มูลสูตร 10 คือที่สุดตั้งแต่ต้นจนจบสุดของศาสนา.docx
เนื้อหาในไฟล์
มูลสูตร 10 คือที่สุดตั้งแต่ต้นจนจบสุดของศาสนา พ่อครูว่า... ตามหลักสูตรพระพุทธเจ้าตามมูลสูตร 10 เขาก็ไม่สามารถที่จะรู้และก็ไม่รู้ว่าทฤษฎีต้นรากคือเป็นมูลสูตร 10 นี่คือต้นรากของมนุษยชาติ ที่จะรู้ว่าจิตวิญญาณหรืออัตตา ต้องมีต้นรากในความยินดี มีฉันทะเป็นมูลเป็นอันแรก แล้วก็ชัดเจนว่า จิตเป็นประธานสิ่งทั้งปวง เพราะฉะนั้นต้องมาทำที่จิตนี่แหละ รู้จักการทำจิตมนสิการให้เกิดใหม่ มนสิการเป็นสัมภวะมาเป็นแดนโลกุตระ และวิธีที่จะให้เกิดใหม่ก็มีข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 จนกระทั่งไปจบเอาที่ข้อที่ 10 วิธีก็ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย เป็นสมุทัย เป็นเหตุให้เกิดการศึกษา การปฏิบัติอบรม เปลี่ยนแปลงจิต เปลี่ยนแปลงมนะหรือจิต โดยมีเหตุปัจจัยเป็นอิทัปปัจจยตา เป็นเวทนา เป็นสมาธิ เป็นสติ เป็นปัญญา เป็นวิมุติ จนเป็นอมตะ จนรู้ที่สุด เป็นปริโยสาน นิพพานเป็นปริโยสาน อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ อย่างอาตมาเจอมูลสูตร 10 ก็รู้ได้ว่าทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบอยู่ในนี้หมดเลยในมูลสูตร 10 เริ่มต้นตั้งแต่ฉันทะเป็นมูล มันยิ่งใหญ่มากเลยฉันทะ เป็นต้นตอของสิ่งที่จะบรรลุผลของอะไรต่ออะไรทั้งนั้นเลย การเกิดจิตที่จะเป็นจิตยินดีพอใจจริงๆเลย มีฉันทะ มันมีภาษาบาลีเยอะหลายคำในคำว่าความยินดี แต่ฉันทะเป็นคำที่ต้องศึกษากันดีๆเป็นมูลรากของจิต เป็นมูลกา เป็นต้นรากของจิต เกิดอาการยินดีพอใจในอันนี้อย่างมีปัญญาร่วม มีความชัดเจน ว่า โอ้โห อย่างนี้ จะต้องเอาไปให้ถึงที่สุดให้ได้อย่างนี้แน่ เพราะฉะนั้นผู้ที่แน่จริงทำที่สุดศึกษาตามได้จริงก็จะได้ผลตามมูลสูตรไป จนกระทั่งสุดท้ายก็จบด้วยปรินิพพานเป็นปริโยสาน ข้อที่ 10 ปรินิพพานเป็นปริโยสานคืออะไร ปรินิพพานเป็นที่สุดเป็นปริโยสาน ปริโยสานก็คือจบอวสาน จบรอบเลยจบสิ้นจบไม่เหลืออะไรเลย
อ่านต่อ
ไม่เหลืออะไร ไม่เหลืออัตภาพไม่เหลือวิญญาณไม่เหลืออัตตา ไม่เหลือตัวตนไม่เหลือจิตนิยามของเรา แยกธาตุของจิตนิยามของธาตุวิญญาณของเรา เป็นที่สุด สามารถแยกธาตุจิตให้เลิกเป็นจิตไปเลย เลิกจากจิตเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย ตัวเราก็หายไปเลย ตัวเราที่เคยเป็นเราหมดจบไม่เหลือเลย นี่คือปรินิพพานเป็นปริโยสานของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่า อัตตาหรือวิญญาณหรือจิตนิยามนี้ มันไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องอยู่อย่างนี้คงมั่นนิรันดรอะไร ไม่ใช่ มันเป็นธาตุปรุงแต่งผสมกันอยู่ สังขาร พระพุทธเจ้าเรียนรู้แยกธาตุได้จนกระทั่งละเอียดลออ และก็ทำจิตของตนได้จริง จนกระทั่งปรินิพพานเป็นปริโยสานได้จริง พระพุทธเจ้าทุกพระองค์หรือพระอรหันต์ทุกพระองค์ รู้ถึงขั้นทำจิตให้ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ ท่านก็จบเลิกความเป็นจิตนิยาม ความเป็นวิญญาณความเป็นอัตภาพอัตตาของตัวเองไป สูญไปเลย ล้มล้างทฤษฎีพระเจ้าที่เป็นเจ้าของอัตตาเจ้าของจิตวิญญาณ นิรันดร ล้มล้างความนิรันดรของจิตวิญญาณ ล้มล้างความเป็นพระเจ้าที่เป็นเจ้าของวิญญาณ ล้มล้างพระเจ้าที่ถือว่าเป็นเจ้าของจิตวิญญาณทุกจิตวิญญาณ ล้มล้างมาเป็นว่าจิตวิญญาณไม่ใช่ของพระเจ้าแต่เป็นของเราเอง เราจัดการด้วยตนเองเพราะเป็นของเรา เราจัดการกรรมทุกอย่างเป็นของเรา กัมมัสโกมหิ กัมมสกตา กรรมเป็นของเราเอง เราเป็นทายาทของกรรมของเราเอง เรารับมรดกกรรมของเราเอง เราเป็นเราคนอื่นจะมายุ่งเกี่ยวมาแทรกแซงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ปู่ย่าตายาย มาแทรกแซงกรรมของลูกหลานของคนอื่นไม่ได้ กรรมเป็นของใครของมัน กรรมก็พาเราเป็นเราไปและทำกรรมของเรา จนสามารถทำให้กรรมของเราสมบูรณ์แบบได้ สมบูรณ์แบบก็คือ จะอยู่ก็อยู่ได้อย่างดี ถ้าเราจะไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็เป็นผู้ที่มีคุณงามความดีมีกรรมที่ดีอย่างเที่ยงแท้ ไม่มีที่จะไม่ดีเลย สูงกว่านั้นไม่มีสุขไม่มีทุกข์ แค่ดีกับชั่วนั้นเป็นแค่โลกียธรรม ทำดีไม่ทำชั่วเลยนั้นแค่โลกียธรรม เสร็จแล้วไม่เที่ยง เพราะว่าจิตจริงๆแล้วไม่รู้จักความเป็นจริงของจิตแท้ๆว่า มันเป็นอยู่อย่างไร มันสังขารกันอยู่อย่างไร จนกระทั่งมาเรียกมันว่าวิญญาณ มันมีสภาพ 2 เป็นนามรูป เขาไม่รู้ ว่าจิตเป็นนามรูปปรุงแต่งกันอยู่ และวิธีก็จะต้องมีผัสสะ เกิดอายตนะมีเวทนา แล้วรู้ตัวเหตุว่า ตัณหาเป็นตัวเหตุ ที่ทำให้เราโง่ เป็นตัณหา เป็นอุปาทาน เป็นภพชาติ เป็นนิรันดร นิรันดรก็คือยังอวิชชายังโง่อยู่ นิรันดรความเป็นจิตวิญญาณนิรันดร ก็จะยังมีอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นความมีหรือความไม่มีเป็นที่สุด แห่งที่สุด ดังที่พระพุทธเจ้าบอกว่าคนที่เรียนจบแล้วก็จะรู้จักโลกสมุทัยกับโลกนิโรธ ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 เรื่องความมีกับความไม่มี โหติ กับ นโหติ หรืออัตถิความมี กับนัตถิ ความมีกับความไม่มี เป็นต้น ก็จะอยู่กับ 2 อย่างนี้ จะมีก็ได้ไม่มีก็ได้ เป็นอมตะบุคคล สุดท้ายก็ไม่มีงบอย่างสนิทเลย สลายเป็นดินน้ำไฟลมไปอย่างที่อธิบายแล้ว มันเป็นความสุดตั้งแต่ต้นจนสุด ในการเกิดมาเป็นคน แต่ศาสนาเทวนิยมสุดไม่ได้ มันอวิชชา สุดท้ายก็ไปอยู่กับพระเจ้า และพระเจ้าเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ไปอยู่ไหนก็ไม่รู้ พระเจ้าก็คือผู้รู้สุดแล้วเป็นอะไร เป็นเจ้าของธาตุจิตวิญญาณนิรันดร เกิดมาแล้วก็มีกรรมต่างๆไม่รู้รายละเอียดของกรรม ไม่รู้ว่าการเกิดการตายมีไม่รู้กี่ภพชาติไม่รู้สำหรับศาสนาเทวนิยม แม้จะรู้ก็รู้ไม่จบ ไม่ใช่เทวนิยม 100% ก็จะเริ่มรู้ว่ามันมีเกิดมีตาย มีการเวียนเกิดเวียนตายหรือจะเกิดชาติเดียว แล้วก็ตายไปอยู่กับพระเจ้าเท่านั้น อ๋อ..มีหลายชาติหรือ มีการเวียนตายเวียนเกิดหลายชาติ เทวนิยมเขาไม่ชัดเจนไม่เรียนรู้อย่างละเอียดลออ เขาไม่รู้ที่เกิดต้น และไม่รู้ที่จบ ปลายของจิตวิญญาณ แต่ของศาสนาพุทธนี้รู้ ชัดเจนทุกอย่างเลย แล้วทำจนกระทั่งสมบูรณ์แบบ จะอยู่ เป็นชีวิตอยู่ มีจิตนิยามอยู่ไม่หายไปไหน จะอยู่แล้วก็จะช่วยโลก ช่วยมนุษยชาติเหมือนพระปณิธานของพระอวโลกิเตศวร ก็อยู่ สอนเขาให้รู้ความรู้ที่ท่านเองมีแล้ว ว่าเกิดอย่างไรตายอย่างไร มันเกิดมาด้วยอวิชชา จนกระทั่งมีวิชชาดับได้ สูญไปเลย ได้ ก็สอนคนอื่นเขาให้รู้ตามช่วยโลกช่วยมนุษย์โลก แต่ผู้ที่ไม่มีปณิธานอย่างพระอวโลกิเตศวรแต่เป็นโพธิสัตว์ขนาดใดขนาดหนึ่ง ประมาณใดประมาณหนึ่งแล้วก็เลิก จบ ไม่ต้องต่ออีก อาตมาว่าอาตมาได้พยายามขยายความต่างๆ วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า วนเวียนไปวนเวียนมา ไม่ได้ออกไปเป็นโลกจินตาอย่างที่เขาฟุ้งซ่านไปไกล ปรุงแต่งกันเป็นโลกที่ต่างกันจนนับไม่ถ้วน หาที่สุดไม่ได้ เป็นโลกที่ปรุงแต่งออกไป ตามลักษณะต่างๆ หาที่สุดไม่ได้สารพัด แต่มันก็วนอยู่ใน 62 ทิฏฐิ มากบ้างน้อยบ้างเท่านั้นเอง อาตมาก็ไม่เก่งพอที่จะเอาทั้งทิฏฐิ 62 มาขยายความ มาอธิบายให้ชัดเจนและละเอียดลออทั้งหมด ยังไม่มีความสามารถปานนั้น แต่ก็พออธิบายได้บ้าง ก็อธิบายผ่านๆไป แต่ละเหตุการณ์แต่ละเรื่องราวที่มันมาถึง อธิบายกันไป 640906_รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 8