สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน จำแนกพระอาริยะโดยสภาวะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข3 มกราคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน จำแนกพระอาริยะโดยสภาวะ พ่อครูว่า...วันนี้เป็นวันที่ 3 ของ ว.บบบ.ก็รู้สึกว่าพวกเรามีจิตใจใฝ่ธรรมะกันอยู่ อาตมาทำงานศาสนามาเกือบ 50 ปีแล้ว ที่อาตมาทำงานศาสนาเป็นงานระดับแก่นสารระดับที่เข้าถึงวิมุติ เข้าถึงจุดสำคัญของศาสนา เป็นโลกุตรธรรม ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่มี อาตมาพูดได้เต็มปากว่าในวงการศาสนาพุทธทุกวันนี้ไม่มี ไม่มีที่ไหนที่เขาอยู่ในวงศ์ของความเป็นโลกุตรธรรมตลอดเวลา เขาจะแวะไประลึกถึงโลกุตรธรรม คนที่มีความรู้โลกุตรธรรม ก็แวบไปโลกุตรธรรมบ้างก็มี แต่จะอยู่กับบรรยากาศ หรือวงวน องค์ประกอบของความเป็นโลกุตรธรรมตลอดเวลาเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ นอกจากกิเลสของแต่ละคนเท่านั้น โลกุตรธรรม บางคนก็บัญญัติว่า นั่นคือจบความเป็นอรหันต์เท่านั้นจึงจะเรียกว่าโลกุตรธรรม บางคนเขาก็ยึดถือเช่นนั้น แต่ความจริงสำหรับอาตมาไม่ได้เห็นเป็นเช่นนั้น โลกุตรธรรมนั้นเริ่มต้นตั้งแต่จิตที่เรามีแนวคิด มีสติ มีสัมปชัญญะแล้วก็ระลึกถึงความเป็นโลกโลกียะกับความเป็นโลกุตระได้ แล้วจิตของเราก็ มีกระแสมีแนวโน้มของมันมีความยินดีที่จะออกมาสู่โลกุตระ ออกมาหรือออกไปหรือออกจาก ภาษาบาลีคือเนกขัมมะ ออกจากกามออกจากโลกีย์ออกจากกิเลส พวกนี้คืออาการจิต ที่มีเนกขัมมะ มันเป็นจริง ถ้าจิตใจใครมีความเป็นจริงอย่างนี้ แค่ความอยากออกจาก แล้วเรามาพิจารณาเข้าถึงสภาวะจริงของจิตเรา ว่าจิตใจของเราจมในโลกียะ สัมผัสอันนี้แล้วอยากได้อยากมีอยากเป็นมาเป็นของเรา มาหาตัวเรามาหาอัตตา อัตตานียา น่าได้ได้น่ามีน่าเป็นไปหมด ไอ้นั่นเดี๋ยวดี ไอ้นี่เดี๋ยวเป็น อันนี้ไม่น่าเป็นเอาไปไกล ผลักออกไป มันก็มีพลังงานผลักและพลังงานดูดนี่แหละ ผู้ใดอ่านจิตตัวเองเห็นอาการ เห็นลักษณะของมัน อาการของมัน เป็นอาการ เป็นอาการมโน อาการมันผลักหรือมันด

อ่านต่อ

ูดมันไม่เป็นอาการกลางๆ ไม่เป็นอาการอุเบกขา จิตมันไม่ได้อยู่กลาง มันไม่ได้เป็นมัชฌิมา คำว่ามัชฌิมานี่คืออาการคือสภาวะ มัชฌิมาไม่ใช่แปลว่าทาง ทางนั้นคือปฏิปทา แปลว่าทาง แปลว่าวิธี หรือวิถี แปลว่า ลักษณะขององค์ประกอบ ในการไปใช้ปฏิบัติ เรียกว่าปฏิปทา คือมรรค ส่วนมัชฌิมามันเป็นผล จิตของเราเป็นกลางแล้ว นี่คือนัยละเอียดที่คนไปผิดเพี้ยนบอกว่ามัชฌิมาปฏิปทาแปลว่าทางสายกลาง คำแปลว่าทางสายกลางนั้นเป็นการแปลที่ผิด เพราะมันเป็นคำ 2 ที่ทิ้งไปไม่ได้ ต้องแปลให้ชัด แปลว่าวิธีปฏิบัติให้สู่ความเป็นกลาง ผู้ที่ไม่เป็นอรหันต์นั้นจิตใจยังไม่เป็นกลางหรอก คนที่เป็นอรหันต์แล้วจึงจะเป็นคนที่มีจิตเป็นกลาง จิตของคนเป็นกลาง ก็ไม่ใช่จะอยู่กับตัวกลางตลอดเวลา จิตไม่ไปทางโน้นจิตไม่คิดไปทางโน้น ไม่มุ่งไปทางโน้นทางนี้ไม่ว่าใคร ไม่ไปถล่มความไม่ดีความไม่ถูกต้อง จิตไม่ไปหลงยกย่องสรรเสริญความถูกต้อง นั่นมันไม่ใช่ จิตใจของผู้ที่เป็นอรหันต์หรือผู้ที่ถึงแล้ว จะต้องไม่ไปว่าใครไม่ว่าอะไรเฉยๆ ถึงว่าก็ไม่มีอารมณ์ ไม่มีแนวโน้ม จิตจะมีลักษณะดูดหรือผลัก มันก็พูดจืดๆ กลางๆ ซึ่งมัน สุดโต่งของความเข้าใจผิด ก็คือ คนที่รู้จักดำ รู้จักขาว รู้จักร้อน รู้จักเย็น ร้อนในสามัญปกติ ถ้าไปแตะต้องมันก็ร้อน เราร่วมอยู่ด้วยก็รีบออกมา มันเย็นเกินไปก็ไม่ไหว ก็รีบถอยออกมา ไม่อยู่กลางๆ อาการที่ไปแตะความร้อนความเย็นเกินสามัญก็ต้องเคลื่อนไหวไปมา ก็ไปเห็นอาการของผู้ที่เจตนาที่จะไปแตะต้องสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรืออยู่ในภาวะที่ บรรยาย อธิบายความเข้าใจของทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งความร้อนความเย็นทั้งความดีความชั่ว เมื่อพูดถึงชั่วก็ต้องถล่ม นิคหะ ต้องข่มต้องกด เมื่อพูดถึงดีก็ต้องยก มันเป็นธรรมชาติที่จะต้องทำเช่นนั้น เมื่อแสดงออกถึงการกด การข่ม ข่มสิ่งนั้นสิ่งนี้ดูถูกสิ่งนั้นสิ่งนี้ ยกย่องเชิดชูสิ่งนั้นสิ่งนี้ เขาก็หาว่าเป็นคนที่ยังไม่เป็นกลาง เป็นคนที่ยังมี ชอบไม่ชอบ เป็นคนที่ยังไม่กลางๆ ซึ่งเขาไม่รู้ในภาวะที่คนทำงาน โดยเฉพาะที่พูดที่อธิบายธรรมะก็ต้องบอกดีบอกชั่ว ถ้าบอกเฉยๆจืดๆก็ได้ ก็เป็นการฝึกจืดๆ เป็นการแสดงออกน้ำหนักที่ไม่ชัดเจนเพียงพอ ลักษณะท่าทางสุ้มเสียงสำเนียง ก็ดี ถ้าสำเนียงจืดๆ มันเบาเกินไป เขาก็หาว่าอันนี้สงบ ถ้าเบาๆสงบ เรียบๆ ไม่มีคลื่นอะไร สงบ มันก็ถูก มันก็ได้ แต่ว่าสื่อให้คนอื่นรับรู้สึกให้เข้าใจน้ำหนัก ลงน้ำหนัก สื่อให้รู้ว่าแรงร้อนนะ มันไม่เบานะ มันหนัก เราก็ต้องลงน้ำหนักให้รู้ให้เข้าใจ แล้วก็รู้สึกเร็วๆด้วย เวลาพูดนานๆช้าๆก็ไม่เป็นไร คนก็พอเข้าใจได้ แต่เมื่ออธิบายมากๆเร็วๆนานๆ ก็ค่อยๆชะลอไว้ค่อยๆเข้าใจ มันเร็วก็ต้องพูดให้หนักให้เร็ว ให้ผ่านเร็วๆ จะได้ลงน้ำหนักไปในตัว สิ่งเหล่านี้ ผู้ที่ไม่รู้รายละเอียดของสิ่งเหล่านี้ ก็หยิบมาเป็นเหตุปัจจัยในการวิเคราะห์วิจัย แล้วก็ให้เหตุผลในการวิเคราะห์วิจัยต่างๆ มันก็ถูกทั้งนั้น ถูกต้อง แต่เขาไม่เข้าใจ ปัจจุบันของการปรุงแต่ง เขาปรุงแต่งสิ่งนี้เหมาะสมกับปัจจุบันนี้ ทุกอย่างที่ปรุงแต่งผสมส่วน ให้มันได้น้ำหนักตามควร หนักเท่าที่ควร เบาเท่าที่ควร อย่างตอนนี้อาตมาพูดเบาๆ อีกสักเดี๋ยวก็จะค่อยๆแรงขึ้น ก็พูดไปคนเข้าจะค่อยๆเข้าใจเข้าใจแล้วก็จะค่อยๆ หรี่ลง ยิ่งตอนนี้เช้าๆตี 4 กว่า ก็จะยาก เรามาต่อ อาตมาอธิบายเรื่องของ ญาณ 7 คำอธิบายธรรมะรู้เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย มากมาย จนกระทั่งคนอาจแยกไม่ออก แต่ถ้าสามารถแบ่ง เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายก็คงจะไม่สับสนอะไร มีผู้พยายามเอาภาระ แยกเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย คือพระโสดาบันนั้นเป็นเช่นไร มันมีบ้างไหม ซึ่งตอนนี้ไปเน้นวิธีการกันมาก ที่เน้นมากก็คือการทำสมาธิ บางคนก็เน้นที่ปัญญา โดยไม่มีการเน้นศีลเป็นเบื้องต้นก่อนเลย ไปเน้นที่สมาธิ เน้นที่ปัญญา ถือว่าเป็นตัวสำคัญ ก็เลย กลายเป็นวัวลืมตีน วัวไม่มีตีนแล้ว ไปไม่ออกไปไหนไม่มีท่าเลย ตีนขาด ลืมศีล ลืมบาทฐานพื้นฐาน โสดาบัน นั้น กำหนดโดยศีล 5 เป็นเบื้องต้น ศีล 5 นี้ครบกาย วาจา ใจ ศีล1 2 3 ก็กาย ศีล 4 วาจา ศีล 5 ใจ แล้วศีล 5 คุณได้บริสุทธิ์อยู่ไหม กาย วาจา แม้แต่ใจ ยังมีลักษณะของโลภโกรธหลงของใจ มันยังเกิดอยู่ในใจเรา มันจะออกมาข้างนอกบ้างก็ระดับของสกิทาคามี ออกมาข้างนอก ลักษณะสกิทาคามี แต่ถ้าอยู่ภายในสามารถระมัดระวังควบคุมได้เรียกว่าอนาคามี คุณก็อยู่ในลักษณะโสดาบันที่สมบูรณ์ดีบริบูรณ์ดี ทำได้ แต่คุณก็ต้องลดพลังที่มันจะออกมาแสดงออก หรือว่ามีพลังงานของความโลภ โกรธ หลง ในกรอบของศีล 5 ไม่ใช่ว่าได้ทุกอย่าง สัมผัสกับอะไรทุกอย่างไม่มีขั้นตอนเลย ไม่มีขีดก็จะไม่เกิดโกรธ โลภ หลงหมด ไม่ใช่ และในความหมายของศีล 5 จะต้องชัดเจนลงไปเลยว่า สัมผัสกับสัตว์ สัมผัสกับของ สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ข้อ 3 แล้วคุณก็เกิด สังขาร ปรุงแต่งเป็นอารมณ์หรือเวทนา เวทนาสุขทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์ หรือข้างในจิต ต้นที่มันจะเกิดเวทนาที่มีอาการอกุศลจิตเป็นเหตุ อยู่ในจิต คุณก็ต้องพิจารณาเลย ถ้าบุคคลที่ไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้รู้จักจุดที่จะพิจารณา จุดพิจารณาคำว่ากาย คืออะไร จุดที่จะพิจารณาคำว่า เวทนาคืออะไร จุดที่จะพิจารณาความเป็นจิต คืออะไร ความเป็นธรรมคืออะไร คนที่เรียนรู้มายังไม่สมบูรณ์ ไม่ได้เรียนรู้อย่างถูกต้องว่าการพิจารณานี้แหละ ลืมตามีสัมผัสพิจารณา มีสติ มีธรรมวิจัย มีวิริยะมีโพชฌงค์ในการปฏิบัติ โพชฌงค์ในการปฏิบัติองค์สามองค์ สติองค์ที่ 1 ธรรมวิจัยองค์ที่ 2 วิริยะองค์ที่ 3 พากเพียรพยายามที่จะมีสติและมีวิจัย ในการประกอบอาชีพ มรรคมีองค์ 8 ในการกระทำกรรมกิริยาทุกอย่าง กัมมันตะ ในขณะที่พูด ในขณะที่คิด สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ นี่คือ ในองค์ประกอบของการจะปฏิบัติธรรม การจะศึกษาเรียนรู้ คุณจะต้องมีสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา แล้วก็ปฏิบัติในอาชีพในการกระทำการงานกรรมกิริยาทุกอย่าง ในขณะพูดในขณะคิดมีสติแล้วก็วิจัยเมื่อผัสสะ เมื่อมีผัสสะก่อเกิด ถ้าเผื่อว่า คุณไม่มีกาย ก็ไม่มีจิต กายก็คือจิต กาย ตถาคตเรียกว่าจิต มโน วิญญาณ กายต้องเน้นที่จิต แล้วจริงๆแล้วกายต้องมี 2 มีทั้งภายนอกและภายในต้องมีผัสสะ เป็นองค์ 3 ขึ้นมา ถึงจะเกิดสภาวะองค์รวมเรียกว่า กาย กายนี้คือองค์รวมของสภาวะธรรมะ 2 เทวธัมมา เมื่อสัมผัส เป็นองค์รวมแล้วต่อเนื่องจากกายสัมผัส ก็จะมีเวทนา เวทนาคือความรู้สึกอารมณ์ เมื่อมีอวิชชาก็ปรุงแต่งเป็นสุขเป็นทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์โดยมีจิตเป็นตัวกลาง อกุศลจิตเป็นตัวการทำให้เกิดความชอบไม่ชอบ ความสุขความทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็ต้องแยก ให้ออก คุณสามารถแยกออก ดูอาการ จนกระทั่งแยกได้จริงๆ แยกออกว่าอาการอย่างนี้เป็นตัวการเป็นเหตุ อาการต้องการ ต้องการผลักต้องการดูด มีพลังงานผลักดูดชอบหรือชัง ยกตัวอย่างง่ายๆ เราเห็นสิ่งเหล่านี้ (บนโต๊ะมีผลไม้) สัมผัสแล้ว ใจเราก็เห็นว่ามันเหลืองนวลมันดูดี ดูงามสดใสดี แล้วก็จบอยู่ที่นั่น สดใสดี น่ากิน น่าอยากได้ น่าเอามาเป็นของกู มันเป็นความหมายที่อาตมาพูดแต่ละอย่าง ล้วนแล้วแต่มีกรรมกิริยาของความมีตัวตนเข้าไปร่วมทั้งนั้น เริ่มต้นตั้งแต่ว่าสวย แล้วก็หนักเข้าไปอีก น่าได้ หนักเข้าไปอีก น่าจะเป็นของกู หนักเข้าไปอีก เอาซะเลย โดยไม่คิดเลยว่ามันของใคร เขาหวงไหมละลาบละล้วงได้หรือเปล่ามันไม่ใช่ของเราอยู่แล้ว แม้แต่อยู่ในนี้บอกว่าเป็นสาธารณโภคีเป็นของทุกๆคน ควรจะหยิบไปไหม? มันไม่ควรจะยึดไปเป็นของเรา เพราะคนเอาไว้เขาก็มีเจตนาที่จะใช้ประโยชน์ ถ้ามันกองสุมอยู่ตรงโน้นเป็นของส่วนกลาง เราก็มีสิทธิ์แอบไปกินบ้าง ถ้ามีมารยาทก็บอกว่าใครดูแลอยู่ ใครอยู่ตรงนี้ จะขอไปกินหน่อยนะ ก็บอกกันด้วยมารยาทนิดหน่อยไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าถือวิสาสะหยิบไปเลยก็ไม่มีใครเขาว่าอะไร ไม่ได้หวงแหนอะไรมากมาย นอกจากของจะมีจำกัดมันน้อย ก็ต้องสงวนไว้หน่อย ผู้ที่เขาทำงานอยู่ เอาไปแล้วจะไม่พอเขาก็หวงกัน ก็เอาไว้ทำอย่างนั้นอย่างนี้นะ ประเดี๋ยวมันจะไม่พอ แต่ถ้าฉันอยากจะกินมาก ก็บอกว่าถ้าไม่กินฉันก็จะตาย เขาก็คงจะให้ ฉันอยากจะกินมากไม่ได้กิน ไปขอเถอะเขาก็คงจะต้องให้ อย่างนี้เป็นต้น อธิบายเป็นตัวเนื้อหาที่เกิดจากจิตทั้งนั้น จิตที่มันมีอาการอย่างนั้นอย่างนี้ 601229_ทวช.งานว.บบบ.ครั้งที่ 5 เพื่อฟ้าดิน สร้างคนจนสุขสำราญฯ ตอน2

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน