สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน เอกชนที่ทำงานราชการ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข18 มีนาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

เอกชนที่ทำงานราชการ มาพูดถึงเรื่องพวกเราบ้าง ในเดือนหนึ่งๆ จะได้มาเป็นกิจจะลักษณะที่ศีรษะอโศกหนึ่งครั้ง มาพบพวกเรา มาสอน มาอธิบาย มาเทศนา อย่างที่กำลังทำนี้ มาบิณฑบาต มาเทศนา เท่าที่จะมีเวลาก็ช่วยกันไป ชุมชนชาวอโศกมีหลายชุมชน อาตมาก็ไม่ได้แวะเวียนไปหาทั้งหมด ก็น่าเห็นใจ บางแห่งก็หลายปีไป บางทีเป็นชุมชนอาตมาก็ยังไม่เคยไปเลยก็มี เขาก็ได้เอาคำสอนจากโทรทัศน์และที่บันทึกไป ไปใช้ เดี๋ยวนี้ก็เห็นรูปด้วย แต่ก่อนฟังแต่เสียง สังคมที่อาตมาพาทำและเกิดชุมชนต่างๆ เกิดชุมชนอย่างเป็นปึกแผ่น บางชุมชนก็ได้รับตั้งสถานะเป็นหมู่บ้าน ตามนิตินัยของประเทศ อย่างเช่นหมู่บ้านศีรษะอโศก เป็นหมู่ที่ 15 ตำบลกระแชง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ชุมชนที่ได้รับเป็นนิตินัยเป็นหมู่บ้านอีกที่หนึ่งคือราชธานีอโศก มีการบริหารเป็นหมู่กลุ่ม ที่มีสังคมประชากร มีสมาชิกที่เรียกว่าหมู่บ้าน ก็บริหารการตามหลักเกณฑ์ ของกฎหมายในประเทศ ก็มีการได้รับ งบประมาณ ได้รับเงินทองดูแลอะไรต่างๆนานา ก็มีเจ้าหน้าที่ ระดับผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อบต อสม. ตามวิธีการของรัฐบาลเขา สรุปได้ว่างานที่อาตมาทำนี้ เป็นงานช่วยรัฐบาล แต่พูดไปแล้วเหมือนทวงบุญคุณ อาตมาทำงานอย่างไม่มีหน้าที่ทางการ แต่ก็ทำหน้าที่จะรวบรวมคนอบรมคน สั่งสอนคนให้ทำอาชีพ ให้ทำกัมมันตะ ให้มีวาจากรรม วจีกรรมที่เหมาะควร สามารถจัดสรรกับจิตใจตนเองได้ มีสังกัปปะ รู้จักระงับจิตใจที่เป็นอกุศล หรือสามารถฆ่ามัน จนไม่มีในจิตได้เลยก็ดี คนที่จะเป็นอาริยบุคคลอย่างที่ว่า แล้วก็มีกายกรรม วจีกรรม มีมโนกรรมเป็นประธาน มีพฤติกรรมอยู่ในสังคม สังคมเราถึงสามารถเกิดพฤติกรรมสังคม ถึงขั้นสาธารณโภคี ชาวอโศกชุมชนและหมู่บ้าน แม้แต่ชุมชนที่ไม่ได้รับแต่งตั้งทางนิตินัยว่าเป็นหมู่บ้าน ก็ตาม

อ่านต่อ

เราก็ทำของเราไป แม้ไม่ได้รับงบประมาณ เพราะไม่ได้รับเป็นหมู่บ้านทางนิตินัย เพราะว่ามีชุมชนอยู่น้อยในชาวอโศก ก็ดูแลพัฒนาการ ช่วยกันอบรมสั่งสอน ให้มีพฤติกรรมอยู่ในสังคมได้ พฤติกรรมสังคมไม่เป็นภัยเป็นโทษต่อสังคม แต่มีประโยชน์คุณค่าต่อสังคม อาตมาทำงานแบบนี้มาตั้งแต่ออกบวช ทางรัฐศาสตร์จะเข้าใจหรือไม่ ศาสนาของพระพุทธเจ้านั้นช่วยสังคมมนุษยชาติ ช่วยพัฒนามนุษยชาติ อยู่ในสังคมให้เป็นสังคมที่ดีในรัฐในประเทศ ทางรัฐศาสตร์ ก็น่าจะเข้าใจอันนี้อยู่ และอาตมาว่า อาตมาชัดเจนในธรรมะของพระพุทธเจ้า ตามหลักธรรมที่กล่าวไปว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้า นั้นพัฒนาอาชีพ พัฒนากัมมันตะ พัฒนากายกรรมวจีกรรม พัฒนาจิต สังกัปปะ ให้เป็นคนที่มีจิตที่เป็นประธานของสิ่งทั้งปวง เมื่อจิตใจได้รับการศึกษาฝึกฝนอบรมให้เป็นอาริยบุคคล เป็นผู้ที่ไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีอกุศล สามารถทำแต่สิ่งที่ดี มีจิตใจที่บรรลุธรรม ไม่ทำบาปทั้งปวงทำแต่ดี เป็นจิตที่ผ่องใส เป็นจิตใจของพระอรหันต์ คนที่รับการศึกษาฝึกฝนอบรมดีแล้ว นอกจากจะเรียนรู้ โดยพัฒนาจิตวิญญาณ พัฒนาพฤติกรรมอาชีพ ก็ยังตั้งโรงเรียนซ้อน เอาวิชาการทางโลกที่เขาจะต้องสอนเยาวชน ก็พยายามจะสอนทั้งเยาวชนและอยู่ในวัยรุ่นวัยโต ให้การศึกษาตามระบบของรัฐบาล เราก็ทำได้ มีทั้งชั้นประถมมัธยม ได้แล้ว กำลังจะขอให้ต่อให้เป็นอุดมศึกษา ก็ยังไม่ได้ อาตมาก็ว่าอาตมาจริงใจ พยายามมาช่วยประเทศชาติรัฐบาล อบรมศึกษาให้คนเป็นคนดี ตั้งแต่ทำสัมมาอาชีพ ที่ไม่เป็นภาระต่อรัฐบาล ไม่เป็นภาระต่อสังคม ไม่เป็นอาชีพ กุหนา ลปนา เจริญด้วย เนมิตกตา แล้วทำตนให้ไม่มอบตนในทางผิด นิปเปสิกตา ไม่มอบตนกับทุนนิยม ที่เป็นระบบ maximize profit เป็นระบบที่ขูดรีด เอากำไรให้แก่ตนมากที่สุด เป็นระบบกอบโกยเอาเปรียบเอารัด เราถือว่าเป็นระบบที่อยู่ในทางผิด พวกเราจะเข้าใจ ไม่ไปมอบตอนรับใช้นายทุน แต่ก็ยังมีอยู่บ้าง แต่ผู้ที่เป็นชาวอโศกรู้แล้ว จะไม่รับใช้นายทุน โดยเฉพาะไปรับใช้ผู้ที่ทำผิดกฎหมายหรือทำอกุศล แม้ที่สุด ถึงขั้นอาชีพที่สูงสุดพ้นจากมิจฉาอาชีวะข้อที่ 5 พ้นลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา เป็นอาชีพที่ทำงานฟรี ไม่รับรายได้ตอบแทน ทำงานแล้วยกให้ส่วนกลางหมดเลย อาศัยกินอาศัยใช้อยู่ในสังคมนั้น ไม่ไปแบ่งเอาส่วนได้อะไรมาเป็นของตัวของตน ถ้าสมควรจะเบิกใช้ส่วนกลางบ้าง ก็เบิกตามจำเป็น จึงเป็นมนุษย์ศิวิไลซ์ เป็นมนุษย์เจริญมนุษย์พัฒนาอาริยะ เป็นสังคมอาริยะ ไม่เป็นภาระสังคม แต่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม ขอยืนยันว่าเป็นความจริงเพื่อให้ผู้ที่ศึกษารัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ของพวกเราเป็นเศรษฐศาสตร์ระดับสาธารณโภคี เศรษฐศาสตร์สาธารณโภคี เป็นหัวใจของเศรษฐศาสตร์ ที่ชาวคอมมิวนิสต์ต้องการ เป็นคอมมูนใหญ่ ซี่งทุกคนที่เป็นสมาชิก ทำงานไม่เอาเปรียบแก่งแย่งกัน แล้วให้แก่ส่วนกลางทั้งหมดเป็นยอดหัวใจของคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์ เองไม่สามารถทำให้สำเร็จได้อย่างนี้ เขาต้องการให้เป็นสาธารณะโภคีแต่ทำไม่ได้ อาตมานี้เป็นจอมหัวโจกคอมมิวนิสต์ใหญ่ ซึ่งแต่ก่อนพูดอย่างนี้ไม่ได้นะ แต่ตอนนี้พูดได้แล้ว เป็นระบบที่ทำงานแล้วไม่ต้องจัดสรรให้ยากเลย เอาเข้าส่วนกลางหมดเลย มีคณะหมู่กลุ่มเจ้าหน้าที่ส่วนกลางจัดสรร ผลิตอะไรที่เป็นผลผลิต ก็ยกให้กองกลางหมด ก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยจัดสรรแจกจ่าย ผู้ผลิตก็มีหน้าที่ออกแรงงาน ทำจนเกิดผลผลิต ผู้ที่จัดสรรแจกจ่าย ก็จัดสรรให้ดี จึงเป็นระบบคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์ที่ยิ่งใหญ่ เป็นระบบสุดยอดประชาธิปไตย เป็นระบบที่เอาผลผลิตเข้ากองกลาง แล้วแบ่งแจกกันให้ยุติธรรม สรุปแล้วก็คือการบริหารสังคม นัยเดียวกันกับรัฐบาลทำเลย กับศาสนาพุทธ ผู้ที่จะมีจิตใจเป็นสาธารณะพร้อมที่จะต้องมี จิตพุทธพจน์ 7 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) 3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน ช่วยเหลือกัน=รับใช้ผู้อื่น) 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.22 ข.282-283)

พลังงานที่จะสูญเสียมีน้อย แต่จะเก็บเอาพลังงานดีๆมาใช้งานได้เยอะ มีความเป็นปึกแผ่น ลักษณะความเป็นปึก อโศกมีมากมีเด่น ไปไหนกันเป็นปึก เป็นลักษณะสภาพของความเจริญเป็นอริยะเป็นความศิวิไลซ์ อาตมาทำงานในปางนี้ เกิดมาเป็นโพธิรักษ์ ทางศาสนาก็ปกาศนียกรรมว่ามาทำลายศาสนาพุทธ ทั้งที่อาตมายืนยันว่าเป็นเนื้อแท้ วิมังสาของศาสนาพุทธ เพราะอาตมามาสอนคนให้ อย่าไปทำอาชีพกุหนา ลปนา เนมิตกตา นิเปสิกตา จนพ้นลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา ทำงานถึงขั้นไม่มอบตนในทางที่ผิด ที่ต้องรับรายได้ก็รับไม่แพง อย่างที่ในหลวงสอนให้พอเพียง ให้น้อยเข้าไว้จะดี จนในหลวงสอนว่า เอาอย่างคนจน เดี๋ยวนี้ก็ว่าจะทำตามพ่อสอน อาตมาก็ดีใจ แล้วขอให้ทำตามพ่อสอนจริงๆนะ พ่อเราสอนว่าทำแบบคนจน ทำแบบพอเพียง สำทับอีกว่าขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา อโศกเอามาเผยแพร่พระราชดำรัสนี้ ไม่มีสื่อสารช่องอื่นเอาตาม แต่ก็พูดว่าทำตามพ่อสอน แต่คลิปสองคลิปนี้ เป็นยอดคำสอนของพ่อนะ แบบคนจนกับขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา แต่ไม่เข้าใจคำสอนอันสุดวิเศษเป็นโลกุตระนี้ ในหลวงของเราเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านมีพระปัญญาธิคุณที่เอามาตรัสเอามาบอกให้รับรู้แล้วปฏิบัติตาม มันเป็นโลกุตระธรรมทั้งนั้น แต่ขออภัยวงการศาสนายังไม่รับคำสอนของในหลวง ไม่เอามาขยายความ มีแต่โพธิรักษ์ชาวอโศกสนับสนุนคำพ่อสอนคำนี้ ถ้าเมืองไทยทำได้จะเป็นมหาคุณาการเลย ขออภัยที่ต้องพูดความจริงว่า ศาสนาพุทธทุกวันนี้ แม้แต่สถาบันหลักของศาสนาพุทธ ก็ไม่เป็นไปทางโลกุตรธรรม มีแต่โลกียธรรมมากมายเต็มไปหมด ล่า ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เต็มไปหมด ไม่รู้ว่าสุขเท็จ มีแต่ทุกข์เท่านั้น ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สุขคือสุขขัลลิกะ คือสุขเท็จ ทำไมสุขเรียกว่าอัลลิกะ(หลอก เท็จ) แต่ทุกข์กลับเรียกว่า ทุกขอริยสัจ ความสุขเป็นของแสวงหาได้ตาม ผัสสะ รู้สึกวาบ แล้วก็หายมีแต่สัญญาที่จดจำระลึกเอามาได้ ปั้นมาได้ลมๆ แล้งๆไม่มีของจริง มันจำได้แล้วมาปรุงแต่งใส่อารมณ์เสพ ของจริงต้องมี ตากระทบรูป หูกระทบเสียง….มีปสาทรูป โคจรรูปทำงานร่วมกัน เกิดภาวรูป เราก็ทำให้อิตถีภาวะนั้น ที่ดิ้นอยู่นี้หมดไป เหลือแต่ปุริสภาวะ อิตถีภาวะคือภาวะเท็จ มีอันเดียวคือตากระทบรูปก็รู้อย่างที่เห็น ไม่มีความชอบไม่ชอบ ไม่มีความเท็จ เหลือแต่เวทนาเดียว ที่เป็นเวทนาแท้ ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะที่ช่วยสังคมประเทศชาติ และผู้บริหารจะต้องอุดหนุนจุนเจือช่วยเหลือศาสนา เพราะว่าเป็นผู้ที่ทำงานให้แก่สังคมประเทศชาติโดยไม่มีค่าจ้าง ผู้ที่ทำงานให้แก่ประเทศชาติ เรียกว่าข้าราชการ เขาก็เอาเงินของประเทศชาติมาจ้างให้แสดงงานบริหารประเทศ ส่วนนักธรรมะเป็นผู้ที่ทำตนเองให้ไม่เป็นภาระ ไม่เป็นโทษภัยต่อสังคม เพราะว่าตัวที่เป็นโทษภัยนั้นคือกิเลส เราก็ลดกิเลสได้ จะทำแต่ประโยชน์กับสังคม ชุมชนอโศกนั้นพยายามทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมประเทศชาติแล้วศึกษา ลดโทษภัยในตนจริงๆ ชาวอโศกเรามีการพัฒนาตนตามหลักสูตรทฤษฏีของพระพุทธเจ้า มีอรหันต์ด้วยแต่คนเข้าใจอรหันต์ไม่ได้ เข้าใจอรหันต์ผิดเพี้ยนไปเข้าใจว่าอรหันต์ต้องไปนั่งหลับตา ไม่เกี่ยวข้องกับสังคม ปลีกแยกออกไปจากสังคม นั่นคือพระอรหันต์แบบสุดโต่งที่เขาเข้าใจกัน พระอรหันต์ คือ เอกชนที่ทำงานราชการ ยิ่งกว่าข้าราชการ ข้าราชการนั้นอยู่ในทะเบียนแล้ว รับรายได้ตอบแทน ส่วนเอกชนในราชการ เป็นยิ่งกว่าข้าราชการ เป็นราชการหรือทำงานรับใช้งานพระเจ้าแผ่นดิน คือผู้ที่รับใช้ข้าราชการ ช่วยงานของแผ่นดินของพระเจ้าแผ่นดิน เพราะฉะนั้นนักการศาสนานี่คือ ผู้ที่ทำตนช่วยราชการ โดยไม่รับเงินเดือน ข้าราชการนั้น รับเงินจากรัฐบาล สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็รับเบี้ยหวัดจากในหลวงโดยตรง พวกเราพวกนักศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าแท้ๆ เป็นข้าราชการยิ่งกว่าข้าราชการและเป็นเอกชนด้วย เพราะว่ามีอิสระเสรีภาพเต็มที่ ถ้าเป็นข้าราชการอย่างมีระเบียบวินัย มีสิทธิตามหน้าที่ เมื่อมีหน้าที่ก็จะมีสิทธิยิ่งกว่าเอกชน อย่างเช่นตำรวจได้สิทธิพิเศษที่จะจับคนผิดได้ แต่คนธรรมดา ไม่มีสิทธิไม่มีหน้าที่จะไปจับคนได้ จับเขาก็ปรับเอาหรือตบเอาได้ คนที่ศึกษาธรรมะแล้ว ก็จะเอาธรรมะมาช่วยประเทศชาติยิ่งกว่าข้าราชการ เพราะว่าไม่ได้รับเงินเดือนอย่างข้าราชการ ไม่ได้เห็นแก่ตัว เพราะว่าเป็นอาริยะเป็นผู้ประเสริฐแล้ว ทำประโยชน์ โดยไม่ทำอกุศล ไม่ทำกุหนา(โกง) ลปนา(หลอกลวง) นิเปสิกตา (เป็นคนที่มาพัฒนา) ให้เป็นพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ให้ได้ สุดท้ายคือทำงานแบบไม่รับค่าตอบแทน พ้นลาเภนลาภังนิชิคิงสนตาได้ อาตมาพัฒนาคนไทยได้จนเป็นกอบเป็นกำ ได้แก่ชาวอโศก ขอยืนยันว่าเป็นพระอาริยบุคคล เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ได้จริง แต่ในวงการศาสนานั้น ไม่เข้าใจ เขาไม่รู้หรอกว่าพระอรหันต์เป็นอย่างไร อรหันต์จะมี 2 อย่าง 1. พระอรหันต์แบบ อุภโตภาควิมุติ 2. พระอรหันต์แบบปัญญาวิมุติ คือเข้าใจแล้วว่าอย่างไหนเป็นอกุศล มีปัญญารู้หมด แต่ว่าทำไม่ได้หมดตามที่รู้ ถ้าทำได้หมดตามที่รู้เรียก อุภโตภาควิมุติ จิตทำได้ตามที่รู้ ว่าอย่างนี้ไม่ดีก็หยุดทำสิ่งไม่ดี สัพพปาปสอกรณัง ทำแต่ดี คนชนิดนี้ของชาวอโศกมี ปัญญาวิมุติก็มี อุภโตภาควิมุติก็มี ตามฐานะที่รู้บริสุทธิ์ใจ การวัดค่าอรหันต์จึงไม่ได้วัดค่าง่ายๆ จะต้องขึ้นอยู่กับจิต จิตของเขามีกิเลส จะทำชั่วอยู่ไหม ถ้ามีต้องล้างกิเลสของตน ถ้าคนๆนี้อยู่กับสังคม เขาไม่มีจิตไปทำชั่วก็ไม่ต้องล้าง เขาทำอย่างปกติแล้ว เช่นจิตชาวอโศกที่ไม่คอร์รัปชั่นไม่หลอกลวง 1 ไม่ฆ่าสัตว์ 2 ไม่หลอกลวงใคร 3 ราคะก็ไม่มาก ราคะก็ประมาณหนึ่งผัวเดียวเมียเดียว รูปรสกลิ่นเสียงก็เอาประมาณหนึ่ง ไม่จัดจ้าน ไม่พูดโกหก อบายมุขไม่มี โสดาบันของชาวอโศกมีเยอะ สกิทาคามีก็รู้ได้ด้วยศีล 8 ที่ไม่ต้องประดับตกแต่งฐานะแห่งการแต่งงามใหญ่โต ไม่เอามาบำเรอตน ตนเองไม่ทำ แต่ส่วนรวมศาลาที่พักต้องทำใหญ่ ผืนดินต้องใหญ่กว้าง ก็ทำใหญ่เพื่อมวล ไม่ได้ทำใหญ่เพื่อตัวเอง ตัวเองจะได้มีอำนาจสั่งการ ไม่มีใครรู้เลยจะสั่งสร้างอะไรใหญ่โตเองได้เลย อย่างที่หมอมโนมาบอกว่าธัมมชโยไม่เคยแสดงบัญชีที่ได้เงินมาเท่าไหร่เลย นี่คืออำนาจบาตรใหญ่ เผด็จการสูงสุด แต่คนเหล่านั้นจะถูกสะกดจิตครอบงำไปหมด เขาเลยไม่สงสัยว่าธัมมชโยเอาเงินไปทำอะไร เขาเชื่อสนิทเลยว่า พ่อของเขาบริสุทธิ์ที่สุด เขาจะเอาเงินไปใช้ทิ้งขว้างทุจริต ใช้ส่วนตัวอย่างไรไม่เคยรู้จัก นี่คือตัวอย่างที่เกิดในโลก ในประเทศไทย ที่เกิดขึ้นกับสมีไชยบูลย์ เขาโกงเงินจนกระทั่งเอาไปเป็นของตัวเอง ใส่บัญชีตัวเอง แล้วก็จำนนก็ต้องเอามาคืน เสร็จแล้วอัยการก็ถอนฟ้องอีก แต่พฤติกรรมโกงนี้เติมกรรมที่ทำสำเร็จแล้ว แต่เขาก็อยู่ได้ ประเทศชาติก็ไม่ทำอะไรเขา นี่คือประเทศไทยที่น่าสงสาร ประเทศไทยที่น่าสงสาร เหมือนกับหนังสือแบบเรียนสมัยนี้ ไก่ผู้น่าสงสาร ไม่รู้ไม่เห็นว่าคนดีเป็นอย่างไร แล้วคนชั่วเห็นอยู่กลับไม่ทำอะไร มันยิ่งน่าสน อาตมาได้พาคนมาเป็นชาวอโศก ที่เป็นคนลดละกิเลสได้จำนวนหนึ่งจริงๆ แล้วมีผล ทำงานมาในชีวิตนี้ ก็ได้ผลพอสมควร พูดไปแล้วเหมือนทวงบุญคุณทวงความ แต่ไม่ใช่ อาตมากำลังพูดลักษณะที่ดีให้ฟังว่า ควรมาช่วยกันทำเช่นนี้ ช่วยกันอย่างที่อาตมาพาทำ

591221_เทศน์ก่อนฉัน ศีรษะอโศก เอกชนที่ทำงานราชการ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน