09 บทที่ 4.docx
เนื้อหาในไฟล์
4543425 -933450 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยนี้ศึกษา ประสิทธิผลของ โปรแกรม สุขภาพ ตามหลักการ แพทย์วิถีธรรม ต่อภาวะสุขภาพของผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโร คอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ อำเภอดอนตาล จังหวัด มุ กดาหาร เก็บข้อมูล ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 117 คน นำเสนอผลการวิจัย ด้วยการบรรยายประกอบตาราง ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ ตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบภาวะสุขภาพ ได้แก่ น้ำหนักตัว ระดับดัชนี มวลกาย ระดับ ความดันโลหิตตัวบน และ ระดับ ความดันโลหิตตัวล่าง ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมก่อนและหลังการทดลอง ตอนที่ 4 การ เปรียบเทียบพฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพ ตามหลักการแพทย์ วิถีธรรมก่อนและหลัง การทดลอง ตอนที่ 5 การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับ การปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพ ตามหลักการแพทย์ วิถีธรรม รายด้าน ก่อนและหลัง การทดลอง ตอนที่ 6 ผลการวิเคราะห์ ความคิดเห็นจาก ค ำถามปลายเปิด หลัง จากการ เข้าร่วมโปรแกรมสุขภาพ ตามหลักการ แพทย์วิถีธรรม ตอนที่ 7 ผลการวิเคราะห์ ค่าพลังงานและสารอาหารของอาหารปรับสมดุลตามหลักการแพทย์วิถีธรรมสูตร 2 น้องพุทธ สัญลักษณ์และอักษรย่อที่ใช้สื่อความหมายในการวิจัย ในการนำเสนอและแปลความหมายผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยกำหนด สัญลักษณ์และอักษรย่อต่างๆ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ ดังนี้ n แทน ขนาดกลุ่มตัวอย่าง ( ) แทน ค่าเฉลี่ย S . D . แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t แทน ค่าของตัวสถิติที่มีการแจกแจงแบบ t เพื่อใช้ทดสอบความมีนัยสำคัญ p แทน ค่าความน่าจะเป็นของสถิติที่คำนวณได้ เพื่อใช้ทดสอบความมีน
อ่านต่อ
ัยสำคัญ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ผลการศึกษาข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างผู้ ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโ รคอ้วนในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ อำเภอดอนตาล จังหวัด มุกดาหาร ประกอบด้วย เพศ อายุ ดังตารางที่ 8 ตารางที่ 8 จำนวนและร้อยละ ของกลุ่มตัวอย่าง ( n ) จำแนกตามข้อมูลทั่วไป ( n = 117 ) ข้อมูลทั่วไป จำนวน ร้อยละ เพศ ชาย 28 23.90 หญิง 89 76.10 รวม 117 100.00 อายุ 40 - 44 ปี 19 16 . 24 45 - 49 ปี 19 16 . 24 50 - 54 ปี 29 24 . 79 55 - 59 ปี 50 42 . 73 รวม 117 100 . 00 อายุต่ำสุด = 40 ปี อายุสูงสุด 59 ปี อายุเฉลี่ย 51.91 ปี ( S . D . = 5 . 971 ) จากตารางที่ 8 พบว่า ผู้ ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรค อ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 76.10 และเพศชายร้อยละ 23.90 ด้านอายุ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มี อายุระหว่าง 55 - 59 ปี คิดเป็น ร้อยละ 42.73 รองลงมามีอายุ ระหว่าง 50 - 54 ปี ร้อยละ 24.79 อายุ 40-44 และ 45-49 ปี มีจำนวนเท่ากันคิดเป็นร้อยละ 16.24 โดยมี อายุต่ำสุด 40 ปี อายุสูงสุด 59 ปี และ อายุเฉลี่ย 51.91 ปี ( S . D . = 5 . 971 ) ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบภาวะสุขภาพ ได้แก่ น้ำหนักตัว ระดับ ดัชนี มวลกาย ระดับ ความดันโลหิตตัวบน และ ระดับ ความดันโลหิตตัวล่าง ตารางที่ 9 การเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับดัชนีมวลกายของกลุ่มตัวอย่าง ( n ) ก่อนและหลังการทดลอง ( n = 117 ) ระดับดัชนีมวลกาย ( Kg / m 2 ) ก่อนทดลอง หลังทดลอง จำนวน (คน) ร้อยละ จำนวน (คน) ร้อยละ ปกติ (18.50-22.99) 0 0 7 5.98 เกินเกณฑ์มาตรฐาน ( 23.0 0 -24.9 9 ) 36 30.77 36 30.77 อ้วนระดับ 1 a ( 25. 0 0-29.9 9 ) 60 51.28 57 48.72 อ้วนระดับ 1 b ( 30. 0 0-34.9 9 ) 15 12.83 12 10.26 อ้วนระดับ 2 ( 35.0 0 -39. 9 9) 5 4.27 5 4.27 อ้วนระดับ 3 (มากกว่า 40. 0 0 ) 1 0.85 0 0 รวม 117 100 117 100 จากตารางที่ 9 พบว่า ผู้ ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ ก่อนการทดลอง ส่วนใหญ่มีดัชนีมวลกายในระดับ อ้วน1 a จำนวน 60 คน คิดเป็นร้อยละ 51.28 รองลงมาเป็นระดับเกินเกณฑ์มาตรฐาน จำนวน 36 คน คิดเป็นร้อยละ 30.77 และก่อนทดลองไม่มีกลุ่มตัวอย่างอยู่ในกลุ่ม ดัชนีมวลกาย ปกติ (เนื่องจากตามเกณฑ์คัดเข้ากลุ่มตัวอย่างต้องมีดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์มาตรฐานขึ้นไป) หลังการทดลอง พบว่า ผู้ ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มี ดัชนีมวลกายในระดับอ้วน1 a จำนวน 57 คน คิดเป็นร้อยละ 48.72 รองลงมาเป็นระดับเกินเกณฑ์มาตรฐาน จำนวน 36 คน คิดเป็นร้อยละ 30.77 และน้อยที่สุดอยู่ในกลุ่ม ดัชนีมวลกายปกติ จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 5.98 ตารางที่ 10 การเปรียบเทียบความแตกต่างของความดันโลหิตของกลุ่มตัวอย่าง ( n ) ก่อนและหลังการทดลอง ( n = 117 ) ระดับความดันโลหิต มิลลิเมตรปรอท ก่อนทดลอง หลังทดลอง จำนวน (คน) ร้อยละ จำนวน (คน) ร้อยละ ระดับ Optimal ( <120 และ <80 ) 51 43.59 59 50.43 ระดับ Normal ( 120 - 129 และ/หรือ 80-84) 22 18.80 30 25.64 ระดับ High normal ( 130 - 199 และ/หรือ 85-89) 44 37.61 28 23.93 รวม 117 100 117 100 จากตารางที่ 10 พบว่า ผู้ ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ ก่อน การทดลอง ส่วนใหญ่ มีความดันโลหิต ระดับดี ( Optimal ) จำนวน 51 คน คิดเป็นร้อยละ 43.59 รองลงมา อยู่ใน ระดับ Hi normal จำนวน 44 คนคิดเป็นร้อยละ 37.61 และน้อยที่สุดอยู่ใน ระดับ Normal จำนวน 22 คนคิดเป็นร้อยละ 18.80 และ หลังการทดลองพบว่า ผู้ ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน และโรคอ้วน มี ความดันโลหิตระดับ Optimal จำนวน 59 คนคิดเป็นร้อยละ 50.43 รองลงมาอยู่ใน ระดับ Normal จำนวน 30 คนคิดเป็นร้อยละ 25.64 และ น้อยที่สุดอยู่ใน ระดับ Hi normal จำนวน 28 คนคิดเป็นร้อยละ 23.93 ตารางที่ 11 แสดงภาวะสุขภาพของกลุ่มตัวอย่าง ( n ) ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง ( n = 117 ) ภาวะสุขภาพ ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ( ) S . D . ก่อนการทดลอง น้ำหนัก (กิโลกรัม) 46 . 40 120 . 00 68 . 50 11 . 704 ดัชนีมวลกาย ( Kg / m 2 ) 23 . 01 45 . 17 27 . 46 3 . 694 ความดันโลหิตตัวบน (มิลลิเมตรปรอท) 89 . 00 139 . 00 120 . 18 12 . 650 ความดันโลหิตตัวล่าง (มิลลิเมตรปรอท) 52 . 00 89 . 00 75 . 12 8 . 800 ตารางที่ 11 (ต่อ) ภาวะสุขภาพ ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ( ) S . D . หลังการทดลอง น้ำหนัก (กิโลกรัม) 45 . 50 112 . 00 66 . 76 11 . 250 ดัชนีมวลกาย ( Kg / m 2 ) 22 . 41 36 . 07 26 . 71 3 . 344 ความดันโลหิตตัวบน (มิลลิเมตรปรอท) 86 . 00 139 . 00 116 . 50 12 . 782 ความดันโลหิตตัวล่าง (มิลลิเมตรปรอท) 52 . 00 89 . 00 74 . 29 7 . 860 จากตารางที่ 11 พบว่า ผู้ ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ ก่อน ก ารทดลองมีน้ำหนักเฉลี่ย 68.50 ± 11.70 กิโลกรัม น้ำหนักมากที่สุด 120 กิโลกรัม และน้ำหนักน้อยที่สุด 46.40 กิโลกรัม ดัชนีมวลกาย เฉลี่ย 27.46 ± 3.70 Kg / m 2 ดัชนีมวลกายมากที่สุด 45.17 Kg / m 2 และดัชนีมวลกายน้อย ที่สุด 23.01 Kg / m 2 ความดันโลหิตตัวบนเฉลี่ย 120.18 ± 12.65 มิลลิเมตรปรอท ความดันโลหิตตัวบนมากที่สุด 139 มิลลิเมตรปรอท และน้อยที่สุด 89 มิลลิเมตรปรอท และ ความดันโลหิตตัวล่างเฉลี่ย 75.12 ± 8.80 มิลลิเมตรปรอท ความดันโลหิตตัวล่างมากที่สุด 89 มิลลิเมตรปรอท และน้อยที่สุด 52 มิลลิเมตรปรอท หลังการทดลองมีน้ำหนักเฉลี่ย 66.76 ± 11.25 กิโลกรัม น้ำหนักมากที่สุด 112 กิโลกรัม และน้ำหนักน้อยที่สุด 45.50 กิโลกรัม ดัชนีมวลกายเฉลี่ย 26.71 ± 3.34 Kg / m 2 ดัชนีมวลกาย มากที่สุด 36.07 Kg / m 2 และดัชนีมวลกายน้อยที่สุด 22.41 Kg / m 2 ความดันโลหิตตัวบนเฉลี่ย 116.50 ± 12.78 มิลลิเมตรปรอท ความดันโลหิตตัวบนมากที่สุด 139 มิลลิเมตรปรอท และน้อยที่สุด 86 มิลลิเมตรปรอท และความดันโลหิตตัวล่างเฉลี่ย 74.29 ± 7.86 มิลลิเมตรปรอท ความดันโลหิต ตัวล่างมากที่สุด 89 มิลลิเมตรปรอท และน้อยที่สุด 52 มิลลิเมตรปรอท ตารางที่ 12 เปรียบเทียบ ค่าเฉลี่ยของภาวะสุขภาพ ได้แก่ น้ำหนักตัว ดัชนีมวลกาย ความดันโลหิตตัวบน ความดันโลหิตตัวล่าง ของกลุ่มตัวอย่าง ( n ) ก่อนและหลังการทดลอง ( n = 117 ) ภาวะสุขภาพ การแปลผล Mean Difference t p - value ก่อนทดลอง หลังทดลอง ( ) S . D . ( ) S . D . น้ำหนักตัว ( kg ) 68. 50 11 . 70 4 66 . 76 11 . 25 0 1 . 74 14 . 706 . 000 * ดัชนีมวลกาย ( kg / m 2 ) 27 . 46 3 . 694 26 . 71 3 . 34 4 0 . 75 9 . 084 . 000 * ความดันโลหิตตัวบน (มม.ปรอท) 120 . 18 12 . 650 116 . 50 12 . 78 2 3 . 68 4 . 132 . 000 * ความดันโลหิตตัวล่าง (มม.ปรอท) 75 .12 8 . 80 0 71 . 91 7 . 86 0 0 . 83 1 . 375 . 000 * * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากตารางที่ 12 ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ มีน้ำหนักตัว หลังการท ดลอง เฉลี่ย ( = 66 . 76 ) ลดลงกว่าก่อนการทดลอง ( = 68.50) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0 .05 มีระดับ ดัชนีมวลกายหลังการทดลองค่าเฉลี่ย ( = 26.71) ลดลงกว่าก่อนการทดลอง ( = 27.46) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0 .05 มีระดับ ความดันโลหิตตัวบนหลังการทดลองเฉลี่ย ( = 116.50) ล ดลงกว่าก่อนการทดลอง ( = 120.18) อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0 .05 และ ระดับ ความดันโลหิตตัวล่าง หลัง การทดลองเฉลี่ย ( = 71.91) ลดลง กว่าก่อนการทดลอง ( = 75.12) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0. 0 5 ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์ วิถีธรรมก่อน และหลัง การทดลอง ตารางที่ 13 แสดง ผลของ พฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์ วิถีธรรมของกลุ่มตัวอย่าง ( n ) ก่อน และหลัง การทดลอง ด้านการรับประทาน สมุนไพรปรับสมดุล ( n = 117 ) ประเด็นคำถาม ระดับการปฏิบัติ ระดับการปฏิบัติ ก่อนทดลอง หลังทดลอง ( ) S . D . การ แปลผล ( ) S . D . การ แปลผล ด้านการรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล 1. การดื่มน้ำสมุนไพรปรับสมดุลก่อนอาหาร 3 . 21 1.5 89 ปานกลาง 4 . 68 0 . 654 มาก 2. การดื่มน้ำสมุนไพรปรับสมดุล หลังอาหารทันที 3 . 70 1.5 15 ปานกลาง 3 . 77 1 . 539 ปานกลาง โดยรวม 3.45 0.893 ปานกลาง 4 . 22 0 . 862 มาก จากตารางที่ 13 พบว่า ผู้ ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ มีพฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุข ภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ด้านการ รับประทานสมุนไพรปรับสมดุล ก่อนการทดลองโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 3.45 ± 0.893 คือ มีพฤติกรรมการรับประทานสมุนไพรปรับสมดุลในระดับปานกลาง การดื่มน้ำสมุนไพรปรับสมดุลหลังอาหารทันที เฉลี่ยสูงที่สุด (3.70 ± 1.515) รองลงมาคือ การดื่มน้ำสมุนไพรปรับสมดุลก่อนอาหาร (3.21 ± 1.589) หลังการทดลองโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 4.22 ± 0.862 คือ มีพฤติกรรมการรับประทานสมุนไพรปรับสมดุลในระดับมาก โดยมีพฤติกรรมการดื่มน้ำสมุนไพรปรับสมดุลก่อนอาหารเฉลี่ยสูงที่สุด (4.68 ± 0.654) รองลงมาคือ การดื่มน้ำสมุนไพรปรับสมดุลหลังอาหารทันที (3.77 ± 1.539) ตารางที่ 14 แสดง ผลของ พฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์ วิถีธรรมของกลุ่มตัวอย่าง ( n ) ก่อนและหลังการทดลองด้านการรับประทานอาหาร ปรับสมดุล ( n = 117 ) ประเด็นคำถาม ระดับการปฏิบัติ ระดับการปฏิบัติ ก่อนทดลอง หลังทดลอง ( ) S . D . การแปลผล ( ) S . D . การแปลผล ด้านการรับประทานอาหาร ปรับสมดุล 1 . การ หลีกเลี่ยง กา ร ทาน อาหารรสจัด หวานจัด มันจัด เค็มจัด เผ็ดจัด 3 . 17 1 . 510 ปานกลาง 4 . 68 0 . 654 มาก 2 . การ รับประทานอาหารที่มี เส้นใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ อย่างเพียงพอ 3 . 71 1 . 130 ปานกลาง 3 . 77 1 . 539 ปานกลาง 3 . การ รับประทานอาหาร ปรับสมดุลสูตร 2 น้องพุทธตามหลักการรับประทานอาหารของแพทย์ วิถีธรรม 2 . 36 1 . 534 น้อย 4 . 22 0 . 862 มาก 4 . การเคี้ยวอาหารอย่างละเอียด อย่างน้อย 30 ครั้งขึ้นไปต่อคำ 2 . 36 1 . 323 น้อย 4 . 68 0 . 654 มาก 5 . การ ลด ละ เลิก อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีโทษต่อสุขภาพ เช่น เนื้อสัตว์ ชา กาแฟ ขนมหวาน เครื่องดื่มชูกำลัง 3 . 36 1 . 584 ปานกลาง 3 . 77 1 . 539 ปานกลาง 6. การได้ฝึกทำ อาหารปรับสมดุลร้อนเย็น แบบประหยัด เรียบง่ายและปรุงรสไม่จัด 2 . 52 1 . 590 ปานกลาง 3 . 54 1 . 573 ปานกลาง โดยรวม 2 . 91 1 . 126 ปานกลาง 4 . 21 0 . 597 มาก จากตารางที่ 14 พบว่า ผู้ ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ มีพฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ด้านการ รับประทานอาหารปรับสมดุลก่อนการทดลองโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 2.91 ± 1.126 คือ มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารปรับสมดุลในระดับปานกลาง โดยมี พฤติกรรมการ รับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ อย่างเพียงพอค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (3.71 ± 1.130) รองลงมาได้แก่ การ ลด ละ เลิก อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีโทษต่อสุขภาพ เช่น เนื้อสัตว์ ชา กาแฟ ขนมหวาน เครื่องดื่มชูกำลัง (3.36 ± 1.584) และพฤติกรรมที่ปฏิบัติน้อยที่สุด ได้แก่ การ รับประทานอาหาร ปรับสมดุลสูตร 2 น้องพุทธ ตามหลักการรับประทาน อาหารของแพทย์วิถีธรรม (2.36 ± 1.534) และการเคี้ยวอาหารอย่างละเอียด อย่างน้อย 30 ครั้งขึ้นไปต่อคำ (2.36 ± 1.323) หลังการทดลองโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 4.21 ± 0.597 คือ มีพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ปรับสมดุลในระดับมาก โดยมี พฤติกรรมการปฏิบัติเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การ หลีกเลี่ยง กา ร ทาน อาหาร รสจัด หวานจัด มันจัด เค็มจัด เผ็ดจัด (4.68 ± 0. 654 ) และพฤติกรรม การเคี้ยวอาหารอย่างละเอียด อย่างน้อย 30 ครั้งขึ้นไปต่อคำ (4.68 ± 0. 654 ) รองลงมาได้แก่ การ รับประทานอาหาร ปรับสมดุลสูตร 2 น้องพุทธ ตามหลักการรับประทานอาหารของแพทย์วิถีธรรม (4. 22 ± 0. 8 62 ) และพฤติกรรมที่ปฏิบัติน้อยที่สุด ได้แก่ การฝึกทำอาหารพลังงานต่ำ ( อาหารมังสวิรัติปรับสมดุลร้อนเย็น แบบประหยัด เรียบง่ายและปรุงรสไม่จัด ) มีค่าเฉลี่ย 3.54 ± 1.573 ตารางที่ 15 แสดง ผลของ พฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์ วิถีธรรมของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการทดลองด้านการออกกำลังกาย ประเด็นคำถาม ระดับการปฏิบัติ ระดับการปฏิบัติ ก่อนทดลอง หลังทดลอง ( ) S . D . การแปลผล ( ) S . D . การแปลผล ด้านการออกกำลังกาย 1 . การได้ออกกำลังกายด้วยการเดินเร็ว 2 . 62 1 . 305 ปานกลาง 3 . 21 1 . 057 ปานกลาง 2 . การอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง 2 . 57 1 . 335 ปานกลาง 3 . 43 1 . 335 ปานกลาง 3. การคลายอุ่นร่างกายหลังออกกำลังกายทุกครั้ง 2 . 56 1 . 329 ปานกลาง 3 . 34 1 . 321 ปานกลาง 4 . การ ออกกำลังกาย โดยการเคลื่อนไหวร่างกาย นานเท่าที่รู้สึกพอดี ตามสภาพร่างกาย และ หยุดเมื่อรู้สึกว่าเหนื่อยมาก ๆ 3 . 34 1 . 240 ปานกลาง 3 . 89 1 . 097 มาก 5 . การได้ ใช้แรง บำเพ็ญประโยชน์ ในค่าย เช่น ทำความสะอาดห้องน้ำ ทำความสะอาดศาลาอบรม ทำกสิกรรม ไร้สารพิษ ทำอาหาร และแยกขยะ 2 . 76 1 . 495 ปานกลาง 4 . 20 1 . 085 มาก โดยรวม 2 . 77 1 . 025 ปานกลาง 3 . 61 0 . 887 ปานกลาง จากตารางที่ 15 พบว่า ผู้ ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ มีพฤติกรรมด้านการเดินเร็วและการเคลื่อนไหวร่างกายก่อนการทดลองโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 2.77 ± 1.025 คือ มีพฤติกรรมด้านการเดินเร็วและการเคลื่อนไหวร่างกายในระดับปานกลาง โดยมีพฤติกรรมการ ออกกำลังกาย โดยการเคลื่อนไหวร่างกาย นานเท่าที่รู้สึกพอดี ตามสภาพร่างกาย และ หยุดเมื่อรู้สึกว่าเหนื่อยมาก ๆ ค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (3.34 ± 1.240) รองลงมาได้แก่ การได้ ใช้แรง บำเพ็ญประโยชน์ในค่าย เช่น ทำความสะอาดห้องน้ำ ทำความสะอาดศาลาอบรม ทำกสิกรรมไร้สารพิษ ทำอาหาร และแยกขยะ (2.76 ± 1.495) และพฤติกรรมที่ปฏิบัติน้อยที่สุด คือ คลายอุ่นร่างกายหลังออกกำลังกายทุกครั้ง มีค่าเฉลี่ย 2.56 ± 1.329 หลังการทดลองโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 3.61 ± 0.887 คือ มีพฤติกรรมด้านการเดินเร็วและการเคลื่อนไหวร่างกายในระดับปานกลาง โดยมีพฤติกรรมการ ใช้แรง บำเพ็ญประโยชน์ในค่าย เช่น ทำความสะอาดห้องน้ำ ทำความสะอาดศาลาอบรม ทำกสิกรรมไร้สารพิษ ทำอาหาร และแยกขยะเฉลี่ยสูงที่สุด (4.20 ± 1.085) รองลงมาได้แก่ การ ออกกำลังกาย โดยการเคลื่อนไหวร่างกาย นานเท่าที่ รู้สึกพอดี ตามสภาพร่างกาย และ หยุดเมื่อรู้สึกว่าเหนื่อยมากๆ ( 3 . 89 ± 1.097) และพฤติกรรมที่ปฏิบัติน้อยที่สุด ได้แก่ ออกกำลังกายด้วยการเดินเร็ว มีค่าเฉลี่ย 3.21 ± 1.057 ตารางที่ 16 แสดง ผลของ พฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์ วิถีธรรมของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการทดลองด้านการสวนล้างลำไส้ใหญ่ ประเด็นคำถาม ระดับการปฏิบัติ ระดับการปฏิบัติ ก่อนทดลอง หลังทดลอง ( ) S . D . การแปลผล ( ) S . D . การแปลผล ด้านการ สวนล้างลำไส้ใหญ่ (ดีท็อกซ์) ตามที่ได้เรียนรู้ในค่าย ด้วย น้ำเปล่าหรือน้ำสมุนไพรที่ถูกกับสภาพร่างกาย เพื่อทำให้การขับถ่ายดีขึ้น หรือช่วยให้ลำไส้ใหญ่ทำงานได้เร็วและสะดวก ขึ้นอย่างรู้สึกสบายใจ 2.6 1 1. 597 ปานกลาง 3 . 21 1 . 057 ปานกลาง โดยรวม 2.61 1.597 ปานกลาง 3 . 43 1 . 335 ปานกลาง จากตาราง ที่ 16 พบว่า ผู้ ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ มีพฤติกรรมด้านการ สวนล้างลำไส้ใหญ่ (ดีท็อกซ์) ตามที่ได้เรียนรู้ในค่าย ด้วย น้ำเปล่าหรือน้ำสมุนไพรที่ถูกกับสภาพร่างกาย เพื่อทำให้การขับถ่ายดีขึ้น หรือช่วยให้ลำไส้ใหญ่ทำงานได้เร็วและสะดวก ขึ้น อย่างรู้สึกสบายใจก่อนการทดลองโดยมีค่าเฉลี่ย 2.61 ± 1.597 คือ มีพฤติกรรม ด้านการ สวนล้างลำไส้ใหญ่ระดับปานกลาง ห ลังการทดลองโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 3.4 3 ± 1.3 35 คือ มีพฤติกรรมการ สวนล้างลำไส้ใหญ่ (ดีท็อกซ์) ในระดับปานกลาง ตารางที่ 17 แสดง ผลของ พฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์ วิถีธรรมของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการทดลองด้านการใช้ธรรมะควบคุมสิ่งเร้า ขณะลดน้ำหนัก ประเด็นคำถาม ระดับการปฏิบัติ ระดับการปฏิบัติ ก่อนทดลอง หลังทดลอง ( ) S . D . การ แปลผล ( ) S . D . การ แปลผล ด้านการใช้ธรรมะควบคุมสิ่งเร้าขณะลดน้ำหนัก 1 . แม้ท่านจะสามารถลด ละ เลิกสิ่งที่เป็นพิษภัยบางอย่างได้ (เช่น เนื้อสัตว์ ชา กาแฟ ขนมหวาน) แต่ท่านก็ไม่ปฏิบัติ 3 . 15 1 . 424 ปานกลาง 3 . 73 1 . 627 ปานกลาง 2 . รู้สึกโกรธง่าย โมโหง่าย เมื่อไม่ได้ดังใจหวัง 3 . 28 1 . 224 ปานกลาง 3 . 91 1 . 067 มาก 3 . การรู้สึก เบื่อ เซ็ง เศร้าขณะ ลดน้ำหนัก 3 . 96 1 . 199 มาก 4 . 30 1 . 154 มาก 4 . การรู้สึกไม่ชอบ/ไม่พอใจรูปร่างของ ท่านจนทำให้ไม่อยากพบปะผู้คน 4 . 21 1 . 178 มาก 4 . 48 0 . 988 มาก 5 . การมีโอกาสได้บำเพ็ญประโยชน์แก่บุคคลและสังคม 3 . 33 1 . 160 ปานกลาง 4 . 19 0 . 900 มาก 6 . รู้สึกมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับปัญหาอุปสรรค 3 . 91 1 . 087 มาก 4 . 44 0 . 782 มาก 7 . ถ้ามีสิ่งที่ดีเกิดดั่งใจหมาย ท่านจะรู้สึกเป็นสุข แต่ถ้าสิ่งที่ดีไม่เกิดดั่งใจหมาย ท่านจะรู้สึกเป็นทุกข์ใจ 2 . 72 1 . 159 ปานกลาง 3 . 28 1 . 258 ปานกลาง 8 . ได้รับกำลังใจจากจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม 3 . 12 1 . 657 ปานกลาง 4 . 41 0 . 822 มาก โดยรวม 3 . 46 0 . 735 ปานกลาง 4 . 09 0 . 593 มาก จากตารางที่ 17 พบว่า ผู้ ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ มีพฤติกรรมด้านการใช้ธรรมะควบคุมสิ่งเร้าขณะลดน้ำหนักก่อนการทดลอง โดยรวมมีค่าเฉลี่ย 3.46 ± 0.735 คือ มีพฤติกรรมด้านการใช้ธรรมะควบคุมสิ่งเร้าขณะลดน้ำหนักในระดับปานกลาง โดยมีพฤติกรรมเกี่ยวกับการรู้สึกไม่ชอบ/ไม่พอใจรูปร่างของตนเอง จนทำให้ไม่อยากพบปะผู้คน เฉลี่ยสูงที่สุด (4.21 ± 1.178) รองลงมาได้แก่ การรู้สึก เบื่อ เซ็ง เศร้าขณะลดน้ำหนัก (3.96 ± 1.119) และพฤติกรรม ที่ปฏิบัติน้อยที่สุด ได้แก่ ถ้ามีสิ่งที่ดีเกิดดั่งใจหมาย ท่านจะรู้สึกเป็นสุข แต่ถ้าสิ่งที่ดีไม่เกิดดั่งใจหมาย ท่านจะรู้สึกเป็นทุกข์ใจ มีค่าเฉลี่ย 2.72 ± 1.159 หลังการทดลองโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 4.09 ± 0.593 คือ มีพฤติกรรมด้านการใช้ธรรมะควบคุม สิ่งเร้าขณะลดน้ำหนักในระดับมาก โดยพบว่า ผู้ ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ มีพฤติกรรมเกี่ยวกับความรู้สึกไม่ชอบ/ไม่พอใจรูปร่างของตนเอง จนทำให้ไม่อยากพบปะผู้คน เฉลี่ยสูงที่สุด (4.48 ± 0.988) รองลงมา ได้แก่ รู้สึกมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับปัญหาอุปสรรค (4.44 ± 0.782) และพฤติกรรมที่ปฏิบัติน้อยที่สุด ได้แก่ ถ้ามีสิ่งที่ดีเกิดดั่งใจหมาย ท่านจะรู้สึกเป็นสุข แต่ถ้าสิ่งที่ดีไม่เกิดดั่งใจหมาย ท่านจะรู้สึกเป็นทุกข์ใจ ค่าเฉลี่ย 3.28 ± 1.258 ตารางที่ 18 แสดง ผลของ พฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์ วิถีธรรมของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการทดลองด้านการรู้เพียรรู้พักให้พอดี ประเด็นคำถาม ระดับการปฏิบัติ ระดับการปฏิบัติ ก่อนทดลอง หลังทดลอง ( ) S . D . การแปลผล ( ) S . D . การแปลผล ด้านการรู้เพียรรู้พักให้พอดี 1 . มีปัญหาการนอน เช่น การนอนไม่หลับหรือการนอนมาก 3 . 09 1 . 164 ปานกลาง 4 . 44 0 . 782 มาก 2 . การเข้านอน 21 : 00 น. และตื่นนอน 04 . 30 น. 3 . 16 1 . 480 ปานกลาง 3 . 28 1 . 258 ปานกลาง 3 . การทำงานด้วยความเพียรพยายามอย่างเต็มที่ และพักผ่อนอย่างเพียงพอ (มีกำลังเต็ม) 3 . 56 1 . 110 ปานกลาง 4 . 41 0 . 822 มาก 4 . การรู้สึกสบาย เบากาย และมีกำลังขณะลดน้ำหนัก 3 . 44 1 . 335 ปานกลาง 4 . 09 0 . 593 มาก โดยรวม 3 . 31 0 . 893 ปานกลาง 4 . 44 0 . 782 มาก จากตารางที่ 18 พบว่า ผู้ ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ มีพฤติกรรมด้านการรู้เพียรรู้พักให้พอดีก่อนการทดลอง โดยรวมมีค่าเฉลี่ย 3.31 ± 0.893 คือ มีพ ฤติกรรมด้านการรู้เพียรรู้พักให้พอดีในระดับปานกลาง โดยมีพฤติกรรมเกี่ยวกับ การทำงานด้วยความเพียร พยายามอย่างเต็มที่ และพักผ่อนอย่างเพียงพอ (มีกำลังเต็ม) เฉลี่ยสูงที่สุด (3.56 ± 1.110) รองลงมาได้แก่ การรู้สึกสบาย เบากาย และมีกำลังขณะลดน้ำหนัก (3.44 ± 1.335) และพฤติกรรมที่ปฏิบัติน้อยที่สุด ได้แก่ มีปัญหาการนอน เช่น การนอนไม่หลับหรือการนอนมาก มีค่าเฉลี่ย3.09 ± 1.164 ห ลังการทดลองโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 4.44 ± 0. 782 คือ มีพฤติกรรมด้านการรู้เพียรรู้พักให้พอดีในระดับมาก โดยมีพฤติกรรม เกี่ยวกับ ปัญหาการนอน เช่น การนอนไม่หลับหรือการนอนมาก เฉลี่ยสูงที่สุด (4.4 4 ± 0. 782 ) รองลงมาได้แก่ การทำงานด้วยความเพียรพยายามอย่างเต็มที่และพักผ่อนอย่างเพียงพอ (มีกำลังเต็ม) (4.4 1 ± 0. 822 ) และพฤติกรรมที่ปฏิบัติน้อยที่สุด ได้แก่ การเข้านอน 21 : 00 น. และตื่นนอน 04 . 30 น. มีค่าเฉลี่ย 3.28 ± 1.2 58 ตอนที่ 4 การ เปรียบเทียบพฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพ ตามหลักการแพทย์ วิถีธรรมก่อนและหลัง การทดลอง ตารางที่ 19 เปรียบเทียบพฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพ ตามหลักการแพทย์ วิถีธรรม ก่อนและหลัง การทดลอง ( n =
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive