สิริมหามายาของคำว่า บุญนิยม.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.58 KB
วันที่แก้ไข3 กันยายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

สิริมหามายาของคำว่า บุญนิยม บุญนิยมคำนี้ต้องคงไว้อยู่ ทั้งที่เป็นความขัดแย้งบุญมันไม่มีแต่ทำไมต้องมีอยู่ นิยมแปลว่าเที่ยงนะ แต่บุญไม่มีไม่เที่ยง สองคำนี้จึงขัดแย้งกันตรงกันข้ามเลย บุญทำเสร็จจบตัดหัวกิเลสก็หายไปเลย แล้วทำไมอยู่กับนิยม คือเที่ยง เป็นสองคำสุดท้าย เหมือนคำว่า สิริมหามายาที่จริง มีสิริ กับมหา กับมายา สิริกับมหาถ่วงมายาไว้ สองต่อหนึ่งอย่างไรก็ชนะ จะเข้าใจคำว่าบุญได้อย่างสมบูรณ์แบบ คุณต้องเข้าใจคำว่า กาย อย่างดี ถ้าเข้าใจคำว่ากายซึ่งเป็นต้นแห่งการเรียนรู้ ตั้งแต่อุปัชฌาย์จะบวชให้ภิกษุ จะต้องอธิบายการแยกกายแยกจิตให้กับสัทธิวิหาริกให้ชัดเจน ถ้าไม่เข้าใจอันนี้ให้สัมมาทิฏฐิออกไปแล้ว ยากจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน ยากที่จะบรรลุอรหันต์ ต้องมานั่งอธิบายแยกกายแยกจิตจากกรรมฐาน 5 คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ต้องแยกให้รู้พลังงานอุตุ เมื่อใดเป็นอุตุ เมื่อใดเป็นพีชะ เมื่อใดเป็นจิต 3 สภาพ ซึ่งจะทำได้ก็ด้วยกรรม แล้วทรงไว้อีกคู่หนึ่งคือ กรรมกับธรรม ถ้าคุณเข้าใจในพลังงาน 3 อย่างนี้ไม่ได้อย่างจริงจัง ถูกต้อง สัมมาทิฏฐิเลย คุณไม่มีทางบรรลุเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นสายหลับตานี้มืดหมด เพราะคำว่ากายก็เข้าใจผิดหมดแล้ว ไม่เข้าใจ ไม่มีภายนอก มหาบัวจึงไม่เข้าใจเรื่องของกาย เพราะฉะนั้นกามคุณ 5 จึงอร่อยๆอยู่ แล้วก็ไม่รู้ว่าอร่อยๆแต่กินจังเลยไม่ขาดปาก เห็นไหมนี่เป็นความจริง ขอบคุณมหาบัวที่เป็นตัวอย่างให้อาตมาใช้ในการอธิบาย ถ้ายังไม่เข้าใจคำว่ากายได้ ตัวตนที่ต้องแยกกายแยกจิตที่อุปัชฌาย์จะต้องสอนให้สัทธิวิหาริก 2 เมื่อมาปฏิบัติจะต้องพ้นสักกายะทิฐิ เมื่อพ้นสักกายะทิฐิแล้วจึงจะมาปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ถึงจะรู้กายนอกกายใน กายนอกนั้นไม่ยาก โดยเฉพาะวัตถุมันเสื่อมไปอย่างเห็นๆอยู่แล้ว ไม่ทำอะไรม

อ่านต่อ

ันก็เสื่อมหรอกวัตถุ แต่จิตวิญญาณนั้นดีไม่ดีมันยึดมั่นถือมั่นนิรันดร เห็นไหม จิต จึงต้องมาเรียนตัวนี้ให้ชัดเจนว่า อะไรเป็นตัวเหตุของการยึดมั่นถือมั่น ก็ต้องมาเรียนรู้ตั้งแต่สิ่งที่เป็นความหยาบ เช่น กาย แม้เราไม่ยึดมันก็หมุนเวียนกันไปมาไม่เที่ยง จิตเอาดินน้ำไฟรวมมาเป็นสังขารชีวิตขึ้นมาอีก วนเวียนอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นต้องรู้ความรวม ต้องรู้การสลาย พลังงานตัวสลายที่แท้จริงตั้งแต่ฌานไปถึงบุญ ฌานกับบุญ ของศาสนาพุทธไม่ใช่แบบผิดเพี้ยนไปแบบ เดียรถีย์ ฌานคือ พลังงานที่สลายพลังงานกิเลสได้ โดยมีรายละเอียดของการแยกธาตุ ใช้พลังงานไฟให้เผาผลาญไปเลย แต่แท้จริงมันแยกหมดเลย พลังงานฌาน แยกดินเป็นดิน น้ำเป็นน้ำ ไฟเป็นไฟ ลมเป็นลมเลย อย่าว่าแต่ชีวะแยกเป็นดินน้ำไฟลมเลย แต่ว่าดินน้ำไฟลมนั้นถ้ารู้ชัดเจนว่ามันคืออะไรแล้ว เพราะฉะนั้นมันจะมาเป็นขันธ์ที่เรียกว่าเป็นกอง หรือหมู่ กองดิน กองน้ำ กองลม กองไฟ กองอากาศ กองวิญญาณ ก็รู้หมด พระพุทธเจ้าสอนไว้ชัดเจนหมดเลย อาตมาเอามาอธิบาย พวกคุณก็เข้าใจชัดเจนตามที่อาตมาพอจะอธิบายได้และเอาไปปฏิบัติได้ด้วย ถ้าอาตมาอธิบายและสอนให้พวกคุณได้รู้ แล้วพวกคุณเอาไปปฏิบัติ ถ้าคุณทำไม่ได้จริง คุณไม่มาจริงหรอก ทนไม่ได้หรอก กดข่มไปอยู่ไม่ได้หรอก 10 ปี 20 ปี 30 ปี 40 ปี อย่าเพิ่งรีบตายกัน อยู่อายุให้ถึง 100 ก่อน ตัวเองจะถึง 150 หรือเปล่า เอ้า!..ไม่แน่ ลูกหลานก็ต้องเจริญกว่าพ่อแม่ อาตมานั้นมันใช้มาก่อนมาก พวกคุณมีเวลาเตรียมตัว ลูกต้องสองเท่าของพ่อแม่ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าคนเข้าใจสภาวะ พระพุทธเจ้าแยก แล้วจุดสำคัญที่สุดคือเวทนา อาการความรู้สึก แยกเป็นบาลี อา กับ รมณ ก็เป็นบาลี ความรู้สึกเป็นภาษาไทย มันจะรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ กับความไม่รู้สึก พระพุทธเจ้าจึงไม่เอาคนหรือการศึกษาที่ไม่มีความรู้สึก ท่านจะเอาคน จะมาศึกษาต้องมีความรู้สึก แล้วให้รู้สึกเต็มๆด้วย ถ้าความรู้สึกไม่เต็มขาดๆพร่องๆมันก็ไม่เต็มสักที ความรู้สึกเต็มๆ ตื่นเต็ม ความรู้สึกทางกายกรรมเต็มความรู้สึกทางวจีกรรมเต็ม ความรู้สึกทางมโนกรรมเต็ม ต้องเรียนรู้ดีๆ แบบหลับๆหลบๆไม่เอา ตื่นให้เต็ม ข้างในกับข้างนอกใสเท่ากัน ใสเหมือนกันเท่ากัน โดยเฉพาะเวลาคุณตื่นยังไม่นอนหลับ คุณก็ต้องรู้จักข้างนอกให้เต็ม แม้ข้างในจะยังไม่เต็ม คุณก็ต้องจัดการข้างนอกให้ได้ เมื่อจัดการข้างนอกได้แล้ว เดี๋ยวคุณก็เก่งเข้าไปถึงข้างใน ก็ไปทำข้างในที่เหลือ เป็นรูป เป็นอรูป หมดจบ ครบแล้วคุณก็เต็มนอกเต็มในได้ แต่เต็มนอกง่ายกว่าเต็มใน เต็มในยาก จะตื่นเต็มในนอนหลับก็เหมือนกับคนตื่น มันง่ายที่ไหน มันก็ต้องมีการตื่นทางทวารทั้ง 5 ครบ แล้วข้างในก็พยายามศึกษาให้มันตื่นได้เพิ่มขึ้น แม้ว่าอาตมาเองนั้นจะเอาตื่นภายในและตื่นภายนอกได้สมบูรณ์แบบเลย ก็ยังไม่ได้อยู่ระดับหนึ่ง อธิบายเป็นภาษาได้ยากด้วย อาตมานอนไปประมาณตี 3 ตี 4 ก็ตื่นแล้ว จากนั้นก็ตื่น จนถึง 06.00 น. ก็จะไม่หลับลึกเข้าไปจนตัดประเด็นภายนอกไปหมดเลย มันจะค่อยๆรู้ข้างนอกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ใช้ภาษาอธิบายก็ไม่ใช่ง่ายๆ มันก็ยาก แต่เอาเถอะ ค่อยๆรู้ ภาวะที่เป็นอุตุนิยามไปแล้ว ไม่มีกายแล้ว อย่างเล็บเรานี่ เป็นอุตุนิยามคือขาดจากชีวะคุณตัดเล็บขาดไปจากเล็บ มันไม่ใช่ชีวะแล้ว มันก็เป็นดินน้ำไฟลมคืออุตุแท้ๆ แต่ว่าตัดเล็บที่มันยาวออกมา ก็ไม่เจ็บ แต่ที่ตัดนี้มันเป็นชีวะอยู่นะมันเป็นพีชะ เพราะฉะนั้นไม่มีความรู้สึกคือไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ นี่แหละคือพืช ก็ไม่จองเวรจองกรรม ไม่มีบาปไม่มีบุญอะไร เพราะฉะนั้นกินพืชไม่มีบาปหรอก อย่างนี้เป็นต้น ส่วนมาถึงประสาทแล้วทีนี้เป็นจิตนิยามแล้ว อันนี้แหละมีความรู้สึกมีเวทนา มีอาการเจ็บ อันนี้เป็นจิต เพราะฉะนั้น จิต พีชะ อุตุนิยาม มันต่างกันอย่างไร คุณก็ต้องทำให้ได้ 640903_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ความยิ่งใหญ่ของบุญนิยม สาธารณโภคี กสิกรรม

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน