สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท_สังขาร) ตอน กำจัดกิเลสในวจีสังขารด้วยสังกัปปะ 7.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท_สังขาร) ตอน กำจัดกิเลสในวจีสังขารด้วยสังกัปปะ 7 เมื่อเกิดกายสังขาร จิตสังขาร ต่อไปก็จะเกิดความคิดหนึ่งที่จะแว๊บเข้ามาในสมองเรา พ่อครูว่า...วจีสังขารไม่ได้แวบเข้ามาในสมองเรา เป็นชุดคำพูดที่เป็นคำสั่งให้เรานั้นแสดงออกมาเป็นกายกรรม วจีกรรม และ มโนกรรม สิ่งนั้นเรียกว่าวจีสังขาร ฟังดูเหมือนไม่มีอะไร พ่อครูว่า...อันนี้ร้อยเรียงตามที่ตนเข้าใจในพยัญชนะ แต่ไม่เป็นลำดับตามสภาวะ แต่ถ้าเราจับมาสโลโมชัน พระศาสดาก็สอนว่า ไอ้เจ้าวจีสังขารเนี่ย กระบวนการของมันเริ่มตั้งแต่ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา จึงจะเกิดออกมาเป็นวจีสังขารา ส่วนวจีสังขารจะปรุงแต่งให้เราเกิดกรรมดี หรือ ชั่วนั้นก็อยู่ที่เรานั้น ดำริออกจากกาม พยาบาท เบียดเบียน หรือว่าเรานั้น ดำริเข้าไปสู่กาม พยาบาท เบียดเบียน ที่ผมเข้าใจเช่นนี้ถูกต้องไหมครับพ่อท่านช่วยขนาบ ช่วยตักเตือน ช่วยติ ช่วยสั่งสอนอบรม ลูกด้วยนะครับ กราบขอบพระคุณครับ พ่อครูว่า...กายสังขารคือรวมทั้งภายนอกภายใน คำว่ากาย คือตัวหนึ่งที่มีเหตุปัจจัยข้อแม้ว่า กายต้องเกี่ยวเนื่องกับภายนอกตามลำดับ คือองค์ประชุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย กายต้องมีสัมผัสนอกและในจิตที่รู้ด้วย รู้กายสัมผัสองค์รวมที่ปรุงแต่ง ของรูปกับนาม นั่นคือกายสังขาร แล้วในกายสังขาร เรียกว่ากิเลสภายนอกว่า กาม จะขยายขั้นต่ำของกามว่า อบาย คุณก็ทำไป ลดละได้ กิเลสคุณก็ดับไป คุณก็ลืมตามีร่างนอก แต่จิตคุณสะอาดแล้วก็ทำต่อมา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คุณก็เหนือมัน ไม่ได้ปิดหูปิดตา จิตคุณเหนือคุณเจริญก็ทำขั้นต่อมา สมมุติว่าคุณพ้นสกิทาคามี มาอนาคามี หมดกิเลสนอก ก็มีสัมผัสนอกอยู่ แต่จิตคุณทำกับรูปราคะ อรูปราคะที่เหลือ จิตทำมาตั้งแต่ขั้นต้นอบาย แล้วอยู่เหนือกา
อ่านต่อ
ยภายนอกมาเรื่อยๆ รูปราคะ อรูปราคะหมดก็เหลือมานะ อุทธัจจะ เป็นอรูปที่เหลือก็ได้ ก็ทำให้หมดอีกก็ตรวจสอบด้วยอรูปฌาน คุณก็ยังลืมตามีกายสังขาร จิตสังขาร ขณะปฏิบัติกายสังขาร จิตสังขาร ตามสำนวนของคุณนี้ คุณเข้าใจสังกัปปะ ๗ เมื่อปฏิบัติตาม ก็คือจิตในจิต ที่จะพิจารณาธรรมในธรรมต่อ เมื่อจิตดำริขึ้นมา ก็จับให้ได้ แยกแยะจิตเราอารมณ์ ก็คือต้องมีผัสสะภายนอก ถ้าคุณไม่มีผัสสะก็ไม่เกิดเวทนา เว้นจากผัสสะเสียไม่เป็นฐานะแห่งการปฏิบัติ จะปฏิบัติต้องมีกรรมฐาน แล้วปฏิบัติด้วย กาย วจี มโน ก็ต้องทำด้วยกรรม เมื่อคุณสามารถแยกแยะวิจัยวิจารออกก็ลดละเจริญมา ภิกษุณีธัมมทินนาอธิบายให้วิสาขอุบาสก ที่เป็นสามีเก่ามาถามธรรมะว่า เวลากิเลสดับ วจีสังขารดับก่อน แล้วเวลาดับแล้ว อะไรเกิดก่อน ก็คือจิตสังขารเกิดก่อน ในวจีสังขาร จัดการ กาม พยาบาท วิหิงสา(กามกับพยาบาทที่ละเอียด) พอทำได้กำจัดกิเลสนั้นได้ จัดการมิจฉาสังกัปปะคือกามกับพยาบาท พอทำได้ก็วิสังขารสำเร็จ เป็นองค์รวมของสัมมาสังกัปปะ ก็เรียกภาษากลางๆว่า วิตักกะ คือทำให้กิเลสมันหมดไป สำเร็จอย่างวิเศษ หรือดีเยี่ยม ปฏิบัติกายสังขาร ที่จิตนั่นแหละ เพราะกายพระพุทธเจ้าตรัสว่าคือจิต คือมโนคือวิญญาณ เพราะสิ่งนั้นจึงเป็นสิ่งนี้ สัมผัสข้างนอกมาเป็นข้างใน ถ้าไม่มีข้างนอกก็ไม่มีเหตุปัจจัยต่อเนื่องมา ต้องทำจิตให้บริสุทธิ์เป็นวิตักกะ สั่งสมเป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ทำปฏินิสสัคคะไปเรื่อยๆ ก็เกิดส่วนเจโตแข็งแรงขึ้น ได้ทั้งเจโตและปัญญาอย่างถ้วนบริบูรณ์ เสร็จแล้วหลังนิโรธ จะทำวจีสังขารให้เกิด เมื่อลดกิเลสลงไปได้ เวลาที่คุณปฏิบัติ คุณรู้นามกาย รู้รูปกาย รู้อาการลิงค นิมิต อุเทส เมื่อมีปฏิฆสัมผัสโส พอรู้แล้วคุณก็ขานชื่อมันได้เรียกว่าอธิวจนะที่สัมผัสอยู่ข้างนอกนี่แหละ เป็นองค์ประชุมรูปนาม คุณจะขานชื่อมันได้ตลอดว่า ตอนนี้เราสัมผัสฟักข้าว ส้มโอ แล้วมีกิเลสอยากกินส้มโอ ภาษาว่าอยากกินส้มโอก็อธิวจนะมันได้ ลดความอยากได้ก็ขานชื่อมันได้ ถ้ามันมีชื่อก็อ่านกิเลสเป็นหรือไม่เคยเห็นเลยไม่รู้จักชื่อ แต่ก็เกิดกิเลสได้ ลูกมันน่ากินจังเลย คุณสัมผัสมันก็มีวจีสังขารว่าน่ากิน ก็ดับมันได้ วจีสังขารก็เรียกชื่อ กล่าวนาม กล่าวชื่อ จริงๆอาการจิตเป็นนาม เช่น อาการอยาก คุณก็กำจัดมันได้ก็นิโรธ กำจัดตัวอยากกินส้มโอฟักข้าวนี้ ให้เป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา แล้วเป็นวจีสังขารที่จะเกิดหลังจิตสังขาร กายสังขารเป็นองค์รวมอยู่ตรงกลาง ทำนิโรธก็อยู่กลาง พอทำเสร็จจะออกไปก็อยู่กลาง พอดับเสร็จแล้ว นิโรธอะไรเกิดก่อน จิตเกิดก่อน ว่าจะเอาขนาดไหนเป็นวจีสังขารหรือปรุงแต่งออกไป เช่น ปรุงแต่งฟักข้าวส้มโอก็เป็นวจีสังขาร ถ้านิโรธได้แล้วก็ไม่มีกิเลสร่วม แต่ถ้าคนอวิชชาก็มีกิเลสร่วมด้วยตลอด เช่นบอกว่าไอ้หนูเอาฟักข้าวไปทำกินให้อร่อยๆ ก็มีแต่ปรุงแต่งกิเลสไปให้กัน จะกล่าวชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ คุณก็เอาไปทำเป็นกายกรรมวจีกรรมไป ถ้าคุณเข้าใจตรงกับที่อาตมาเข้าใจนี้ ดูแล้วท่าทางคุณเข้าใจ อาตมาว่า เท่าที่อ่านเรียบเรียงภาษามา ภาษาอาจไม่ตรงกับอาตมาบ้าง พวกคุณฟังมาเป็นปีๆหลายปีแล้ว หากไม่มีธรรมรสเลยก็ทนไม่ได้แน่ บางคนไม่เข้าใจก็อาจไม่มีรส แต่บางคนว่าทำไมไม่เข้าใจ ก็เลยเกิดฮึดว่ามาบ่อยๆ จะได้เข้าใจเพิ่มมีอุตสาหวิริยะน่าให้คะแนนอย่างยิ่ง เป็นคนพากเพียร รู้ว่าตนไม่ค่อยได้ก็เลยพากเพียร เกิดธรรมรสไปตามลำดับ จนสามารถฟังได้ดีขึ้น เกิดธรรมรสมากขึ้นๆ ใครเป็นเช่นนี้บ้าง ได้มากหรือน้อยก็แล้วแต่
590112_พุทธศาสนาตามภูมิ สามัญผลสูตร ตอน ๘