ความสุขเป็นปัญหาชีวิต.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.46 KB
วันที่แก้ไข6 กันยายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ความสุขเป็นปัญหาชีวิต สู่แดนธรรม... มีคำถามของเด็กที่เข้ากับสิ่งที่พ่อครูถาม ขณะนี้พ่อท่านกำลังสอนเรื่องจะทำให้เนื้อโลกุตระหยั่งลงอย่างแน่นหนา พอดีเด็กถามว่า _หลวงปูคะ หนูได้อ่านเจอในหนังสือว่า ความสุขคือปัญหาชีวิต หนูเลยสงสัยว่ามันจริงหรือไม่คะ พ่อครูว่า... เข้าท่า ความสุขเป็นปัจจัยชีวิต นี่แหละคือความโง่ ความสุขเป็นปัญหาของชีวิตนั่นแหละคือความโง่ มันไม่ใช่ปัญญา ไปเข้าใจว่าความสุขคือปัญหาของชีวิต เพราะมันไม่เข้าใจว่าความสุขมันไม่มี ความทุกข์มันไม่มี มันเป็นอุปาทานทั้งนั้น สุขก็อุปาทาน ทุกข์ก็อุปาทาน มันเป็นอวิชชา เพราะฉะนั้นไปยึดว่าเป็นความสุขเป็นอารมณ์ชนิดหนึ่ง จนกระทั่งเทวนิยมเป็นสุขนิยมเลย ต้องได้แต่ความสุข สู่แดนธรรม... แสดงว่าคนทั่วไปมองว่าความสุขไม่น่าเป็นปัญหาในชีวิต แต่พวกเราชาวโลกุตระเห็นว่ามันเป็นปัญหา เหตุของความทุกข์มาจากความสุขใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... มันไม่รู้ว่าสุขไม่มีจริงๆหรอกมันเป็นอุปาทาน มันก็จะต้องการอยู่นั่นแหละ ต้องการก็คือตัณหา เมื่อมีปัญหาก็เลยไปหลงตัณหา ถ้ามีปัญญาเราก็ไม่ไปหลงตัณหา เราก็ไม่ต้องการสุขไม่ต้องการทุกข์ พูดมันง่ายนะ เราก็ไม่ต้องการสุขไม่ต้องการทุกข์ การที่ไม่ต้องการสุขไม่ต้องการทุกข์นั้นอาศัยพยัญชนะภาษาที่พูด คำว่าไม่สุขไม่ทุกข์ มันเป็นภาษาไทยแล้ว ไม่สุขไม่ทุกข์มันเป็นคำไวพจน์เป็นคำใช้แทน ที่จริงไม่ใช่อันเดียวกันหรอก ใช้แทนกับคำว่าอุเบกขา คำว่าอทุกขมสุขหรือ ไม่สุขไม่ทุกข์มันก็เหมือนหรือเรียกว่าไวพจน์ มันคล้ายกันใช้แทนกัน มันก็พอได้ พอฟังได้ แต่ว่า คำว่า อทุกขมสุขกับอุเบกขามันคนละนัยเลย ไม่ทุกข์ไม่สุขเป็นความรู้ตื้นๆ แค่โลกียะ แต่อุเบกขาเป็นความรู้ทางโลกุตระ อุเบกขาจริงๆคืออะไร ใครตอบได้บ้าง ใครจะอาสาตอบยกมือ ใครจะตอบได

อ่านต่อ

้ตรงกับเฉลยในใจอาตมา เนื้อแท้ก็คือ อุเบกขาคือ ความบริสุทธิ์จากกิเลส บริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น ปริโยทาตา บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น แล้วจิตนั้นเป็นธาตุจิตที่ยิ่งใหญ่เรียกว่า มุทุภูตธาตุ หรือมุทุธาตุ ภูตะคือจิตวิญญาณที่มีลักษณะมุทุ เป็นลักษณะที่ยิ่งใหญ่มาก ในมุทุเป็นธาตุ 2 ชนิดอยู่ในนั้น ธาตุเจโตกับธาตุปัญญา มีทั้งสองชนิดอยู่ด้วยกันเก่งที่สุดเป็นธาตุเจโตก็เก่งเป็นธาตุปัญญาก็เก่งสุด เพราะฉะนั้นผู้ที่มีธาตุวิญญาณเป็นมุทุได้ จึงเป็นธาตุจิต ที่สามารถจัดการกับกรรม เรียกว่า กัมมัญญา จัดการกรรมได้อย่างเหมาะสม อย่างดี มี สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 สามารถที่จะจัดมัตตัญญุตา ประมาณทุกกาละในการที่จะมีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมเป็นตัวจัดการ จึงมีแต่สิ่งที่ดีเรียกว่ากุศลในโลก เพราะจิตมันสะอาดจากความลำเอียงไม่มีอคติ ไม่มีรักไม่มีชัง ไม่มีตัวไม่มีตน มีแต่กรรมการงาน มีแต่สิ่งที่จะทำกับสิ่งแวดล้อมสิ่งประกอบให้ดีที่สุด ใช้สัปปุริสธรรม 7 กับมหาปเทส 4 เป็นองค์ประกอบในการทำ วินิจฉัยแล้วก็ทำลงไป ประมวลแล้วเสร็จ มัตตัญญุตา เร็ว เป็นอัตโนมัติยิ่งใหญ่มากเลย ผู้ที่บรรลุเป็นอรหันต์แล้ว มีมุทุภูตธาตุ ก็จะทำ กัมมัญญาได้เร็วไว ตามบารมีของแต่ละท่าน ๆ อย่างอาตมาโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็ทำได้เร็วไวไม่ใช่น้อย นี่พูดไปเหมือนคุยตัวเองอวดตัวเอง แต่ที่จริงพูดสาระสัจจะ พูดวิชาการ พูดความจริงสู่ฟัง มันเลยเขตข้ามพ้นความอยากอวดตัวอวดตนไปแล้ว อาตมาข้ามเขตนั้นไปไหนต่อไหนแล้วในการอยากอวดตัวตน อยากจะอวดไปทำไม ถึงไม่แคร์คนเขามาด่าหรอก คนอยากอวดดีจะไม่กล้าไปกระทบคนอื่นเท่าไหร่ อยากให้คนชม แต่อาตมาไม่ได้แคร์การชมการตำหนิอะไร เอาความจริงว่าอย่างเดียว สู่แดนธรรม... สาเหตุที่พ่อท่านทำคุณภาพเช่นนี้ได้ก็เพราะว่าได้ละความสุข จากที่เด็กได้ถาม พ่อครูว่า... ได้ละแล้วทั้งความสุขความทุกข์ พูดไปแล้วคนที่จะไม่เชื่อถือ เขาไม่เข้าใจเนื้อหาสาระสัจจะ แต่พูดไปนี้มีความจริงในพฤติการณ์ทั้งหมด แต่เขาไม่มีปัญญาไม่มีธาตุรู้พอที่จะรู้ถึงกรรมกิริยาอาการของอาตมาทั้งหมด เขาไม่รู้หรอก ก็มันช่วยไม่ได้ อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาก็ได้แต่แสดงออกไปสำหรับผู้ที่รู้ได้ ซึ่งมันมีผู้ที่รู้ได้อย่างพวกคุณเนี่ยรู้ได้ แล้วรู้ได้ยิ่งๆขึ้น อาตมาก็ได้ทำให้มันละเอียดลออ เจริญขึ้นเรียกว่าเจริญงอกงามไพบูลย์ เจริญก็คือพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ งอกงามก็คือลักษณะที่มันงอกงาม ชื่อนี้ยิ่งใหญ่เหมือนกันนะ คำว่า งอกงาม เหมือนอย่างปุ๋ยของชาวอโศก งอกงาม เสร็จแล้วก็เต็ม ไพบูลย์ก็คือเต็ม เจริญงอกงาม ไพบูลย์ 3 คำใหญ่ ก็ทำขึ้นไปให้มันเจริญขึ้นๆ แล้วมันก็งอกงามขึ้น เป็นแต่เพียงว่ามันยังไม่เต็ม ยังไม่ไพบูลย์เท่านั้น ก็ต้องทำเข้าไปเรื่อยๆ มันไม่ไพบูลย์ได้ง่ายๆหรอก เพราะว่าความพร่อง พระพุทธเจ้าตรัสว่าโลกนี้พร่องอยู่เป็นนิจ หมายความว่าพร่องอยู่เสมอ เพราะความไม่เที่ยง และสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยในการที่จะทำให้เกิดเป็นความไม่เที่ยงมันมาก คนจะทำให้เกิดความเที่ยงมันมีน้อย พระอรหันต์นี้จบในเรื่องความเที่ยงความไม่เที่ยง แล้วท่านก็จบอยู่ที่ความเที่ยงที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นในความเที่ยง พระอรหันต์นี้จบอยู่ในความเที่ยง ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ถือว่าเที่ยง ฟังพอไหวไหม พระอรหันต์จบอยู่ที่ความเที่ยง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) แต่ท่านไม่ยึดมั่นถือมั่นในความเที่ยง ถ้าเราไม่ได้ยึดเราก็ไม่ได้อยู่ไม่ได้ทำอะไรร่วมกับเขา เพราะเรายึดเราถึงทำอะไรร่วมกับเขา ถ้าเราไม่ยึดไม่แตะ ไม่ยึดไม่แตะไม่รับรู้แล้วคุณจะทำอะไรร่วมกับเขาได้ ต้องไปรับรู้แล้วไปแตะไปยึดแล้วปรุงแต่งกับเขา 640906_รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 8

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน