้ประมาทแล้วย่อมอยู่เป็นทุกข์. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เราเรียกว่า ได้ถือเอากิ่งและใบของพรหมจรรย์และถึงที่สุดแค่กิ่งและใบนั้น. พ่อครูว่า... คำสอนพระพุทธเจ้าชัดเจนเป็นจริงมากเลย เขาเป็นกันไม่ได้ใส่ไคล้ใส่ความหาเรื่องกัน แต่เขาเป็นกันอยู่จริงๆ พูดอย่างนี้หากเขาฟังเขาจะสะดุ้งอยู่หรือไม่นะ ไม่จ้างหรอกนะ จะพูดว่าจ้างก็ไม่สะดุ้ง ก็ไม่จ้าง ไปจ้างให้เสียเงินทำไม พระพุทธเจ้าตรัสความจริงไว้มันจริงที่สุดเลย ตรัสไว้มันจริง ไม่รู้จะจริงอย่างไร มาถึงยุคนี้นี่แหละ คือไม่มีแล้วธรรมะพระพุทธเจ้าที่เป็นโลกุตระ สูญหายไปเกลี้ยง พูดเหมือนอวดดีจริงๆเลยโพธิรักษ์ แล้วอาตมาก็เอาโลกุตรธรรมมาสถาปนาลงไปในศาสนาพุทธ ทำมา 50 กว่าปีก็ได้เท่านี้แหละ ก็ภาคภูมิใจอยู่นะ ได้ขนาดนี้ก็เอา สิ่งเหล่านี้เป็นความจริงทั้งสิ้น อาตมาก็เป็นคนจริงๆ มาทำจริงๆ แล้วก็เกิดเหตุเกิดปัจจัยต่างๆตามที่มันเป็นจริงเป็นสาระสัจจะ ไม่ว่าจะเป็นวิมุติ ไม่ว่าจะเป็นปัญญา ไม่ว่าจะเป็นสมาธิ ไม่ว่าจะเป็นศีล คนเขาบอกว่าจะเอาศีลให้ไปเอาที่สันติอโศก สมาธิให้ไปเอาที่ธรรมกาย ปัญญาให้ไปเอาที่สวนโมกข์ แต่วิมุติไม่บอกว่าไปเอาที่ไหน ไม่เห็นมีบอกว่าให้ไปเอาวิมุติที่ไหน สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน... วิมุติไปเอาที่สายหลับตา พ่อครูว่า... เขาก็ไม่บอกชัดอย่างนั้น แท้จริงแล้ว อโศกนี้มีหมด มีตั้งแต่ ศีล สมาธิ ปัญญาวิมุติ แถมวิมุตติญาณทัสสนะด้วย มีหมด แต่เขาก็ไปแยกเอา แน่นอนก็ต้องเป็นศีลมาก่อนเพราะเป็นสะเก็ดของต้นไม้ สะเก็ดของต้นไม้ก็พร้อมจะร่วงออกจากต้นไม้ ไม่ได้ไปหลงกิ่งใบที่อยู่บนยอดบนต้นพราวพริ้งอยู่ ดูงามดูอะไร ไม่ใช่ เริ่มต้นที่สะเก็ด มันขี้เหร่ที่สุดแล้วสำหรับสะเก็ด คือศีล ชาวอโศกมีอะไร มีศีล มีสิ่งที่ขี้เหร่ที่สุด พวกศีลนี้พวกขี้เหร่ที่สุดของต้นไม้แล้วคือสะเก็ดของต้นไม้ ฟังดีๆนะธรรมะนี้ลึกซึ้งนะเด็กๆเข้าใจไหม คนเขามองมาแค่ตื้นๆ ว่าอโศกมีอะไรอโศกคือศีล ก็มีแค่สะเก็ด โธ่เอ๋ย สะเก็ดต้นไม้ มันสุดขี้เหร่แล้ว ก็ขี้เหร่นี่แหละเห็นไหม มันไม่ดูสวยดูงามดูโก เป็นเนื้อเนียน เข้าไปหาเปลือก เข้าไปหากระพี้ เข้าไปหาแก่นอะไร ไม่หรอก เขาก็ไม่รู้ว่า เปลือกคือสมาธิเป็นอย่างไร กระพี้คือเนื้อหาสาระของมัน หุ้มอยู่เยอะ เนื้อจะมีเยอะคืออะไร คือปัญญา วิมุติคือตัวแก่น เขาก็ไม่ได้รู้กัน สู่แดนธรรม... นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ พ่อครูว่า... แก่นเขาเอาไปทำเสาทำประโยชน์ได้ กระพี้เอาไปทำประโยชน์บ้าง เอาไปทำยา สะเก็ดนี้เขาเอาไปทำอะไร เอาไปทำเชื้อไฟพอได้ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ นี่เป็นเนื้อแท้ของศาสนา ก็มีศาสนาพุทธนี่แหละอธิบายเนื้อแท้พวกนี้ คนเข้าใจพยัญชนะพวกนี้ แล้วก็รู้สภาวะของ ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี วิมุติก็ดี รู้สภาวะของมันอย่างครบถ้วน ถูกต้อง เป็นจริง ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ แยกกันไม่ได้ ไม่แยก ผู้มีวิมุติแล้วคือผู้มีศีลอันสำเร็จแล้ว ผู้มีวิมุติแล้วไม่ใช่เป็นผู้ที่ทิ้งศีล ไม่ทิ้งศีลเลย มีแต่ศีลที่บริสุทธิ์เป็นศีลอันมีผลสำเร็จบริบูรณ์ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่หลงใหลในกามคุณ 5 ไม่พูดปด ไม่ติดอะไร ไม่เสพติดอะไร นี่คือศีล 5 ศีลพื้นฐาน มีจริงๆ เหมือนชาวอโศกเรานี่มีศีล 5 เป็นพื้นฐาน เป็นความวิเศษที่มีศีล มีศีลถึงขั้นไหน มีศีลถึงขั้นตั้งมั่นเป็นสมาธิ ฟังให้ดีนะ สมาธิไม่ใช่ไปนั่งหลับตานั่งทำจิตนิ่งอย่างนั้น แต่สมาธิคือความตั้งมั่น ความตั้งมั่นของอะไร ตั้งมั่นของศีล ของปัญญา ของวิมุติ สมาธิคือความตั้งมั่น ความตั้งมั่นของ อธิศีล อธิปัญญา หรืออธิมุติ ตั้งมั่นคืออะไร ตั้งมั่นคือ ตั้งอยู่ได้อย่างแข็งแรง ตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคง ตั้งอยู่ได้อย่างไม่เปลี่ยนแปลงไม่เคลื่อนที่ ไม่มีอะไรมาหักล้างได้ สภาวะนั้นแหละ สภาวะอะไร สภาวะของศีลกับปัญญาและมีผลเป็นวิมุติ เพราะฉะนั้นธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้มีอื่นไปจากนี้เลย ไม่ได้มีอื่นไปจากศีล สมาธิปัญญา วิมุติ จบด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ ที่อาตมาอธิบายอยู่นี่คือวิมุตติญาณทัสสนะ อาตมามีวิมุตติญาณทัสสนะ ศีลสมาธิปัญญา วิมุติอาตมามีแล้วมีของจริงด้วยจึงได้เอามาอธิบายขยายความได้ละเอียดลออหลากหลายนัยยะหลายมิติ ขยายอย่างหยาบกลางละเอียดทุกแง่มุม และขอย้ำว่าศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ ไม่ได้แยกกัน มีวิมุติ ศีลยิ่งสะอาดบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นศีลนี่คือหลักเกณฑ์ที่ประกาศกำหนดขึ้น จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นต้น พระพุทธเจ้าคือปราชญ์เอก กำหนดหลักเกณฑ์นี้ ต้องปฏิบัติให้ได้ผลได้มรรคผล ตามหลักเกณฑ์นี้ จุลศีลก็อย่างนี้ มัชฌิมศีลก็อย่างนี้ มหาศีลก็อย่างนี้ เป็นต้น ถ้าพูดถึงจุลศีล มัชฌิมศีลมหาศีล เขาไม่รู้เรื่องกันหรอกศาสนาพุทธทุกวันนี้ เขารู้บอกว่าศีลมีเท่าไหร่ ตอบได้ไหมเด็กๆ ศีลมีเท่าไหร่ ศีลของพระมีเท่าไหร่ เขาก็จะตอบว่า 227 ศีลของพระเขาว่ามี 227 ซึ่งอันนั้นมันเป็นวินัย วินัยคือเรื่องคำที่ตั้งขึ้นมาเพื่อบังคับให้ทำตามนี้ ถ้าไม่ทำตามนี้ผิด ผิดอย่างนี้แล้วต้องปลงอาบัติมีอาญาลงโทษ ตั้งแต่ลงโทษอย่างเบาจนถึงลงโทษอย่างหนักตามวินัย แต่ศีลไม่มีการลงโทษอย่างนั้น ศีลเป็นคำสอนพระพุทธเจ้ากลางๆ ใครเห็นดีเห็นด้วยก็เอาไปปฏิบัติตาม ก็ได้เจริญตามศีลนั้นๆจนถึงวิมุติ จนถึงหลุดพ้น จนถึงเป็นโพธิสัตว์ จนถึงเป็นพระพุทธเจ้านั่นแหละเป็นศีล ไม่ได้ทิ้งนะพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทิ้งศีล เป็นพระโพธิสัตว์ก็ไม่ได้ทิ้งศีล แต่มีศีลเข้าเนื้อเลย เป็นจริงเลย เป็นจริงจนกระทั่ง มีศีล แต่เขาไม่เข้าใจ คนเห็นว่า มันพิสดาร มันแปลก มีศีลทำไมเป็นคนยุกยิกๆ คล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียว มีศีลเขาว่าจะต้องเป็นคนเคร่ง ต้องนิ่งๆ ต้องเกร็งๆ ซึ่งเขาเข้าใจเป็นคนละทิศคนละทาง สู่แดนธรรม... แสดงว่าคนที่ยังเกร็งยังเคร่งอยู่ยังไม่หลุดพ้นใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ยังไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำไป มีศีลยังต้องเกร็งต้องเคร่งทำไม แต่มีศีลก็เป็นปกติธรรมดาของชีวิตสามัญ รับรู้เหตุปัจจัยแล้วก็ปฏิบัติ ว่า อย่างนั้นเป็นสิ่งที่ให้ละเว้น ศีลมีสองนัย ศีลทำให้ยิ่ง(อธิศีล) กับศีลทำให้ละหน่ายคลาย เป็นอธิศีล เพราะฉะนั้นเข้าใจความเป็นจริงไม่ได้ ศีล ลึกซึ้งมากท่านตรัสว่าคือความปกติ ศีล คือธรรมดาคือปกติ ผู้มีศีลคือผู้ที่ไม่ฆ่าสัตว์เป็นธรรมดาเลยเป็นปกติ อย่างไงก็ไม่ฆ่า แม้สัตว์มันมาฆ่าเราเราก็ไม่ฆ่ามัน ถึงปานนั้น คนมาทำร้ายเรา เราไม่ทำร้ายตอบ ของเขาไม่อยากได้ของเขา ไม่เอาเพื่อความเป็นขโมยนั้นแน่นอนอยู่แล้ว ของคนอื่นก็ไม่อยากได้ของเขา นอกจากไม่อยากได้แล้ว ให้เขาไปด้วย ถ้าอยากให้มันก็ทุกข์ ไม่ต้องอยากหรอก มีมากก็ให้เขา แบ่งกันตัวเองอาศัยกินใช้ เอาใส่ปันสุขไว้ ใครมาเอาก็แล้วแต่เขา มีไหมที่เราเอาไปให้ที่ปันสุขแล้วไม่มีใครมาเอาจนผักมันแห้งเหี่ยวต้องเอามาคืน ...ไม่มี หมดทุกที นี่พวกทุเรียนเอาไปไว้ปันสุขบ้างสิ โอ้โห นี่ทางบ้านได้ยินมาคอยเอาเลย จริงหรือเปล่า เอาทุเรียนมาวางไว้ปันสุข 640906_รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 8