สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อธิบาย ญาณ 7 พระโสดาบัน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อธิบาย ญาณ 7 พระโสดาบัน พ่อครูว่า...วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 28 ธันวาคม 2560 วันนี้เป็นวันเริ่มต้น ที่จริงก็ผ่านมาวันหนึ่งแล้ว มันเลทไป แต่ก็ยังน่าชื่นใจ มีมา 502 คน ที่ลงทะเบียนสอบ เลย 500 ไปครึ่งพันได้ 2 คน พอถูไถ เรามันต้องพันกว่าน่า มหาปวารณาเราเคย 2000 กว่า ตอนนี้ก็ยอบแยบ มันก็เป็นไปตามธรรมชาติ มันเคี่ยวข้น จะเหลือตะกอนหรือเนื้อ มันเป็นธรรมดาธรรมชาติ ดินน้ำไฟลมจะต้องเข้าหาแรงที่จะเข้มข้นสูงสุด อาตมาก็ยังตั้งอกตั้งใจทำชีวิตให้ดีขึ้น แข็งแรงขึ้นให้มีพลังงานทางจิตวิญญาณมีประสิทธิภาพที่ ยิ่งๆๆขึ้น มีความก้าวหน้า มีอัตราการก้าวหน้า ที่เป็นปฏิภาคทวี ทบทับทวีขึ้น ซ้อนๆๆ ขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ถ้าสามารถที่จะทำได้ ในความสามารถของคนในระดับหนึ่ง เริ่มต้นของผู้ที่เข้ามาสู่ความเจริญ ของพระพุทธเจ้าก็ได้ว่า อาริยะ ต้องใช้ศัพท์คำว่า อาริยะ ให้มันต่างจากคำว่า อริยะที่ไปทางเจโต และต่างจากคำว่า อารยะที่ไปทางปัญญา ที่จริงแล้วไม่ใช่ปัญญาแท้ มันเป็นความเชื่อและฉลาดโลกๆโลกีย์ เรียกว่าเฉกา เฉโก แต่มันผิดเพี้ยนไปหลอกคนอื่นได้ว่าเป็นปัญญา พยัญชนะคำว่าปัญญามาเรียกความฉลาดแต่แท้จริงนั้นเป็น โลกีย์อยู่ ถ้ายังเป็นโลกีย์อยู่มันก็ไม่เข้ากระแส ผู้ที่นับเป็นอาริยะของพระพุทธเจ้านั้น เรากำลังพยายามที่จะรวบรวมหลักฐานวิชาการอะไรต่างๆนานา เป็นหลักเกณฑ์ที่เขาใช้กันในสมัยใหม่ มีระบบระเบียบอะไรต่างๆนานา ให้พูดกันด้วยภาษาสามัญโลกๆ เอามาพูดกันยืนยันกันมีเหตุปัจจัยข้างนอก ยืนยันตัวบุคคลพฤติกรรมและมีภาษาชื่อเรียก อย่างนี้นะๆ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม กายคือภายนอกทั้งหมดเลย แต่มีนัยลึกซึ้งที่ไม่ขาดจากจิต ถ้ามีแต่ร่างข้างนอก ดินน้ำไฟลมเฉยๆไม่มีจิตเข้าไปร่วมด้วย จริงๆแล้วภาษาบัญญัติพระพุทธ
อ่านต่อ
เจ้าที่เรียกว่ากายนั้นมันไม่ใช่ มันต้องมีจิตร่วมเสมอ ขาดจิตไม่เป็นกาย พระพุทธเจ้าท่านได้ให้หัดแยกกายแยกจิตให้ชัดๆพิจารณามูลกรรมฐาน 5 ผมขนเล็บฟันหนัง เป็นองคาพยพภายนอกของเราที่ไม่ได้ขาดไปจากกาย แต่อยู่ภายนอก จับต้องได้ ไม่ว่า ผมขนเล็บฟันหนัง ผิวหนังที่เป็นส่วนภายนอก หนังนี่เจ็บที่สุดแล้วอธิบายยาก หนังกำพร้า กับหนังกำพลอยนี่มันติดกันจนแยกไม่ออก ถ้าจะไปเอาฟันมันก็ยาก ต้องหมอฟัน ต้องเจียเข้าไป ส่วนที่เป็นประสาทเข้าไปก็เป็นกาย แต่ถ้ายังไม่จี๊ด เข้าไปมันก็ยังไม่กลับ ส่วนที่ไม่มีความรู้สึกก็ไม่ใช่กาย เล็บนี่ง่ายกว่าเพื่อนเห็นเลยว่าโด่มา ไม่ติดกับประสาท เราก็เอาที่ความรู้สึกถ้ามันเจ็บอยู่ก็ใช่กาย ถ้าไม่รู้สึกไม่เจ็บก็ไม่ใช่กาย แต่ความรู้สึกของคนทั่วไป กาย นี้คือต้องไม่รู้สึกเจ็บ ถ้ายังรู้สึกเจ็บอยู่ ไม่ใช่กาย อย่างนี้เป็นต้น นี่คือความผิดพลาด เมื่อเข้าใจ กาย คำเดียวนี้ผิดก็พิจารณาความจริง มันกลับกันไปแล้ว จิตเป็นกาย กายเป็นจิต แต่นี่ไม่เอาอะไรแล้ว กายไม่เกี่ยวกับจิตเลยแล้วจะไปพิจารณาอะไรได้อย่างไร มันต้องพิจารณาอาการของจิต ต้องดูอาการของจิต ดิน น้ำ ไฟ ลมมันไม่มีทุกข์สุขหรอก จะร้ายหรือดีจะมีคนมีโทษก็อยู่ที่จิต ต้องจัดการกับการบงการจิตเราเอง เราต้องเป็นผู้บงการได้ เริ่มต้นคำว่ากายของตัวเองแท้ๆคำว่าสักกาย กาย แปลว่ารูปนาม สัก แปลว่าตัวตน ตัวเรานั่นแหละ สักกายจึงเป็นสังโยชน์ตัวแรก หากอ่านสักกายไม่ออก ไม่เข้าเขตการศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า เป็นข้อแรกเลย สักกายคืออะไร คือจิตของเรา ตั้งแต่สัมผัสอาการของจิตออก อ่าน อาการ ลิงค นิมิต อุเทส คือคำอธิบาย ที่อย่างอาตมาอธิบาย แล้วเอาไปอ่านอาการ มีเครื่องหมายนิมิต มันไม่มีตัวตนรูปร่างสีสัน แต่มันมีอาการเคลื่อนไหว อาการไหวไปไหวมา เคลื่อนไปมา มันไม่ได้นิ่งเลย เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมทำให้จิตใจนิ่งไปเลย แล้วไปลงอยู่ที่จิตนิ่งไม่มีธรรมะวิจัย นิ่งจบ นี่แหละคือสูงสุด นิโรธ ก็ไม่ได้เรียนดูอาการของจิตเลย จิตหมดอาการ ก็เลยออกนอกจากศาสนาพุทธไป มันก็ง่าย สะกดจิตอยู่เฉยๆ คนที่ฝึกฝนเรียนรู้มาพอสมควรทำจิตให้หยุดนิ่งมันไม่ยากอะไรหรอก นอกจากคนปุถุชนโลกโลกีย์ที่ไม่เคยฝึกอะไรเลย จะมาทำจิตให้หยุด เขาก็บอกว่าคิดเหมือนลิง ทำให้มันอยู่นิ่งไม่ได้ ถ้าใครจะกดให้มันอยู่นิ่งได้ก็ชนะ ก็เป็นเรื่องเบื้องต้นตื้นๆง่ายๆ หยุดได้เก่งก็ไปหลงว่านั่นแหละคือความสำเร็จ เสร็จแล้วเขาบอกว่าจะวิปัสสนาก็ยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา และเป็นอย่างไร ก็นั่งหลับตาแล้วยกจิตขึ้นมาวิปัสสนา ให้จิตมันนิ่งไม่คิดอะไรเลย ให้มันคิดนิดหนึ่งเรียกว่ายกจิตขึ้นวิปัสสนาแต่อย่าไปคิดมากนะ เดี๋ยวมันเตลิดเปิดเปิงคุมไม่อยู่ก็ถูกของคุณ คุณยังไม่มีแรง ไม่มีประสิทธิภาพในจิตเลย ก็ทำอย่างนั้น อาตมาทำมาหมดที่เขาพูดกันทั้งหลาย อาจารย์ใดๆเขาพูดกัน คำอธิบาย กายแต่อาตมาทำมาหมดรู้หมดทุกอย่าง เรามาเอาหลักการตามพระพุทธเจ้าโดยมีหลักเกณฑ์ตั้งแต่เบื้องนอก ต้องมีตั้งแต่เบื้องนอกเสมอ ไม่ใช่ไปเอาแต่อ่านจิต เล่นอยู่กับจิต มันละเอียดเกินไปมันข้ามขั้น มันไม่เป็นไปตามลำดับ เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย เพราะฉะนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ อาตมาอธิบายตามหลักวิชาเลย พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเอาคำว่า ความรู้ อธิบายความรู้ธาตุรู้ ท่านบอกว่าต้องมีปัญญาหรือมีความรู้ ที่เรียกว่าเป็นอริยะต้องมีความรู้ 7 ประการนี้ เรียกว่า ญาณ 7 แล้ว ญาณ7 นี้จะไปอ่านอะไรหมดหรือไม่ ไม่ใช่ อ่านแค่องค์ประกอบของศีล 5 ศีล 5 นั้น 3 ข้อแรกเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบทางกาย ข้อ 4 องค์ประกอบของ วจี คำพูด ข้อ 5 คือจิต ก็ต้องให้ชัดเจนก็ต้องมาพูดตัวอย่างประกอบคือกาย มี 1. สัตว์ 2. ของ 3.สัมผัสกับสัตว์กับของนี่แหละแล้วเกิดกิเลส กิเลสในการสัมผัสและเกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ห้าทวาร สัมผัสแล้วเกิดไปติดยึดในอารมณ์ที่สัมผัสนั้น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสเสียดสีเย็นร้อนอ่อนแข็ง นั่นแหละ เอาเท่านี้ก่อน เพราะฉะนั้นเริ่มต้นมาเลย ตามศีล หยาบที่สุด ในการสัมผัสแล้ว หยาบที่สุด การสัมผัสแล้วท่านเรียกว่า อบาย อบายภูมิ 6 เอาตามตำราเลย มีอะไรบ้าง 1. เสพของมึนเมาให้โทษ 2. เที่ยวกลางคืน 3. เที่ยวดูมหรสพการละเล่น 4. เล่นการพนัน 5. คบมิตรชั่ว 6. เกียจคร้าน ถ้ายังมีเรื่องที่คุณยังไปติดอยู่ 6 อย่างนี้ถือว่าเป็นอะไร หนึ่ง มึนเมา ธรรมดาจิตวิญญาณประสาทของคนเราก็เมาอยู่แล้ว ปุถุชน เมาในโลกีย์ เมาลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เมากามคุณ 5 เมาอัตตา เมาอัตตาหยาบๆก็เอา กามคุณ 5 ต้องสวยระดับที่ 1 นะต้องไพเราะระดับที่ 1 นะ รสต้องเป็นชั้น 1 นะ แล้วแบ่งเกรด เป็นชั้นสูงชั้นกลางชั้นต่ำอะไรพวกนี้ เสียงก็ตาม รูปก็ตาม กลิ่นก็ตาม รสสัมผัสทางลิ้น ก็ตาม สัมผัสเสียดสี เย็นร้อนอ่อนแข็ง จัดจ้านหมด นี่เรียกว่า กาม ทีนี้เมื่อจะต้องสัมผัสแตะต้องเกี่ยวข้อง ตั้งแต่เริ่มต้น เรื่องสัตว์ แตะต้องกับสัตว์ แล้ว สัตว์ทั้งหลายนี่ คุณจะต้องหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวง อย่าไปหวังมุ่งร้าย มีความเอ็นดูต่อสัตว์ทั้งปวง สัตว์ทุกตัวตั้งแต่เซลล์เดียวเขามีวิบากของเขา อันนี้ละเอียด เพราะว่าเราเองเราไม่ต้องไปเกี่ยวข้องอะไรกับสัตว์ตัวใด วิบากของใครของมัน เรามีแต่ฐานะที่จะช่วย เขายินดีให้ช่วยเราก็ช่วย ไม่ยินดีให้ช่วยเราก็อย่าไปยุ่งกับเขาเดี๋ยวจะเกิดวิบากซ้อน เขายินดีให้ช่วยก็ช่วย หว่านไปกลางๆ เขาจะแอบรับเอาก็ช่างเขาเถอะเขาได้สิ่งที่ดีแล้วก็ไม่เป็นไรไม่ต้องหวงแหนหรอก อย่างนี้เป็นต้น อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับสัตว์ใดๆ อย่าไปสร้างวิบากเชื่อมต่อ มันเป็นวิบากแก่กันและกันมาทั้งนั้น ที่มันเป็นวิบากแข่งกัน มันจะห่างไกลกันไม่เจอกันร้อยชาติพันชาติไม่เคยโคจรมาเจอกันเลย ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนอันหนึ่งเป็นดาวฤกษ์แล้ว อีกอันหนึ่งเป็นอุกกาบาตอยู่ มันจะไปเข้าใกล้กันได้อย่างไร มันก็ต้องอีกนาน ยังไม่เข้าวงโคจรไม่เข้าแรงดึงดูดอะไรเลย เดี๋ยวก็เข้าไปหาดาวดวงน้อยดวงนี้ ถูกถีบออก ถูกดูดไปหลงนึกว่าดี ก็เลยดึงดูดแรง พอรู้ว่าไม่ดีก็ถีบแรงออกไปเหมือนกัน มันผลักออกกับดูดแรง เป็นอยู่อย่างนี้ สรุปเข้ามาง่ายๆ กิเลส พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่ากิเลสเป็นภาษากลางๆ กิเลสรวมทั้งหมด ตกจมลงในกิเลสเรียกว่า วิติกมะ มันจมมันดักดานมันหยาบ ถูกครอบไว้ทุกๆวัน ถูกหลอกพราง หนาเปรอะเลย เป็นจิตขั้นหยาบที่สุด ถูกหลอกไว้ตั้งแต่ขั้นที่หยาบที่สุด ท่านเรียกว่ามึนเมา คนเรานั้นสติจะต้องเต็มร้อย แต่ถ้าสติไม่เต็มก็เริ่มเมาแล้ว สติมี 99 ก็เริ่ม เมาสติ 90 ก็ไม่เต็มร้อย ร่วมกันอย่างชัดเจนในนอกนอกใน แต่นี่เอาแต่นอกไม่เอาในไม่ได้เรื่องเลย พวกเอาแต่นอกไม่มีในไม่รู้จักจิตเลย พวกนี้พูดธรรมะไม่รู้เรื่อง ที่นี่เอาแต่ในเลยไม่มีนอก ยังพอพูดกันรู้เรื่อง ภาวะจิตมันเป็นประธาน เอาแต่นอกเลยไม่มีจิตนี้เป็นการออกนอกเขตเทศบาลพุทธ คนละเรื่องเลยพวกนี้ไม่ต้องพูดกัน เพราะฉะนั้นเอาจิตเป็นหลัก เมื่อมีจิตร่วม มีเหตุปัจจัยนอก เรื่องเกี่ยวกับความเป็นสัตว์ที่มีความรู้สึก มีจิตวิญญาณ มีเซลล์แห่งความรู้สึก แล้วมีจิตนิยามเริ่มต้นตรงนั้น ต่างคนต่างเป็นเพื่อนทุกข์ เกิดมานี่มีแต่ทุกข์ทั้งนั้น ตั้งหน้าตั้งตาตั้งแต่เป็นเซลล์เดียวก็มีวิบากต่อไป เราไม่มีเวลาพอ ที่จะไปช่วยสัตว์ในระดับเซลล์เดียว ล้านเซลล์ยังช่วยเขาไม่ได้เลย กี่ล้านเซลล์ในร่างกายคน กว่าจะเป็นเวไนยสัตว์ที่สอนกันรู้เรื่องแล้วระดับโลกุตรธรรมด้วย มันไม่รู้จะเอาเริ่มต้นที่ตรงไหนมันไกลมาก เพราะฉะนั้นก็มาเอาตามเขตของพระพุทธเจ้า ว่า 1. สัตว์หมายถึงอย่างนี้ 2.ข้าวของวัตถุต่างๆที่มันเป็นวัตถุ ทั้งหลายนอกตัวคือข้าวของ 3. อยู่ที่ความยึดติดต่างๆในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส คุณก็จำต้องรู้เลยว่า มันดูดหรือผลัก ไม่ดูดไม่ผลักจึงจะเป็นกำลังกาย จึงต้องตั้งสติแล้วมีปัญญาที่จะมีธาตุรู้ไปทำอะไรได้ นั่นคือไม่เอา ก็ต้องให้มีสติเต็มร้อย รู้นอกรู้ใน ขนาดมีสติเต็มร้อยยังมีปัญญากันคนละขั้น สติเต็มร้อย แต่ปัญญาความเฉลียวฉลาดก็ยังมีคนละระดับ ก็เอาระดับที่ 1 คือระดับความรู้ ธาตุรู้หรือเรียกว่าปัญญา ปัญญาเป็นภาษาพระพุทธเจ้าแล้ว เฉกา แปลว่าความรู้ ก็เอาภาษาไทยกลางๆ ความรู้ที่พ้นจาก วิติกมกิเลส เป็นความรู้ขั้นที่ 2 ได้ ปริยุฏฐาน อันที่ 1 วิตกมกิเลส อันที่ 2 ปริยุฏฐาน อันที่ 3 อาสวะ อนุสัย อันที่ 3 นี้เอาไว้ตัดสินกันที่อนาคามีหรืออรหัตตมรรค เอาหยาบก่อน ละเอียดอย่าเพิ่งไปกังวลมัน เป็นลำดับหลังลำดับปลาย สรุปเรื่องเมาในโลกีย์ เมาในโลกีย์มีอะไรบ้าง 1.กุหนา ของอาชีพ 2.ลปนา ของอาชีพนี่หยาบสุดแล้ว 3.เนมิตกตา เป็นตัวกลางในวิชาอาชีพ 5 ส่วน นิปเปสิกตา แปลว่าบรรลุแล้วแต่ยังมอบตัวในทางที่ผิด หมายความว่าคุณหลุดพ้นของคุณได้แล้วแต่คุณยังไปรับใช้คนชั่ว คนดีไม่ให้ความร่วมมือร่วมงานอยู่ จะไปร่วมงานกับคนชั่วเรียกว่า นิปเปสิกตา ไม่ไปเสียแรงงานความคิดให้กับคนไม่ดี ส่วน ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา สุดยอดเลยทำงานฟรีเราว่างแล้วไม่ต้องการอะไรตอบแทนเลย มี ชาวอโศกเรามีทั้งหมด คนมิจฉาชีพข้อที่ 5 นี้ด้วย ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตาแล้วไม่ยอมมอบตัวในทางที่ผิด ชาวอโศกเรามีเนื้อแท้ในนี้ ไม่ไปช่วยเขาหรอก จ้างอย่างไรก็ไม่ไปหรอก มันมีจริงแล้วรับรองว่าไม่ไปไหน ส่วนเนมิตกตานั้นเป็นระดับกลางที่ต้องไปตามลำดับ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี เป็นขั้นตอนเรียกว่า เนมิตกตา สร้างไปตามลำดับ ส่วน กุหนา นั้นชั่วหนัก หยาบหนัก เลวหนัก เช่น อบายมุข6 เมาหนัก ตอนนี้เมาของหยาบ เมาในวัตถุที่ทำให้สติตก สัมปชัญญะไม่มี ยาเสพติด เหล้าที่ทำให้สติเราไม่เต็มร้อย เมื่อสติไม่เต็มร้อย อะไรที่ทำให้ประสาทมีสติไม่เต็มร้อยมันคืออบายมุขทั้งนั้น สอง เที่ยวกลางคืน ยังมีใจไปสนุกกลางคืน กลางคืนเป็นเวลาพักผ่อน กลางวันเป็นเวลาทำงาน กลางคืนเป็นเวลาพักผ่อนให้รู้พักรู้เพียร ตามธรรมชาติให้ร่างกายสมดุลได้สัดส่วน ซึ่งจริงๆแล้วคนไม่ต้องพักผ่อนถึง 12 ชั่วโมงหรอก ทำงาน 12 ชม.พัก 12 ชม.มันก็เกินไป คนเราไม่ต้องถึงขนาดนั้น คนสามัญธรรมดาพัก 6 ชม.ดีแล้ว 8 ชม.นี่สำหรับผู้มีอายุมากอนุโลมหน่อย 10 ชม.ก็มี ถ้า12 ชม.คุณจะต้องเรียกคืนในสภาวะซับซ้อนอีก ก็ว่าไป อย่างอาตมาต้องพักเติม 12 ชม.บ้าง ที่จริงไม่อยากจะอยู่ถึงหรอก แต่คนก็บอกว่าต้องเติม ดินน้ำไฟลมมันไม่รู้เรื่องกับเรา ต้องเติมให้สมดุลบ้าง การเที่ยวกลางคืนชาวอโศกเราไม่มีใครไปเที่ยวงานกลางคืนหรอก ส่วนพวกเด็กเล็กๆคะนองไปบ้างก็โดนลงโทษบ้าง แต่เด็กที่ติดจริงๆเขาอยู่กับเราไม่รอดหรอก ผู้ใหญ่ก็ตาม ต้องไปเที่ยวกลางคืนอยู่ มาอยู่กับเราไม่ได้หรอก อย่างอบายมุขให้ละเอียด เถิดเทิงเฮที่ไหนไปที่นั่น เราก็ไม่ต้องลงลึกถึงขนาดนั้นก็ได้ สรุปแล้วอบายมุขข้อที่ 2 อันหนึ่งเมา อันต่อมาเที่ยวกลางคืน สามจะดูมหรสพการละเล่น การละเล่นมหรสพ ก็ต้องอธิบาย ขีดต่ำระหว่างที่ถือว่าไม่ชัด อบายมุขตรงไหน การละเล่น ภาษาบาลีคือ กีฬา หรือกีฬะ ภาษาไทย มีการละเล่นต่อเข้าไปอีก คือการเล่น เล่นอะไร มีเกมมีกติกามีการเล่น ที่เรียกทุกวันนี้ว่ากีฬาทั้งหมดแหละ ไปเล่นอย่างมีความเสพติดเสพรสกีฬา ถ้าคุณอดไม่ได้ มันมอมเมามาก โปรโมทกันมาก ในมหรสพการบันเทิงเริงรมย์ ให้มอมเมาติดในรสชาติกามราคะ กามคุณ ส่วนกีฬานั้นเต็มไปด้วยการแข่งขันเอาชนะคะคาน รุนแรง แต่อันนี้ไปหาทางโรแมนติกรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเป็นกามคุณ 5 สองอันนี้จัดจ้าน มหรสพกับการละเล่น กีฬาการเล่นคือระดับซาดิสม์ มหรสพคือ โรแมนติก อันนี้เรื่องรักใคร่ อันนั้นเป็นเรื่องเอาชนะคะคานเอาพลังเข้าว่า สองอย่างนี้ หนึ่งถ้าจะเล่นเพื่อออกกำลังกายตามสรีระก็พอสมควรมากกว่านี้ไม่เอา คุณก็ใช้ให้พอเหมาะ ไม่ใช่ให้มันมากเกินจนเกินไป ถ้าเกินไปมันไม่ใช่แล้ว มันเป็นการผนวกการปรุงแต่งเพื่อจะเอาดีเด่นดังใหญ่โตโก้เก๋ ก็อยากจะแวะไปถึงคุณตูนว่ามันเกินไปแล้วก็ไม่อยากไปแตะ เพราะมันมีความเสียสละซับซ้อน มีการทานมีการเสียสละแล้วได้เงินมา เขาก็ไม่เอาอีก เอาเงินให้แก่โรงพยาบาลอีก มันซับซ้อนหลายชั้นมันเป็นคุณค่าหลายชั้น ก็ยังไม่อยากไปขยายความ ให้เขานิยมชมชอบอันนี้ไปก่อน แต่ถ้าลงลึกแล้ว เดี๋ยวหาว่าอาตมาไปเที่ยวริษยาคุณตูนอีก ถล่มเขาอีก ไม่ได้ถล่ม แต่เป็นวิชาการ เริ่มต้นในประเทศไทยนี้เป็นการวัดค่า อาตมาใช้ตูนบอดี้สแลมเป็นเครื่องวัดค่า status quo เป็น เห็นอยู่หลัดๆ phenomenon ประเทศไทยชื่นชมอันนี้กัน ไม่ละเว้น ระดับตั้งแต่คนไม่มีความรู้หรือคนไม่รู้เรื่องอะไร ทุกคนไปถึงระดับสูง ร่วมรู้ร่วมรับรองร่วมเข้าใจกันได้หมด ก็ดีแล้ว ถ้าเกิดอย่างนี้ไปแล้วค่อยๆเข้าใจค่อยๆรู้ ทำออกไป มันยังมีตัวประโลมโลกอีกเยอะ แต่ก็ค่อยๆไปตามลำดับ อาตมาก็ต้องรู้ตามน้ำ ถ้าไม่รู้ตามน้ำเราขวางน้ำอย่างเดียวจะอยู่รอดอะไร อาตมาก็ต้องรู้ตามน้ำบ้าง อันนี้ถือว่าเป็นกีฬา มหรสพการบันเทิงเริงรมย์ เอาแต่รสชาติสนุกสนาน บันเทิงเริงรมย์ ซาบซึ้งประทับใจอะไร อร่อยสนุกสนาน ก็ไอ้พวกหนึ่ง เรียกว่า มหรสพ ต้องเข้าใจมหรสพจัดจ้าน จัดจ้านด้วยอะไร เรื่องราคา ราคายิ่งสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งเลวเท่านั้น ไม่ว่าจะราคาค่าตัวนักกีฬา ราคาค่าตัวดารา ยิ่งสูงเท่าไหร่ยิ่งจัดจ้านเท่านั้น นั่นแหละ คือยิ่งเป็นมหรสพการละเล่นยิ่งเป็นอบายมุข มันต้องแสดง เชิงอิตถีภาวะ ราคะ ถ้าไม่แสดงราคะก็แสดงจัดจ้าน ไม่ใช่เป็นกีฬา แต่ต้องแรงต้องเป็น Hard Rock ตะโกนให้สุดเสียง ตีลังกาหกคะเมน เต้นให้เต็มที่ บอกว่าแสดงเก่ง เก่งชิบหาย ร้องเก่งคอแตกตาย เต้นหกคะเมนตีลังกาพลาดท่าคอหักได้ เก่งนะเก่งมาก อย่างนี้คือ การแสดงที่ทำได้ยาก แต่ไร้สาระ ถึงตายได้ จัดๆเรียกว่าอบาย ต่อมาการพนันข้อที่สี่ พนันขันต่อ ไม่ต้องอธิบายมาก พวกเรานี่ไม่แล้ว ไม่พนันขันต่อ ไม่เสี่ยงทาย การเสี่ยงทายก็เป็นการพนันขันต่อ เล่นหุ้นก็เป็นพนันขันต่อ ซื้อลอตเตอรี่ เล่นหุ้น ประกันภัย แชร์ ไดเร็คเซล ไดเร็กเซลนี้หยาบมากเลย หยาบอย่างละเอียดมากเลย หยาบอย่างหลอกสูงส่ง กินลึกมากซับซ้อน สูงระดับเพชรทอง เงินเยอะนะ เอาเปรียบเขาไม่รู้กี่ต่อ ใช้จิตวิทยาที่มาก คนที่ไปถูก direct sale หลอกนี้ โง่ซับซ้อนมาก โง่อย่างคนฉลาดที่ tripple โง่ การพนันก็คือเราต้องได้มากกว่าที่ลงทุน ลงทุน 1 แต่ได้หมื่นแสนล้าน เอาเปรียบกันชิบหายเลย ลงทุน 1 แต่จะเอาเปรียบได้เป็นแสนเป็นล้าน ตะกละตะกรามเกิน ขี้โลภเกิน มันเอาเปรียบเกินไป เสียสละกับเอาเปรียบ คุณยืนอยู่ในมุมของเสียสละเถิด อย่าไปยืนอยู่ในมุมเอาเปรียบเลยแม้แต่นิดเดียว ให้มันได้เปรียบเลยคุณจะตายใหม ไม่เอาเปรียบจะตายไหม ก็ไม่ตาย มีแต่พิสูจน์กันแล้วว่า เสียสละนี่แหละยิ่งสบายไร้กังวล ไม่ต้องมีศัตรู เรามีแต่ให้ มีแต่เสียสละ พออยู่พอกิน ไม่เบียดเบียนใครพึ่งตัวเองได้รอดแล้วทำให้เหลือเกิน แบ่งแจก ทุกคนมีความสามารถ ทำวัฒนธรรมให้เกินกินเกินใช้ แล้วเอามารวมกันแบ่งแจกกัน แล้วก็ทำยังไม่ได้หยุด นอกจากเจ็บป่วยเจ็บ โอกาสต้องพักแล้ว รู้จักพักรู้จักเพียร ความหมายต่างๆของพระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ครบ ห้า คบมิตรชั่ว มิตรชั่วไม่ใช่พวกชั่วจัดๆ มิตรชั่วคือมิตรที่ไม่มีศีล5 เป็นต้นไป กัลยาณมิตโต มิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีในแวดวงคนศีล 5 ก็ต้องรู้ว่า จะไปคบกับใคร ต้องรู้ว่าคนนี้ไม่ใช่ญาติไม่ใช่มิตรแท้เรานะ มิตรนี้ร่วมใจ สหายคือร่วมประโยชน์ สัมปวังโกคือในวงใหญ่ แล้วแต่จะจัดรอบเป็นประเทศเลยก็ได้ เราก็เอาตามที่เรากำหนดมา มิตรที่พามาในกรอบศีล5 นี่แหละ หากไม่อยู่ในกรอบอาจเรียกสหาย คือผู้ที่ร่วมประโยชน์ เช่นเราค้าขายกับพวกไม่มีศีล 5 เราก็ต้องร่วมประโยชน์ด้วย ถ้าจะบอกว่าไม่ไปร่วมขายกับพวกไม่มีศีล 5 ก็ขยายผลไม่ออก มีแต่พวกกันเองมันก็ไม่พอ มันก็ต้องร่วมกับคนที่ไม่มีศีล 5 ด้วยแต่ถ้ามากเกินเละเกินชั่วหนัก เราก็ไม่เอา บางทีเงินพวกที่เลวจัด ยกตัวอย่าง ถือว่าเลว เขารวยเละ แต่รวยเขาไปทำร้ายคน เขารวยมากเลย แล้วเอาเงินก้อนนี้มายัดเยียดให้เราให้ฟรี เราก็รู้ว่าของคนนี้เราก็ไม่เอา ที่บอกให้นี้ไม่อยู่ตรงนี้หรอก รีดนาทาเร้นคนจนได้เป็นแสนล้านแล้วเอามาให้เรานึดนึง มาร่วมส่วนเรา เราก็ไม่เอา จะมาเอาเราไปเป็นพวก ซื้อเราแค่ห้าล้านแสนล้าน คุณเอามาหมดแสนล้านเลยสิเราก็จะเอา เพราะคุณมาหมดตัวแล้วมาอยู่กับเรา ถ้าไม่หมดยังงั้นไม่เอา ถ้าเอามาหมดเลยแสนล้านเลย หนอยนี่เอามาแค่ 5 ล้าน 2 ล้าน แล้วเอาเราไปเป็นพวก บอกว่าเป็นพวกเดียวกันนะ เอาเราไปอ้างอิงเพื่อจะหลอกคนต่อ นี่คือความซับซ้อน จะต้องมีความเฉลียวฉลาดที่จะรู้ทัน ข้อเกียจคร้านทำงาน อบายมุข ตัวนี้ต้องพ้นก่อนอื่นเลย เริ่มเกียจคร้านตัวแรกก็ไม่ต้องทำมาหากิน ภาษาบาลีเรียกว่า กุสีตะ หรือโกสัชชะ ไม่ต้องทำมาหากินอะไรแล้วพวกเกียจคร้านนี่ มีความแข็งแรงก็ได้ ดีไม่ดีมีความรู้มีความเฉลียวฉลาด ดีไม่ดีมีสมรรถนะมีความสามารถอีกต่างหาก ทำได้ทำเป็นทำเก่ง มีความรู้และแข็งแรงด้วย แต่มันไม่ทำ แต่มันขี้เกียจ คนนี้เหมาะกับการเอาไปเผาแล้วไปฝังนะ เรียบร้อย หรือไม่อย่างนั้นก็ไปโยนให้เสือกิน มันไม่ได้เรื่องอะไร เป็นภาระสังคม หนักแผ่นดิน เสียดายลมที่มันต้องหายใจ ไม่งั้นมันก็ตาย เสียดายมันอยู่ทำไม เปลืองดินน้ำไฟเขา ส่วนพืชนี้มันก็ไม่ไปรุกรานใครเลย มันทำแต่ตัวมันเอง แต่มาเป็นสัตว์นี้ก็เริ่มเบียดเบียนคนอื่นได้ ตั้งแต่เป็นสัตว์เซลล์เดียว แต่มันก็ยังไม่รู้ตัวอะไร จนกว่าจะมารู้ตัวเองได้ สัตว์ในระดับที่ยังสอนไม่ได้ก็ปล่อยไปตามวิบากเขา อย่าว่าแต่สัตว์เดรัจฉานเลย คนที่สอนไม่ได้ก็ปล่อยไปตามวิบากเขาเถิด สุดวิสัยแล้วสอนเขาไม่ได้จริงๆ เป็นบัวใต้ตมจริงๆ ก็หยุดนะ คนในระดับบัวใต้ตมนี้ คนบัวใต้ตมนี้มีความฉลาดมากก็ได้ แต่สอนไม่ได้ เป็นความฉลาดโลกีย์ หรือแม้แต่จำคำสอนพระพุทธเจ้าท่องทวนได้เก่งสาธบายเก่ง สอนคนได้ แต่ไม่สามารถทำให้ตนเองบรรลุธรรมได้เลยแม้แต่ชาติใดชาติหนึ่ง จิตเกิดบรรลุตัวที่ 1 มันยังทำไม่เป็นเลย มันยังไม่พ้น สีลัพพตปรามาสเลย มันรู้หมดแล้วแต่ยังไม่ทำ ปรามาสอยู่ ปรามาสนี้ละเอียดกว่าประมาท ประมาทคนอื่นยังเห็นด้วย แต่นี่ปรามาสนี้ตนเองเห็นด้วยตัวเองคนเดียวแต่มันไม่ทำ ถ้าตนเองทำแล้ว คือได้พร้อมหมดทุกอย่างแล้ว แต่ไม่ทำเสียที จะไปจับโจรแต่ก็เล่นอยู่กับโจรสนุกสนานกับโจรไป ไม่ทำอะไรโจรเสียที 1.ทำได้ 2.โจรไม่มีทางสู้ แต่ไม่ทำ ประหารโจรเสียเลยสิเอาไว้ทำไม เล่นหัวกับโจร ลูบๆคลำๆเหลาะๆแหละๆเล่นๆหัวๆกับโจรอยู่ คำนี้อยากจะบอกผู้บริหารประเทศว่าอย่าไปเล่นอยู่เลย เล่นกับหมา หมาเลียปาก ทำไปดีไปเถอะ ทำเป็นเล่นไปเถอะ ควรจัดการข้างตัว หอกข้างแคร่นี้ก็ดี อย่านึกว่าจะอาศัยหอกสำหรับใช้เขานะ แต่มันจะแทงตัวเอง คุณเผลอเมื่อไหร่หอกมันจะเอาคุณ ทำเป็นเล่นไป ขออภัยนะ ไม่ได้ยุส่งอะไร พูดให้ระวังตัว ให้คุณรีบจัดการไม่งั้นเสียเวลา เสียสิ่งที่ควรจะได้ดี มันก็จะเสียหาย สรุปแล้วอบายมุข 6 นี้เป็นตัวอย่างที่เอามายืนยัน ผู้พ้นอบายคือโสดาบัน เอาหลักการพระพุทธเจ้ามา เดี๋ยวนี้อบายมุขมีเป็นล้าน ละไว้ในฐานที่เข้าใจ อธิบายในหลัก 6 อย่างนี้ก็พอ แต่อบายมุข 6 นี้มีเป็นล้านอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ลาภ ยศ มีลาภเท่าไหร่ควรพอ ถ้าคุณไม่อยู่ในหมู่ คุณจะมีเงินทองประมาณล้าน สองล้าน ห้าล้าน เท่าไหร่ คุณไม่อยู่กับหมู่ ไปอยู่ข้างนอก อาตมาประมาณไม่ถูกแล้วว่าต้องมีเท่าไหร่แต่ถ้าอยู่ในหมู่ไม่ต้องมีถึงล้านหรอก มีแสนมีห้าหมื่น นี่ก็ยังแอบมีกันเลย มันอยู่ที่ใจจริงของใคร ใจจริงของใครบอกว่าถึงอย่างไร เราก็ไม่เลวไปกว่านี้หรอก ถ้าไม่เลวไปกว่านี้ เรามั่นใจว่าดีกว่านี้ได้อีก เพื่อนเราก็ช่วยเหลือได้ เราก็ไม่ต้องมีเงินเอง ต้องไปเก็บรักษาดูแล ไปหากุญแจมาใส่ มันจะใช้ด้วยเรื่องอะไร ให้กองกลางดูแลไป ผู้มีหน้าที่เบิกจ่ายก็ดูแลกันไป เราก็ไม่ต้องไปใช้พลังงานแคลอรี่อะไรกับเรื่องนั้นเลย ทำงานอย่างอื่นเต็มที่สบาย นี่เป็นความรู้ที่ลึกซึ้งละเอียดซับซ้อน แล้วเราจะรู้ว่า เราไม่ต้องไปดูแลรักษาอะไรส่วนตัว จะกินจะใช้อะไร ถ้ามันเหลือก็เก็บไว้ อะไรขาดเหลือก็ไปเบิกมาซื้อ เขาไม่ให้เราก็ทำเท่านั้น ขอใด้เท่าใดก็ทำเท่านั้น เราจะซื้อของนี้ 10,000 ได้มา 5,000 เราก็ไม่ต้องเอา ก็ต้องเอาแค่นั้น เรามาทำอะไร เอาข้าวของอุปกรณ์มาใช้ก็เพื่อทำส่วนรวม แต่เขาไม่เห็นด้วย เราก็ไม่ต้องทำ ทำแค่ไหนก็แค่นั้น มันจะยากอะไร สรุปเข้าเป้า วิติกมกิเลส หยาบ ตัดไป ปริยุฏฐาน ระดับกลาง อนุสัยกิเลสระดับท้าย จัดสามขั้นนี้ โสดาปัตติผล วิติกมกิเลส ยังอยู่กับ ปริยุฏฐานกิเลส ที่บอกว่า เรามีจิตปริยุฏฐานกิเลสใด กลุ้มรุมแล้ว
ทิฏฐิที่เป็นนิยยานิกธรรม ล.4 [543] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทิฏฐิอันไกลจากกิเลสเป็นข้าศึก เป็นนิยยานิกธรรม นำออกซึ่งบุคคลผู้ทำตามนั้น เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนต้นไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างเปล่าก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เรามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลสใดกลุ้มรุมแล้ว ไม่พึงรู้เห็นตามความเป็นจริง ปริยุฏฐานกิเลสในภายในนั้นที่เรายังละไม่ได้ มีอยู่หรือหนอ? หากมีอยู่ก็คือโสดาส่วนวิติกมกิเลสไม่มีแล้ว สัมผัสอย่างไรกิเลสหยาบเราก็ไม่มี เหลือขั้นที่สองขั้นกลาง แต่ถ้าไม่รู้เห็นตามความเป็นจริงในกิเลสกลางนี้ก็เสร็จมัน แบ่งกันสามเส้า หยาบ กลาง ละเอียด แต่ละเอียดนี้คุณยังไม่ได้ตั้งศีลไว้เลยก็เอาแค่ศีล 5 ก่อน ยกตัวอย่างคุณไม่ฆ่าสัตว์แต่ถ้าคุณกินที่เขาฆ่ามามันก็ยังหยาบ มันยังไปเกี่ยวข้อง แต่ถ้าแม้เขาจะฆ่ามามันไม่ได้ตายเองหรือแม้ตายเองไม่มีใครเจตนาฆ่า ไม่มีความมุ่งหมาย อุทิศ(มุ่งหมายเจตนาเจาะจง) ไม่มีใครเจาะจงเลยสัตว์นี้มันตายเองอย่างอุทิส แต่เขาไปเบี้ยวบาลีว่า เขาฆ่าเฉพาะเจาะจงคนๆนี้ ชื่อนี้ให้กิน เช่น ฆ่าให้เฉพาะนายก.กิน ดังนั้น นายก.ก็กินไม่ได้ เขากินเฉพาะคนเดียว แต่อย่างนี้ คนอื่นกินจะไม่บาปหรืออย่างไร บาปคนอื่นกินเนื้อนี้ มันรู้เลยว่าคนนี้เจาะจงชื่อนี้ อย่าไปถือสาเขานะ มันจะไปรู้เรื่องได้อย่างไรพวกสัตว์ทั้งหลายนี้ สัตว์มันไม่รู้หรอกว่าฆ่าให้เฉพาะคนนี้กิน แล้วจะให้จองเวรเฉพาะคนนี้นะ คนอื่นไม่ได้ฆ่าให้เฉพาะ ไม่ต้องไปพยาบาท สัตว์มันก็ไม่รู้เรื่องหรอก อย่างนี้พูดเอาแต่ได้ เบี้ยวบาลี เปิดช่องให้กิน เป็นเล่ห์เหลี่ยม จำเพาะคนเดียวนี้ไม่ได้กินก็ไม่เป็นไร คนอื่นไม่เกี่ยว กินได้จะได้กินได้มากๆ คุณตีความเพื่อที่ข้าจะได้ประโยชน์ แต่จิตใจของสัตว์มันไม่เอากับคุณหรอก คุณมีเหลี่ยมก็หาเหลี่ยมมุมเอาประโยชน์ของคุณ แต่สัตว์เดรัจฉานมันไม่ได้คิดเหมือนคุณ คุณไปเซ็นสัญญาอะไร กับพวกสัตว์เดรัจฉานทุกตัว มันเป็น MOU ของเอ็ง แต่ไม่ใช่ MOU ของสัตว์ทั้งหลาย จะไปบอกว่า MOU ว่าจะพยาบาทเฉพาะชื่อคนนี้นะคนอื่นไม่พยาบาท ใครจะมีข้อตกลงแบบนี้กับคุณ เป็นเล่ห์เหลี่ยมของคุณที่เบี
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive