สัปปายะ 4 อธิปไตย 3 ของศาสนาพุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.44 KB
วันที่แก้ไข6 กันยายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

สัปปายะ 4 อธิปไตย 3 ของศาสนาพุทธ พ่อครูว่า...วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 6 กันยายน 2564 ที่บวรราชธานีอโศก ยิ่งการเมืองในขณะนี้ยิ่งจู้จี้จุกจิกสารพัด เราก็พยายามทำให้มันดูรู้สึกว่ามันไม่ต้องไปทุกข์ร้อนต้องไปกังวลอะไรมากมายนัก คลายใจสบายๆร่าเริงเบิกบานอะไรกันไปดีกว่า เขาก็มีพฤติกรรมทางสังคมกันไปแต่ละกลุ่มแนวคิด เราก็เป็นคนไทยอยู่ในเมืองไทยก็เป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่มีความคิดมีแนวคิด มีการดำเนินชีวิตไปตามที่เราเชื่อมั่นว่าเป็นวิถีชีวิตที่น่าเดินทางไปทางนี้ตาม Concept ของเรา ของใครก็ของใคร ของเราก็เป็นศีลสามัญญตาทิฏฐิสามัญญตา เราก็เห็นว่าหลักการหลักเกณฑ์ของศีลปฏิบัติอย่างนี้ เสมอสมานกันไปตามทิศที่ตรงกันเสมอสมานกัน แล้วเราก็กลายมาเป็นคนชนิดหนึ่งในสังคมโลก เรียกฉายาว่าเป็นชาวอโศกเป็นต้น เราก็มีจะเกิดความเป็นการเมืองความเป็นเศรษฐกิจสังคม มันก็เป็นตรงนั้นเป็นจริงตามที่เรามี Concept อย่างนั้นอย่างนั้น เรามีConceptอย่างที่เราเป็นมันก็เป็นอย่างนี้ อาตมาก็ภาคภูมิใจที่พวกเราได้มาฟัง ที่อาตมาเอาความเชื่อมั่นของตัวเองว่า คนที่ได้พากเพียรบำเพ็ญบารมีมาจนได้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงค้นพบ ว่าชีวิตมนุษย์ จนกระทั่งมนุษย์ที่มี Concept อย่างเดียวกันเสมอสมานกัน มีทิฏฐิสามัญญตาศีลสามัญญตาปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ แล้วก็จะเกิดผลอย่างที่เราเป็น อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้องค์รวมของท่านเป็นสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ว่าอย่างนี้ดีที่สุด อาตมาก็มาทำความเข้าใจตาม Concept ของอาตมาว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้เป็นอย่างนี้ คนอื่นๆในเถรสมาคมในผู้รู้ทั้งหลายในโลกเขาก็มี Concept ของเขา Concept ก็คือความคิดความรู้องค์รวมของแต่ละคน เขาก็มีความคิดองค์รวมความรู้องค์รวมอย่างที่เขาเป็น มันก็ต่างกันบ้างเหมือนกันคล้ายกันมากที่สุดบ้าง

อ่านต่อ

อย่างพวกเรานั้นเหมือนกันคล้ายกันมากที่สุด จนกระทั่งจะเรียกว่าอันเดียวกันตรงกันก็ได้ แล้วเราก็รู้ความแตกต่างว่า แม้มันจะตรงกันแต่มันก็มีความต่างกัน ต่างกันในลำดับต่างกันในน้ำหนัก ต่างกันในความรู้ความเป็นไปได้ในความเห็นความเชื่ออะไรก็แล้วแต่ หรือเรียกว่าปัญญาจะมาเป็นตัวแยกตัวแบ่งความแตกต่างกันก็ตามเราก็เชื่อว่าที่เราเป็นนี้จนกระทั่งเราเอาชีวิตของเราแต่ละคนแต่ละคนเอามาดำเนินชีวิตไปในทางนี้อย่างนี้เสร็จแล้วก็ได้ผลว่า เราก็อยู่ดีนะกายกรรมของเราก็อยู่สบายดี วจีกรรมของเราก็อยู่สบายดี มโนกรรมของเราก็อยู่สบายดี ตรงกันกับภาษาลาวทั้งหมดเลย สบายดี เขาทักทายกันว่าสบายดี มันก็สบาย สบายมาจากภาษาบาลี สัปปายะ ความหมายของสัปปายะนั้นลึกซึ้ง เช่นสัปปายะ 4 เป็นต้น มีเสนาสนะสัปปายะ มีบุคคลสัปปายะ มีอาหารสัปปายะ มีธรรมะสัปปายะ อย่างนี้เป็นต้น สังคมใดที่มีสัปปายะ 4 นี้ ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า สังคมนั้นก็จะมีรูปปรากฏการณ์ขึ้นมาให้เห็น อย่างชาวอโศกเรานี้ ก็มีสัปปายะ 4 ของเรา มีสถานที่ เสนาสนะสัปปายะ มีบุคคลสัปปายะ ก็มีคนมีมวลชนตั้งแต่เกิดจนตาย เด็กจนถึงผู้เฒ่า ก็อยู่รวมกันเป็นสังคมมนุษยชาติธรรมดานี่แหละ อยู่กันจนกระทั่งสามารถที่จะเกิดคุณธรรมตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส อย่างในสาราณียธรรม 6 เป็นต้น ตรงกันกับที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ อยู่กันด้วยเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม เสร็จแล้วก็อยู่กันอย่างมีระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง ระบบสังคมเป็นสาธารณโภคี อาตมาเรียกรวมทั้งการเมืองเศรษฐกิจสังคมว่าแบบสาธารณโภคีทั้งหมด เป็นส่วนกลางร่วมกัน ซึ่งมันสุดยอดแล้ว อาตมาว่ามนุษยชาติสุดยอดแล้วอันนี้ ในคนที่เขาไม่ได้ศึกษาตำราหรือวิชาตามหลักสูตรของพระพุทธเจ้า หรือทฤษฎีต่างๆของพระพุทธเจ้า เขาก็ไม่รู้ครบไม่รู้บริบูรณ์ แต่อาตมาศึกษามาตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าก็รู้ครบ รู้ครบอะไร เขาแบ่งใหญ่ๆอยู่เป็น 3 อย่าง (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม... พ่อท่านกำลังชี้แจงสังคมที่เป็นอยู่สุขสบายที่ยิ่งกว่าสุขอย่างไร พ่อท่านพยายามจะให้ผู้รู้ต่างๆในสังคมเข้ามาศึกษาสังคมอย่างนี้ พ่อครูว่า... จริงอย่างที่คุณสู่แดนธรรมพูด อาตมาก็ทำอย่างไรที่ผู้ที่ได้เรียนรู้ตำราทางเศรษฐกิจก็ตาม ทางการเมืองก็ตาม ทางสังคมก็ตาม มาจากต่างประเทศ จากสังคมเทวนิยมจากศาสนาเทวนิยม จากครูบาอาจารย์ ปราชญ์ทางเทวนิยม เขาก็ได้มาอย่างที่เป็น แล้วเอาอย่างเทวนิยมมาครอบงำในประเทศไทยที่เป็นประเทศพุทธศาสนาที่มีอเทวนิยม เอามาครอบงำ อาตมาก็ว่าน่าสงสาร ของดีๆของไทยตั้งแต่สร้างประเทศไทยก็มีพุทธศาสนามาที่มีรากฐานเป็นโลกุตรธรรมเป็นของพระพุทธเจ้า แต่ทำไมจะต้องหลงมาเอาจากศาสดาหรือปราชญ์ทางเทวนิยมมา มาแทรกมาครอบงำมาแทนที่ของพระพุทธเจ้า มันน่าสงสารความคิดความอ่าน ที่ไม่มีความชัดเจนความรู้มันไม่ชัดเจนว่า ของที่เดิมมาแต่อ้อนแต่ออกประเทศไทยตั้งประเทศ สร้างประเทศแล้วก็รักษาประเทศมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ยังไม่ถึงพันปีเมืองไทย ก็อยู่กันอย่างไม่เคยเป็นอาณานิคมของประเทศใดในโลกเลย และไม่เคยเที่ยวได้ไปรุกรานครอบครองทำเป็นใหญ่เป็นเบ้งกับประเทศนั้นประเทศนี้เลย ซึ่งเป็นพฤติการณ์ของประเทศที่สุดยอด อาตมาว่าเขาไม่ชัดเจนในตำราของพระพุทธเจ้า ไม่เชื่อมั่นว่าคนที่สูงที่สุดที่ได้บำเพ็ญบารมีมา จนกระทั่งถือว่าจบสุดในความเป็นคน แล้วก็รู้จักความเป็นสังคม ความเป็นโลก ความเป็นอัตตา ที่มีอธิปไตยทั้งหมด โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย และมีธรรมะที่เป็นอธิปไตยเป็นธรรมาธิปไตย โลกียะก็ต้องรู้ เพราะโลกุตระนั้นรู้ทั้งโลกียะและโลกุตระ ส่วนโลกียะไม่มีความรู้เรื่องโลกุตระ แต่โลกุตระรู้ทั้ง 2 ส่วน โลกียะรู้แต่โลกียะ เขาไม่รู้โลกุตระ ถึงแม้จะมาศึกษาโลกุตระก็ไม่ใช่ง่ายๆที่จะสามารถรู้ว่าความจริงแท้ที่เป็นโลกุตระแท้ๆไปได้ จนกระทั่งถึงการเปลี่ยนแปลงจิต เกิดความยินดี เกิดการเต็มใจที่จะทำใจของเราให้เปลี่ยนแปลงเป็นใจโลกุตระไม่ใช่เป็นใจโลกียะเท่านั้น 640906_รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 8

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน