สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) คำว่า สัมประสิทธิ์จากมิตรดีสหายดีสิ่งแวดล้อมดี.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์18 KB
วันที่แก้ไข3 มกราคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) คำว่า สัมประสิทธิ์จากมิตรดีสหายดีสิ่งแวดล้อมดี สมณะเดินดินว่า...ผมเคยถูกข่าวพวกนี้หลอก มีเศรษฐีคนหนึ่งบอกว่าอายุ 80 กว่าแล้วดูแข็งแรงมากมีกล้ามเนื้อ ก็จะเอามาดูกัน แต่ว่าภายหลังมีค้นข้อมูลว่าคนนี้ไม่ได้อายุถึง 80 กว่าหรอ ที่จริงอายุ 40 กว่าเอง แล้วหลอกคนว่าอายุมาก พ่อครูว่า...เราตรงกันข้ามกับเขาเลย เราของจริง อายุมากแล้วแต่คนก็ดูว่าอายุยังไม่มาก ต่างจากเขาที่ อายุน้อยแต่บอกว่าตัว อาตมา ในการสร้างความรู้สร้างความเป็นจริงของตัวเอง ไม่ได้อยู่เฉยๆ สร้างพลังงานสัมประสิทธิ์ ในองคาพยพร่างกายอาการ 32 ของอาตมา อาตมาก็ช่วยตัวเอง คนอื่นก็ช่วยด้วย เพื่อให้อาตมาพิสูจน์ เพราะเขาก็รู้กันว่า ถ้าไม่ช่วยต่อ อาตมาไม่ยาวยืน แต่อาตมาก็รู้ว่าใจสั่งสัมประสิทธิ์ ได้ละเอียดเพิ่มขึ้นได้ ว่า E=C(mc 2 +A) ตัว C เป็นพลังงานตัวแปรแห่งความก้าวหน้า ไม่ใช่พลังงาน static ของไอน์สไตน์ E=mc 2 เป็น Static แล้ว แต่ของอาตมา จะเพิ่มพลังงาน Kinetic ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอีกเรียกว่าสัมประสิทธิ์ สูงขึ้นไปถึงขั้น Coefficient คืออัตราการก้าวหน้า แบบคูณเป็นต้นไป ไม่ใช่แค่ระดับบวก ในสามเส้า บวก คูณ ยกกำลัง ต้องระดับคูณหรือยกกำลัง จะเป็น สัมประสิทธิ์ ถ้าอาตมาพิสูจน์ตัวเองได้ถึง 100 ปี อีกแค่ 16 ปี อาตมาว่าพวกเราจะฉลองแน่นอน อาตมาว่าไม่ถึง 100หรอก แค่ 90 นี่ก็เผลอๆจะฉลองให้อยู่นะ ยิ่ง 96 เป็นเท่าไหร่ล่ะ 8 รอบ 8 นักษัตร รับรองว่าฉลองแน่นอน ถึง100นี่ มันหน่วย0 ฉลองแน่เลย ถ้าไป 108 ครบนักษัตร จะมีฉลองไม่รู้กี่เที่ยว ก็พยายามที่สุดเพื่อจะสร้างพลังงานทางจิตวิญญาณ อาตมาว่าได้ใช้พลังงานทางจิตวิญญาณจริงๆ ยิ่งอาตมา 151 ปี รับรองว่าสูตรนี้จะยิ่งใหญ่ในโลก E=C(mc 2 +A) จะเป็นสูตรที่ ทางจิตด้วย ถ้าทางจิ

อ่านต่อ

ตพิสูจน์ได้ แน่นอนทางวัตถุที่เป็นสสารก็พิสูจน์ได้ เขาก็จะเอาไปใช้ได้เลย ตอนนี้เขาก็ยังไม่เชื่อ ไอน์สไตน์เอง ก็ได้อธิบายต่อลูกว่าต่อไปคนจะรู้ แต่ตอนนี้อธิบายยังไม่ได้ อาตมาเองมั่นใจว่าจะเป็นสูตรในอนาคต จะเป็นสูตรที่ยิ่งใหญ่ในนามธรรม เมื่อได้นามธรรมนี้ก็จะเอาไปใช้รูปธรรมได้ สมณะเดินดินว่า...ของไอน์สไตน์ เกิดจากการแตกสลายของ m ให้เล็กที่สุด เป็นปรมาณู แต่ถ้าทางด้านจิตใจ สามารถทำให้ละเอียดถึงขั้นไม่มีตัวตนได้แล้ว พ่อครูว่า..C ถ้าไม่สมดุล ก็ทำมวลให้เคลื่อนไม่ได้ มันจะต้องได้สมดุล ได้มวลที่มีแรง ในตัวมันเองทำ m คือ Static c คือ Dynamic จะเสริมเป็น Coefficient ซ้อนตั้งแต่ m กับ c มันถึงจะก้าวหน้าเป็นส่วนเกิน A พอครบหน่วยเป็น mc 2 เมื่อยังไม่ถึง mc 2 แต่ถ้าถึงแล้วก็จะได้ระดับ +ไป อีก mc 2 ถ้าครบสามเส้า ก็เพิ่มไปได้ ถ้าสามเส้า สองอันก็ยกกำลังสองเลย เป็นความรู้ในระดับที่ยังไม่มีเลยในโลก โดยเฉพาะ Coefficient ทางนามธรรม ใช้คำว่าปัญญา เป็นความรู้ที่ใหม่ในโลก เป็นวงวนพลังงานใหม่ๆ ทำให้เกิดได้จริง จิตเรามีพลังงานปัญญา เป็นพลังงานหมุนในจิต ตั้งแต่ เริ่มเป็นอริยบุคคล พระโสดาบัน จนถึงอรหันต์ก็รอบ10 อรหันต์เพิ่มเป็นอนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์เป็นสามเส้าโดยแกนของอรหันต์ เลยสามเส้าเป็นเลข 7 เป็นพลังงานซับซ้อน หมุนซ้อน เกินสองเส้าแล้วเป็นเส้าที่สาม 8 9 ก็เป็นเศษของมันอีก พอครบ 9 จะต่อหรือไม่ต่อก็ได้ ถ้าไม่ต่อก็วงวนสูงสุด เหมือนไอน์สไตน์ค้นพบ mc 2 ก็ได้เท่านั้น ไม่สร้าง A หรือ mc 2 เพิ่มขึ้นอีกตัวหนึ่ง แต่อาตมาพยายามทำเพิ่ม เป็นพลังงานทับทวีมากกว่านั้นได้อีก ถ้าทางจิตพิสูจน์ได้ เอาไปใช้ในทางวัตถุก็สบาย จะมีปรมาณูที่สูงกว่า คิมจองอึน ปรมาณูนี้จะแรงกว่า คิมจองอึน มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ทีนี้คนจะได้ความรู้พวกนี้เป็นความละเอียด หรือยิ่งด้านนามธรรม จะได้จากไหน ต้องมีคนที่นำหน้า คนที่คิดค้นได้ก่อน อย่างอาตมายังไม่ได้เป็นคนที่ค้นพบก่อน พลังงานเหล่านี้พระพุทธเจ้าค้นพบมาก่อนแล้ว อาตมายังไม่ถือว่าเป็นเจ้าของธรรมะ ในหลักสูตรทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ที่เป็นพุทธวิสัย อาตมาไม่บังอาจว่า ตอนนี้จะมีพุทธพิสัยอย่างนั้นไม่ได้ พูดอย่างจริงใจ แม้อาตมาตอนนี้ระดับ 7 อาตมาจะเสริมพลังงานเป็นระดับ 8 ก็เป็นสัจจะที่เพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ แต่จะถึงขีดระดับ 8 เต็ม แล้วจะเสริมเป็น 9ไปเรื่อยๆ ซ้อนๆๆ เหลื่อมไปเรื่อยๆ เป็นลำดับจนกว่าจะเต็มรอบ 7 เต็มรอบ 8 9 ถ้าจะตัดก็เอาแค่10 แต่จะต่อก็ 11 12 13 ต่อไปอีก จะได้อย่างนี้ ผู้ที่ยังไม่มีเชื้อ ความรู้ปัญญาที่เป็น DNA ทางด้านนามธรรม ถ้าคุณไม่มีต้องมาอยู่กับหมู่ พระพุทธเจ้าองค์ไหนก็รู้เองไม่ได้ ต้องเอามาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อน เป็นแต่เพียงว่าองค์ไหนมันยังหาต้นธาตุต้นทางองค์นั้นไม่เจอ หาไม่ได้ องค์แรกองค์ไหนหาไม่ได้เราก็ไม่ต้องไปเรียน เราก็มาเรียน นิยาม 5 นี้ ของชีวิต อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม เราก็เรียนรู้ทำให้ชีวิตเราเป็นพระพุทธเจ้า ก็จะได้รู้ แต่พระพุทธเจ้าสมณโคดม ก็ยังไม่รู้ชื่อต้นว่าพระพุทธเจ้าองค์แรกเกิดตอนไหน แต่ท่านไม่ต่อภพภูมิอีก ท่านเป็นพระพุทธเจ้าสมัยเดียวก็จบ ท่านตรัสเองว่า ถ้าผู้ใดรู้เห็นเรา ณ บัดนี้ เมื่อเราตายไป จะเหมือนกับพวงมะม่วง ตกมาแตกกระจาย ไม่รวมตัวกันอีก ท่านตรัสไว้เองว่าท่านปรินิพพานเป็นปริโยสานแน่นอน ท่านไม่ต่อ อาตมาก็จะเอาแค่นั้นเหมือนกัน ส่วนใครจะต่อก็ได้นะ เป็นพระพุทธเจ้าสมัยที่ 2 มีอีกชื่อหนึ่ง แม้จะมาจากเชื้อเดิม แต่ผมก็ต้องใช้เวลาหลายล้านๆปีอยู่นะ อย่างนี้เป็นต้น เป็นเรื่องสัจจะรอบขยาย ใครจะได้ต้นธาตุต้นธรรมเป็นเชื้อโลกุตระอันนี้ต้องมาอยู่ในหมู่หรือต้องได้จากสัตบุรุษ หากออกไปคนเดียวก็ไปไม่ได้ไกล ต้องมาอยู่กับหมู่อยู่ดี เพราะว่าเป็นมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มิตรดีหมายความถึงจิตวิญญาณ เป็นที่ตั้งของจิต ม คือจิต ต คือตั้ง ผู้ที่เป็นมิตร แล้วก็มีมิตรใหม่ สหายใหม่ เป็นผู้รวมประโยชน์ สห + อายะ ก็ร่วมตั้งแต่ 2 คน 3 คน สามเส้าสี่เส้า เป็นองค์ประกอบพร้อม มีสัปปายะครบ อาหาร สถานที่ บุคคล ธรรมะ เป็นองค์ประกอบสัมปวังโก อีก อย่างอโศกเราก็มีหลากหลายพอสมควร หากต้องการเจริญเร็วก็มาอยู่กับหมู่ หากต้องการเจริญช้าก็อยู่นอกหมู่กลุ่ม และหลายอย่างเป็นไปไม่ได้ด้วย ต้องได้จากสัตบุรุษ หากไม่มีอัตตามากก็มาอยู่กับหมู่ แต่ถ้าจะไปคนเดียวสุดท้ายต้องมาหาหมู่อยู่ดี พลังงาน อุตุ พีชะ จิต สามเส้านี้ ถ้าเข้าใจสามอย่างนี้จนมาเป็นกรรมนิยามตัวที่4 Dynamic แล้วสั่งสมเป็น ธรรมนิยาม Static ก็ต้องเรียนรู้พลังงาน ตั้งแต่อุตุนิยาม ไม่ต้องเอาพลังงานนี้มาจากผู้ที่มีต้นธาตุ พลังงาน พลังงานอุตุนิยามก็จะมีมวลสะสมได้ จนเยอะ เรียกภาษา biology ก็เป็น protoplasm กับ cytoplasm protoplasm คือเปลือกของนิวเคลียสที่มีพฤติกรรมแต่ละหน่วยอยู่ในนั้น คือ cytoplasm ที่มีความหลากหลายอยู่ในนั้นอีก ก็จะโตจนเปลือกprotoplasm แตก cytoplasm ก็จะแตกกระจายออก ถ้าเป็นไปตามธรรมชาติก็จะใช้เวลานาน แต่ถ้ารู้แล้ว ก็สามารถทำให้เร็วขึ้นได้ เป็น Coefficient เป็นพลังงานก้าวหน้าในตัวมันเองแล้วแตกไปเป็น ตัวใหม่ที่เป็นพีชนิยาม ก็อีกนานกว่าจะ protoplasm แตกอีก ก็นานมาก แต่ถ้าเป็นจิตนิยามก็ไม่ต้องรอธรรมชาติอย่างนั้น คุณจะศึกษาให้มันจบอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม คุณจะไปโง่รอธรรมชาติทำไม ก็เอาอันนี้มาคุณก็ทำได้

ทุกอย่างเกิดแล้วในสังคมโลกนี้ มีมนุษย์ชมพูทวีปอยู่ในเมืองไทย อยู่ในกลุ่มอโศกเป็นตัวหลัก พูดมาหลายครั้งแล้ว เขาก็อาจจะไม่เชื่อก็มี แต่อาตมามั่นใจว่าให้ความรู้ในไหว ถ้าผิดก็วิบากอาตมาเอง แต่อาตมาไม่สร้างวิบากให้ตัวเองหรอก เพราะว่าไม่ได้เอาเพื่อลาภยศสรรเสริญอะไร สรุปว่าต้องมาอยู่กับมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นสามเส้า มิตรคือจิต สหายคือเริ่มสองแล้วมีผู้ร่วมประโยชน์ ตั้งแต่สอง จนองค์ประกอบของ มวลรวม มีหลากหลาย เป็นสัปปายะต่างๆ ก็จะมีมากขึ้นๆไปเรื่อยๆ คือสัมปวังโก ซับซ้อนกันไป มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี สามเส้าของพลังงานที่จะมากขึ้น มิตรดีสหายดี เป็นธรรมะ 2 พัฒนาเป็น สัมปวังโก มีพลังงานซับซ้อน Coefficient ในสัมปวังโกเพิ่มขึ้น จนกว่าจะแยก เราต้องกำหนดรู้มีจิตที่แยกได้ดี แต่ถ้าพีชะมันจะแยกเป็นอันใหม่ไม่ง่าย มันไม่รู้ตัวมัน แต่ถ้ามีจิตวิญญาณรู้แล้วมีความรู้พอก็จะแยกได้เร็ว ไม่ต้องรอธรรมชาติ เพราะในนั้นมันมีเยอะอยู่ มีองค์รวมหลากหลายที่จะแยก species ออกไปมาก ถ้าให้อาตมา breed พันธุ์พืชอาตมาจะทำได้มากหลากหลายเลย ทำขายรวยเลยแต่อาตมาไม่ได้ยินดียินร้ายกับพวกนี้ ก็ไม่ไปทำ สิ่งต่างๆที่มารวมกันเราเรียกว่าเป็นสนามแม่เหล็ก ตอนแรกเรียกว่า สนามแม่เหล็กแห่งพลังงานปกป้องตัวเอง อย่างพีชะมีพลังงานปกป้องตัวเอง แต่มันไม่ได้เบียดเบียนใคร มีพลังงานดูดตัวเองสร้างตัวเองเท่าที่มันช่วยตัวมันได้ มี ish ใครจะมาเบียดเบียนจนมันแพ้มันก็สลายไป ไม่มีกรรมวิบาก ธาตุที่เหลือก็แปลงไป ถ้ามีเหลือพันธุ์ก็ต่อไป ผู้ที่สามารถปกป้องตัวเองแล้วช่วยคนอื่น สามารถปกป้องคนอื่นด้วยก็เป็นพลังงานเกื้อกูลกัน เป็นจิตนิยาม พีชนิยามเกื้อกูลคนอื่นไม่ได้ แต่คนอื่นเอามันไปใช้ ตัวพีชะไม่ไปช่วยหรือทำลายคนอื่น แม้สัตว์เซลล์เดียวหรือน้อยเซลล์แรกๆ มันไม่มีสิทธิ์จะไปช่วยคนอื่นเท่าไหร่ ดีไม่ดีมันทำลายคนอื่นด้วย อย่างเช่นแบคทีเรียหรือไวรัส พวกเชื้อโรค มันไม่รู้ตัวมันหรอก มันจะทำตัวมันเองเหมือนกันพวกนี้ มาเป็นจิตนิยามแล้ว มันก็มีความซับซ้อนตลอดมา หนึ่งพืชมันปกป้องตัวเองไม่ทำร้ายใคร ถ้าเป็นสัตว์เซลล์เดียวก็ทำร้ายคนอื่นได้บ้าง ไปรุกรานตนเองได้บ้าง แต่มันก็ปกป้องตัวเองได้เก่ง โดยสัตว์จะสามารถเคลื่อนที่จากที่ที่มา ส่วนพืชก็จะเกาะอยู่ หากใหม่ๆก็เกาะอยู่กับที่ แต่ถ้ามันมีเซลล์ที่แตกออกไปก็จะหลุดออกมาได้ง่าย ออกมา cytoplasm แล้วก็พัฒนาตัวเองอีก จนหลุดจาก protoplasm ถ้าจะมีรู้ออกไป หรือตัวเองสร้างตัวเองจนดิ้นออกไปได้ คือมันรู้จักแรงเหวี่ยงของมัน มันเต็มที่แล้วก็จะเป็นไปได้ของมันเอง สรุปแล้วอาตมาว่า ถ้าผู้ใดไม่ถือดีถือตัวเกินไป มาอยู่กับหมู่กลุ่มที่เป็นพลังงานแม่เหล็กอย่างชาวอโศกเป็นวงกลมที่ครบบริบูรณ์ในหมู่เล็ก แต่มันมีความบริบูรณ์ครบส่วนที่จะพาให้เจริญไปสู่โลกุตรธรรม ยืนยันว่า เป็นมวลของโลกุตรธรรม ตอนนี้ก็ก้าวช้าอยู่ อาตมารู้ว่าจะต้องประคองอยู่จึงไม่อยากจะตายง่ายๆ ก็จะต้องพิสูจน์พลังงาน Coefficient พลังงานสัมประสิทธิ์ที่เป็นสากลนี้ ไปด้วย จะได้ยืนยันและประกาศว่านี่มันเป็นจริงนะ ประกาศให้โลกรู้ ในอนาคตลูกหลานจะได้ใช้ให้เป็นประโยชน์ ส่วนใครจะเอาไปทำให้เกิดโทษมันก็เป็นวิบากของใครของมัน แต่เป็นประโยชน์ก็เอาไปใช้ได้ เป็นต้น อาตมาก็จะพิสูจน์ให้มันก้าวหน้าในฐานะที่อาตมาเป็นโพธิสัตว์ ก็ต้องพิสูจน์สิ่งที่ก้าวหน้านี้ออกไปไว้ให้แก่โลกสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จริงๆแล้วมันก็น่าเบื่อนะ ซ้ำซากแล้วก็ทำไมต้องลงทุนลงแรงหนัก น่าเบื่อ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เราตั้งปณิธานไปอย่างนี้แล้วเป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ประโยชน์ตนคือเราเองได้รู้ เป็นวิภวตัณหา ตัณหาที่มีความจบอยู่ในตัวได้แล้ว แต่เรายังไม่จบตัวเองเท่านั้นเอง เราจะตัดภพชาติก็ได้แต่เราไม่ตัด ก็เป็นประโยชน์ตนที่จะได้รู้ต่อ รู้แล้วไม่ได้เอาไปแลกลาภยศสรรเสริญโลกียสุขอะไร มันถึงไม่มีบำเรอตัวตน ได้ ลาภยศสรรเสริญก็ดีใจ ได้สุญญตาก็ดีใจ ไม่ได้ดีใจอะไร แต่ว่าเพื่อรู้เท่านั้นเอง และเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น รู้เพื่ออะไร ไม่มีประโยชน์ตน ตัวตนเป็นศูนย์แล้วจะรู้เพื่ออะไร ถ้าไม่ทำประโยชน์ต่อคนอื่นก็ตายไปเสีย มีตัวอย่างของพระพุทธเจ้าท่านก็ได้ทำไว้ อย่างน้อยเท่ากับพระพุทธเจ้าที่ท่านใดรู้ก็พอแล้ว ได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็พอแล้ว ไม่แน่นะ เมื่อได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธะก็ไม่เอาแล้ว เป็นแค่ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าก็พอแล้ว มันยังไม่แน่ไม่นอนหรอกตรงโน้น ใครจะมารู้ด้วยกับอาตมา แม้แต่ตอนนี้ก็ยังแน่ เป็นเรื่องอจินไตย อาตมาอยากจะเติมอีกอันว่า ในหมู่กลุ่มพวกเรามีทั้ง Static Dynamic Kinetic Static สถานที่ตั้งพลังงานบวก Dynamic พลังงานเคลื่อนไหวในพลังงานลบ จากควบคู่กันอยู่แล้วมีพลังงานเพิ่มขึ้นอีก พลังงานเพิ่มขึ้นเป็นตัวแปร จะไม่เรียกตัวแปรที่เป็นCoefficient แต่เป็นพลังงานที่เพิ่มขึ้นมา ถ้าไม่มีการต่อไปก็จะ ชรตา อนิจจตา ถ้าไม่มีต่อ มีแต่อุปจยะ สันตติ ชรตา ถ้าไม่สันตติไม่ต่อก็ชรตาแล้วก็สูญ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป จนกว่าจะหมดแรงของมัน หมด โมเมนตัม แต่ถ้าอนิจจาไม่เอา ก็ฮึด มี Coefficient มาใช้ คุณก็จะเกิดพลังงานใหม่ขึ้นมา เห็นไหม สามเส้าก็จะเป็น 5 6 7 8 9 เท่าที่จะสามารถไปได้ ตามวิสัย ของแต่ละตัวตน อย่างนี้เป็นต้น เป็นความซับซ้อนไปเรื่อยๆ ที่พูดนี้จะให้รู้การต่อหรือตัด คนที่มีธาตุรู้ชัดเจนจะตัดหรือต่อสันตติได้ แต่ผู้ที่อยากจะเจริญก็ควรจะมีอยู่กับ มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี อย่าไปอวดดี ได้ แต่ช้านาน เป็นล้านๆชาติ ที่พูดนี้ไม่ได้หลอกว่าให้มาอยู่ในอโศก แต่พูดด้วยวิชาการความจริง ถ้าอยากจะก้าวหน้าได้สัจจะพวกนี้ มาเลยที่นี่ราคาถูกไม่เสียค่าสมัครไม่เสียค่าลงทะเบียน มาช่วยกันมาสร้างสรรค์ คุณอยู่ในฐานะที่ไม่เกินเกณฑ์ไม่แย่กว่าเกณฑ์ก็พัฒนาไปได้ตลอด แต่ถ้าคุณอยู่ต่ำกว่าแน่นอน คุณถูกขจัด ด้วยลีลาร้ายกาจ อโศกนี้ลีลาร้ายกาจ ถ้าจัดการไม่ได้ก็ไปบอกตำรวจวัดให้เอาออกเท่านั้นเอง หลายลีลา ถ้าเผื่อว่าเข้ามาอยู่ในหมู่กลุ่ม สนามแม่เหล็กของอโศก จะมี Static มี Dynamicที่สมดุล และมี Coefficient ที่มีอัตราการก้าวหน้าในระดับคูณหรือยกกำลัง จึงเป็นพลังงานก้าวหน้าที่มีอยู่จริง ในหมู่นี้ ถ้าใครเข้ามาแล้ว แกนฐานของ Static Dynamic แล้วมี Kinetic เป็น พลังงานแฝง ที่เป็น Coefficient ก้าวหน้า คุณเข้ามาอยู่แล้วมีแกนหลักอันนี้จะเกิดการออสโมซิส เพราะเป็นฐานที่มีพลังงานเพิ่มสูงพอ คุณยิ่งเป็นอณูเล็กน้อยก็จะซึมเข้าหาคุณอย่างได้ฟรีเลย คุณเป็นโมเลกุลเล็กๆ เข้ามาในหน่วยใหญ่ที่มีพลังงานเยอะแยะ จะเปล่งรัศมีเข้าหาคุณ เป็นวิธีลัด ถ้าอยากได้อยู่ในนี้จะเร็ว จะอวดดีไปทำคนเดียวก็นาน จนกว่าคุณจะเป็นพลังงาน cytoplasm ที่แตกออกเอง เพราะว่า protoplasm มีรอยแยก ถ้าไม่มีหน่วยแยกคุณก็ไม่มีสิทธิ์จะออก _มีคนถาม_ออกไปก็เป็นดาวฤกษ์ได้ไหม? พ่อครูว่า... คุณไม่มีแสงในตัวเอง ไม่มีสิทธิ์เป็นดาวฤกษ์หรอก ก็ไปเป็นดาวเคราะห์นั่นแหละ ก็แนะนำให้มาอยู่ในหมู่กลุ่มชาวอโศก อย่าอวดดีเลย แล้วจะได้รับประโยชน์ osmosis คือพลังงานแห่งการไหลเวียนของสนามแม่เหล็ก เป็นพลังงานโลกุตระ อาริยะด้วย มันจะไหลถ่ายซึมอย่างละเอียด โดยไม่รู้ตัวเข้าไปสู่จิตวิญญาณของเราได้จริง เพราะมีโลกุตระที่มีคุณสมบัติคุณภาพพอเพียง มันจะเกิดตามจริงนี้ได้

ถ้าเราเข้าใจ ธรรมนิยาม 5 อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม จิตนิยามจะควบคุม กรรมนิยาม ถ้าอาริยะจะควบคุมกรรมนิยมได้ดี ถ้าอรหันต์ได้สูงสุด ถ้าเป็นพระโพธิสัตว์ก็ยิ่งจะทำได้มากขึ้น เผื่อแผ่ได้มากขึ้น จัดการกับกรรมนิยามได้พิเศษเพิ่มขึ้น สั่งสมธรรมนิยามได้ตามลำดับเพิ่มขึ้นนี่คือสัจธรรม _พ่อครูขอเวลาไปปัสสาวะ สมณะเดินดินว่า...นี่เป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ปกิณกะทุกข์ ทุกข์จากการปวดอุจจาระปัสสาวะ แม้เป็นพระอรหันต์ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่แตกต่างกัน แต่พระอรหันต์ ไม่มีทุกข์ที่เกิดจากกิเลส สหคตทุกข์ที่เกิดจากการมีลาภเสื่อมลาภ ก็ไม่มีแล้ว พ่อครูวันนี้ ได้เน้นให้ความสำคัญของการอยู่ในหมู่กลุ่ม มิตรดีสหายดีที่เป็นเรื่องสำคัญ พระอานนท์ไปพิจารณาถึงความสำคัญเรื่องนี้ ท่านเห็นความสำคัญ จนมาอุทานให้พระพุทธเจ้าฟังว่า มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีเป็นครึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าก็บอกว่าอานนท์อย่าพูดอย่างนั้น มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ ไม่ใช่แค่ครึ่งหนึ่ง อย่างนั้นถ้าเราดู เราจะเห็นได้ว่าในหมู่กลุ่มของเรา เราจะเห็นพวกเรา คนที่แม้แต่เด็กๆมาอยู่กับเรา เด็กจะพัฒนาได้เร็วหรือช้า ถ้าเขาอยู่บ้านของเขา เป็นคนหนูมาก่อน มีห้องส่วนตัวมีชีวิตส่วนตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร มาอยู่ในนี้ ก็ค่อนข้างจะมีปัญหาเยอะ shut in มาตั้งแต่ในบ้านจนมาถึงวัด หรือแม้แต่เป็นผู้ใหญ่ ถ้าอยู่ในมิตรดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีแต่ถ้าเป็นคนอยู่ในโลกส่วนตัว ไม่ยุ่งเกี่ยวสัมพันธ์กับใคร อยู่ในโลกตัวเอง แม้จะฟังธรรมะพ่อครูอยู่ตลอดเวลา แต่บอกว่าฟังเฉพาะพ่อครูคนเดียว อาหารสูตรเดียว แม้จะฟังอย่างมาก แต่ไม่ได้องค์ประกอบของมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ที่จะเป็นสัมปวังโก มีองค์ประกอบซับซ้อนหลายอย่าง ก็ไม่สามารถเข้าถึงทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ ไม่สามารถทำให้เกิดสัมประสิทธิ์เกิดการชำระกิเลสได้ ในสมัยพุทธกาล มีนายฉันนะ ศรัทธาพระพุทธเจ้าตั้งแต่เป็น ผู้ที่เกิดวันเดียวกับพระพุทธเจ้า แล้วเป็นสหชาติ พาพระพุทธเจ้าออกบวช แต่ก็ไม่ฟังใคร แต่เมื่อพระพุทธเจ้าจะปรินิพพานก็บอกว่าให้ลงพรหมทัณฑ์นายฉันนะ แม้จะเกาะชายจีวรพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ถือว่าได้ปฏิบัติ แต่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี จึงเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์

พ่อครูว่า...เราได้พูดถึงอะไรต่ออะไร ก็เหลือเวลาอีก 15 นาที อาตมาตอบปัญหาเด็กนักเรียนสัมมาสิกขาภูผาฟ้าน้ํา ข้อ2. ว่า ศิลปะแบบโลกุตระ สามารถเอาไปปฏิบัติให้เป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ ได้อย่างไรครับ ยังไม่ค่อยดีพอ ก็ขอเติมอีกหน่อย แต่ก็คงละเอียดลออไม่ได้ในวันนี้หรอก เรามาเป็นคนจนได้จริง จนที่สุด คนที่จนที่สุดคือ 1. มีรายได้เป็นศูนย์ ไม่ได้หมายความว่าไม่ใช่เป็นคนไม่ทำงานนะ แต่เป็นคนขยันหมั่นเพียรทำงานดีมีความรู้ความสามารถแต่เราไม่เอารายได้มาเป็นของเราเลย นั่นคือคนมีรายได้ 0 2. เป็นคนไม่สะสมอะไรที่เป็นของตน นอกจาก ปัจจัยที่จะใช้จำเป็นในชีวิต และสิ่งที่จำเป็นที่จะใช้ ก็ไม่ใช่ใช้เพื่อบำเรออารมณ์ตนเองด้วย สิ่งที่จะใช้นั้น เป็นสิ่งที่จะเอามาใช้ทำงานเพื่อประโยชน์ผู้อื่นอีก จึงสูญ คือรายได้0 สะสมปัจจัยเครื่องใช้ตนเองแต่พอใช้ 3. แม้จะมีปัจจัยเครื่องใช้ต่างๆมาทำงานก็ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ทำเพื่อผู้อื่นหมด จึงสูญหมดทุกอย่างเป็นแต่เพียงว่า ปัจจัยที่จะใช้ในตัวเองเท่านั้นที่เป็นตัวจำกัดว่า เครื่องใช้ที่จำเป็นจริงๆ เพื่อจะยังชีพต่อไป เพื่อจะมีพลังงาน ด้วยสิ่งที่จะเสริมมาจากพลังงานที่เป็นเครื่องใช้ประกอบเป็นบริขาร ที่จะทำงานเพื่อผู้อื่นต่อไปแม้ทำงานก็ไม่ได้ทำเพื่อตน ทำเพื่อคนอื่นตลอดหมด นี่คือนิยามของคนจนหมดเนื้อหมดตัวจริง คนจนที่เริ่มต้นไม่มีรายได้แล้ว อย่างชาวอโศกที่ไม่รับรายได้เป็นของตัวเองเลย อาจมีนิสัยสะสม พะรุงพะรังแต่ถ้าน้อยลงเท่าไหร่ คนนั้นก็หมดความเป็นตัวตนมากเท่านั้น แม้ที่สุดเครื่องมือเครื่องใช้ที่จะเอามาใช้งานจริงๆแล้วเอาไปใช้เพื่อประโยชน์ผู้อื่นทำไปเรื่อยๆ คุณก็ใช้อย่างรู้จักประหยัดรู้จักประโยชน์ ประโยชน์สูงประหยัดสุดได้จริง คนนั้นก็จะเป็นคนจน ที่รู้ว่าตนเองนี้เป็นคนไม่มีตัวตน เมื่อไม่มีตัวตนแล้ว เราจะอ่านจิตของเราออกว่า เราเกิดความอึดอัดขัดเคืองที่เรียกว่า มีรายละเอียดที่เป็นภาษาบาลีอีกเยอะ มันเกิดความ ทุกข์โทมนัส อุปายาสะ แม้แต่โทมนัสก็ไม่มีเหลือแล้ว อุปายาสะก็ไม่มีเหลือแล้ว อุปายาสะ เป็นภาษาที่หยาบ แต่ ภาษาละเอียดคือ ทรถ ท คือตัวแข็งแรง Static ร คือพลังงานเสริม Dynamic ตัว ถ คือ Coefficient มันจะมีพลังงานตัวละเอียดเล็ก ของพระอรหันต์ จะรู้ว่ามันมีอยู่ในตัวเอง แต่เรารู้ว่าเราใช้งานมันไม่ได้ ทำความรำคาญก็ไม่ใช่ (ท่านแปลในตำราว่า กระวนกระวาย) อย่างนั้นมันหยาบแล้ว ที่จริงมันแค่เล็กๆน้อยๆ ไม่ได้เกิดความรำคาญอะไร คำว่ารำคาญก็หยาบ มันเป็นแค่ภาระ สิ่งที่จะต้องรู้มัน แบบคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ ถึงขีดขั้นนั้นก็เข้าใจเอง

_อยากทราบว่า จิต 89 52 121 เป็นอย่างไร พ่อครูว่า...อาตมายังไม่ได้ลงลึก ใน จิต 89 แต่อาตมากำลังลงลึกในรูป 28 ตั้งแต่ มหาภูตรูป 4 และอุปาทยรูป 24 มหาภูตรูป 4คือวัตถุแท้ๆ อุปาทายรูป 24 คือนามธรรมตั้งแต่ ปสาทรูป ทำงานกับโคจรรูป เป็นพลังงานสอง ออกไปกระทบสัมผัสกับภายนอก ถ้าไม่มีภายนอก ปสาทรูปก็เป็นตัวใน โคจรรูปมันไม่เคลื่อน มันนิ่งภายใน มันมีตัวแต่ภายในไม่ออกมาภายนอก ไม่ โค คือมีการจรมาภายนอก โคจร หรือวิสยรูป มันจะต้องออกมามีวิสัยของสิ่งนี้ วิสัยของแต่ละระดับ มันต้องออกมาให้คนอื่นรับรู้ได้ด้วยจึงจะเรียกว่าเกิดปสาทรูป โคจรรูป จึงเกิด ภาวรูป 2 ภาวรูป 2 ก็เกิดความแตกต่างระหว่างเพศ มีเพศหญิงเพศชาย มีบวกมีลบ ต้องทำให้เป็นเอกธรรม ควบคุมได้ เป็นหนึ่งขึ้นมาได้อย่างสูงสุด เป็นเอกธรรม คุณจะต้องจับ หทยรูป ชีวิตรูป อาหารรูป ปริเฉทรูป แล้วก็มารู้จักตัวสำคัญของ รายละเอียด จากแต่ละปริเฉท แต่ละกรอบๆ จนละเอียดลงไปถึง วิการรูป 5 แล้วมีลักขณรูป 4 แค่ขยายรูป 28 นี้ก็ยังละเอียดไม่พอเลย ก็ต้องใช้เจตสิก จิต 89 ก็ดี 52 ก็ดี แต่ที่พูดไปนี้ก็เกี่ยวข้องพวกนี้ทั้งนั้น กุศล อกุศล โสภณเจตสิก อโสภณเจตสิก ไปเรื่อยๆจะมีลักษณะ 3 ซ้อนไปด้วย เป็นสามเส้า ขยายเป็น 4 5 6 9 ไปเรื่อยๆ รูปนั้นคืออะไร ก็ลักษณะที่คุณจับได้ตัวไหนก็คือรูป รูปคือจิตที่คุณจับได้ มันก็เป็นของนิ่งเลย แล้วคุณก็มีธรรมวิจัย อ่านเข้าไปในพลังงานที่มันเคลื่อนที่นี้ มันหมุนมันเร็ว แต่จิตของคุณ ปัญญาของคุณเร็วกว่าตัวนี้ก็สามารถจับมันได้ รู้ความแตกต่างมันได้ ถ้าคุณไม่เร็วกว่ามัน คุณไม่มีทางที่จะรู้มันได้ ถามมาถึง เจตสิกต่างๆก็ค่อยๆอธิบายไปอยู่แล้ว

เรากำลังจะมีงาน อาตมาจะบรรยายในงานนี้ ต่อไป มีหัวข้อบรรยายว่า เพื่อฟ้าดิน สร้างคนจนสุขสำราญเบิกบานใจ เริ่มตั้งแต่วันที่ 31 เป็นต้นไป โปรดติดตามสำหรับวันนี้ ก็หมดโควต้าเวลาแล้ว สมณะเดินดินว่า...ตัวอย่างคนจนที่ไม่มีตัวตน ก็คือในหลวงของเรา ท่านใช้ดินสอ ท่านใช้รองเท้า ท่านใช้สบู่ ก็ใช้แบบที่คนธรรมดาก็หาได้ยากมากที่จะใช้แบบท่านได้ ท่านประหยัดมากจริงๆ ในหลวงจะใช้หลอดแบบทองคำก็ได้ แต่ก็ใช้แบบคนจนมากๆ พ่อครูให้โศลกว่าสร้างบุญจงประณีต สร้างจารีตจงประหยัด เราจะเป็นคนจนที่หมดตัวหมดตน ต้องเน้นความประณีตความประหยัด มีในหลวงเป็นแบบอย่างที่เห็นได้ชัดเลยว่า เราต้องทำอีกมากที่จะมีทิศทางอย่างนั้น แต่เราก็เห็นได้ว่าเป็นทิศทางของการเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างมากเลย ที่จะให้เห็นถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับสังคมในขณะนี้ วันนี้ ต้องกราบขอบพระคุณพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูง ขออนุโมทนากับความตั้งใจของพวกเราทุกคน

601225_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัมประสิทธิ์จากมิตรดีสหายดีสิ่งแวดล้อมดี

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน